Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การปฏิบัติในรูปแบบ เจริญสมถะและวิปัสสนา

mp 3 (for download) : การปฏิบัติในรูปแบบ เจริญสมถะและวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไหว้พระสวดมนต์นะ พอสมควร ระลึกถึงครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ระลึกแล้วจิตใจสงบจิตใจมีความสุข ก็ภาวนาต่อ ถ้าวันไหนมันยังไม่สงบ ก็ทำสมถะกรรมฐาน พุทโธไปเรื่อยๆ สงบก็พุทโธ ไม่สงบก็พุทโธ ช่างมัน อย่าไปหวังว่าจะสงบ พุทโธๆไป จิตใจฟุ้งซ่านก็รู้ไป รู้เฉยๆ อย่าไปยุ่ง อย่าไปแทรกแซง รู้ด้วยความสบายใจ อยู่กับความวุ่นวาย ด้วยความสบายใจไป พออยู่อย่างนั้นได้นะ ใจจะสงบอย่างรวดเร็วเลย หรือรู้ลมหายใจถ้าไม่ชอบพุทโธก็รู้ลมหายใจ หรือดูท้องพองยุบ ขยับมือทำจังหวะอะไรก็ได้ แล้วก็รู้ทันใจที่สบายๆ รู้ไปอย่างสบายๆ ถ้าใจมันหนีไปใจมันหลงไป ไม่ห้าม ไม่ไปดึงคืน ให้แค่รู้ทัน ตอนที่หลงไปนี่เรียกว่า หย่อนไป ตอนที่พยายามไปดึงคืน พยายามบังคับไม่ให้ไป เนี่ย ตึงเกินไป ทางสายกลางอยู่ที่รู้ว่ามันหลงไป

ทำในรูปแบบ ทำกรรมฐานในรูปแบบสักอย่างหนึ่ง เช่น พุทโธ หายใจ พองยุบ ทำจังหวะมือ อะไรก็ได้นะถ้าจิตเคลื่อนไปแล้วรู้ จิตเคลื่อนแล้วรู้ แป๊บเดียวจิตก็จะตั้งมั่นได้สมาธิขึ้นมา ถ้าได้สมาธิแล้ววันไหนเหน็ดเหนื่อยมาก ก็พักผ่อนอยู่กับความสุขความสงบของสมาธิ มีสติไม่ขาดสติ ไม่เคลิ้ม รู้เนื้อรู้ตัว บางทีร่างกายหายไป ความรู้สึกตัวก็ยังอยู่ ไม่เคลิ้มลืมเนื้อลืมตัวไป ได้พักผ่อน ได้พักผ่อน

แต่วันไหนถ้าเราไหว้พระสวดมนต์แล้วจิตใจสงบมีเรี่ยวมีแรงแล้วนะ ก็อย่ามัวพักผ่อน เสียเวลา เจริญปัญญาไปเลย ถ้าเราพุทโธๆอยู่ เราเจริญปัญญาด้วยการ เห็นจิตที่มันปรุงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันไหลไป มันฟุ้งซ่าน พอรู้ทันมันก็ตั้งมั่นมันสงบ เดี๋ยวก็ฟุ้ง เดี๋ยวก็สงบ เดี๋ยวฟุ้ง เดี๋ยวสงบ แสดงความไม่เที่ยงให้เกิดขึ้นให้เห็นประจักษ์ขึ้นมานะ พุทโธไป เดี๋ยวมีความสุข บางทีพุทโธไปจิตใจไม่มีความสุขก็เห็นอีกนะ จิตเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ไม่สุข เดี๋ยวเฉยๆ หมุนเวียนไปเรื่อย มีแต่ของไม่เที่ยง อย่างนี้เรียกว่าเจริญปัญญา

หรือเราดูลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก เราไม่ได้สบายอยู่กับลมหายใจสบายอยู่กับลมหายใจเป็นสมถะ เราหายใจไปเราเห็น ร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู ร่างกายกับใจนี้คนละอันกัน ร่างกายไม่ใช่เราหรอกเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า อย่างนี้เรียกว่าเดินปัญญา เห็นร่างกายมันหายใจมันไม่ใช่ตัวเรา เดินปัญญาอยู่ หรือขยับมืออะไรก็ได้มันก็จะเห็นร่างกายมันทำงาน ใจมันอยู่ต่างหาก ใจเป็นคนดู แยกกายแยกใจ ค่อยๆ ทำไป เนี่ยก็เดินปัญญา เดินปัญญาด้วยการดูกาย เห็นร่างกายมันทำงาน ไม่ใช่ตัวเรา เดินปัญญาด้วยการดูจิต มันจะเห็นเลยจิตใจนะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ใช่ตัวเรา ดูไปเรื่อย

ในการทำในรูปแบบนะ ไหว้พระสวดมนต์ แล้ววันไหนฟุ้งซ่านทำความสงบให้จิตสบายในอารมณ์อันเดียว วันไหนมีกำลังพอแล้วเดินปัญญา ดูความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจไปเลย อย่าไปสงบอยู่เฉยๆ ไม่มีมรรคผลนิพพานจะเกิดขึ้นหรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอังคารที่ ๒๓ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
File: 560723A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จริตสำหรับการทำสมถะและวิปัสสนา

mp 3 (for download) : จริตในการทำสมถะและวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: กรรมฐานในสติปัฏฐาน ๔ แยก กาย เวทนา จิต ธรรม กายและเวทนา นี่กลุ่มหนึ่ง จิตและธรรม เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง จริตนิสัยของคนเราในเวลาทำสมถะกับวิปัสสนา การแยกจริตจะไม่เหมือนกัน

ถ้าเวลาเราจะทำสมถะ เราดูจริตมี ๖ อย่าง ๑) ราคจริต ๒) โทสจริต ๓) โมหจริต ๔) พุทธิจริต ๕) วิตกจริต ๖ สัทธาจริต

อย่างพวกศรัทธามากๆ เนี่ย ก็คิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงอะไรอย่างนี้นะ ใจก็สบาย สงบ พวกฟุ้งมากๆ ก็รู้ลมหายใจไป อะไรอย่างนี้นะ พวกขี้โมโห ก็เจริญเมตตา พวกบ้ากามก็พิจารณาอสุภะอะไรอย่างนี้ พิจารณาความตายอะไรไป แล้วใจก็สงบ

แต่อารมณ์จริตนิสัย จริตที่ใช้ทำวิปัสสนานะ เราแยก ๒ ส่วนเท่านั้นเอง เรียกว่า

๑) ตัณหาจริต พวกรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม

๒) ทิฏฐิจริต พวกเจ้าความคิด เจ้าความเห็น

- พวกตัณหาจริต มีกรรมฐานที่เหมาะคือ การดูกาย หรือ เวทนา

- พวกทิฏฐิจริต เจ้าความคิดเจ้าความเห็น มีกรรมฐานที่เหมาะคือ ดูจิต หรือ ธรรม

ทำไมแต่ละจริตต้องมี ๒ อย่าง

-พวกรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม ดูกาย หรือ เวทนา พวกที่ปัญญาแก่กล้าแล้วจะไปดูที่เวทนา พวกที่ยังไม่แก่กล้าดูกาย กายดูง่ายกว่าเวทนา

-พวกเจ้าความคิด เจ้าความเห็นนี่ ดูจิตเอา เห็นจิตเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง นี่ดูง่าย ถ้าปัญญามันแก่กล้าขึ้นไปก็ไปดูธัมมา เจริญธัมมานุปัสสนานะ จะเห็นความละเอียดลึกซึ้งประณีตของสภาวธรรมแต่ละอันๆ อย่างจิตตานุปัสสนาเห็น จิตมีโทสะ รู้ว่ามีโทสะ ดูแค่นี้เอง ถ้าขึ้นไปถึงธัมมานุปัสสนา มันจะประณีตขึ้นไปอีก อย่างจิตมีปฏิฆะ ความไม่พอใจเกิดขึ้น มีพยาบาท พยาปาทะ ไม่พอใจ คิดถึง ตรึกถึงอารมณ์ที่ไม่พอใจเนี่ยเห็นละ ไม่ต้องรอให้โกรธ มันประณีตกว่ากัน เรารู้ด้วยว่าทำไมถึงเกิดจิตที่มีความพยาบาทขึ้น รู้ด้วยว่าทำยังไงความพยาบาทจะไม่เกิดขึ้น เห็นมั้ยจะรู้เหตุ รู้ผล รู้ลึกซึ้งลงไปอีก หรือดูโพชฌงค์ จะเห็นเลยคุณธรรมมันค่อยๆ อัพเกรดขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ดูยากกว่ากัน

