Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

จริตสำหรับการทำสมถะและวิปัสสนา

mp 3 (for download) : จริตในการทำสมถะและวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: กรรมฐานในสติปัฏฐาน ๔ แยก กาย เวทนา จิต ธรรม กายและเวทนา นี่กลุ่มหนึ่ง จิตและธรรม เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง จริตนิสัยของคนเราในเวลาทำสมถะกับวิปัสสนา การแยกจริตจะไม่เหมือนกัน

ถ้าเวลาเราจะทำสมถะ เราดูจริตมี ๖ อย่าง ๑) ราคจริต ๒) โทสจริต ๓) โมหจริต ๔) พุทธิจริต ๕) วิตกจริต ๖ สัทธาจริต

อย่างพวกศรัทธามากๆ เนี่ย ก็คิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงอะไรอย่างนี้นะ ใจก็สบาย สงบ พวกฟุ้งมากๆ ก็รู้ลมหายใจไป อะไรอย่างนี้นะ พวกขี้โมโห ก็เจริญเมตตา พวกบ้ากามก็พิจารณาอสุภะอะไรอย่างนี้ พิจารณาความตายอะไรไป แล้วใจก็สงบ

แต่อารมณ์จริตนิสัย จริตที่ใช้ทำวิปัสสนานะ เราแยก ๒ ส่วนเท่านั้นเอง เรียกว่า

๑) ตัณหาจริต พวกรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม

๒) ทิฏฐิจริต พวกเจ้าความคิด เจ้าความเห็น

- พวกตัณหาจริต มีกรรมฐานที่เหมาะคือ การดูกาย หรือ เวทนา

- พวกทิฏฐิจริต เจ้าความคิดเจ้าความเห็น มีกรรมฐานที่เหมาะคือ ดูจิต หรือ ธรรม

ทำไมแต่ละจริตต้องมี ๒ อย่าง

-พวกรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม ดูกาย หรือ เวทนา พวกที่ปัญญาแก่กล้าแล้วจะไปดูที่เวทนา พวกที่ยังไม่แก่กล้าดูกาย กายดูง่ายกว่าเวทนา

-พวกเจ้าความคิด เจ้าความเห็นนี่ ดูจิตเอา เห็นจิตเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง นี่ดูง่าย ถ้าปัญญามันแก่กล้าขึ้นไปก็ไปดูธัมมา เจริญธัมมานุปัสสนานะ จะเห็นความละเอียดลึกซึ้งประณีตของสภาวธรรมแต่ละอันๆ อย่างจิตตานุปัสสนาเห็น จิตมีโทสะ รู้ว่ามีโทสะ ดูแค่นี้เอง ถ้าขึ้นไปถึงธัมมานุปัสสนา มันจะประณีตขึ้นไปอีก อย่างจิตมีปฏิฆะ ความไม่พอใจเกิดขึ้น มีพยาบาท พยาปาทะ ไม่พอใจ คิดถึง ตรึกถึงอารมณ์ที่ไม่พอใจเนี่ยเห็นละ ไม่ต้องรอให้โกรธ มันประณีตกว่ากัน เรารู้ด้วยว่าทำไมถึงเกิดจิตที่มีความพยาบาทขึ้น รู้ด้วยว่าทำยังไงความพยาบาทจะไม่เกิดขึ้น เห็นมั้ยจะรู้เหตุ รู้ผล รู้ลึกซึ้งลงไปอีก หรือดูโพชฌงค์ จะเห็นเลยคุณธรรมมันค่อยๆ อัพเกรดขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ดูยากกว่ากัน

พวกเราสันนิษฐานไว้ก่อนก็แล้วกันนะเพื่อความปลอดภัยว่าพวกเราอินทรีย์อ่อน อินทรีย์แข็งคงไปเรียนจากพระพุทธเจ้าแล้วคงบรรลุกันไปหมดแล้วล่ะ สมัยนั้นพวกเราบางคนก็อาจจะเคยเจอพระพุทธเจ้ามาแล้วนะ แต่เราเป็นลูกศิษย์เทวทัตนะก็เลยไม่ได้ธรรมะอะไร แล้วสำคัญผิดอะไรอย่างนี้ หรือตอนเราไปเจอพระพุทธเจ้าแต่ตอนนั้นเราเป็นเดียรถีย์ เราไปแอนตี้พระพุทธเจ้าซะด้วยซ้ำไป งั้นบารมีพวกเรานี่ ตกมาถึงรุ่นนี้ ถือว่าบารมีอ่อนก็แล้วกันนะ

งั้นคนไหนรักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม ให้ดูกายไว้ เพราะกายนี่จะสอนให้เห็นว่าไม่สุข ไม่สบาย ไม่สวย ไม่งาม

ถ้าคนไหนเจ้าความคิดเจ้าความเห็นให้ดูจิต จิตเดี๋ยวก็ดี จิตเดี๋ยวก็ร้าย คุ้มดีคุ้มร้ายทั้งวัน เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็หายโลภ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหายโกรธ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวหายหลง

งั้นเราดูจริตนิสัยของตัวเอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๗


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๖
File: 570914A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑๕

ตัด/ถอดคลิปส์โดยคุณ ok2077
ตรวจทานโดยคุณ พัลวัน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จะปล่อยวางเป็นต้องเห็นไตรลักษณ์

mp3 for download :จะปล่อยวางเป็นต้องเห็นไตรลักษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : กายก็แสดงไตรลักษณ์ใช่มั้ย ดูกายเพื่ออะไร เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ ดูเวทนาก็เห็นไตรลักษณ์ ดูสังขารปรุงดีปรุงชั่วก็เห็นไตรลักษณ์ ดูวิญญาณดูจิตดูใจ ก็เห็นไตรลักษณ์ เห็นไตรลักษณ์ก็คือเห็นความจริง (หมายถึง เห็นความจริงร่วมของทุกๆสิ่งที่เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ – ผู้ถอด)

เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ เพราะคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น หลุดพ้นจากอะไร หลุดพ้นจากความยึดถือในรูปในนามนี่เอง จิตเข้าถึงความสงบสุข สันติสุขที่แท้จริง คำว่าสันติๆ นั้นแหละคือคำว่า “นิพพาน” (เป็นคำไวพจน์ หมายถึง เป็นคำคนละคำที่เขียนหรือเรียกหรือหมายถึงสิ่งเดียวกัน – ผู้ถอด) ในนิพพนมีอะไรอยู่ ในนิพพานมีบรมสุขอยู่ มีความสุขอยู่ สันติมีที่ไหนความสุขก็มีที่นั่น แต่ในโลกที่เที่ยวหาสันติไม่เคยมีสันติหรอก สันติอยู่ที่จิตนี่เองนะ ถ้าฝึกเจริญศีลสมาธิปัญญาแก่รอบ จะเข้าถึงสันติภายในใจของเรานี่เอง

เพราะฉะนั้นภาวนานะ แม้ว่าโลกจะแตกเราก็มีความสุขของเราอยู่ได้ เพราะเรามีสันติสุข


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907B
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๖ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เป็นมนุษย์ ภาวนาง่ายที่สุดแล้ว

mp3 for download : เป็นมนุษย์ ภาวนาง่ายที่สุดแล้ว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :เป็นมนุษย์นะ เหมาะแก่การภาวนามากที่สุดแล้ว เราก็อย่าไปทำตนเองให้พ้นจากความเป็นมนุษย์ไป บางคนจะภาวนาก็ไปทำจิตให้เหมือนพรหม นิ่ง…สบายสว่างอยู่อย่างนั้น ถ้าจิตของพรหมดีที่สุดนะ พระพุทธเจ้าคงตรัสรู้ในภูมินั้นไปแล้ว พรหมที่ภาวนาดีก็มีนะ พรหมมิจฉาทิฎฐิก็เยอะ ไปติดนิ่งติดว่าง เทวดาที่ดีที่สนใจธรรมะก็มี เทวดาที่ไม่สนใจธรรมะก็มี เทวดามิจฉาทิฎฐิก็มี คนศาสนาอื่นเขาก็เป็นเทวดาได้ ศาสนาอื่นก็ไม่ได้จำกัดว่า เทวดาต้องมีแต่ชาวพุทธหรอก คนศาสนาอื่นเขาก็เป็นคนดีได้ เป็นเทวดาได้

