Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ใจเป็นทุกข์จึงดิ้นรน ใจดิ้นรนเพราะถูกตัณหากิเลสเสียดแทงตลอดเวลา

mp3 for download :ใจหมดหิวก็เป็นพระอรหันต์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีความสุขน่ะ มันมีสันติสุข สันติตัวนี้นะมันเกิดจากใจนะมันพ้นจากความปรุงแต่ง ไม่มีอะไรมาเสียดแทงมันได้ ใจของเราเสียดแทงตลอด รู้สึกมั้ย มีความหิวมีตัณหาเสียดแทงใจของเราตลอดเวลา แล้วก็โลภโกรธหลงเสียดแทงใจเราตลอดเวลาเลย

ใครเคยเห็นใจหิวบ้าง ยกมือสิ มีมั้ย ใจหิว.. สาธุ ใกล้จะเป็นพระอรหันต์แล้ว หมดหิวก็เป็นพระอรหันต์แล้วล่ะ ไม่เป็นไรหรอก

ใจมันหิว หิวก็ดิ้น ใช่มั้ย หิวก็ดิ้นรน ร่างกายหิววันละกี่ครั้ง สองสามครั้ง ร่างกายหิว แต่จิตน่ะหิวอยู่ทุกนาทีเลย เพราะฉะนั้นจิตนั้นทุกข์ๆ ทุกข์มากเลย ถูกความหิวแผดเผาอยู่ตลอดเวลา ถูกกิเลสแผดเผาอยู่ตลอดเวลา ทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา ทิ่มแทงจริงๆนะ จิตเหมือนวัวเหมือนควายนะ กิเลสเหมือนเอาไม้แหลมๆเหมือนปฏักน่ะทิ่มให้วิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที สังเกตมั้ยจิตของเราถูกตัณหาผลักดันให้วิ่ง ถูกกิเลสผลักดันให้วิ่ง ไปทางโน้นทางนี้ วิ่งไปทางตาม วิ่งไปทางหู วิ่งไปทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ วิ่งพล่านๆ พล่านๆ ตลอดเวลา มันมีความสุขเสียที่ไหนที่วิ่งพล่านๆอย่งนั้น เป็นหมาถูกน้ำร้อนเลยนะ วิ่งไปเรื่อย มีแต่ความทุกข์นะ

สติปัญญาแก่รอบนะ โอ้.. ปล่อยวางจิตได้ เขาวางเองนะ อย่าไปอตุริวางนะ บางคนนะ ฮ่า ฮ่า ต่อไปนี้ผมจะวางจิตนะ บ้าไปเลยนะ มีสติไว้ก่อน อย่าเพิ่งปล่อยวางทุกสิ่งที่ทุกอย่าง จิตเขาวางของเขาเอง ห้ามไปจงใจวาง ส่วนเรานั้นมีหนาที่เจริญสติเจริญปัญญาให้มาก..ไป แล้วพอถึงเวลาเขาวางของเขาเอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907B
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๗ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๑๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อพ้นความอยาก ก็ถึงความสุขอันมหาศาล คือพระนิพพาน

mp3 for download : เมื่อพ้นความอยาก ก็ถึงความสุขอันมหาศาล คือพระนิพพาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :เนี่ยพวกเราจะมาเรียนนะ จนวันหนึ่งข้างหน้า เราได้เห็นความจริงว่าขันธ์ ๕ นี้ คือตัวทุกข์ เนี่ยถ้าเราเห็นถึงตรงนี้เมื่อไหร่นะ เราจะข้ามจากวัฏฏสงสารนี้ เราจะได้พบกับความสุขที่เลยขันธ์ ๕ ขึ้นไป ขันธ์ ๕ นั้นเป็นตัวทุกข์แน่นอน ถ้าพ้นจากขันธ์ ๕ พ้นจากความดิ้นรนปรุงแต่ง พ้นจากความอยากนะ แล้วจะมีความสุขอันมหาศาล คือพระนิพพาน

นิพพานมีจริงๆ นิพพานไม่ใช่โลกอุดมคติ ไม่ใช่ยูโทเปีย เป็นของมีจริงๆ เมื่อไรที่ใจเราหมดความดิ้นรน หมดความปรุงแต่ง หมดการแสวงหา หมดความอยาก หมดความยึด ใจจะสัมผัสพระนิพพาน มันคือสันติสุขนะ คือสันติ ความสงบ ความสงบ สันติ มีความสุขยิ่งกว่าสิ่งใดๆ นี่เป็นของที่มีอยู่จริงๆ ผู้ที่สัมผัสมาแล้ว มีจริงๆ มีพระพุทธเจ้าสัมผัสมาเป็นคนแรก พระสาวกก็สัมผัสตามมาเป็นลำดับๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 551208B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๖ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อมีความอยากก็มีความยึดถือ มีความยึดถือก็มีความทุกข์

mp3 for download : เมื่อมีความอยากก็มีความยึดถือ มีความยึดถือก็มีความทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ก็ตัณหา-ความอยาก เป็นปัจจัยให้เกิดความยึดถือ เพราะอยากถึงยึด เพราะเขามีความอยากจึงมีความยึด ความอยากนั้นเกิดจากว่า เรารู้สึกว่านำความสุขมาให้ หรือไม่นำความทุกข์มาให้ สิ่งที่มากระทบเรานี้