พวกเราสันนิษฐานไว้ก่อนก็แล้วกันนะเพื่อความปลอดภัยว่าพวกเราอินทรีย์อ่อน อินทรีย์แข็งคงไปเรียนจากพระพุทธเจ้าแล้วคงบรรลุกันไปหมดแล้วล่ะ สมัยนั้นพวกเราบางคนก็อาจจะเคยเจอพระพุทธเจ้ามาแล้วนะ แต่เราเป็นลูกศิษย์เทวทัตนะก็เลยไม่ได้ธรรมะอะไร แล้วสำคัญผิดอะไรอย่างนี้ หรือตอนเราไปเจอพระพุทธเจ้าแต่ตอนนั้นเราเป็นเดียรถีย์ เราไปแอนตี้พระพุทธเจ้าซะด้วยซ้ำไป งั้นบารมีพวกเรานี่ ตกมาถึงรุ่นนี้ ถือว่าบารมีอ่อนก็แล้วกันนะ

งั้นคนไหนรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม ให้ดูกายไว้ เพราะกายนี่จะสอนให้เห็นว่าไม่สุข ไม่สบาย ไม่สวย ไม่งาม

ถ้าคนไหนเจ้าความคิดเจ้าความเห็นให้ดูจิต จิตเดี๋ยวก็ดี จิตเดี๋ยวก็ร้าย คุ้มดีคุ้มร้ายทั้งวัน เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็หายโลภ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหายโกรธ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวหายหลง

งั้นเราดูจริตนิสัยของตัวเอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๗


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๖
File: 570914A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑๕

ตัด/ถอดคลิปส์โดยคุณ ok2077
ตรวจทานโดยคุณ พัลวัน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จะปล่อยวางเป็นต้องเห็นไตรลักษณ์

mp3 for download :จะปล่อยวางเป็นต้องเห็นไตรลักษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : กายก็แสดงไตรลักษณ์ใช่มั้ย ดูกายเพื่ออะไร เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ ดูเวทนาก็เห็นไตรลักษณ์ ดูสังขารปรุงดีปรุงชั่วก็เห็นไตรลักษณ์ ดูวิญญาณดูจิตดูใจ ก็เห็นไตรลักษณ์ เห็นไตรลักษณ์ก็คือเห็นความจริง (หมายถึง เห็นความจริงร่วมของทุกๆสิ่งที่เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ – ผู้ถอด)

เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ เพราะคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น หลุดพ้นจากอะไร หลุดพ้นจากความยึดถือในรูปในนามนี่เอง จิตเข้าถึงความสงบสุข สันติสุขที่แท้จริง คำว่าสันติๆ นั้นแหละคือคำว่า “นิพพาน” (เป็นคำไวพจน์ หมายถึง เป็นคำคนละคำที่เขียนหรือเรียกหรือหมายถึงสิ่งเดียวกัน – ผู้ถอด) ในนิพพนมีอะไรอยู่ ในนิพพานมีบรมสุขอยู่ มีความสุขอยู่ สันติมีที่ไหนความสุขก็มีที่นั่น แต่ในโลกที่เที่ยวหาสันติไม่เคยมีสันติหรอก สันติอยู่ที่จิตนี่เองนะ ถ้าฝึกเจริญศีลสมาธิปัญญาแก่รอบ จะเข้าถึงสันติภายในใจของเรานี่เอง

เพราะฉะนั้นภาวนานะ แม้ว่าโลกจะแตกเราก็มีความสุขของเราอยู่ได้ เพราะเรามีสันติสุข


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907B
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๖ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ส่งการบ้าน: ฟุ้งเยอะ

mp3 for download : ส่งการบ้าน: ฟุ้งเยอะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

โยม : ก็ฟุ้งเยอะค่ะหลวงพ่อ ก็ดูกายเยอะๆอย่างนั้นมั้ยคะ

หลวงพ่อ : ดูไป หนูดูกายแล้วจะดีนะ รู้สึกมั้ย มันเห็นชัด เนี่ยพยักหน้าก็เห็น เห็นร่างกายพยักหน้า แล้วถ้าดูกายได้ชัด จะเห็นจิตชัด ความรู้สึกอะไรแปลกปลอมขึ้นมา ก็จะรู้

โยม :
เป็นทิฎฐิจริตไม่ใช่หรือคะ? (หลวงพ่อ : อะไรนะ) หนูเป็นทิฎฐิจริตไม่ใช่หรือคะ?

หลวงพ่อ :
ตอนนี้ไม่มีแรงไง (โยม : อ๋อ) ตอนนี้ฟุ้ง มาดูกายไว้ก่อน ให้ใจมีที่เกาะไว้ก่อน ไม่งั้นใจมันหนีไป ดูไม่ทันแล้ว

โยม : แยกโดยอายตนะจะง่ายกับหนูกว่าหรือเปล่าคะ?

หลวงพ่อ : อายตนะเหรอ เล่นยากนะ เวลาแยกที่อายตนะ บางทีใจมันเคลื่อนไปที่ตาที่หูนะ แต่ถ้าดูได้ก็ได้ ถ้าทำเป็นอะไรก็ได้หมดล่ะ ไม่ยากหรอก แต่ของหนูถ้าไม่มีแรงดูจิตก็มาดูกายไว้ จำหลักไว้นะ “ดูจิตได้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ดูกาย ดูจิตก็ไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ทำสมถะ ทำสมถะอะไรไม่เป็น พุทโธเลยลูกเดียวก็ได้” ให้ง่ายๆแค่นั้นแหละ นี่ครูบาอาจารย์สอนอย่างนี้มานะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ต.บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550804B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๙ ถึงนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตรวมเข้ากับกายกลายเป็นกู

mp3 for download : จิตรวมเข้ากับกายกลายเป็นกู

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ส่วนใครชอบทำสมาธิ มาแยกมาเรียนต่างหาก ทำสมาธิแล้วมาดูกายหลวงพ่อก็สอนได้ ไม่ยากอะไร เคยทำ ไม่ใช่ไม่เคยทำ แต่เห็นว่าคนรุ่นเราเนี่ย ฟุ้งซ่านมาก คิดมาก ดูจิตนั้นง่ายที่สุดแล้ว เพราะนั่งสมาธิไม่เป็น นั่งสมาธิไม่ได้ ดูกายไม่ได้ดีหรอก ดูกายแล้วจะไม่เห็นว่า กายกับจิตมันคนละอันกันนะ กายมันทำงานจิตเป็นคนดู มันไม่ค่อยเห็นหรอก

จิตมันจะรวมเข้ากับกายเป็นก้อนเดียวกัน พอจิตรวมเข้ากับกายแล้วมันจะกลายไปเป็นอะไร “เป็นกู” จิตรวมเข้ากับกายกลายเป็นกูนะ จิตบวกกาย เท่ากับกู มีสมการนะ เอ้า..ต่อไปให้ส่งการบ้าน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ต.บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550804B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๐ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การดูจิต และการเดินปัญญาในฌาน

mp3 for download : การดูจิต และการเดินปัญญาในฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : การดูจิตดูใจเรียกว่า จิตตนานุปัสสนา การดูกระบวนการทำงานของสภาวธรรม เรียกว่าธรรมานุปัสสนา กรรมฐานเหล่านี้เหมาะกับพวกทิฎฐิจริต พวกคิดมาก เมื่อพวกเราเป็นพวกช่างคิด เรามาดูจิตดูใจตัวเอง การดูจิตนั้นไม่ต้องใช้สมาธิเยอะ ใช้สมาธิเป็นขณะๆไป เรียกว่าขณิกสมาธิ

วิธีทำให้มีสมาธิเมื่อเช้าหลวงพ่อบอกไปแล้วนะ รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป เรารู้ทันจิตที่เคลื่อนไป รู้ทันจิตที่ไหลไป จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ตรงที่จิตตั้งมั่นขึ้นมาเนี่ย อย่าไปบังคับจิตให้นิ่ง จิตมีความสุขให้รู้ว่ามีความสุข จิตมีความทุกข์ให้รู้ว่ามีความทุกข์ จิตสงบให้รู้ว่าสงบ จิตฟุ้งซ่านให้รู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตมีราคะให้รู้ว่ามีราคะ จิตมีโทสะให้รู้ว่ามีโทสะ จิตไม่มีราคะก็รู้ จิตไม่มีโทสะก็รู้ จิตหลงไปก็รู้ จิตรู้สึกตัวอยู่ก็รู้ เนี่ยคอยดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไปเรื่อย