มนุษย์ก็เหมือนกันนะ มนุษย์ที่เป็นสัมมาทิฎฐิก็มีไม่มากหรอก มนุษย์ที่เป็นมิจฉาทิฎฐิเยอะ ทั้งๆที่ภูมิของเราเหมาะแก่การภาวนา เราอย่าไปน้อมใจให้ไปอยู่ในความนิ่งความว่างความสงบ ไปอยู่ตรงนั้นนะ กายเราเป็นมนุษย์แต่ใจเราเป็นพรหม ภาวนาลำบากหน่อย พรหมที่ภาวนาได้ก็มีนะ แต่ว่าต้องชำนาญในการดูจิตจริงๆ ถ้าชำนาญในการดูจิตได้เนี่ย ถึงจะเจริญปัญญาในพรหมโลกได้ ก็ดูความเปลี่ยนแปลงขององค์ฌานได้ หรือขึ้นไปถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้ในคัมภีร์สอนไว้บอกว่า ถ้าเป็นพระอริยบุคคลที่ชำนาญในการดูจิต ถึงแม้ไปเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนะคือพรหมที่สูงที่สุดแล้ว เป็นอรูปชั้นสูงสุด ก็สามารถทำวิปัสสนาได้ เงื่อนไขเยอะนะ กว่าจะทำได้ ถ้าเป็นปุถุชนขึ้นไปถึงตรงนั้นก็เสร็จเลย เดินปัญญาไม่ได้


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๒๐ ถึงนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้เพื่อจะรู้ถูกเข้าใจถูกในกายในใจนี้

mp3 for download : เรียนรู้เพื่อจะรู้ถูกเข้าใจถูกในกายในใจนี้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :หลวงพ่อตอนเด็กนี้อยากได้นิพพาน ไม่รู้หรอกว่านิพพานหน้าตาเป็นยังไง ไปหาท่านพ่อลี พ่อพาไป ไปเองไม่ได้หรอก ยังเป็นเด็กอยู่ ไปถึงท่านก็สอน หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นับหนึ่ง หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นับสอง นับไปถึงสิบนะ แล้วก็ลงมาเก้าแปดเจ็ด เหมือนปล่อยจรวดน่ะ หลวงพ่อทำไม่เป็น นับเลขถอยหลังยังไม่ชำนาญเลย ตอนนั้น ก็นับไปถึงร้อยเลย ไม่ไปถึงแค่เก้าแค่สิบหรอก นับไปสิบเอ็ดสิบสอง นับไปถึงร้อยแล้วนับหนึ่งใหม่ ฝึก นี่มีการแอปพลายนะ ให้เข้ากับความสามารถเฉพาะตัว ก็ความสามารถของเราตอนนั้นยังนับเลขถอยหลังยังไม่เป็นล่ะนะ

ทำแล้วมันมีความสุข มีความสุขแล้วก็ไม่เลิกเลย ตอนนั้น ทุกวันก็ทำไปเรื่อยๆ เพราะมีความสุขจากการทำสมาธิน่ะนะ ต่อมามาเจอหลวงปู่ดูลย์ ตอนนั้นก็อายุเยอะแล้วนะ อายุ ๒๙ ปี ถึงจะเจอหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์เป็นครูบาอาจารย์ที่อัศจรรย์มากเลย ปัญญาของท่านนั้นแก่กล้ามาก สมาธิอะไรต่ออะไร ท่านเพียบพร้อมไปหมดเลย ก่อนจะสอนกรรมฐานให้กับใครสักคนหนึ่ง หากท่านเห็นแววว่าจะเอาดีจริงนะ จะเอาจริง ท่านไม่สอนง่าย ท่านจะนั่งหลับตาสอบประวัติเราเกือบชั่วโมง แล้วถึงจะสอน เวลาสอนก็สอนประโยค สองประโยคเอง

ท่านสอนหลวงพ่อให้ดูจิตดูใจของตัวเอง ไม่ได้เริ่มต้นจากการดูกาย หลวงปู่ดูลย์สอนหลวงพ่อ สอนเข้าเรื่องการดูจิตเลย สอนบางองค์ก็สอนดูกาย สอนมีหลายแบบ พอหลวงปู่ดูลย์สอนให้ดูจิตนะ เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตนะ แต่ละวันเนี่ย มันเหมือนมีอะไรใหม่ๆให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา สนุกมากเลยกับการดูจิต มีฉันทะ วิริยะก็เกิดเอง ฉันทะคือมีความพอใจที่จะได้ดูจิตของตนเอง มันได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดเวลา ตัวของเราเองแท้ๆนะ ก็ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจ ก็ยิ่งฮึกเหิมนะ ยิ่งขยันภาวนา ลืมคำว่านิพพานไปเลย ไม่ได้ภาวนาเอานิพพานนะ แต่ภาวนาเพื่อที่จะเรียนรู้ความจริงของจิตใจของตัวเองเรื่อยๆไป เรียนรู้เพื่อที่จะให้รู้นะ ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อที่จะเอาอะไร เรียนรู้เพื่อที่จะรู้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในที่สุด เมื่อเรียนรู้ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมา

เนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาก็คือความรู้ถูกความเข้าใจถูก ตัวสัมมาทิฎฐินั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียนเพื่อเอาอย่างอื่นน่ะ เรียนยาก ยิ่งเรียนไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ แต่ถ้าเราเรียนเพื่อจะรู้ถูกเข้าใจถูกในกายในใจนี้นะ เรียกว่าเราเรียนรู้ตรงวัตถุประสงค์ของการเป็นชาวพุทธแล้ว พอรู้ถูกเข้าใจถูกแล้วใจจะปล่อยวางเอง เพราะรู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทำต้นทางเลย คือรู้ถูก คราวนี้ขยันรู้เลยนะเพราะว่ามันน่ารู้ มีอะไรแปลกๆให้รู้ตลอด ทุกวันนะเฝ้ารู้เฝ้าดูไปเรื่อย รู้แล้วบางทีเกิดความเข้าใจขึ้น ตรงความเข้าใจก็คือปัญญา นานๆเกิดทีหนึ่ง

บางช่วงความเข้าใจไม่เกิดเลย ตั้งเดือนหนึ่งนะ ใจชักไม่สบายใจรู้สึกว่าการภาวนาไม่ก้าวหน้า จะได้เวลาไปส่งการบ้านกับครูบาอาจารย์แล้วยังไม่มีผลงานอะไรอย่างนี้นะ เร่งใหญ่เลย แต่ยิ่งเร่งยิ่งเลอะ เลอะเทอะใช้ไม่ได้เลย เร่งสุดขีดแล้ว เฮ้อ..ไม่ได้เรื่องแล้ว ปล่อย ปล่อยก็ดีทุกทีเลยนะ แต่ตอนจะปล่อยแล้วดีเนี่ย ต้องทำมาสุดขีดก่อนนะ ถ้ายังไม่ได้ทำเลย แล้วก็ปล่อยๆ ปล่อยๆ ทุกวัน ปล่อยอะไร ปล่อยกิเลสปล่อยโง่ออกมาเต็มไปหมด ก็ต้องขยันดูนะ ขยันดู

เนี่ยเมื่อเราเห็นผลของการปฏิบัตินะ ศรัทธาก็เพิ่ม วิริยะมันก็เพิ่มไปเรื่อย ขยันภาวนา ภาวนาแล้วมันสนุกสนานมีความสุข ได้รู้ได้เห็น ได้เข้าใจ มากขึ้นๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 560111A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๐๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ส่งการบ้าน: ฟุ้งเยอะ

mp3 for download : ส่งการบ้าน: ฟุ้งเยอะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

โยม : ก็ฟุ้งเยอะค่ะหลวงพ่อ ก็ดูกายเยอะๆอย่างนั้นมั้ยคะ

หลวงพ่อ : ดูไป หนูดูกายแล้วจะดีนะ รู้สึกมั้ย มันเห็นชัด เนี่ยพยักหน้าก็เห็น เห็นร่างกายพยักหน้า แล้วถ้าดูกายได้ชัด จะเห็นจิตชัด ความรู้สึกอะไรแปลกปลอมขึ้นมา ก็จะรู้

โยม :
เป็นทิฎฐิจริตไม่ใช่หรือคะ? (หลวงพ่อ : อะไรนะ) หนูเป็นทิฎฐิจริตไม่ใช่หรือคะ?