ถ้าเรารู้สึกว่ามันนำความสุขมาให้ เราก็อยากให้มันอยู่นานๆ หรือหากมันยังไม่มาก็อยากให้มันมา มันมาแล้วก็อยากให้มันอยู่ตลอด ถ้ารู้สึกว่ามันนำความทุกข์มาให้ เราก็อยากให้มันไม่มา มาแล้วก็อยากให้มันไปเร็วๆ ตัวเวทนานะ ความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ก็เลย เป็นปัจจัยให้เกิดความอยาก พอมันสุขก็อยากให้มันมา มาแล้วก็อยากให้มันอยู่นานๆ มันทุกข์ขึ้นมา ก็อยากให้มันไม่มา ถ้ามันมาก็อยากให้มันไปเร็วๆ

อาศัยเวทนานะเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อาศัยตัณหาคือความอยากก็ทำให้เกิดความยึด มีความยึดขึ้นมานะ ก็ไปหยิบฉวยเอาตัวทุกข์ขึ้นมา กายนี้ใจนี้โดยตัวของมันเองนะ เป็นตัวทุกข์

สติปัญญาของเราไม่พอที่จะเห็นว่ามันเป็นตัวทุกข์ เราเห็นว่ามันเป็นของดีของวิเศษเราจึงเข้าไปยึดมัน แต่ถ้าวันใดเราเห็นความจริงว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ เห็นของไม่ใช่ของดีของวิเศษอย่างที่เคยนึกเคยคิดไว้ ถ้าเห็นความจริงตรงนี้ได้นะ ความยึดถือจะหมดไป ความอยากความยึดก็จะหมดไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 551208B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๑๐ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๑๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้แล้วบอกต่อ บอกต่อเท่าที่รู้

mp3 for download : รู้แล้วบอกต่อ บอกต่อเท่าที่รู้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดูหาสาระหาแก่นสารไม่ได้เลยชีวิต ไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร สนุกเพลินๆไปวันหนึ่งๆเท่านั้น เป็นชีวิตที่จะว่าเขาประมาทก็ว่าไม่ได้ เขาไม่รู้ มันน่าสงสาร คนในโลกนะมันก็ตะเกียกตะกายไป อยากหาความสุขกันทุกคนแหละ แต่มันหาไม่เป็น มีแต่ถูกหลอกให้มีแต่กิเลสตัณหา ถูกยั่วยุให้มีแต่กิเลสตัณหาหนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกิเลสเยอะเขาว่ายิ่งดีนะ

เบื้องต้นก็ต้องเตรียมความพร้อมนะ จะหวังอะไรนี่เราไม่มีความหวัง ต้องเตรียมความพร้อมของพวกเราเอง พวกเราไม่เท่าไหร่หรอก คนที่เขาไม่ได้ศึกษาธรรมะ พวกนี้น่าสงสาร เขาไม่ได้โง่แต่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมะ ถ้าเขาได้มีโอกาสสัมผัสธรรมะ เขาก็อาจจะทุกข์น้อยลง

ยกตัวอย่างพวกเด็กวัยรุ่น พวกนี้เป็นเหยื่อของผู้ใหญ่ เป็นเหยื่อ จะหาเงินหากับเด็กน่ะหาง่าย เด็กมันใช้เงินเก่ง มันไม่เคยหาเงิน จะทำอะไรไปซึ่งดูแล้วไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย สนุกเฮฮาไปวันหนึ่งๆ พวกเราวันหนึ่ง เราต้องไปช่วยเขา

พวกเราภาวนาให้ดี แล้วเราก็ช่วยกันประกาศธรรมะออกไป เหมือนหลวงพ่อเป็นเทียนเล่มหนึ่งนะ เราต่อเทียนให้พวกเราทุกๆคนไป วันหนึ่งพวกเราไปต่อเทียนให้กับคนอื่นไปอีก หน้าที่ของชาวพุทธเรารักษาสืบทอดพระพุทธศาสนากันมา เรารักษากันมาอย่างนี้แหละ มาหลายรุ่นหลายสมัยแล้ว ตั้ง ๒,๕๐๐ – ๒,๖๐๐ ปี มาแล้ว

รู้แล้วบอกต่อนะ ต้องรู้ก่อนนะแล้วบอกต่อ ไม่รู้แล้วบอกต่อก็จะบอกเขาผิดๆ คำว่ารู้ รู้แค่ไหน เคยมีคนไปตั้งคำถามหลวงปู่เทสก์ว่าต้องรู้แค่ไหนถึงจะบอกต่อได้ ต้องเป็นพระอริยะมั้ย เป็นปุถุชนเนี่ย บอกธรรมะคนอื่นได้มั้ย