การดูความเปลี่ยนแปลงของจิตนั้น ไม่ต้องไปนั่งสมาธิลึกๆ คนที่นั่งสมาธิลึกๆเนี่ย ดูจิตยาก มันจะไม่มีอะไรให้เปลี่ยน จะนิ่งๆ เพราะฉะนั้นการดูจิตดูใจเนี่ย เหมาะสำหรับพวกที่เข้าฌานไม่เป็น แต่ถ้าพวกที่ดูจิตแล้วเข้าฌานเป็น จะไปสู่จุดสุดยอดอีกเรื่องหนึ่ง สามารถไปเดินปัญญาในสมาธิได้ พวกดูกายเก่งๆเนี่ย เจริญปัญญาในสมาธิไม่ได้ ต้องดูจิตเก่งๆ ทำสมาธิและปัญญาควบกันได้

ดูกายเก่ง ต้องทำสมาธิก่อน ออกจากสมาธิแล้วมาดูกาย แต่ถ้าจะทำสมาธิและปัญญาควบกัน ถ้าทำสมาธิรู้ลมหายใจแล้วจิตรวมเข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง มีเอกัคคตา รู้ทันจิตที่เข้าไปจับแสงสว่าง ก็ปล่อย ไม่จับ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร จิตทวนกระแสเข้าหาตัวรู้ และตั้งมั่นอยู่ ปีติเด่นดวงขึ้นมา ในขณะนั้นมีทั้งปีติมีทั้งสุขมีทั้งเอกัคคตาอยู่ด้วยกัน แต่ปีติจะเด่น ใจเนี่ยเด่นดวงตั้งมั่นเป็นผู้รู้อยู่ แต่ปีติเด่น สติระลึกรู้ลงไปที่ปีติ เห็นปีติดับไป เนี่ยเขาทำวิปัสสนาในสมาธิ เขาดูองค์ฌานที่เกิดดับ องค์ฌานทั้งหลายเนี่ยไม่ใช่กาย องค์ฌานทั้งหลายเนี่ยเป็นเรื่องของนามธรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นพวกที่ดูจิตได้นะ จะไปเดินปัญญาในฌานได้

แล้วถ้าดูจิตจนชำนิชำนาญจนถึงระดับที่เป็นพระอริยบุคคล แล้วถ้าตายไปนะ ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ไปเกิดในพรหมโลก แล้วเข้าฌานเก่งมากเลย ได้ฌานที่ ๘ ด้วย ไปเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นภูมิเป็นภพของเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นภพของพรหมที่สูงที่สุด ในคัมภีร์สอนเอาไว้เลยว่า ถ้าเป็นพระอริยบุคคลที่ชำนาญการดูจิตนะ จะไปทำวิปัสสนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะได้ คนอื่นทำไม่ได้ ถ้าเป็นปุถุชนแล้วจะไปทำวิปัสสนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะไม่ได้ ถ้าเป็นพระอริยบุคคลที่ไม่ได้ชำนาญเรื่องการดูจิต จะไปทำวิปัสสนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะไม่ได้ ถ้าเป็นพระอริยบุคคลที่เข้าอรูปฌานถึงขีดสุดไม่ได้ก็จะไม่ไปเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิด้วย

เพราะฉะนั้นการที่เราหัดดูจิตดูใจเนี่ยนะ พวกที่สมาธิมากก็ดูได้ พวกนี้จะสามารถไปเจริญปัญญาในฌานได้ ทำสมาธิและวิปัสสนาควบกัน พวกนี้ทำรวดไปได้ ไม่มีข้อจำกัดในภูมิอะไร ยกเว้นอันเดียว ภูมิอสัญญสัตตา ภพของอสัญญสัตตา พรหมลูกฟัก แต่ท่านจะไม่ไปเกิดในพรหมลูกฟัก พระอริยะทั้งหลายท่านจะไม่ไปเกิดในพรหมลูกฟัก พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะไม่ไปอยู่ในพรหมลูกฟัก เสียเวลา

และถ้าเราดูจิตดูใจแต่ไม่ชำนาญจนถึงอรูป(ฌาน)นะ เราจะดูจิตในชีวิตประจำวัน ดูอยู่ข้างนอกอย่างที่พวกเรามีนี่แหละ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ต.บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550804B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๑๔ ถึงนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดู อย่างเป็นวิปัสสนา

mp3 for download : ดู อย่างเป็นวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ดูกาย เห็นร่างกายหายใจ เพื่อจะได้เกิดปัญญาเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่เที่ยงนะ เดี๋ยวก็หายใจเข้า เดี๋ยวก็หายใจออก ร่างกายนี้มีแต่ทุกข์บีบคั้น หายใจเข้าก็เพื่อแก้ทุกข์ หายใจออกก็เพื่อแก้ทุกข์ หายใจเข้าหายใจออกก็คือการเปลี่ยนอิริยาบถ ปิดบังทุกข์ไว้ ร่างกายที่หายใจอยู่เป็นวัตถุธาตุนะ ไม่ใช่เราหรอก หายใจก็เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์อย่างนี้ ถึงจะเดินปัญญา

ดูเวทนาก็ไม่ใช่เพื่อฉันจะชนะเวทนา คนที่นั่งสมาธิปวดเมื่อย จะนั่งเอาชนะเวทนา นั่งเอาชนะเวทนาได้ขันติได้อะไรต่ออะไร ได้อธิษฐานบารมีตั้งใจมั่น แต่ไม่ใช่ปัญญา ถ้าจะเอาชนะเวทนาก็นั่งไปจนเห็นว่าเวทนาเป็นของไม่เที่ยงนะ เวทนาเป็นของทนอยู่ไม่ได้ เวทนาเป็นของบังคับไม่ได้ อย่างนี้เป็นการนั่งวิปัสสนาเดินปัญญา

ดูจิตก็ไม่ใช่ไปประคองจิตให้นิ่งให้ว่าง แต่เพื่อให้เห็นว่าจิตเป็นไตรลักษณ์ จิตมันไม่เที่ยงนะ จิตมันเป็นทุกข์นะ มันถูกบีบคั้นด้วยตัณหาตลอดเวลา จิตเป็นของบังคับไม่ได้นะ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ อย่างนี้จิตเป็นอนัตตา อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเดินวิปัสสนาอยู่


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้ อย่างเป็นวิหารธรรม

mp3 for download : รู้ อย่างเป็นวิหารธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ส่วนไม่ยากอะไร เฝ้ารู้ความปรุงไป ดูไป ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ก็มีแต่รูปกับนาม ให้หาอารมณ์อันใดอันหนึ่งนะ ที่เหมาะกับเรา จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรมก็ได้ อะไรก็ได้ รู้อย่างเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต

เรารู้กาย ยกตัวอย่างเช่นเรารู้ลมหายใจ รู้ลมหายใจแบบเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต ไม่ได้ไปเพ่งห้ามจิตเคลื่อนไปจากลมหายใจ ไม่ใช่ อันนั้นไม่ขึ้นวิปัสสนาหรอก รู้ลมหายใจพอเป็นเครื่องอยู่ของจิต รู้ไปเพื่อจะแผดเผากิเลส เรียกว่า อาตาปี ไม่ใช่รู้ไปเพื่อหาความสุขความสบาย รู้ไปเพื่อจะสู้กับกิเลส มีสัมปชัญญะ รู้ว่าเรารู้ลมหายใจนี้เพื่ออะไร มีสติ ไม่หลงลืมลมหายใจนี้

ถ้ารู้ไปเรื่อย.. ก็จะถอดถอนความยินดียินร้ายในโลกออก เรียกว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา วิเนยยะโลเก อภิชฌา โทมนัสสะ ถอดถอนความยินดียินร้ายในโลก ไม่ยึด