หลวงพ่อ :
ตอนนี้ไม่มีแรงไง (โยม : อ๋อ) ตอนนี้ฟุ้ง มาดูกายไว้ก่อน ให้ใจมีที่เกาะไว้ก่อน ไม่งั้นใจมันหนีไป ดูไม่ทันแล้ว

โยม : แยกโดยอายตนะจะง่ายกับหนูกว่าหรือเปล่าคะ?

หลวงพ่อ : อายตนะเหรอ เล่นยากนะ เวลาแยกที่อายตนะ บางทีใจมันเคลื่อนไปที่ตาที่หูนะ แต่ถ้าดูได้ก็ได้ ถ้าทำเป็นอะไรก็ได้หมดล่ะ ไม่ยากหรอก แต่ของหนูถ้าไม่มีแรงดูจิตก็มาดูกายไว้ จำหลักไว้นะ “ดูจิตได้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ดูกาย ดูจิตก็ไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ทำสมถะ ทำสมถะอะไรไม่เป็น พุทโธเลยลูกเดียวก็ได้” ให้ง่ายๆแค่นั้นแหละ นี่ครูบาอาจารย์สอนอย่างนี้มานะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ต.บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550804B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๙ ถึงนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตรวมเข้ากับกายกลายเป็นกู

mp3 for download : จิตรวมเข้ากับกายกลายเป็นกู

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ส่วนใครชอบทำสมาธิ มาแยกมาเรียนต่างหาก ทำสมาธิแล้วมาดูกายหลวงพ่อก็สอนได้ ไม่ยากอะไร เคยทำ ไม่ใช่ไม่เคยทำ แต่เห็นว่าคนรุ่นเราเนี่ย ฟุ้งซ่านมาก คิดมาก ดูจิตนั้นง่ายที่สุดแล้ว เพราะนั่งสมาธิไม่เป็น นั่งสมาธิไม่ได้ ดูกายไม่ได้ดีหรอก ดูกายแล้วจะไม่เห็นว่า กายกับจิตมันคนละอันกันนะ กายมันทำงานจิตเป็นคนดู มันไม่ค่อยเห็นหรอก

จิตมันจะรวมเข้ากับกายเป็นก้อนเดียวกัน พอจิตรวมเข้ากับกายแล้วมันจะกลายไปเป็นอะไร “เป็นกู” จิตรวมเข้ากับกายกลายเป็นกูนะ จิตบวกกาย เท่ากับกู มีสมการนะ เอ้า..ต่อไปให้ส่งการบ้าน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ต.บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550804B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๐ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กระบวนท่าการดูจิต

mp3 for download : กระบวนท่าการดูจิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตามองเห็นรูปเกิดสุขเกิดทุกข์ขึ้นที่ใจ หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายกระทบสัมผัส เกิดสุขเกิดทุกข์ที่ใจ มีสติรู้ทัน ใจคิดนึกปรุงแต่งไป เกิดสุขเกิดทุกข์ที่ใจ มีสติรู้ทัน

รู้ทันแล้วก็จะเห็น เกิดสุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เกิดทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ นี่แหละเรียกว่าการเจริญปัญญา จะเห็นว่าความสุขมีแล้วก็หายไป ความทุกข์มีแล้วก็หายไป ดูอยู่อย่างนี้เรื่อยๆไป

แต่ถ้าดูสุขทุกข์ไม่ทันนะ ต่อไปก็จะเป็นกุศล-อกุศล มีความสุขขึ้นมา บางทีจิตก็มีราคะ มีความทุกข์ขึ้นมา บางทีจิตก็มีโทสะขึ้นมา ดูเวทนาไม่ทัน ดูสุขทุกข์ไม่ทัน ก็มาดูกิเลสเอา ดูง่ายๆ แค่นี้เอง

อย่าไปบังคับจิตให้นิ่ง ถ้าบังคับจิตให้นิ่ง จะไม่มีอะไรให้ดู ให้กระทบอารมณ์ไป บางทีใจคิด คิดเรื่องนี้มีความสุข ให้รู้ว่ามีความสุขเกิดขึ้น ไม่ใช่รู้ว่าคิดเรื่องอะไรนะ คิดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก แต่ถ้าคิดอะไรขึ้นมาแล้วใจมีความสุข ให้รู้ทัน (รู้ทันว่าใจมีความสุข – ผู้ถอด) คิดอะไรก็ได้ ใจมีความทุกข์ขึ้นมาให้รู้ทัน รู้ทันใจที่สุด ใจที่ทุกข์ ใจที่เป็นกุศล ใจที่เป็นอกุศล ไม่ใช่รู้เรื่องที่คิดนะ

นี่แหละการดูจิตดูใจเขาดูกันอย่างนี้นะ ถึงจะเกิดปัญญา สุดท้ายก็จะเกิดปัญญาขึ้นว่า ทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้านี่แหละ เป็นของชั่วคราว ความสุขเกิดขึ้นแล้วก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป กุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า เห็นจนถึงจุดหนึ่ง จิตจะเกิดความรู้รวบยอดขึ้น ว่าทุกสิ่งที่เกิดนั้น ดับทั้งสิ้น ตรงที่เกิดความรู้รวบยอดนี่แหละที่เรียกว่า “ได้ดวงตาเห็นธรรม” เป็นพระโสดาบัน

พระโสดาบันนั้นมีความรู้รวบยอดว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดดับไปเป็นธรรมดา” something(สิ่งใด) ที่เกิดขึ้น อะไรเป็น something บ้าง สุขก็เป็น something ใช่มั้ย ทุกข์ก็เป็น(something) โลภโกรธหลงก็เป็น(something) จะเห็นแต่ละอันๆนะ จนในที่สุดสรุปออกมาได้ในภาพรวม จิตเขาสรุปของเขาเอง ไม่ใช่เราคิดเอา ตรงที่เราคิดเอาไม่ล้างกิเลส แต่ถ้าจิตสรุปของจิตเอง จะล้างกิเลสได้

เนี่ยฝึกไปเรื่อยนะ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ต.บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550804B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๔ ถึงนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ฝึกดูจิต ฝึกด้วยจิตของคนธรรมดาๆนี่ล่ะ

mp3 for download : ฝึกดูจิต ฝึกด้วยจิตของคนธรรมดาๆนี่ล่ะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราดูจิตดูใจ แต่เราไม่ชำนาญถึงฌานในอรูปนะ เราจะดูจิตในชีวิตประจำวัน ดูอยู่ข้างนอกอยู่ที่เรามีนี่แหละ

ดูจิตจะยากอะไร ใครรู้จักความสุขมั้ย รู้จักมั้ยความสุข ความสุขเกิดขึ้น ความสุขกำลังมีอยู้ รู้ว่ามีความสุขอยู่ ก็แค่นี้เอง จะยากอะไร ความสุขหายไปก็รู้ว่าความสุขหายไป ความทุกข์มีขึ้นมา รู้ว่ามีขึ้นมา ความทุกข์หายไปรู้ว่าความทุกข์หายไป ก็แค่นั้นเอง ความโลภความโกรธความหลงผุดขึ้นมา รู้ทัน ความโลภความโกรธความหลงหายไป รู้ทัน ก็แค่นั้นเอง

การดูจิตดูใจไม่ใช่เรื่องลึกลับเลย แต่ว่ามันจะตรงกันกับที่พระพุทธเจ้าสอนในสติปัฏฐาน ในจิตตานุปัสสนา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ” เห็นมั้ยง่ายๆ ท่านไม่เห็นต้องอธิบายมากเลย ก็แค่นั้นเอง จิตมีราคะรู้ว่ามีราคะ จิตไม่มีราคะรู้ว่าไม่มีราคะ จิตมีโทสะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีโทสะให้รู้ว่ามีโทสะ จิตไม่มีโทสะให้รู้ว่าไม่มีโทสะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีโมหะ คือมีความหลง ก็รู้ว่ามีโมหะ จิตไม่มีโมหะก็รู้ว่าไม่มีโมหะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจิตฟุ้งซ่านให้รู้ว่าฟุ้งซ่าน เมื่อจิตหดหู่ให้รู้ว่าหดหู่ ง่ายๆทั้งนั้นเลย