ท่านเปรียบเทียบให้ฟังนะ บอกว่าหมอบางคนเป็นโรคนะ ตัวเองเจ็บป่วย รักษาคนอื่นได้มั้ย หมอที่ป่วยเนี่ยยังรักษาคนอื่นได้นะ เพราะฉะนั้นแม้ว่าจิตใจของพวกเรายังมีเชื้อโรค ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ แต่ถ้าเรารู้วิธี รู้หลัก เราบอกเท่าที่เรารู้นะ อย่าบอกเกิน ถ้าบอกเกินแล้วจะเพี้ยน ก็ไม่ต้องพยายามคิดทฤษฎีอะไรใหม่ๆ คิดขึ้นมาก็เพี้ยนนั่นแหละ เป็นสัทธรรมปฏิรูปหมด

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นสมบูรณ์อยู่แล้ว เราไม่ต้องไปคิดธรรมใหม่ๆขึ้นมา ถ้าจะคิดขึ้นมาก็คิดแค่วิธีถ่ายทอดธรรมะของเก่า แต่วิธีต้องใหม่ วิธีต้องสด วิธีเผยแพร่ธรรมะเก่าๆไม่ได้ เก่าๆมันตาย ธรรมะมันจะตายตามคนสอนไปด้วย
ยกตัวอย่างหลวงพ่อนะ มาถึงก็ขึ้นธรรมาสน์ ตั้งนะโม พวกเราจะฟังมั้ย ก็คงนั่งหาว.. แล้วก็เข็ดแล้ว ไม่มาแล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
File 540716A
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๑๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราทุกข์เพราะความอยากในใจ

mp 3 (for download) : เราทุกข์เพราะความอยากในใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: วิธีที่เราจะขจัดความทุกข์ออกจากใจเรา เป็นศาสตร์ที่ท่านสอนเอาไว้นะ ท่านสอนไว้อย่างละเอียดมากเลยนะว่า ความทุกข์มันมาได้อย่างไร แล้วอย่างไรมันถึงจะไม่มา

ความทุกข์ในทางใจเราเนี่ย มันเกิดจากความอยาก ความอยากมันเกิดจากการที่จิตใจของเราเนี่ย ยอมรับสิ่งที่กำลังปรากฎต่อหน้าต่อตาในชีวิตของเราไม่ได้ ถ้าเรายอมรับไม่ได้นะ ใจของเราก็จะดิ้นรนอยากให้มันเป็นอย่างอื่น

เหมือนอย่างปีกลายน้ำจะท่วม เราอยากให้น้ำไม่ท่วมนะ พอความอยากเกิด ความทุกข์มันก็เกิด น้ำยังไม่ทันจะท่วม ความทุกข์ก็ท่วมใจเราเสียก่อนแล้ว หรือปีนี้ไม่มีภัยรุนแรงอะไร บางคนก็เจ็บไข้ได้ป่วย บางคนไปตรวจร่างกาย เป็นมะเร็งเป็นอะไร ยอมรับไม่ได้ว่าร่างกายเราจะเจ็บป่วย ไม่ทันตายเพราะมะเร็งก็มีนะ ช็อคตาย กังวลตาย กลุ้มใจ

ปัญหาใหญ่ก็คือ เราไม่สามารถยอมรับสิ่งที่กำลังปรากฎต่อหน้าต่อตาเรานี้ได้ เราอยากให้มันเป็นอย่างอื่น หรือเรายอมรับไม่ได้ว่าสิ่งดีๆที่กำลังปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาเรานี้ วันหนึ่งมันจะหายไป เรายอมไม่ได้

เรามีความอยากเกิดขึ้น อยากให้มีความสุขอยู่นานๆ อยากให้ความสุขเกิดขึ้นแล้วก็ให้อยู่นานๆ อยากให้ความทุกข์ไม่เกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นก็อยากให้หายเร็วๆ เนี่ยใจเราไม่ยอมรับสภาวะ ไม่ยอมรับความจริงที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
เมื่อ วันพุธที่ ๒๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๕

CD: แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
File: 551128
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๐๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ยอมรับความจริงไม่ได้จึงทุกข์

mp 3 (for download) : ยอมรับความจริงไม่ได้จึงทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หรืออย่างบางคนพ่อแม่ตาย พ่อแม่ตายกับลูกตาย ถ้าคนไหนเคยลูกตายมาแล้ว จะรู้ว่าลูกตายทุกข์มากกว่าพ่อแม่ตาย ทำไมพ่อแม่ตายไม่ทุกข์มาก เราคิดว่าคนแก่สมควรตาย อยู่มานานแล้ว เด็กๆนะไม่ควรจะตาย เราไม่เคยคิด ไม่เคยคาดหวังนะ ว่าเด็กจะตายก่อนเราได้ บางคนพอลูกตายทุกข์ที่สุดเลย เพราะมันยอมรับความจริง ที่กำลังปรากฎต่อหน้าต่อตาไม่ได้ หรือแต่งงานแล้วนะ วันนึงสามีนอกใจ หรือภรรยานอกใจ เรายอมรับความจริงไม่ได้ ว่าคนมันเปลี่ยนได้ เรายอมรับความจริงไม่ได้นะ เราก็ทุกข์มากมายขึ้ันมา หรือเราแก่ ส่องกระจกเห็นตีนกาขึ้นมา ๑ อัน กลุ้มใจมากเลย ยอมรับไม่ได้ พอตีนกาเกิดเยอะๆก็ชินไปเองนะ ยอมรับได้ก็ทุกข์น้อยลง เพราะนั้นอัตราความทุกข์กับตีนกาเนี่ย จะตรงข้ามกันนะ ถ้าอันแรกขึ้นมาเนี่ยทุกข์เยอะ พอมีมากๆแล้วทุกข์น้อยลง ยอมรับได้มากขึ้น