เพราะฉะนั้นเรารู้กายรู้ใจไปนะ รู้แบบเป็นเครื่องอยู่ ไม่ได้อยู่แบบเป็นคุกขังจิต ไม่ได้ห้ามจิตเคลื่อนไปจากร่างกาย ห้ามจิตเคลื่อนไปจากเวทนา ไม่ได้บังคับจิตให้นิ่งให้ว่าง ไม่ใช่ รู้เพียงแต่สักว่าอาศัยรู้เท่านั้นเอง เพื่อที่จะได้เห็นว่ามันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๕๓ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คำสอนของหลวงปู่มั่นที่บอกแก่หลวงปู่สุวัจน์

mp3 for download : คำสอนของหลวงปู่มั่นที่บอกแก่หลวงปู่สุวัจน์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไปเจอหลวงปู่สุวัจน์ (พระโพธิธรรมาจารย์ หลวงปู่ สุวัจน์ สุวโจ) หลวงปู่สุวัจน์ก็เคยเล่าว่า หลวงปู่มั่นสอนท่าน ท่านเข้าไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นบอกว่า ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ดูจิตก็ไม่ได้ดูกายก็ไม่ได้ ให้ทำความสงบไว้ ทำสมถะ ทำสมถะก็เพื่อให้มีแรง ดูกายเพื่อให้เห็นจิต ดูจิตเพื่อให้รู้แจ้ง ท่านสอนกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าตัดตรงเข้ามารู้ถึงจิตถึงใจได้ ไม่เสียเวลา

ถามว่าถ้ารู้จิตแล้วจะรู้กายมั้ย จะปล่อยวางกายได้มั้ย ได้แน่นอน เพราะว่าผู้ที่ไปยึดกายก็คือจิต ผู้ที่จะปล่อยวางกายก็คือจิต ทีนี้บางท่าน ท่านดูกายไป ท่านเห็นกายนี้เป็นของไม่ดี เป็นตัวทุกข์อะไรอย่างนี้นะ ก็ปล่อย

แต่ถ้าดูจิตนะ จะเห็นว่าถ้าจิตไปยึดกาย จิตจะทุกข์ อย่างนี้ก็ปล่อยเหมือนกัน ก็เลิกยึดเหมือนกัน มองมาจากคนละด้านนะ เพราะมันอิงอาศัยกัน ใครไปยึดกาย ก็จิตนั่นแหละ เป็นผู้ไปยึด ทำไมจิตไปยึดกาย เพราะจิตมันโง่ มันโง่ได้ ๒ ด้าน

ด้านหนึ่งมันโง่เพราะมันไม่รู้ว่ากายเป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้ามาดูกายจะเห็นแจ้งว่ากายเป็นตัวทุกข์ ก็ปล่อยกาย อีกด้านหนึ่ง มันโง่ มันไม่รู้ว่าถ้ามันไปยึดกายแล้วมันจะทุกข์ ถ้ามันไม่โง่ตรงนี้นะ มันยึดกายหรอก มันก็ปล่อยกาย

เห็นมั้ยมันเดินได้นะ ถ้าภาวนาเป็นแล้วจะรู้เลย การปฏิบัตินั้นทำอะไรก็ถูกน่ะ ถ้าภาวนาไม่เป็นนะ ทำอะไรก็ผิดหมดน่ะ มันผิดหลักผิดเกณฑ์ไปหมด เพราะฉะนั้นจริงๆไม่ใช่ของยากของลึกลับพิศดาร ต้องแนวนี้เท่านั้น ต้องแนวนี้เท่านั้น อย่างนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนของอาจารย์แต่ละท่านๆไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๐ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เจริญวิปัสสนา เห็นจากของจริง

mp3 for download : เจริญวิปัสสนา เห็นจากของจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : เรามาเฝ้ารู้ความจริง ไม่ใช่มาหลอกตัวเอง ว่าจิตไม่เที่ยง แล้วก็ไม่ใช่หลอกตัวเองว่ากายไม่เที่ยง ถ้าเป็นพวกดูกายก็ไม่ใช่มาหลอกเอาเองคิดเอาเองว่ากายไม่เที่ยง ต้องดูของจริงว่ากายไม่เที่ยงจริงๆ รูปที่ยืนเดินนั่งนอนไม่เที่ยงจริงๆ รูปเหยียดรูปร้อนรูปอ่อนรูปแข็งไม่เที่ยงจริงๆ ดูจิตก็ดูให้เห็นของจริง

จิตรู้สึกตัวก็ไม่เที่ยงจิตไหลไปก็ไม่เที่ยง ดูของจริงจนกระทั่งจิตยอมรับความจริงว่าจิตทุกอย่างเกิดแล้วดับ “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับเป็นธรรมดา” ถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้เป็นพระโสดาบันนะ ถ้าคิดว่าจิตเที่ยงเป็นมิจฉาทิฎฐิ ไม่ได้เป็นโสดาบันหรอก

เพราะฉะนั้นเรามาฝึกกรรมฐาน มาเรียนรู้ของจริง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๙ ถึงนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนรุ่นนี้ฟุ้งซ่าน เหมาะกับการดูจิต

mp3 for download : คนรุ่นนี้ฟุ้งซ่าน เหมาะกับการดูจิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : หน้าตาอย่างรุ่นพวกเรานี้ทำฌานยาก วันๆมีแต่ความฟุ้งซ่าน ระหว่างฟุ้งซ่านกับสงบ ระหว่างฟุ้งซ่านกับสงบ พวกเราเป็นแบบไหนมากกว่ากัน ใครฟุ้งซ่านมาก ยก(มือ)ซิ มีใครสงบมาก มีที่ไม่ยกมือเพราะกำลังหลับอยู่ กำลังนั่งฟังหลวงพ่อแล้วศรัทธาเลื่อมใส น้อมใจตามกระแสธรรม ตามไปไหนก็ไม่รู้…

เพราะฉะนั้นธรรมชาติของพวกเรารุ่นนี้ ฟุ้งซ่าน โอกาสที่จะนั่งสมาธิให้จิตสงบ เพื่อว่าจิตสงบแล้วจะมาดูกาย ยากมากเลย เป็นขั้นตอนที่ยาว ขั้นแรกเราไม่ผ่านเสียแล้ว แล้วถ้าสมาธิไม่พอ ดูกายไม่ได้ เพราะกายานุปัสสนา และเวทนานุปัสสนา เหมาะกับสมถยานิก เหมาะกับคนเล่นฌาน

ก็เมื่อพวกเรามันอัตคัดขาดแคลนสมาธิ จิตของเราฟุ้งซ่านมาก ก็ยังไม่ใช่ว่าสิ้นโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน พระพุทธเจ้าไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่สอนกรรมฐานอย่างเดียวเพื่อคนบางกลุ่ม ท่านเป็นสัพพัญญู ท่านเป็นภะคะวะโต ผู้จำแนกแจกธรรม ท่านก็มองคนจำนวนหนึ่งเหมือนกัน อย่างพวกเรานี้ก็อยู่ในสายตาของท่าน พวกฟุ้งซ่านนี่ พวกนี้จะให้นั่งสมาธิจนจิตได้ฌานแล้วมาดูกาย แล้วบรรลุมรรคผล ยากที่จะทำได้ ท่านก็มีกรรมฐานอย่างอื่นให้กับพวกเรานะ คือจิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนา

จิตตานุปัสสนาเนี่ย ดูความปรุงแต่งของจิต จิตเดี๋ยวก็โกรธเดี๋ยวก็ไม่โกรธ เดี๋ยวก็โลภเดี๋ยวก็ไม่โลภ เดี๋ยวก็หลงเดี๋ยวก็ไม่หลง เดี๋ยวฟุ้งซ่านเดี๋ยวหดหู่ เดี๋ยวมีสมาธิเดี๋ยวไม่มีสมาธิ ดูไป เดี๋ยวก็เข้าไปยึดอารมณ์เดี๋ยวก็ปล่อยออก อะไรอย่างนี้ ก็ดูไป

หรือธรรมานุปัสสนา เห็นกระบวนการของรูปธรรมและนามธรรม เช่น เห็นว่านิวรณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร โภชชงค์เกิดได้อย่างไร อริยสัจจ์ทำงานแบบไหน ปฏิจจสมุปบาททำงานอย่างไร เนี่ยเฝ้าดู เห็นกระบวนการทำงานของมัน

จิตตานุปัสสนา กับธรรมานุปัสสนา เหมาะสำหรับพวกวิปัสสนายานิก วิปัสสนายานิกหมายถึงว่า เราไม่ได้ทำฌานก่อน เราใช้จิตว่อกแว่กนี้ล่ะ มาปฏิบัติธรรม แทนที่จะไปบังคับจิตให้นิ่งแล้วไปดูกาย ให้เรารู้ทันความฟุ้งซ่านของจิตไป ถ้าเราคอยรู้ทันความฟุ้งซ่านของจิต ความฟุ้งซ่านจะดับ จิตจะสงบอัตโนมัติเลย ถ้าจิตไม่ฟุ้งซ่านจิตจะสงบ ก็มีเท่านั้น