เราดูไป ดูใจของเราไปเรื่อย อย่าไปจ้อง อย่าไปจ้องอยู่ที่จิต เคล็ดลับของการดูจิตก็คือ ห้ามไปจ้อง ห้ามไปรอดู ว่าจะมีอะไรให้ดู ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรู้ว่ามีความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น อย่าไปเฝ้าดูนะ ถ้าเฝ้าดูจะเป็นการเพ่งจิต แล้วจะว่างๆ จะไม่มีอะไรให้ดูเลย มีแต่ว่างๆ ว่างๆเนี่ยเป็นการเพ่งอรูป ทำได้แล้วจะไปอรูปฌานนะ ไปเป็นอรูปพรหม เป็นพรหมไม่มีรูป ไม่มีตา ไม่มีหู พวกเราตาบอดเอามั้ยล่ะ แต่อยากไปเป็นพรหมชั้นสูง พรหมชั้นสูงไม่มีตา ไม่มีหูด้วย ตาบอดด้วย หูหนวกด้วย เอามั้ยล่ะ ไม่เอาใช่มั้ยล่ะ สัมผัสโลกไม่ได้ เรียนรู้อะไรไม่ได้นะ ยกเว้นที่ชำนาญดูจิตแล้วไปเข้าไปตรงนั้น ทำต่อได้ ไม่มีกาย ไม่มีกาย

เนี่ยเราเฝ้าดูของเราง่ายๆนะ ใจเราของคนธรรมดานี่แหละ เราจะเห็นเลยว่าใจของเราเปลี่ยนแปลงทั้งวัน เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ใจของเราเปลี่ยนเพราะอะไร เพราะมีผัสสะ คือมีการกระทบอารมณ์ ตาเรามองเห็นรูป เรียกว่า เรากระทบอารมณ์ทางตา ตาไปมองเห็นรูปที่พอใจ จิตก็มีความสุขขึ้นมา จิตมีความสุขขึ้นมา ก็เกิดความพอใจ คือราคะแทรกขึ้น ตาไปเห็นรูปที่ไม่ชอบใจ ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา โทสะก็แทรกนะ โทสะก็จะแทรกเข้ามา

หูได้ยินเสียงที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจอาจจะไม่ไพเราะก็ได้ ยกตัวอย่างเสียงบางคนนะ เสียงฟังไม่ได้เลย แต่เรากำลังคิดถึงคนๆนั้น เป็นเพื่อนเรา แต่เสียงไม่ไพเราะเลย ได้ยินเสียงแหบๆของคนๆนี้แล้วดีใจ เพราะเป็นเสียงที่ชอบใจ อาจจะไพเราะหรือไม่ไพเราะ จะอ่อนหวานหรือไม่อ่อนหวาน ไม่สำคัญหรอก แต่เป็นเสียงที่ชอบใจ พอการกระทบกับเสียงที่ชอบใจเกิดขึ้นนะ ก็จะเกิดความสุขขึ้นมาในใจ เรารู้ว่ามีความสุข พอมีความสุขแล้วเกิดความพอใจในเสียงอันนี้ขึ้นมาเรียกว่ามีราคะ รู้ว่ามีราคะเกิดขึ้น

นี่แหละการปฏิบัติง่ายๆอย่างนี้เอง ให้ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายกระทบสัมผัส ให้ใจมันคิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติธรรมดา ไม่ห้ามเลยสักอย่างเดียว ตามองเห็นรูปเกิดสุขเกิดทุกข์ขึ้นที่ใจ หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายกระทบสัมผัส เกิดสุขเกิดทุกข์ที่ใจ มีสติรู้ทัน ใจคิดนึกปรุงแต่งไป เกิดสุขเกิดทุกข์ที่ใจ มีสติรู้ทัน รู้ทันแล้วก็เห็น เกิดสุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เกิดทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ นี่แหละเรียกว่าการเจริญปัญญา จะเห็นว่าความสุขมีแล้วก็หายไป ความทุกข์มีแล้วก็หายไป ดูอยู่อย่างนี้เรื่อยๆไป

แต่ถ้าดูสุขทุกข์ไม่ทันนะ ต่อไปก็จะเป็นกุศล-อกุศล มีความสุขขึ้นมา บางทีจิตก็มีราคะ มีความทุกข์ขึ้นมา บางทีจิตก็มีโทสะขึ้นมา ดูเวทนาไม่ทัน ดูสุขทุกข์ไม่ทัน ก็มาดูกิเลสเอา ดูง่ายๆ แค่นี้เอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ต.บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550804B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๑๔ ถึงนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การดูจิต และการเดินปัญญาในฌาน

mp3 for download : การดูจิต และการเดินปัญญาในฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : การดูจิตดูใจเรียกว่า จิตตนานุปัสสนา การดูกระบวนการทำงานของสภาวธรรม เรียกว่าธรรมานุปัสสนา กรรมฐานเหล่านี้เหมาะกับพวกทิฎฐิจริต พวกคิดมาก เมื่อพวกเราเป็นพวกช่างคิด เรามาดูจิตดูใจตัวเอง การดูจิตนั้นไม่ต้องใช้สมาธิเยอะ ใช้สมาธิเป็นขณะๆไป เรียกว่าขณิกสมาธิ

วิธีทำให้มีสมาธิเมื่อเช้าหลวงพ่อบอกไปแล้วนะ รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป เรารู้ทันจิตที่เคลื่อนไป รู้ทันจิตที่ไหลไป จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ตรงที่จิตตั้งมั่นขึ้นมาเนี่ย อย่าไปบังคับจิตให้นิ่ง จิตมีความสุขให้รู้ว่ามีความสุข จิตมีความทุกข์ให้รู้ว่ามีความทุกข์ จิตสงบให้รู้ว่าสงบ จิตฟุ้งซ่านให้รู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตมีราคะให้รู้ว่ามีราคะ จิตมีโทสะให้รู้ว่ามีโทสะ จิตไม่มีราคะก็รู้ จิตไม่มีโทสะก็รู้ จิตหลงไปก็รู้ จิตรู้สึกตัวอยู่ก็รู้ เนี่ยคอยดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไปเรื่อย

การดูความเปลี่ยนแปลงของจิตนั้น ไม่ต้องไปนั่งสมาธิลึกๆ คนที่นั่งสมาธิลึกๆเนี่ย ดูจิตยาก มันจะไม่มีอะไรให้เปลี่ยน จะนิ่งๆ เพราะฉะนั้นการดูจิตดูใจเนี่ย เหมาะสำหรับพวกที่เข้าฌานไม่เป็น แต่ถ้าพวกที่ดูจิตแล้วเข้าฌานเป็น จะไปสู่จุดสุดยอดอีกเรื่องหนึ่ง สามารถไปเดินปัญญาในสมาธิได้ พวกดูกายเก่งๆเนี่ย เจริญปัญญาในสมาธิไม่ได้ ต้องดูจิตเก่งๆ ทำสมาธิและปัญญาควบกันได้

ดูกายเก่ง ต้องทำสมาธิก่อน ออกจากสมาธิแล้วมาดูกาย แต่ถ้าจะทำสมาธิและปัญญาควบกัน ถ้าทำสมาธิรู้ลมหายใจแล้วจิตรวมเข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง มีเอกัคคตา รู้ทันจิตที่เข้าไปจับแสงสว่าง ก็ปล่อย ไม่จับ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร จิตทวนกระแสเข้าหาตัวรู้ และตั้งมั่นอยู่ ปีติเด่นดวงขึ้นมา ในขณะนั้นมีทั้งปีติมีทั้งสุขมีทั้งเอกัคคตาอยู่ด้วยกัน แต่ปีติจะเด่น ใจเนี่ยเด่นดวงตั้งมั่นเป็นผู้รู้อยู่ แต่ปีติเด่น สติระลึกรู้ลงไปที่ปีติ เห็นปีติดับไป เนี่ยเขาทำวิปัสสนาในสมาธิ เขาดูองค์ฌานที่เกิดดับ องค์ฌานทั้งหลายเนี่ยไม่ใช่กาย องค์ฌานทั้งหลายเนี่ยเป็นเรื่องของนามธรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นพวกที่ดูจิตได้นะ จะไปเดินปัญญาในฌานได้