งั้นการที่เรายอมรับ สิ่งที่ปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาไม่ได้นี่แหล่ะ หรือยอมรับความจริงไม่ได้ ว่าสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าต่อตานี่ อยู่ชั่วคราว ซักวันนึงมันต้องหายไป ความทุกข์ก็เกิดขึ้นในใจเรา พอสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น เรายอมรับไม่ได้ เราก็ทุกข์ สิ่งที่ไม่ดีมันไม่หายไปซะที เรายอมรับไม่ได้ มันก็ทุกข์ สิ่งที่ดีๆมันไม่เกิดขึ้น เราก็ทุกข์นะ สิ่งที่ดีๆเกิดขึ้นแล้วมันหายไป เราก็ทุกข์อีก

ทำยังไงเราจะยอมรับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาได้ เราต้องมาสอนจิตสอนใจของเราให้ฉลาด พาจิตใจของเรามาเรียนรู้ความจริงของชีวิต สิ่งที่เรียกว่าชีวิตก็คือกายกับใจของเราเอง มาเรียนรู้ความจริงในกาย มาเรียนรู้ความจริงในจิตใจของเรา เรียนรู้เพื่อให้เห็น ว่าทุกอย่างที่ปรากฎในกาย ทุกอย่างที่ปรากฎขึ้นมาในจิตใจ เป็นของชั่วคราว พยายามเรียนรู้มาให้เห็นตรงนี้ ถึงวันนึงจิตมันถึงจะยอมรับความจริงได้ ว่าปรากฎการณ์ทั้งหลายนะ จะดีหรือจะเลวก็ตาม ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราเนี่ย เป็นของชั่วครั้งชั่วคราว ความทุกข์มาก็เป็นของชั่วคราว ความสุขมาก็เป็นของชั่วคราว ใจยอมรับได้ ความสุขจะไปใจยอมรับได้ เพราะว่ามันรู้ว่า ความสุขเป็นของชั่วคราว ความทุกข์จะมานะ ก็ยอมรับได้ เพราะรู้ว่าความทุกข์มันก็ชั่วคราว

เนี่ยเราจะมาเรียนเพื่อให้เห็นความจริงของชีวิตเรานะ ทุกอย่างที่ปรากฎขึ้นในร่างกายเราเนี่ย เป็นของชั่วคราว ทุกอย่างที่ปรากฎขึ้นในจิตใจของเราเนี่ย เป็นของชั่วคราว เราเอาความจริงนี่แหล่ะ มาตีแผ่ให้จิตใจมันได้เรียนรู้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันแล้ววันเล่า เรียนลงไปเรื่อยๆในกายในใจของเร


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
เมื่อ วันพุธที่ ๒๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๕

CD: แสดงธรรมที่ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
File: 551128
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๐๕ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๐๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ภาวนาจนสติปัญญาอัตโนมัติ จะเห็นแต่ทุกข์

mp 3 (for download) : ภาวนาจนสติปัญญาอัตโนมัติ จะเห็นแต่ทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หัดเบื้องต้นนะ มีสติก็มีความสุข มีสมาธิก็มีความสุข มีปัญญาก็มีความสุข จนสติมันทำงานบ่อย อัตโนมัติขึ้นมา แต่เดิมเห็นความสุขโผล่ขึ้นมาแล้วหายไป โผล่แล้วหายไป ต่อไปไม่ใช่อย่างนั้น ภาวนาไปถึงจุดหนึ่งนะ พอสติปัญญามันอัตโนมัติเนี่ย มันจะเห็นเลย โผล่มาทีไร ทุกข์ทุกทีเลย กระทั่งความสุขก็เป็นความทุกข์

ความสุขก็เป็นความทุกข์นะ เป็นสิ่งที่เสียดแทงใจเหมือนกัน ความสุขก็ทำให้จิตใจเสียสมดุลย์ ความทุกข์ก็ทำให้ใจเสียสมดุลย์ ฝึกไปๆเห็นมีแต่ทุกข์ กายนี้ทุกข์ ใจนี้ทุกข์ นะ จะทำอะไรๆก็ทุกข์นะ ตรงไหนก็ทุกข์หมดเลย ทุกๆหน ทุกๆแห่ง เต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งหมดเลย ทุกข์จนเบื่อหน่าย ขอไม่ดู ขอไม่ดูดีกว่า กลับไปเป็นคนบ้าๆแบบเดิมดีกว่า สบายดี จิตก็ไม่ยอม อย่านึกนะว่าจะสุข ไม่ใช่เวลาที่จะมีความสุข ตอนนี้น่ะ เป็นเวลาที่จะต้องเรียนรู้ความจริง ของกายของใจ