ถ้าเรามีสติ รู้ทันจิตที่กำลังมีความฟุ้งซ่านอยู่ เมื่อใดสติเกิดเมื่อนั้นอกุศลจะดับ นี่เป็นกฎของธรรมะ เมื่อไรสติเกิดเมื่อนั้นอกุศลต้องดับ เพราะความฟุ้งซ่านเป็นอกุศล ถ้าสติเกิด คือเราระลึกได้ว่าในขณะนี้กำลังฟุ้งซ่านอยู่ ความฟุ้งซ่านจะดับทันทีเลย ทันทีที่ความฟุ้งซ่านดับ สมาธิก็จะเกิดขึ้น แต่ประเดี๋ยวก็จะฟุ้งใหม่ ฟุ้งใหม่รู้ใหม่ แล้วก็เกิดสมาธิอีกแว้บหนึ่ง สมาธิอันนี้ไม่ทรงอยู่นาน แต่มี มีสั้นๆเรียกว่า ขณิกสมาธิ

เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเรานั่งสมาธิ ทำอัปนาสมาธิ ที่เข้าฌานไม่เป็น อุปจารสมาธิก็ทำไม่ได้ เราก็อาศัยสมาธิที่พวกเราพอจะทำได้ คือ ขณิกสมาธินี้แหละ อาศัยขณิกสมาธิมาเจริญปัญญา มาเห็นความจริงของจิตใจ มาเห็นการทำงานของจิตใจของเราเอง ดูมันไปเรื่อย สุดท้ายก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๕ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๒๓) ต้องเห็นจิตเป็นทุกข์ล้วนๆอีกที จึงจะพ้นทุกข์ไม่ต้องเกิดอีก

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๒๓) ต้องเห็นจิตเป็นทุกข์ล้วนๆอีกที จึงจะพ้นทุกข์ไม่ต้องเกิดอีก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ทั้งๆที่ว่าเราดูจิตๆ นะมันจะแจ้ง แจ้งที่กายนี้ มันแจ้งเองเลย สุดท้ายมันจะรู้เลย ว่ากายนี้ทุกข์ล้วนๆ กายนี้ไม่ใช่ว่าสุขบ้างทุกข์บ้าง เหมือนที่เคยเห็น เหมือนที่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเค้าเห็นกัน แต่ว่ามันคือทุกข์ล้วนๆ ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วเนี่ย จิตจะหมดความยึดถือกาย ถ้าเห็นทุกข์นะ จิตจะพ้นความยึดถือเลย

ต่อไปเราก็มาดูจิตต่อ ตรงที่มันไม่ยึดถือกายแล้ว มันเป็นภูมิธรรมของพระอนาคามี มันจะย้อนมาที่จิต แล้วส่วนใหญ่จะมาเสร็จตรงนี้เลย ครูบาอาจารย์สอน หลวงปู่ดูลย์บอกเลย นักปฏิบัติที่ว่าดังๆมีชื่อเสียง ส่วนใหญ่มาตายอยู่ตรงพระอนาคามีนะ ไปไม่รอดหรอก เพราะยึดถือจิตไม่เลิก ต้องเห็นจิตเป็นตัวทุกข์อีกทีนะ ถึงจะปล่อย

เนี่ยหลวงพ่อเพิ่งขึ้นไปสุรินทร์มา หลวงพ่อก็ไปเยี่ยมครูบาอาจารย์องค์นึง แต่ท่านไม่เปิดเผยหรอก ท่านอยู่ของท่านเงียบๆไม่ยุ่งกับใคร ท่านก็เล่าให้ฟัง ว่าท่านก็บวชกับหลวงปู่ดูลย์ ตอนบวชกับหลวงปู่ดูลย์ได้สามพรรษา เข้าไปหาหลวงปู่ หลวงปู่ก็สอนท่าน บอกว่า ไอ้ที่จะปล่อยวางอะไรนะ ไม่ยึดถือ กาย ไม่ยึดถือใจ ไม่ยากหรอกนะ ถ้าเห็นทุกข์ ถ้าเห็นกายเป็นทุกข์ มันก็ปล่อย ถ้าเห็นจิตใจไปทุกข์ มันก็ปล่อย เนี่ยหลวงปู่บอกว่า มันไม่ยากหรอก ขอให้เห็นทุกข์เท่านั้นเอง

เพราะงั้นที่หลวงปู่ดูลย์สอนเนี่ย ตรงเป๊ะกับที่พระพุทธเจ้าสอนเลยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ทุกข์ หลวงปู่ดูลย์ท่านก็สอนให้รู้ทุกข์นั่นเอง ทุกข์อยู่ที่กาย รู้ลงไปในกายบ่อยๆ ทุกข์อยู่ที่จิต รู้ลงในจิตบ่อยๆ ถ้าเห็นกายเป็นทุกข์ล้วนๆเมื่อไหร่นะ ก็ได้พระอนาคาฯ ถ้าเห็นจิตเป็นทุกข์ล้วนๆนะ ก็พ้นทุกข์พ้นร้อนนะ ไม่เกิดอีกแล้ว

เนี่ยฝึกทุกวันๆ ธรรมะมันจะมาลงกันหมดนะ ทั้งปริยัติทั้งปฏิบัติ ลงเป็นที่เดียวกันนั่นแหล่ะ ค่อยๆฝึกเอาไม่ยากอย่างที่คิดหรอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๕๖ ถึง นาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๔) เมื่อจิตตั้งมั่นถึงฐานแล้วจึงเจริญวิปัสสนาได้

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๔) เมื่อจิตตั้งมั่นถึงฐานแล้วจึงเจริญวิปัสสนาได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นเราต้องมาฝึกนะ ให้จิตตั้งมั่นถึงฐานให้ได้ แล้วเราก็มาเจริญปัญญา มาทำวิปัสสนา

พอจิตตั้งมั่นแล้ว สติระลึกรู้ร่างกายที่เคลื่อนไหว มันจะเห็น ว่าร่างกายกับจิตเนี่ย เป็นคนละอันกัน เวลานี้คนที่ทำแบบนี้ได้ นับไม่ถ้วนแล้วนะ มีเยอะมากเลยนะ ที่ใจมันตั้งมั่นขึ้นมา มันเห็นร่างกาย ไม่ใช่ตัวเรา เป็นวัตถุธาตุที่เคลื่อนไหว

แต่มันยังเห็นได้เป็นขณะๆนะ บางทีก็เห็น บางทีก็ไปไหลไปรวมเป็นก้อนเดียวกัน ถ้าจิตกับกายไปรวมกัน จิตบวกกายจะได้อะไรรู้ไหม ได้กู จิตบวกกายจะกลายเป็นกู มันรวมกับขันธ์ มันรวมขึ้นเมื่อไหร่ มันจะเป็นตัวเราขึ้นมา ถ้าขันธ์มันแยกขึ้นมานะ ขันธ์ก็จะเป็นขันธ์เท่านั้นเอง กายก็ส่วนกาย แค่รูปธรรม เวทนา ความสุขทุกข์ กับกาย ก็คนละอันกัน เวทนากับจิต เวทนาคือความสุขความทุกข์ทั้งหลายเนี่ย กับกายก็เป็นคนละอัน กับจิตก็เป็นคนละอัน สัญญาคือความจำได้ ความหมายรู้ ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่จิตด้วย เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่ความจำ ไม่ใช่จิตด้วย “สภาวะธรรมแต่ละอันๆจะกระจายตัวออกไปนะ ถ้าจิตเราตั้งมั่นจริงๆ”

บางคนซึ่งเคยเจริญสติเจริญปัญญา มาดีแล้วในชาติก่อนนะ ทันทีที่จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเนี่ย ขันธ์แตกตัวออกเลย จะเห็นว่ากายกับใจเป็นคนละอันเลย เห็นทันทีเลย แต่ถ้าบางคนถนัดดูจิต ก็จะเห็นว่า ความสุขความทุกข์กับจิต เป็นคนละอันกัน คนบางคนถนัดดูจิต เห็นว่ากุศลอกุศล เช่น ความโลภความโกรธความหลง กับจิต เป็นคนละอันกัน มันจะแยกกันนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๒) ถ้ายังดูจิตไม่เป็นก็ดูกายไปก่อน