แล้วถ้าดูจิตจนชำนิชำนาญจนถึงระดับที่เป็นพระอริยบุคคล แล้วถ้าตายไปนะ ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ไปเกิดในพรหมโลก แล้วเข้าฌานเก่งมากเลย ได้ฌานที่ ๘ ด้วย ไปเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นภูมิเป็นภพของเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นภพของพรหมที่สูงที่สุด ในคัมภีร์สอนเอาไว้เลยว่า ถ้าเป็นพระอริยบุคคลที่ชำนาญการดูจิตนะ จะไปทำวิปัสสนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะได้ คนอื่นทำไม่ได้ ถ้าเป็นปุถุชนแล้วจะไปทำวิปัสสนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะไม่ได้ ถ้าเป็นพระอริยบุคคลที่ไม่ได้ชำนาญเรื่องการดูจิต จะไปทำวิปัสสนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะไม่ได้ ถ้าเป็นพระอริยบุคคลที่เข้าอรูปฌานถึงขีดสุดไม่ได้ก็จะไม่ไปเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิด้วย

เพราะฉะนั้นการที่เราหัดดูจิตดูใจเนี่ยนะ พวกที่สมาธิมากก็ดูได้ พวกนี้จะสามารถไปเจริญปัญญาในฌานได้ ทำสมาธิและวิปัสสนาควบกัน พวกนี้ทำรวดไปได้ ไม่มีข้อจำกัดในภูมิอะไร ยกเว้นอันเดียว ภูมิอสัญญสัตตา ภพของอสัญญสัตตา พรหมลูกฟัก แต่ท่านจะไม่ไปเกิดในพรหมลูกฟัก พระอริยะทั้งหลายท่านจะไม่ไปเกิดในพรหมลูกฟัก พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะไม่ไปอยู่ในพรหมลูกฟัก เสียเวลา

และถ้าเราดูจิตดูใจแต่ไม่ชำนาญจนถึงอรูป(ฌาน)นะ เราจะดูจิตในชีวิตประจำวัน ดูอยู่ข้างนอกอย่างที่พวกเรามีนี่แหละ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ต.บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550804B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๑๔ ถึงนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูรูปกับดูนามนั้น ดูเป็นปัจจุบันไม่เหมือนกัน

mp3 (for download) : ดูรูปกับดูนามนั้น ดูเป็นปัจจุบันไม่เหมือนกัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อภาพจากบ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะฉะนั้นการดูจิตดูใจนะ เราจะดูตามหลังไปเรื่อยๆ ตามไปติดๆ เนี่ยบางคนบอกว่าหลวงพ่อปราโมทย์สอนผิด ไม่ดูปัจจุบัน ดูรูปกับดูนามนั้น คำว่าปัจจุบันนั้นไม่เหมือนกัน

ถ้าดูร่างกายนะเขาเรียกว่าปัจจุบันขณะคือในขณะนี้เลย ถ้าดูนามธรรมเนี่ยใช้ปัจจุบันสันตติ คือส่วนที่สืบเนื่องกับปัจจุบัน ทำไมดูปัจจุบันแท้ๆไม่ได้ ยกตัวอย่างเห็นจิตมีโทสะเนี่ย จะรู้ว่ากำลังมีโทสะ รู้ไม่ได้ เพราะทันทีที่สติเกิด โทสะดับไปเรียบร้อยแล้ว มันเลยเป็นการตามหลังตลอด

พระพุทธเจ้าก็สอนอย่างนั้นนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ เห็นมั้ยราคะเกิดก่อนแล้วค่อยรู้ว่ามีราคะ จิตไม่มีราคะ ก็รู้ว่าไม่มีราคะ ความไม่มีราคะเกิดก่อนเพราะราคะดับไป แล้วก็ค่อยรู้เอา ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตมีโทสะ โทสะเกิดแล้วก็ค่อยรู้ ค่อยรู้ว่ามีโทสะ เห็นมั้ยจิตไม่มีโทสะ ก็รู้ว่าไม่มีโทสะ กิเลสเกิดไปก่อน แล้วรู้ทีหลัง ตามหลังอย่างนี้แหละ

ค่อยๆหัดนะ หัดไปเรื่อย จนใจฉลาดขึ้น ดูความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ดูกายจะเห็นตัวทุกข์ได้ชัด ถ้าดูจิตจะเห็นอนิจจังและอนัตตาได้ชัด ดูจิตนั้นดูให้เห็นตัวทุกข์ได้ยาก แต่ว่าบางคนเนี่ยจะต้องเห็นจิตเป็นตัวทุกข์นะ ถึงจะข้ามภพข้ามชาติได้ พวกที่ทรงสมาธิมากๆเนี่ย เวลาจะบรรลุพระอรหันต์เนี่ย จะต้องบรรลุด้วยการเห็นจิตเป็นตัวทุกข์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

File: 551208A
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๒๘ ถึงนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดู อย่างเป็นวิปัสสนา

mp3 for download : ดู อย่างเป็นวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ดูกาย เห็นร่างกายหายใจ เพื่อจะได้เกิดปัญญาเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่เที่ยงนะ เดี๋ยวก็หายใจเข้า เดี๋ยวก็หายใจออก ร่างกายนี้มีแต่ทุกข์บีบคั้น หายใจเข้าก็เพื่อแก้ทุกข์ หายใจออกก็เพื่อแก้ทุกข์ หายใจเข้าหายใจออกก็คือการเปลี่ยนอิริยาบถ ปิดบังทุกข์ไว้ ร่างกายที่หายใจอยู่เป็นวัตถุธาตุนะ ไม่ใช่เราหรอก หายใจก็เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์อย่างนี้ ถึงจะเดินปัญญา

ดูเวทนาก็ไม่ใช่เพื่อฉันจะชนะเวทนา คนที่นั่งสมาธิปวดเมื่อย จะนั่งเอาชนะเวทนา นั่งเอาชนะเวทนาได้ขันติได้อะไรต่ออะไร ได้อธิษฐานบารมีตั้งใจมั่น แต่ไม่ใช่ปัญญา ถ้าจะเอาชนะเวทนาก็นั่งไปจนเห็นว่าเวทนาเป็นของไม่เที่ยงนะ เวทนาเป็นของทนอยู่ไม่ได้ เวทนาเป็นของบังคับไม่ได้ อย่างนี้เป็นการนั่งวิปัสสนาเดินปัญญา

ดูจิตก็ไม่ใช่ไปประคองจิตให้นิ่งให้ว่าง แต่เพื่อให้เห็นว่าจิตเป็นไตรลักษณ์ จิตมันไม่เที่ยงนะ จิตมันเป็นทุกข์นะ มันถูกบีบคั้นด้วยตัณหาตลอดเวลา จิตเป็นของบังคับไม่ได้นะ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ อย่างนี้จิตเป็นอนัตตา อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเดินวิปัสสนาอยู่


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้ อย่างเป็นวิหารธรรม

mp3 for download : รู้ อย่างเป็นวิหารธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ส่วนไม่ยากอะไร เฝ้ารู้ความปรุงไป ดูไป ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ก็มีแต่รูปกับนาม ให้หาอารมณ์อันใดอันหนึ่งนะ ที่เหมาะกับเรา จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรมก็ได้ อะไรก็ได้ รู้อย่างเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต

เรารู้กาย ยกตัวอย่างเช่นเรารู้ลมหายใจ รู้ลมหายใจแบบเป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต ไม่ได้ไปเพ่งห้ามจิตเคลื่อนไปจากลมหายใจ ไม่ใช่ อันนั้นไม่ขึ้นวิปัสสนาหรอก รู้ลมหายใจพอเป็นเครื่องอยู่ของจิต รู้ไปเพื่อจะแผดเผากิเลส เรียกว่า อาตาปี ไม่ใช่รู้ไปเพื่อหาความสุขความสบาย รู้ไปเพื่อจะสู้กับกิเลส มีสัมปชัญญะ รู้ว่าเรารู้ลมหายใจนี้เพื่ออะไร มีสติ ไม่หลงลืมลมหายใจนี้

ถ้ารู้ไปเรื่อย.. ก็จะถอดถอนความยินดียินร้ายในโลกออก เรียกว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา วิเนยยะโลเก อภิชฌา โทมนัสสะ ถอดถอนความยินดียินร้ายในโลก ไม่ยึด