เราพัฒนามีสติ มีใจที่ตั้งมั่นขึ้นมานะ จะเห็นเลยว่ามันมีแต่ทุกข์ ทุกข์ทั้งวัน ทุกข์ทั้งคืน หลับก็ทุกข์ ตื่นก็ทุกข์ สมัยภาวนาไม่เป็นนะ ไปนอนหลับก็ว่ามีความสุข ตอนนี้ภาวนาเป็น จำนวนมากแล้ว รู้สึกมั้ยว่าหลับก็ไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อนแล้ว แล้วสุขอยู่ที่ไหน สุขหายไปแล้ว

ในความเป็นจริง ความสุขเป็นภาพลวงตา ในความเป็นจริง โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ คนหลงหรอกมันมองไม่เห็นความทุกข์ กิเลสตัวหนึ่งนะมันหลอกลวง กิเลสมันหลอกลวง ตัณหาพาให้เราไปเห็นว่า อย่างโน้นสิแล้วจะสุข อย่างนี้สิแล้วจะสุข มันหลอกให้เราอยากไปเรื่อยๆ หลอกให้เราดิ้นไปเรื่อยๆ พอดิ้นๆไปนะ ตัณหามันหลอก มีแฟนสิแล้วจะสุข มีแล้วไม่สุขน่ะ มันสอนต่อ ต้องมีเมียถึงจะสุข มีเมียแล้วไม่สุขน่ะ ต้องมีใหม่แล้วสุข มันสอนเราไปเรื่อยๆนะ ผลักดันเราไปเรื่อยๆเลย โอ้..มันขับ มันผลักดันนะ เป็นแรงผลัก บีบคั้นอยู่ตลอดวันตลอดคืนเลย

กิเลสตัณหานะ ศัตรูร้ายของความสงบสุขในชีวิต ทีนี้จิตใจของเรายังไม่มีสติปัญญาพอจะทำลายรากแก้วของมัน กิเลสตัณหาเกิดทั้งวันเลย แต่ก่อนมันเกิดขึ้นมานะ เราสนองกิเลสไปเรื่อย เราไม่รู้หรอกว่า กิเลสตัณหาทำความทุกข์ให้ ตอนนี้เรามีสติมีปัญญาขึ้นมา เราแค่เห็นเลย แค่ใจอยากขึ้นมาก็ทุกข์แล้ว ใจมีความอยากขึ้นมาก็ทุกข์แล้ว รู้สึกมั้ย ใจถูกบีบคั้นตลอดเวลาเลย ทั้งวันทั้งคืนมีแต่บีบคั้นนะ ไม่รู้จะสุขตรงไหน

ไปนอนหลับมันยังไม่หลับดีเลย ร่างกายหลับนะ กรนคร่อกๆเลย จิตดันตื่นขึ้นมา มองเห็นกายนอน น่าอเน็จอนาถ เห็นร่างกายเต็มไปด้วยความทุกข์ ตัวจิตเอง พอมีสติถี่ๆขึ้นมานะ เห็นทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันไม่ใช่สุขบ้างทุกข์บ้างนะ มันจะกลายเป็นทุกข์ล้วนๆเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นมาแล้วล้วนแต่บีบคั้นทั้งนั้นเลย เป็นความบีบคั้นทั้งสิ้น เป็นทุกข์ทั้งสิ้นเลย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑
File: 520704A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ก็ยังไม่ปล่อยวาง

mp 3 (for download) : ถ้าไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ก็ยังไม่ปล่อยวาง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใจลึกๆมันจะรู้สึกอยู่ตลอดเลยว่า อะไรน้อ..ที่ยังไม่รู้ มีสิ่งบางสิ่งที่ยังไม่รู้อยู่ เพราะไม่รู้สิ่งนี้แหละ จิตถึงไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ลึกๆมันจะรู้สึกอย่างนี้อยู่ตลอดนะ

ภาวนาบางวัน บางครั้งบางคราว จิตปล่อยวางจิต พอจิตปล่อยวางจิตเสร็จแล้วไม่นานนะ ก็ไปหยิบฉวยจิตขึ้นมาดูต่อ เมื่อไหร่จะวางได้ ยกตัวอย่างไปหยิบพัดนี่ขึ้นมา แล้วก็มาคร่ำครวญ เมื่อไหร่จะวางได้ ทำยังไง(วะ)จะวางได้ น่ะ เนี่ย มันโง่อยู่อย่างนี้ มันโง่อยู่อย่างนี้ โอ๊ย..มันยากนะ กว่ามันจะเข้าใจ กว่าจะรู้นะว่าไม่รู้อะไรทำให้ไม่วาง ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ความไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์นั่นแหละ เรียกว่าอวิชา

เพราะฉะนั้นทางที่จะหลุดพ้นนะ ก็คือ ต้องทำวิชาให้เกิด อวิชาก็จะดับไป วิชาคือความรู้แจ้งอริยสัจจ์ ข้อที่ ๑ รู้ทุกข์ ทุกข์คือกายกับใจ รูปกับนาม หน้าที่ของเราต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงเรื่อยไป การภาวนามีเท่านี้เอง การทำวิปัสสนากรรมฐานก็คือ การที่มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ความจริงก็คือไตรลักษณ์นั่นเอง ดูอย่างนี้เรื่อยไป