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๒) ถ้ายังดูจิตไม่เป็นก็ดูกายไปก่อน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตใจของคนในโลกนี้ ลืมเนื้อลืมตัวตลอด ออกไปที่รูปที่เสียง ที่กลิ่นที่รส ที่สัมผัส ที่เรื่องราวที่คิด ไม่สามารถกลับมาอยู่ที่ตัวเองได้ ถ้ากลับมาอยู่ที่ตัวเองได้ ก็คือกลับมาที่จิตได้ “จิต”ที่หลวงพ่อบอก (คือ)จิตถึงฐาน ถ้ายังเข้ามาถึงจิตไม่ได้ ให้มาอยู่ที่กายไว้ก็ยังดี กายเป็นบ้านของจิต มาคอยรู้อยู่ที่กาย ดูจิตไม่เป็นดูกายไปก่อน

ครั้งนึงหลวงพ่อภาวนานะ วันนึงก็อดสงสัยไม่ได้ ไปถามหลวงปู่(ดูลย์) “หลวงปู่ครับ ผมไปที่ไหนๆนะ ได้ยินแต่ครูบาอาจารย์อื่นๆเนี่ย ท่านมักจะพูดถึงคำว่า พุทโธพิจารณากาย ผมจะต้องไปพิจารณากายอีกไหม” หลวงปู่ดูลย์ตอบ บอกว่า “เอาทำไม กายเป็นของทิ้ง ที่เค้าพิจารณากายเนี่ยนะ ก็เพื่อให้เข้ามาถึงจิต เมื่อถึงจิตแล้ว จะเอาทำไมกับกาย” นี่ท่านสอนอย่างนี้นะ

ต่อมาอีกนานหลายปีเลย เป็นสิบปีเลย เจอหลวงปู่สุวัจน์ หลวงปู่สุวัจน์เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ฝั้นเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ ท่านก็เลยโยงกันนะ ท่านก็นับถือหลวงปู่ดูลย์อยู่ หลวงปู่สุวัจน์ก็บอกหลวงพ่อ บอกว่าเนี่ย ไปเจอท่านอาจารย์มั่น อาจารย์มั่นท่านบอกนะว่า ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย กายมันเป็นบ้านของจิตน่ะ “ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ถ้าดูจิตก็ไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ทำสมถะไว้” ทำสมถะนะ จิตสงบ จิตมีความสุขขึ้นมา มีสติ รู้ว่าจิตมีความสุข มีความสงบ มีปีติ นี่มันกลับมาดูจิตได้แล้ว

จิตเป็นเจ้าของบ้านนะ ร่างกายเหมือนบ้านที่จิตอยู่ เราอยากหาเจ้าของบ้าน แต่ยังหาเจ้าของบ้านไม่เจอ เรามาเฝ้าที่บ้านไว้ คอยรู้สึกอยู่ที่กายไว้ เดี๋ยววันหนึ่งเราก็เห็นจิตได้ งั้นเราถ้าดูจิตได้ ดูจิตไปเลยนะ ดูจิตไม่ได้ รู้สึกในกายไว้ ค่อยๆฝึกไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูกายดูปัจจุบันขณะ ดูจิตดูปัจจุบันสันตติ

mp 3 (for download) : ดูกายดูปัจจุบันขณะ ดูจิตดูปัจจุบันสันตติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ขณะต่อหน้าเรานี่แหล่ะสำคัญที่สุด ปัจจุบันก็คือขณะจิตต่อหน้านี้เอง แต่คำว่าปัจจุบันมีหลายอย่างนะ ปัจจุบันขณะหมายถึงสิ่งที่อยู่ต่อหน้าเรานี้ ปัจจุบันสันตติ หมายถึงสืบเนื่องกับปัจจุบันนี้

เวลาดูกายเราดูลงเป็นปัจจุบันขณะเลย

เวลาเราดูจิตใจนะเป็นปัจจุบันสันตติ หมายถึงเราตามดู ตามดูสิ่้งที่เพิ่งดับไปสดๆร้อนๆ ก็รู้ลงไปทีละขณะ

อย่าประมาทขณะเดียวนะ เวลาที่อริยมรรคเกิด เกิดขณะเดียว ไม่เกิดสองขณะเลย งั้นขณะเดียวนั่นแหล่ะคือปัจจุบัน รู้อยู่ต่อหน้า


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑๑
File: 500520.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๑๒ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญวิปัสสนาต้องแยกรูปแยกนามเป็น

Mp3 for download: การเจริญวิปัสสนาต้องแยกรูปแยกนามเป็น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : วันไหนดูจิตไม่ออก เวลาไหนดูจิตไม่ออก เห็นร่างกายมันยืน เดิน นั่ง นอน เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า เห็นร่างกายพองยุบนี่ เห็นร่างกายมันทำงานไปเรื่อย ใจเราอยู่ต่างหากเป็นแค่คนดู

ตรงนี้สำคัญนะ คนที่ฝึกกรรมฐานต่างๆมา รู้ลมหายใจ ดูท้องพองยุบ ยกเท้าย่างเท้า ดูอิริยาบถ ๔ อะไรอย่างนี้ จิตต้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูนะ กายกับจิตต้องแยกออกจากกันก่อน เรียกว่าแยกรูปแยกนาม ถ้าแยกรูปแยกนามไม่เป็นนะ ไปดูท้องพองยุบก็ไปเพ่งท้อง ไปรู้ลมหายใจก็ไปเพ่งลมหายใจ ไปขยับมือก็ไปเพ่งใส่มือ

ต้องแยกรูปแยกนามให้เป็นก่อน ก่อนจะเจริญวิปัสสนาต่อไป ขั้นที่ ๑ เลย แยกรูปแยกนาม เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณ แยกรูปกับนาม เห็นร่างกายอยู่ส่วนหนึ่งจิตใจอยู่ส่วนหนึ่ง พอแยกได้แล้วถึงจะเห็นเลย ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู สิ่งใดถูกรู้ถูกดู สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวเรา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑

CD: ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ครั้งที่ ๒๐
File: 510518
ระหว่างนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการใช้วิหารธรรม

mp 3 (for download) : หลักการใช้วิหารธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : แต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก แล้วคนเดียวกันนะ แต่ละวันแต่ละเวลา ดูไม่เหมือนกันอีก แต่ว่ามันจะต้องมีวิหารธรรมมีฐานอันเดียว อย่ามีบ้านหลายบ้าน แต่บางช่วง สมมุติเราใช้จิตเป็นวิหารธรรม ดูจิตเรื่อยๆ แต่ดูไม่ไหวก็รู้จักเปลี่ยนมาดูกายบ้าง รู้จักมาทำความสงบบ้าง หรือดูกายอย่างเดียว ไม่ได้ไปจ้องอยู่ที่กาย เห็นร่างกายพองร่างกายยุบ จิตไหลไปอยู่ในกาย ไม่รู้ทันว่าจิตไหล ก็ใช้ไม่ได้ ก็ต้องรู้ทันว่าจิตไม่ตั้งมั่นแล้ว

เพราะฉะนั้นการภาวนานะ ถึงแม้จะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นวิหารธรรม วิหารธรรมแปลว่าบ้าน มีบ้านให้จิตอยู่ก็จริง แต่จิตออกนอกบ้านได้ บ้านไม่ใช่คุก บ้านนั้นถ้ามีธุระก็ออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คุกห้ามออก นักปฏิบัติส่วนใหญ่นะ เปลี่ยนวิหารธรรมให้กลายเป็นคุกขังจิตแทบทั้งนั้นเลย เกือบร้อยละร้อยเลย ไปที่ไหนๆก็เห็นแต่แบบนั้นแหละ ไม่ใช่วิหารธรรมแต่เป็นคุก

ยกตัวอย่าง อยู่กับพุทโธก็บังคับจิต ห้ามหนีไปจากพุทโธ อยู่กับลมหายใจก็บังคับจิต ห้ามหนีไปจากลมหายใจ อยู่กับท้องพองยุบก็บังคับจิตต้องอยู่ที่ท้อง ห้ามหนีไปจากท้อง มีแต่บังคับจิต ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่บ้านแต่เป็นคุก