เพราะฉะนั้นเรารู้กายรู้ใจไปนะ รู้แบบเป็นเครื่องอยู่ ไม่ได้อยู่แบบเป็นคุกขังจิต ไม่ได้ห้ามจิตเคลื่อนไปจากร่างกาย ห้ามจิตเคลื่อนไปจากเวทนา ไม่ได้บังคับจิตให้นิ่งให้ว่าง ไม่ใช่ รู้เพียงแต่สักว่าอาศัยรู้เท่านั้นเอง เพื่อที่จะได้เห็นว่ามันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๕๓ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คำสอนของหลวงปู่มั่นที่บอกแก่หลวงปู่สุวัจน์

mp3 for download : คำสอนของหลวงปู่มั่นที่บอกแก่หลวงปู่สุวัจน์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไปเจอหลวงปู่สุวัจน์ (พระโพธิธรรมาจารย์ หลวงปู่ สุวัจน์ สุวโจ) หลวงปู่สุวัจน์ก็เคยเล่าว่า หลวงปู่มั่นสอนท่าน ท่านเข้าไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นบอกว่า ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ดูจิตก็ไม่ได้ดูกายก็ไม่ได้ ให้ทำความสงบไว้ ทำสมถะ ทำสมถะก็เพื่อให้มีแรง ดูกายเพื่อให้เห็นจิต ดูจิตเพื่อให้รู้แจ้ง ท่านสอนกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าตัดตรงเข้ามารู้ถึงจิตถึงใจได้ ไม่เสียเวลา

ถามว่าถ้ารู้จิตแล้วจะรู้กายมั้ย จะปล่อยวางกายได้มั้ย ได้แน่นอน เพราะว่าผู้ที่ไปยึดกายก็คือจิต ผู้ที่จะปล่อยวางกายก็คือจิต ทีนี้บางท่าน ท่านดูกายไป ท่านเห็นกายนี้เป็นของไม่ดี เป็นตัวทุกข์อะไรอย่างนี้นะ ก็ปล่อย

แต่ถ้าดูจิตนะ จะเห็นว่าถ้าจิตไปยึดกาย จิตจะทุกข์ อย่างนี้ก็ปล่อยเหมือนกัน ก็เลิกยึดเหมือนกัน มองมาจากคนละด้านนะ เพราะมันอิงอาศัยกัน ใครไปยึดกาย ก็จิตนั่นแหละ เป็นผู้ไปยึด ทำไมจิตไปยึดกาย เพราะจิตมันโง่ มันโง่ได้ ๒ ด้าน

ด้านหนึ่งมันโง่เพราะมันไม่รู้ว่ากายเป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้ามาดูกายจะเห็นแจ้งว่ากายเป็นตัวทุกข์ ก็ปล่อยกาย อีกด้านหนึ่ง มันโง่ มันไม่รู้ว่าถ้ามันไปยึดกายแล้วมันจะทุกข์ ถ้ามันไม่โง่ตรงนี้นะ มันยึดกายหรอก มันก็ปล่อยกาย

เห็นมั้ยมันเดินได้นะ ถ้าภาวนาเป็นแล้วจะรู้เลย การปฏิบัตินั้นทำอะไรก็ถูกน่ะ ถ้าภาวนาไม่เป็นนะ ทำอะไรก็ผิดหมดน่ะ มันผิดหลักผิดเกณฑ์ไปหมด เพราะฉะนั้นจริงๆไม่ใช่ของยากของลึกลับพิศดาร ต้องแนวนี้เท่านั้น ต้องแนวนี้เท่านั้น อย่างนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนของอาจารย์แต่ละท่านๆไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๐ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เจริญวิปัสสนา เห็นจากของจริง

mp3 for download : เจริญวิปัสสนา เห็นจากของจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : เรามาเฝ้ารู้ความจริง ไม่ใช่มาหลอกตัวเอง ว่าจิตไม่เที่ยง แล้วก็ไม่ใช่หลอกตัวเองว่ากายไม่เที่ยง ถ้าเป็นพวกดูกายก็ไม่ใช่มาหลอกเอาเองคิดเอาเองว่ากายไม่เที่ยง ต้องดูของจริงว่ากายไม่เที่ยงจริงๆ รูปที่ยืนเดินนั่งนอนไม่เที่ยงจริงๆ รูปเหยียดรูปร้อนรูปอ่อนรูปแข็งไม่เที่ยงจริงๆ ดูจิตก็ดูให้เห็นของจริง

จิตรู้สึกตัวก็ไม่เที่ยงจิตไหลไปก็ไม่เที่ยง ดูของจริงจนกระทั่งจิตยอมรับความจริงว่าจิตทุกอย่างเกิดแล้วดับ “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับเป็นธรรมดา” ถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้เป็นพระโสดาบันนะ ถ้าคิดว่าจิตเที่ยงเป็นมิจฉาทิฎฐิ ไม่ได้เป็นโสดาบันหรอก

เพราะฉะนั้นเรามาฝึกกรรมฐาน มาเรียนรู้ของจริง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๙ ถึงนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูจิต ได้สติ สมาธิ ปัญญา

mp3 for download : ดูจิต ได้สติ สมาธิ ปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : ถ้าเราทำกรรมฐาน ดูจิตดูใจเนี่ย เราฝึกง่ายๆเลย รวบยอดเลย ได้ทั้งสมาธิได้ทั้งปัญญา ก็คือจิตขยับไปแล้วรู้สึกนะ จิตไหลไปรู้สึก จิตไหลไปรู้สึก ตรงที่จิตไหลไปแล้วรู้สึกเนี่ย จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา (จิตตั้งมั่น = จิตมีสมาธิชนิดลักขณูปนิชฌาน เป็นสมาธิที่มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา – ผู้ถอด) มันตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วมันก็ไหลอีก เราก็รู้สึกอีก ก็ตั้งอีก ตรงนี้จะเป็นการฝึกให้เกิดสติ สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจ มันรวมถึงกายด้วยนะ แต่นี่หลวงพ่อสอนมุ่งมาที่จิต เพราะพวกเราเป็นพวกไม่มีสมาธิ ต้องดูจิตให้มากๆไว้

สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในจิต จิตขยับไปรู้ทัน จิตขยับไปรู้ทัน เรียกว่ามีสติ การที่จิตขยับไปแล้วเรารู้ทันเรื่อยๆ ต่อไปเราจะเกิดปัญญาได้ เราจะเห็นเลยว่า จิตที่รู้สึกตัวก็อยู่ชั่วคราว จิตที่ไหลไป หลงไป ขยับไป ก็อยู่ชั่วคราว จิตที่รู้สึกตัวเกิดแล้วก็ดับไป จิตที่ไหลไปหลงไปเกิดแล้วก็ดับไป จิตที่รู้สึกตัวเนี่ยเป็นตัวแทนของจิตที่เป็นกุศล จิตที่ไหลไปหลงไปเป็นตัวแทนของอกุศล ต้องหลงไปก่อนนะ ถึงจะเกิดโลภเกิดโกรธอะไรขึ้นมาทีหลัง ต้องหลงก่อนนะ จึงเป็นตัวแทนของจิตอกุศล

ก็จะเห็นเลยว่า จิตที่รู้สึกตัว ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตที่เป็นอกุศลนั้น เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไหลไปซึ่งเป็นจิตอกุศล เกิดแล้วก็ดับ มีแต่เกิดแล้วก็ดับ ตรงที่เราเห็นว่า จิตทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ อันนั้นแหละ เราเจริญปัญญา เราเห็นอนิจจังอยู่ เราก็จะเห็นอีก ถ้าบางคนดูแค่เกิดดับแค่นี้ไม่พอนะ จะเห็นสิ่งซึ่งกำลังปรากฎ จิตซึ่งรู้สึกตัวอยู่นี่แหละ อยู่ได้ไม่นาน ทนอยู่ไม่ได้ก็แตกสลายกลายเป็นจิตที่เคลื่อน จิตที่เคลื่อนทนอยู่ไม่ได้ แตกสลายกลายเป็นจิตที่รู้สึกตัว การที่เราเห็นว่า จิตทุกชนิดทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ เรียกว่าเห็นทุกขังนะ เห็นทุกขัง

การที่จิตจะรู้สึกตัว เราสั่งไม่ได้ รู้สึกแล้วรักษาไว้ก็ไม่ได้ การที่จิตไหลไปเราห้ามก็ไม่ได้นะ ไหลไปแล้วสั่งให้คืนมาก็ไม่คืน ถ้าสั่งให้คืนมาจะกลายเป็นเพ่ง แน่นๆเลย จิตนี้ไม่ใช่ของที่บังคับได้ แค่เราเห็นจิตที่ไหลไปไหลมาแค่นี้นะ เรารู้เลยว่าเราบังคับจิตไม่ได้จริง นี่คือการเห็นอนัตตา