พอมันรู้แจ้งนะ กายกับใจเป็นไตรลักษณ์แจ่มแจ้ง เรียกว่ารู้ทุกข์แจ้ง ทุกข์ล้วนๆเลยไม่เห็นดีวิเศษอะไรเลย จิตจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลก หมดความยึดถือกายยึดถือใจ พอไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจปั๊บนะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สมุทัยจะถูกละอัตโนมัติ ตัณหาจะไม่มีอีกแล้ว

ตัณหามันคือความอยากให้กายให้ใจเป็นสุข อยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์ พอไม่ยึดกายไม่ยึดใจก็ไม่มีความอยากที่จะให้มันเป็นสุข ไม่มีความอยากให้มันพ้นทุกข์นะ ตัณหาไม่มี เมื่อตัณหาไม่มี ตัณหาไม่เกิด ตัณหาดับสนิทไม่มีอีกแล้วนะ นิโรธคือนิพพานก็ปรากฎ พระนิพพานคือความสิ้นตัณหา ขณะจิตที่รู้แจ้งนิพพานนั้นแหละ รู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิพพานขึ้นมา ขณะนั้นแหละคือการเกิดอริยมรรคนะ

เส้นทางเดินของพระอริยะทั้งหลายท่านก็เดินอย่างนี้นะ ไม่เผลอไม่เพ่ง รู้กายรู้ใจไป ไม่ไปหลงติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง คอยรู้เรื่อยๆไป วันหนึ่งก็ถึง เกิดความเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจก็วาง รู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น หลุดพ้นก็จะรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือการประพฤติปฏิบัติจบแล้ว กิจที่ควรทำ-ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะทำเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นไม่มีอีกแล้ว งานในทางศาสนาพุทธเป็นงานที่มีเวลาสิ้นสุด ไม่เหมือนงานในโลกที่ไม่มีวันสิ้นสุดนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๙
File: 520731A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ข้ามทะเลทั้งสี่ แล้วจะถึงจิตหนึ่ง (๓) ทะเลภพ

mp 3 (for download) : ข้ามทะเลทั้งสี่ แล้วจะถึงจิตหนึ่ง (๓) ทะเลภพ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ถัดจากนั้นเหลืออีกสองทะเลนะ คือทะเลของภพ และทะเลของอวิชา เรียกว่า ภวะโอฆะ กับ อวิชาโอฆะ โอฆะคือภพ โอฆะคืออวิชา ห้วงน้ำ

ภพคืออะไร ภพคือการทำงานของจิต สังเกตมั้ยพวกเราภาวนา เห็นมั้ย จิตทำงานทั้งวันทั้งคืน หมุนจี๋ จี๋ จี๋ ทั้งวันทั้งคืน เห็นมั้ยจิตเดี๋ยวก็วิ่งพล่านๆไปทางตา เดี๋ยววิ่งพล่านๆไปทางหู วิ่งพล่าน ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหยุดพักนะ

จิตนี้สร้างภพสร้างชาติหมุนติ้วๆอยู่ภายในตลอดวันตลอดคืน จะข้ามมันไม่ใช่ง่ายนะ แค่เห็นมันยังยากเลย ภาวนากว่าจะเห็นจิตเข้าไปทำงานตรงนี้ยังยากแสนเข็ญเลย รู้สึกมั้ย นะ จะข้ามทะเลของภพได้นะ ภพนี้เหมือนทะเลที่น้ำเชี่ยว เพราะหมุนจี๋ จี๋ จี๋ ทั้งวันทั้งคืนนะ เดี๋ยวซัดไปทางโน้นซัดไปทางนี้ นะ กระแสน้ำนี้รุนแรง กระแสน้ำที่ซัดจิตใจเราวิ่งไปวิ่งมา พล่านๆทำงานไปในภพก็คือ ตัณหา นั่นเอง ตัณหาเป็นเหมือนคลื่นลูกใหญ่เลย เหมือนกระแสน้ำเชี่ยวที่ซัดเราไป ซัดไปไม่รู้ทิศทางเลยนะ สร้างภพไปเรื่อย เดี๋ยวไปเกิดที่ตา เกิดที่หู เกิดที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ จะข้ามภพข้ามชาติได้ ก็ต้องละตัณหาได้


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า


สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๙
File: 500408B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๔๔ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การดูจิตที่ถูกต้องใน ๓ กาล (๒) ขณะที่ดู อย่าถลำลงไปจ้อง

mp 3 (for download) : การดูจิตที่ถูกต้องใน ๓ กาล (๒) ขณะที่ดู อย่าถลำลงไปจ้อง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : กาลที่ ๒ หรือลำดับที่ ๒ คือ ขณะที่ดู ก่อนดูไม่ไปดักดู ขณะดูอย่าถลำลงไปจ้องนะ ดูแบบคนวงนอก นี่เป็นกฏข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง ดูแบบคนวงนอกนะ