แต่ถ้าเราพุทโธๆเนี่ย มีอารมณ์มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตมันแส่ส่ายออกไป จิตมันเกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลรู้ทันมัน มันจะเห็นแต่ความเปลี่ยนแปลงของจิต เห็นเลยว่าจิตเป็นของบังคับไม่ได้นะ เห็นไตรลักษณ์ของจิต หรือรู้ลมหายใจอยู่นะ ให้จิตตั้งมั่นเป็นคนดู เห็นร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่ตัวเรา นี่ก็เป็นการเดินปัญญาด้วยการดูกายละ

ถ้าจิตแส่ส่ายหนีออกไป รู้ทันว่าจิตแส่ส่ายออกไป จิตจะตั้งมั่นได้สมาธิขึ้นมา หรือเดี๋ยวก็ส่ายเดี๋ยวก็ตั้ง เดี๋ยวก็ส่ายเดี๋ยวก็ตั้ง เริ่มสังเกตเห็น จิตจะส่ายไปจิตจะตั้งมั่น จิตจะส่ายไปจิตจะตั้งมั่น บังคับไม่ได้จิตไม่ใช่เรา นี่เริ่มเดินปัญญาอีกละ

เพราะฉะนั้นเวลาภาวนานะ มันจะพลิกไปพลิกมา พลิกไปพลิกมา ระหว่างสมถะกับวิปัสสนานะ อย่างนี้ใช้ได้

แต่ถ้าไปจ่ออยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นสมถะไม่เดินปัญญา เป็นคุกขังจิต จิตต้องอยู่ที่ลมหายใจเท่านั้น ห้ามไปอยู่ที่อื่น อย่างนั้นไม่ใช่ อย่างนั้นเป็นสมถะ ดีมั้ย ดีเหมือนกัน ถ้าทำวิปัสสนาไม่ได้

ถ้าทำวิปัสสนา ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ดูจิตไม่ได้ดูกายไม่ได้ ให้ทำสมถะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๑๙
File: 550601.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูจิตไม่ได้ดูกาย ดูจิตไม่ได้ดูกายไม่ได้ทำสมถะ

mp 3 (for download) : ดูจิตไม่ได้ดูกาย ดูจิตไม่ได้ดูกายไม่ได้ทำสมถะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : (หลวงพ่อ)หัดภาวนาทุกวันนะเพราะมันมีความสุข มีความพอใจที่ได้ภาวนา ทำสมถะ ทำมาเรื่อย พอมาเจอหลวงปู่ดูลย์มาเจริญปัญญา สนุกในการเดินปัญญา คราวนี้เจริญปัญญาอุตลุดเลย ไม่ยอมทำสมถะเลย อยู่ได้ ๒ ปีนะ สมาธิก็เสื่อม ไม่พอ ต้องกลับมาทำอีก อันนี้เลยทำควบคู่กันมา

วันไหนมีกำลังก็ดูจิตดูใจไป วันไหนแรงตกมาหน่อย ดูจิตไม่ออก บางช่วงเวลาในวันเดียวกันแหล่ะ ช่วงนี้ดูจิตออกดูจิต ช่วงนี้ดูจิตไม่ออกดูกาย ช่วงนี้ดูจิตก็ไม่ได้ดูกายก็ไม่ได้พุทโธไปหายใจไป ทำสมถะ ถ้าจิตมีเรี่ยวมีแรงก็กลับมาดูจิตดูใจต่อ เนี่ยเวียนอยู่อย่างนี้นะ

เลิกงานแล้วไม่เถลไถล เลิกงานแล้วรีบกลับบ้าน รีบไปกินข้าวไปอาบน้ำอะไรงี้ แล้วมีเวลาเหลือ ได้ภาวนา มีความสุข ดูทีวีเฉพาะรายการข่าว สมัยก่อนข่าวไม่ได้มีตลอด ๒๔ ชั่วโมงเท่าทุกวันนี้นะ มีข่าวเป็นช่วงๆเท่านั้นนานๆมีที ดูข่าวภาคค่ำจบพระราชสำนักก็เลิกแล้วไม่เอาแล้วไม่ดูแล้ว เป็นเวลาส่วนตัวภาวนา ทำไปอย่างมีความสุข

การภาวนาไม่ช้า แล้วทุกวันทำในรูปแบบอยู่ เวลาที่เหลือเจริญสติในชีวิตประจำวัน ตอนไหนดูจิตได้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ดูกาย ดูจิตไม่ได้ดูกายไม่ได้ทำความมสงบ พุทโธไปหายใจไป ไม่ทิ้งเวลาเปล่าๆ นี่ภาวนาอย่างนี้อยู่ตลอดมา

ไปตามวัดนะพระถามโยมทำได้ไง พระทำสิบปียี่สิบปีไม่ได้เท่านี้ โยมทำทั้งวัน นี่คือคำตอบสุดท้าย ทำทั้งวัน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
Track: ๓
File: 541209.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๖ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๒๖) ดูจิตไม่ได้ ให้ดูกาย ดูกายไม่ได้ ให้ทำความสงบ

ทางวิปัสสนา (๒๖) ดูจิตไม่ได้ ให้ดูกาย ดูกายไม่ได้ ให้ทำความสงบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

โยม : นมัสการค่ะหลวงพ่อ

หลวงพ่อ : กลัวมั้ย

โยม : มากเลยค่ะหลวงพ่อ ก็หลวงพ่อเคยให้ไปดูตัวกุกกุจจะน่ะค่ะหลวงพ่อ แล้วสักช่วงประมาณต้นปีน่ะค่ะ หนูมีความรู้สึกว่า เหมือนกับหนูไม่คาดหวัง มันก็ดีขึ้นค่ะ (หลวงพ่อ : ใช่) ปฏิบัติแล้วหนูก็รู้สึก “ดีเนอะ” แต่พักนี้มันกลับมาอีกแล้วค่ะ

หลวงพ่อ :
กลับมาก็รู้ทันมันอีก ห้ามมันไม่ได้ (โยม : ค่ะ) ล้วนแต่ของห้ามไม่ได้

โยม : หนูอยากถามเรื่องรูปแบบน่ะค่ะ (หลวงพ่อ : อือ..) คือ ตอนส่งการบ้านครั้งแรกหลวงพ่อบอกว่า หนูหลงไปนาน แล้วหนูก็พอมาปรับ มันก็เพ่ง ทีนี้สักช่วงประมาณปลายปีต้นปีค่ะ หนูก็ทำในรูปแบบแล้วมัน คือมันเหมือนหลงไปในสมาธิ มันเป็นมิจฉาสมาธิใช่มั้ยคะ (หลวงพ่อ อือ..ใช่) หนูก็เลยไม่รู้ว่า..

หลวงพ่อ : พยายามรู้สึกตัวบ่อยๆนะ พยายามรู้สึกร่างกายไว้ให้มาก ร่างกายขยับเขยื้อน ร่างกายยิ้ม ร่างกายทำอะไรให้รู้สึกบ่อยๆ จิตจะมีพลังขึ้นมา

โยม : เพราะฉะนั้นหมายความว่า ช่วงเวลาช่วงนี้ หนูเหมาะจะดูกายมากกว่าดูจิต

หลวงพ่อ : ใช่ หนูคอยรู้สึกร่างกายที่กระดุกกระดิกไว้ เพราะจิตของหนูกำลังฟุ้งซ่าน มันสับสนนะ พอมันฟุ้งซ่านอยู่อย่างนี้ เราดูจิตดูใจ ดูไม่ออกแล้ว เมื่อดูจิตไม่ออกให้ดูกายไว้ก่อน

โยม : แล้วเวลาอย่างไหนที่เหมาะจะดูจิตคะ เพราะหนูก็สังเกตเหมือนกับที่หลวงพ่อเคยบอก คือบางเวลาเรารู้สึกกายดีกว่า บางเวลาเรารู้สึกกับจิตดีกว่า

หลวงพ่อ : ใช่ คือช่วงไหนดูจิตได้ให้ดูจิต (โยม : ค่ะ) ช่วงไหนดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ช่วงไหนดูจิตก็ไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ให้ทำสมถะ มันมีแนวรุกแนวรับของมันนะ

โยม : เพราะฉะนั้นหนูทำแบบเดิมที่หลวงพ่อเคยสอนได้ใช่มั้ยคะ อีกสองเรื่องนะคะ คือหนูป่วยบ่อยน่ะค่ะ พักนี้หนูปวดหัวมาก แล้วเวลาหนูปวดหัวปุ๊บ มันดูไม่ออกน่ะค่ะ