เพราะฉะนั้นถ้าเราคอยรู้ทันจิตที่ไหลแว้บๆๆ นะ รู้ไปเรื่อยๆนะ ได้ทั้งสตินะ เบื้องต้นจะได้สติ เบื้องปลายจะได้ปัญญา จะรู้ความจริงจิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา จิตนี้เป็นของไม่เที่ยง กลับกลอกตลอดเวลานะ จิตรู้สึกตัวก็ไม่เที่ยง จิตที่ไหลไปก็ไม่เที่ยง จิตที่รู้สึกตัวก็ทนอยู่ไม่ได้นาน จิตที่ไหลไปก็ทนอยู่ไม่ได้นาน อยู่ได้ชั่วขณะเท่านั้นเอง จิตจะรู้สึกตัวหรือว่าจิตจะไหลไปนั้น เลือกไม่ได้ สั่งไม่ได้ ห้ามไม่ได้ บังคับไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจ นี่เรียกว่าเห็นอนัตตา

การที่เราเห็นจิตเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นเพียงมุมใดมุมหนึ่งก็พอ ไม่ต้องเห็นทั้งสามอย่างหรอก บางคนเห็นจิตเกิดแล้วก็ดับ รู้สึกตัวแล้วก็หายไป หรือเห็นว่าจิตมันถูกบีบคั้นตลอด จิตมันบังคับไม่ได้ เห็นมุมใดมุมหนึ่งไปถึงจุดหนึ่ง จิตจะปิ๊งขึ้นมา จิตนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก จิตมันเป็นสภาวธรรมซึ่งมันเป็นของมันเอง คำว่าสภาวะหมายถึงมันมีอยู่ของมันเอง being มีอยู่ของมันเอง เกิดแล้วก็ดับไป มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ เฝ้ารู้ลงไปเรื่อย สุดท้ายปัญญามันเกิด มันจะรู้เลยว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับเป็นธรรมดา”

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๒๑ ถึงนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๔๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีการรู้นามธรรม (ดูจิต)

mp3 for download : วิธีการรู้นามธรรม (ดูจิต)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมย์ : หัดดูจิตดูใจ ก็จะเห็นเลย จิตมันเปลี่ยน เพราะตามันมองเห็นรูป จิตมันเปลี่ยนเพราะหูได้ยินเสียง เช่นตามองเห็นรูปอย่างนี้เกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศล-อกุศล หูได้ยินเสียงอย่างนี้เกิดสุขเกิดทุกข์เกิดกุศล-อกุศล จมูกได้กลิ่นจิตก็เกิดความรู้สึกสุขทุกข์กุศล-อกุศลได้

ยกตัวอย่างได้กลิ่นธูปกลิ่นอะไรอย่างนี้ รู้สึกอย่างไรได้กลิ่นธูป ต้องดูสิ่งแวดล้อมด้วย ถ้ามาที่วัดได้กลิ่นธูปก็แหมเลื่อมใสศรัทธาอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าอยู่บ้านแล้วอยู่ดีๆได้กลิ่นธูปก็ชักคิดหนักนะ ความรู้สึกมันเปลี่ยน

ให้คอยรู้ จะเห็นเลย ความรู้สึกทั้งหลายเกิดแล้วดับ ความรู้สึกทั้งหลายเกิดแล้วดับ นี่คือการรู้นามธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๔๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูจิตไม่ใช่วิปัสสนาเสมอไป

mp3 for download : ดูจิตไม่ใช่วิปัสสนาเสมอไป

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หัดดูจิตดูใจไป ทุกวันๆนะ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง พุทโธก็ได้ หายใจก็ได้ เมื่อจิตหนีไปแล้ว ให้รู้ทัน จิตหนีไปแล้วรู้ทัน ต่อไปเวลาจิตมันขยับตัวกริ๊กเดียว มันหนีกริ๊กเดียว มันจะเห็นเอง มันจะดีดตัวตั้งมั่นขึ้นมา

ถามว่าถ้าดูจิตแบบนี้จะได้อะไร ดูจิตชนิดนี้จะได้สมาธิชนิดที่จิตตั้งมั่นนะ เพราะฉะนั้นดูจิตไม่ใช่วิปัสสนาเสมอไปนะ ดูจิตที่จิตไปเพ่งอยู่ที่จิต อันนี้เป็นสมาธิชนิดทำสมถะนะ ตายไปแล้วก็จะไปเป็นอรูปพรหม

ถ้าดูจิตนะ เห็นจิตไหลไปแล้วรู้ทัน จิตไหลไปแล้วรู้ทัน จะได้สมาธิชนิดที่จิตตั้งมั่นขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ดู พอมีสมาธิที่จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูได้แล้วนะ ให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ไปตามธรรมดา

เวลาที่เราทำในรูปแบบ เราก็ทำกรรมฐานขึ้นอย่างหนึ่ง แล้วจิตหนีไปรู้ทัน จิตไปเพ่งรู้ทัน ฝึกตัวนี้ไว้ เวลามาอยู่ในชีวิตจริง เมื่อตามองเห็น หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายกระทบสัมผัส หรือใจคิดนึกขึ้นมา ความรู้สึกแปลกปลอมใดๆเกิดขึ้นที่จิต มันจะรู้ทันขึ้นมานะ

เพราะจิตขยับตัวกริ๊กเราเคยเห็น จิตขยับตัวกริ๊กเคยเห็น โธ่ความโกรธไหวตัวขึ้นมาทำไมจะไม่เห็น หยาบกว่าจิตที่ขยับตัวกริ๊กๆเสียอีก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
ไฟล์ 550525B
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูจิต เหมาะกับคนที่ไม่ทรงฌาน

mp3 for download : ดูจิต เหมาะกับคนที่ไม่ทรงฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การดูจิตและธรรมานุปัสสนานี้ เหมาะกับวิปัสสนายานิก เดินปัญญาไปเลย สมาธิเกิดทีหลัง แต่ก็ต้องอาศัยสมาธิ เพียงแต่เป็นสมาธิในระดับขณิกสมาธิ ไม่ถึงฌาน

ขณิกสมาธิคือความตั้งมั่น(ของจิต)ชั่วขณะ ความตั้งมั่นชั่วขณะเป็นอย่างไร ความตั้งมั่นชั่วขณะก็คือ ในภาวะที่จิตกำลังหลงไปไหลไปแล้วเรามีสติรู้ทันจิตที่ไหลไป โดยเฉพาะไหลไปคิด ถ้าเรารู้ว่าจิตไหลไปคิด มีสติรู้ทันปั๊บ การไหลไปจะขาดสะบั้นในทันทีเลย และความไหลไปความหลงไปคิดนะ เป็นความฟุ้งซ่าน จิตมันฟุ้งซ่าน ทันทีที่สติระลึกรู้ความฟุ้งซ่านนะ ความฟุ้งซ่านดับอัตโนมัติ ก็จะเกิดจิตผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานขึ้นมา

ใหม่ๆพอรู้ตัวแว้บขึ้นมายังทำอะไรไม่เป็นนะ มันจะหายไป แล้วหนีไปคิดอีก รู้อีก หนีไปคิดอีก รู้อีก ฝึกตรงนี้ให้ชำนาญเลย ในที่สุดสมาธิที่เป็นขณิกะที่ว่าทีละขณะๆ จะเกิดถี่ขึ้นๆ เมื่อมันถี่มากๆนะ มันเหมือนจะทรงตัวอยู่ได้ ความจริงมันไม่ได้ทรงตัวแต่มันเกิดดับอย่างรวดเร็ว แต่มันเกิดดับต่อเนื่องกันแล้วมันเหมือนเดิม มันเป็นตัวรู้ ตัวรู้ๆ ทีละขณะ มันจึงเหมือนทรงตัวเด่นอยู่ได้ มีช่วงเวลาที่ยาวขึ้นแล้วที่จะรู้สึกตัวได้