ส่วนใหญ่พอเราเห็นสภาวะธรรมเกิดขึ้นแล้ว มันจะมีตัณหา ตัณหาก็คืออยากรู้ให้ชัด พออยากรู้ให้ชัดแล้วมันจะถลำลงไปจ้องนะ คล้าย ๆ เราดู ก่อนนี้ใครเคยดูหนังจีนไหม หนังจีนสมัยก่อนนะ กำลังภายใน จ้าวยุทธภพอะไรแบบเนี่ย มันชอบมีบ่อน้ำกลม ๆ เนี่ย ใครเคยเห็นไหม ที่มีขอบปูนนะ แล้วผู้ร้ายชอบจับเอานางเอกไปโยนลงบ่อเนี่ย บางทีก็เอาคัมภีร์ไปโยนลงบ่อ คล้าย ๆ กันนะ เวลาเราจะดูของที่อยู่ก้นบ่อเนี่ย เราชะโงกลงไปดูจนหัวทิ่มลงบ่อไป อย่างนี้ใช้ไม่ได้

เราต้องดูอยู่ห่างๆ ดูอยู่ปากบ่อ อย่าถลำลงไปจนตกบ่อ พวกเราเวลาที่ดูจิตดูใจเนี่ย เราอยากดูให้ชัด ชะโงกลงไป ชะโงกลงไป ในที่สุดจิตมันถลำลงไปเพ่ง กลายเป็นเพ่งอีกล่ะ ใช่ไหม อยากดูไปดักดูนะ ก็กลายเป็นการเพ่ง พอกำลังดูอยู่ อยากดูให้ชัด ถลำลงไปจ้องอีกนะ ก็กลายเป็นการเพ่งนะ กลายเป็นเพ่งทั้งนั้นเลย

เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๑ ก่อนจะรู้เนี่ย อย่าไปดักรู้ ให้สภาวะเกิดแล้ว ค่อยรู้เอา ให้มันโกรธขึ้นมาแล้วรู้ว่าโกรธ โลภขึ้นมาแล้วรู้ว่าโลภ ใจลอยแล้วรู้ว่าใจลอย

สภาวะที่ ๒ ขณะที่เห็นสภาวะเกิดขึ้น ขณะที่เห็นสภาวะเกิดขึ้น เช่น เห็นความโกรธเกิดขึ้น ดูอยู่ห่าง ๆ อย่าถลำตามความโกรธไป อย่าไปจ้องใส่มัน

หลวงพ่อเคยทำผิดนะ เห็นกิเลสโผล่ขึ้นมา แล้วเราจ้อง พอเราจ้องแล้วมันหดลงไป หดลึก ๆ ลงไปอยู่ข้างในนะ เราก็ตามลงไป กะว่าวันเนี่ยจะตามถึงไหนถึงกันนะ ตามลึกลงไป ควานหามันใหญ่เลย บุญนักหนานะ ไปเจอหลวงปู่สิมเข้า หลวงปู่สิมท่านเตือน ผู้รู้ ๆ ออกมาอยู่ข้างนอกนี่ ที่แท้ตกบ่อไปแล้ว ไม่เห็น ตกบ่อนะ

พอรู้ทัน อ้อ…ใจมันถอนขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดูนะ เห็นสภาวะผ่านไปผ่านมา คล้าย  ๆ เราเห็นคนเดินผ่านหน้าบ้าน ใจเราอยู่ต่างหาก ใจเราอยู่ในบ้าน ใจเราไม่วิ่งตามเขาไปนะ ถ้าใจเราหลงตามอารมณ์ไป หลงตามสภาวะไป มันจะรู้ได้ไม่ชัดหรอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๓
File: 520920
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๖ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อุปัตติภพและกัมมภพ

mp 3 (for download) : อุปัตติภพและกัมมภพ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ภพมี ๒ ชนิด ภพชนิดที่ ๑ ชื่ออุปัตติภพ

อุปัตติภพเนี่ยหมายถึงภพโดยการเกิด อย่างพวกเราขณะนี้มีอุปัตติภพเป็นมนุษย์ อุปัตติคืออุบัตินั่นเอง เราอุบัติมาเป็นมนุษย์ เพราะว่ากิเลสตัณหาเก่าๆ หรือกุศลเก่าๆนะ ผลักให้มาเป็นมนุษย์นี่แหล่ะ

ภพอีกชนิดนึงชื่อกัมมภพ คือเจตนาที่จะทำกรรม จิตเรามีความจงใจที่จะทำกรรม ทำกรรมชั่วบ้าง ทำกรรมดีบ้าง เจตนาที่จะพ้นจากการกระทบสัมผัสเข้าไปสู่ความว่างๆบ้าง เจตนาที่จะทำชั่วเรียกว่าอปุญญาภิสังขาร เจตนาที่จะทำดีชื่อว่าปุญญาภิสังขาร เจตนาที่จะหนีการกระทบสัมผัสเรียกว่าอาเนญชาภิสังขาร ตัวเจตนาจงใจกระทำกรรมนี้แหล่ะ เจตนาคือกรรม ตัวกรรมนี้แหล่ะคือตัวภพ