หลวงพ่อ : หนูคอยหัดแยก แยกตั้งแต่ยัปวดน้อยๆน่ะนะ เช่น กำลังปวดนิดหน่อย อะไรอย่างนี้ ให้ดูไป ร่างกายก็เป็นอันหนึ่ง ความปวดเป็นอันหนึ่ง จิตเป็นอันหนึ่ง หัดแยก ตัวนี้ทุกคนควรทำนะ เพราะวันหนึ่ง เวลาจะตายเนี่ย ไม่แน่นี่ว่าอาจจะเจ็บมาก ถ้าเจ็บมากแล้วภาวนาไม่ไหวนะ สติแตกเนี่ย แย่เลย

โยม : ใช่ค่ะ หนูก็กลัว บางทีปวดมากๆ หนูก็กลัวไปเลย

หลวงพ่อ : เพราะฉะนั้นต้องซ้อม ต้องซ้อม

โยม : แล้วจะซ้อมได้ยังไงคะ คือ หนูปวดหัวแล้วไปบังคับไม่ได้ว่า ให้แก้ปวดหัวตอนนี้หน่อยสิ

หลวงพ่อ : ไม่ใช่ๆ ไม่ได้ฝึกให้หายปวดหัว เราปฏิบัติไม่ใช่เพื่อเอาชนะขันธ์นะ ร่างกายก็ส่วนร่างกาย ความปวดก็ส่วนความปวด จิตที่เป็นคนดู อะไรอย่างนี้ สังเกตอย่างนี้ เวลาปวดหัวขึ้นมาเนี่ย จิตไม่พอใจ รู้ ว่าจิตไม่พอใจ แค่นี้ก็หัดแยกแล้ว (โยม : แค่นี้ก็พอเลย) ให้หัดอย่างนี้ก็ได้ จิตจะสงบ พอรู้ว่าจิตไม่พอใจนะ ความไม่พอใจะดับ จิตจะสงบ พอจิตสงบแล้วจะเห็นเลย ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง ความปวดหัวอยู่อีกส่วนหนึ่ง

โยม : ก็อีกเรื่อง เรื่องสุดท้ายค่ะ คือ หนูก็ฝึกกับหลวงพ่อมาพักหนึ่งแล้วล่ะค่ะ พักนี้มันรักตัวเองมากค่ะ (หลวงพ่อ : อือ) หนูกลัวแก่ค่ะ แบบครีมมีกี่ตัวในตู้เย็น หนูก็เอามาโปะบนหน้าตลอดเลยค่ะ แล้วแบบ พอโปะเสร็จหนูก็จะรู้สึกผิดกับตัวเอง เหมือนมันเผลอไปน่ะค่ะ รู้สึก…

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อถึงบอกว่า ให้หนูดูกายให้เยอะ (โยม : ค่ะ) เพราะช่วงนี้หนูรักกาย ถ้าหนูดูกายมากๆนะ หนูจะเห็นว่าร่างกายนี้ ไม่สุข ไม่สบาย ไม่สวย ไม่งาม นะ แล้วจิตจะค่อยคลายตัวที่ติดอยู่นั้นแหละ นี่แหละที่ทำให้หลวงพ่อบอกว่า ต้องดูกายนะ ช่วงนี้

โยม : เพราะฉะนั้นช่วงนี้ดูกาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดูกายเยอะๆ แล้วต่อไปจะเห็นจิตชัด

โยม :
ขอบคุณมากค่ะ

550409.53m11-56m56

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๕๒ วินาทีที่ ๑๑ ถึง นาทีที่ ๕๖ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๗) สรุปอานาปานสติ กรรมฐานสำหรับมหาบุรุษ

mp3 for dowload : อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๗) สรุปอานาปานสติ กรรมฐานสำหรับมหาบุรุษ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๗) สรุปอานาปานสติ กรรมฐานสำหรับมหาบุรุษ

อานาปานสติ (ตอนที่ ๑๗) สรุปอานาปานสติ กรรมฐานสำหรับมหาบุรุษ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทำอานาปานสตินะ คลุมสติปัฏฐาน ๔ ได้ด้วย ไม่มีกรรมฐานอะไรเหมือนเลยนะ ตั้งแต่โหลยโท่ย ไม่มีสติเลย หรือทำจนเครียดสติแตกไปเลยนะ ก็เป็นไปได้ ทำอานาปานสติแล้วก็พลิกไปทางกสิณ เล่นอภิญญาก็ได้ ทำแล้วเข้าฌานเพื่อพักผ่อน ออกจากฌานมา มาเดินปัญญา ดูกายก็ได้ ดูจิตก็ได้ ทำแล้วเข้าอัปปนาสมาธิ เข้าฌาน เจริญปัญญาอยู่ในฌานเลยก็ได้ ทำแล้วเข้าฌานไม่ได้ เห็นร่างกายหายใจ-ใจเป็นคนดูอยู่ เห็นร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา นี่เดินปัญญานะ ใช้ปัญญานำสมาธิก็ได้ ไปดูจิตดูใจ หายใจไป จิตเป็นอย่างนั้นจิตเป็นอย่างนี้รู้ทัน นี่เดินปัญญาดูจิต เดินปัญญาดูกาย เดินปัญญาดูจิต แจกแจงให้ครบก็คือ การทำสติปัฏฐาน ๔ ครบทั้งหมดเลย

เห็นกายมันหายใจ ใจเป็นคนดูอยู่ เห็นกายไม่ใช่เรา เป็นกายานุปัสสนา

หายใจไปมีความสุข หายใจไปความสุขหายไป หายใจไปแล้วมีความทุกข์ หายใจแล้วความทุกข์หายไป หายใจแล้วมีอุเบกขา แล้วอุเบกขาหายไป อันนี้เป็นเวทนานุปัสสนา

หายใจแล้วฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน หายใจแล้วสงบ รู้ว่าสงบ หายใจไปแล้วจิตรวม เป็นมหัคคตะ หายใจแล้วจิตไม่รวม อย่างนี้เป็นจิตตานุปัสสนา

หายใจแล้วเห็นขันธ์กระจายตัวออกไป แต่ละขันธ์ทำงานของขันธ์ เป็นขันธบรรพ ในธัมมานุปัสสนา

หายใจไปแล้วโพชฌงค์เกิดขึ้น มีสติรู้ลมหายใจ มีความเพียรที่จะรู้ลมหายใจ มีฉันทะ หายใจแล้วสบายใจ วิริยะมันก็เกิด มีความเพียร ตามรู้ตามเห็นในตัวที่หายใจอยู่ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เรียกว่า ธัมมวิจยะ มีปีติขึ้นมา อันนี้ไม่ใช่ปีติในฌาน เป็นปีติเพราะมีปัญญา มีปีติแล้ว สติรู้ทันปีติ หายใจไปมีปีติ รู้ทัน ปีติดับ สงบเข้ามาเป็น ปัสสัทธิ แล้วเป็นสมาธิ จิตตั้งมั่น จิตเป็นอุเบกขา เห็นจิตมันเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงไป เป็นลำดับ ตามหลักของโพชฌงค์ อันนี้ก็อยู่ในธัมมานุปัสสนา

หายใจไปแล้วมีนิวรณ์ขึ้นมา รู้เท่าทันนิวรณ์นั้น นิวรณ์เกิดแล้วดับไป เป็นนิวรณบรรพ อยู่ในธัมมานุปัสสนา

หายใจแล้วเห็นอริยสัจ ก็อยู่ในธัมมานุปัสสนา

หายใจแล้วมีความสุข มีความสุขแล้วตัณหาเกิด อยากได้ อยากมี อยากเป็น หายใจแล้วมีความทุกข์ ตัณหาก็เกิดอยากให้มันหายไป อยากให้ความทุกข์หายไป มีตัณหาขึ้นมาจิตใจก็มีความทุกข์ขึ้นมา เห็นปฏิจจสมุทปบาท (อยู่ในธัมมานุปัสสนา – ผู้ถอด)

ฉะนั้น หลวงพ่อไม่เห็นกรรมฐานใดอัศจรรย์เหมือนอานาปานสติ ลึกล้ำจนถึงขนาดยอมรับเต็มปากเต็มคำ เต็มหัวใจเลย มันเป็นกรรมฐานของพระมหาบุรุษ ไม่ใช่กรรมฐานของคนทั่วๆไปจะเล่นได้ชำนิชำนาญ

541106B.14m43-18m17

ขอขอบคุณพี่ maibok @wimutti.net สำหรับเนื้อหาของ clip ช่วงนี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: 42
File: 541106B.mp3
นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๔๓ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๑๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 3123