ถ้ารู้สึกตัวได้อย่างนี้นะ ดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไป เดี๋ยวก็เป็นจิตรู้ เดี๋ยวก็เป็นจิตหลง เดี๋ยวเป็นจิตรู้ เดี๋ยวเป็นจิตคิด เดี๋ยวเป็นจิตรู้ เดี๋ยวเป็นจิตเพ่ง เนี่ยจิตเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดดับ เพราะฉะนั้นจิตตานุปัสสนาเนี่ย ไม่ได้เหมาะกับพวกที่ทรงฌานมาก่อนนะ เพราะถ้าหากทรงฌานมาก่อน มันจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงของจิตให้ดู มันจะนิ่งๆ อาศัยอย่างพวกเรานี่แหละ ก็ต้องอาศัยการดูจิตไป แต่ว่าเราต้องมาฝึกให้ได้จิตที่รู้สึกตัวก่อน จิตที่มีตัวรู้ทีละขณะๆ แต่ฝึกบ่อยๆ

วิธีฝึก ให้เกิดตัวรู้เป็นขณะๆบ่อยๆ ก็คือทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง พุทโธก็ได้ หายใจก็ได้ ดูท้องพองยุบก็ได้ ทำจังหวะก็ได้นะ ขยับมือทำจังหวะ ถ้าจังหวะอย่างหลวงพ่อเทียนเราไม่ชอบ เราคิดจังหวะของเราเองก็ได้ หลวงพ่อไม่ได้ทำอย่างหลวงพ่อเทียน

หลวงพ่อเป็นโทสจริต ใจร้อน หลวงพ่อทำแค่นี้เองนะ อากาศร้อน หลวงพ่อทำกรรมฐานอย่างนี้ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก พัดไป แหม..มันสบายใจ มีความสุขขึ้นมา รู้ว่าสบายใจ พัดไปพัดมา ฮึ แมลงวันมาอีกแล้ว อ๊ะ โมโหแล้วนะ โมโหแล้ว รู้ทันใจที่โมโห ตีขู่ ตีขู่มันนะ อย่าไปโดนตัวมัน บาป…

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
ไฟล์ 550525B
ระหว่างนาที่ ๕ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๒๓) ต้องเห็นจิตเป็นทุกข์ล้วนๆอีกที จึงจะพ้นทุกข์ไม่ต้องเกิดอีก

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๒๓) ต้องเห็นจิตเป็นทุกข์ล้วนๆอีกที จึงจะพ้นทุกข์ไม่ต้องเกิดอีก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ทั้งๆที่ว่าเราดูจิตๆ นะมันจะแจ้ง แจ้งที่กายนี้ มันแจ้งเองเลย สุดท้ายมันจะรู้เลย ว่ากายนี้ทุกข์ล้วนๆ กายนี้ไม่ใช่ว่าสุขบ้างทุกข์บ้าง เหมือนที่เคยเห็น เหมือนที่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเค้าเห็นกัน แต่ว่ามันคือทุกข์ล้วนๆ ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วเนี่ย จิตจะหมดความยึดถือกาย ถ้าเห็นทุกข์นะ จิตจะพ้นความยึดถือเลย

ต่อไปเราก็มาดูจิตต่อ ตรงที่มันไม่ยึดถือกายแล้ว มันเป็นภูมิธรรมของพระอนาคามี มันจะย้อนมาที่จิต แล้วส่วนใหญ่จะมาเสร็จตรงนี้เลย ครูบาอาจารย์สอน หลวงปู่ดูลย์บอกเลย นักปฏิบัติที่ว่าดังๆมีชื่อเสียง ส่วนใหญ่มาตายอยู่ตรงพระอนาคามีนะ ไปไม่รอดหรอก เพราะยึดถือจิตไม่เลิก ต้องเห็นจิตเป็นตัวทุกข์อีกทีนะ ถึงจะปล่อย

เนี่ยหลวงพ่อเพิ่งขึ้นไปสุรินทร์มา หลวงพ่อก็ไปเยี่ยมครูบาอาจารย์องค์นึง แต่ท่านไม่เปิดเผยหรอก ท่านอยู่ของท่านเงียบๆไม่ยุ่งกับใคร ท่านก็เล่าให้ฟัง ว่าท่านก็บวชกับหลวงปู่ดูลย์ ตอนบวชกับหลวงปู่ดูลย์ได้สามพรรษา เข้าไปหาหลวงปู่ หลวงปู่ก็สอนท่าน บอกว่า ไอ้ที่จะปล่อยวางอะไรนะ ไม่ยึดถือ กาย ไม่ยึดถือใจ ไม่ยากหรอกนะ ถ้าเห็นทุกข์ ถ้าเห็นกายเป็นทุกข์ มันก็ปล่อย ถ้าเห็นจิตใจไปทุกข์ มันก็ปล่อย เนี่ยหลวงปู่บอกว่า มันไม่ยากหรอก ขอให้เห็นทุกข์เท่านั้นเอง

เพราะงั้นที่หลวงปู่ดูลย์สอนเนี่ย ตรงเป๊ะกับที่พระพุทธเจ้าสอนเลยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ทุกข์ หลวงปู่ดูลย์ท่านก็สอนให้รู้ทุกข์นั่นเอง ทุกข์อยู่ที่กาย รู้ลงไปในกายบ่อยๆ ทุกข์อยู่ที่จิต รู้ลงในจิตบ่อยๆ ถ้าเห็นกายเป็นทุกข์ล้วนๆเมื่อไหร่นะ ก็ได้พระอนาคาฯ ถ้าเห็นจิตเป็นทุกข์ล้วนๆนะ ก็พ้นทุกข์พ้นร้อนนะ ไม่เกิดอีกแล้ว

เนี่ยฝึกทุกวันๆ ธรรมะมันจะมาลงกันหมดนะ ทั้งปริยัติทั้งปฏิบัติ ลงเป็นที่เดียวกันนั่นแหล่ะ ค่อยๆฝึกเอาไม่ยากอย่างที่คิดหรอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๕๖ ถึง นาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๔) เมื่อจิตตั้งมั่นถึงฐานแล้วจึงเจริญวิปัสสนาได้

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๔) เมื่อจิตตั้งมั่นถึงฐานแล้วจึงเจริญวิปัสสนาได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นเราต้องมาฝึกนะ ให้จิตตั้งมั่นถึงฐานให้ได้ แล้วเราก็มาเจริญปัญญา มาทำวิปัสสนา

พอจิตตั้งมั่นแล้ว สติระลึกรู้ร่างกายที่เคลื่อนไหว มันจะเห็น ว่าร่างกายกับจิตเนี่ย เป็นคนละอันกัน เวลานี้คนที่ทำแบบนี้ได้ นับไม่ถ้วนแล้วนะ มีเยอะมากเลยนะ ที่ใจมันตั้งมั่นขึ้นมา มันเห็นร่างกาย ไม่ใช่ตัวเรา เป็นวัตถุธาตุที่เคลื่อนไหว

แต่มันยังเห็นได้เป็นขณะๆนะ บางทีก็เห็น บางทีก็ไปไหลไปรวมเป็นก้อนเดียวกัน ถ้าจิตกับกายไปรวมกัน จิตบวกกายจะได้อะไรรู้ไหม ได้กู จิตบวกกายจะกลายเป็นกู มันรวมกับขันธ์ มันรวมขึ้นเมื่อไหร่ มันจะเป็นตัวเราขึ้นมา ถ้าขันธ์มันแยกขึ้นมานะ ขันธ์ก็จะเป็นขันธ์เท่านั้นเอง กายก็ส่วนกาย แค่รูปธรรม เวทนา ความสุขทุกข์ กับกาย ก็คนละอันกัน เวทนากับจิต เวทนาคือความสุขความทุกข์ทั้งหลายเนี่ย กับกายก็เป็นคนละอัน กับจิตก็เป็นคนละอัน สัญญาคือความจำได้ ความหมายรู้ ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่จิตด้วย เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ความสุขความทุกข์ ไม่ใช่ความจำ ไม่ใช่จิตด้วย “สภาวะธรรมแต่ละอันๆจะกระจายตัวออกไปนะ ถ้าจิตเราตั้งมั่นจริงๆ”

บางคนซึ่งเคยเจริญสติเจริญปัญญา มาดีแล้วในชาติก่อนนะ ทันทีที่จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเนี่ย ขันธ์แตกตัวออกเลย จะเห็นว่ากายกับใจเป็นคนละอันเลย เห็นทันทีเลย แต่ถ้าบางคนถนัดดูจิต ก็จะเห็นว่า ความสุขความทุกข์กับจิต เป็นคนละอันกัน คนบางคนถนัดดูจิต เห็นว่ากุศลอกุศล เช่น ความโลภความโกรธความหลง กับจิต เป็นคนละอันกัน มันจะแยกกันนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 1212345...10...Last »