เพราะงั้นในร่างของมนุษย์นี้ จิตเราเดี๋ยวก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน อย่างเจตนา มันเจตนาเองนะ เราไม่ได้เจตนาจะเป็นเดรัจฉานเลย แต่จิตเจตนาจะหลง จิตมันจงใจจะหลง มันพอใจที่จะหลง มันเพลิดเพลินไปกับการหลง เมื่อไรจิตเราหลง จิตเรามีโมหะ เมื่อนั้นเรามีกัมมภพเป็นสัตว์เดรัจฉานในร่างมนุษย์ ในอุปััตติภพเป็นมนุษย์ แต่กัมมภพ จิตเราขณะนั้น ทำกรรมแบบเดรัจฉาน คือหลงไป

ถ้าขณะใดจิตของเรามีความโลภ ขณะนั้นเราทำกรรมแบบเปรต ทำไปด้วยโลภะ

ถ้าขณะใดเราเจ้าความคิดเจ้าความเห็น ยึดถือแต่ความคิดความเห็นของตัวเอง ขณะนั้นเราเป็นสัตว์ชื่อว่าอสูรกาย เจ้าทิฏฐิเจ้ามานะ เราเป็นสัตว์ชื่ออสูรกายในร่างของมนุษย์นี่เอง

ขณะใดที่จิตของเรามีโทสะ มีความไม่แช่มชื่นใจ ขณะนั้นกัมมภพของเราเนี่ย จิตเวียนอยู่ในกัมมภพของนรก อยู่ในภพของนรก ร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นสัตว์นรกนะ เรียกว่ามนุสสนิรโย

ถ้าไปหลงก็เป็นมนุสสติรัจฉาโน เป็นเดรัจฉาน เป็นมนุษย์ตัวเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเดรัจฉาน ถ้าโลภอยู่ ก็ตัวเป็นมนุษย์ใจเป็นเปรต เรียกมนุสสเปโต

แต่ถ้าเรามีศีลมีธรรม มีสติอยู่นี้นะ เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ กัมมภพนี้เป็นกัมมภพของมนุษย์ อุปัตติภพก็เป็นมนุษย์ กัมมภพก็เป็นมนุษย์ เรียกว่า มนุษย์มนุษย์ (มนุสฺสมนุสฺโส)

บางคนจิตเป็นบุญเป็นกุศลนะ มีความสุขอยู่กับบุญกุศลที่ได้ทำไว้แล้วนะ ก็เป็นมนุสสเทโว เป็นเทวดา หรือทำฌานทำอะไรนะ ก็ถือว่าเป็นเทวดาเหมือนกัน ความจริงเป็นพรหม คำว่าเทวดาเนี่ย ถ้าในความหมายอย่างกว้างครอบคลุมถึงพรหมด้วย เป็นมนุสสเทโว

งั้นจิตเราเนี่ยเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในภพน้อยๆเนี่ยตลอดเวลา ภพใหญ่ๆนานๆเกิดที ภพใหญ่ของเราเป็นมนุษย์ ภพย่อยภพน้อยๆเนี่ย ในจิตในใจของเราเนี่ย เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จิตเราเวียนจากภพโน้นไปสู่ภพนี้ เวียนจากภพดีไปสู่ภพชั่ว เวียนจากภพชั่วไปสู่ภพที่ดี หมุนไปเรื่อยทั้งวัน การที่ต้องท่องเที่ยวไปเรื่อย เป็นความทุกข์ เป็นความเหนื่อยยาก ซึ่งผู้มีสติปัญญาเห็นเลยว่าไม่เคยได้หยุดเลย ไม่เคยได้พักเลย ถูกตัณหาผลักดัน ให้วิ่งไปสู่ภพโน้นภพนี้อยู่ตลอดเวลา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๖
File: 550429A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๖ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราเป็นทาสที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นทาส

mp 3 (for download) : เราเป็นทาสที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นทาส

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : กว่าจะเอาชนะกิเลสได้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ กิเลสมันเป็นจ้าวโลก มันครองโลก ครองหัวใจของสัตว์โลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราตกเป็นทาสมันนับภพนับชาติไม่ถ้วน วันหนึ่งๆเนี่ย กิเลสสั่งเราตั้งเท่าไหร่ สั่งให้อยากดูอยากฟัง อยากได้กลิ่น อยากได้รส อยากได้สัมผัส อยากคิด อยากนึก อยากปรุง อยากแต่ง กระทั่งอยากปฏิบัติ ความอยากนั้นมันบีบมันคั้นเราตลอดเวลา มันเป็นเจ้านาย พวกเราเป็นทาส มันเป็นเจ้านายที่แท้จริง

มันเป็นเจ้านายที่ฉลาดมากเลย ตัวตัณหาตัวกิเลสนี้ มันสั่งให้เราทำงานตลอดเวลา แล้วถ้าเราทำตามที่มันสั่ง มันจะให้รางวัลนิดนึง ถ้าเทียบเหมือนที่เขาฝึกเสือฝึกอะไรอย่างนี้นะ ฝึกละครสัตว์ สัตว์เชื่อฟังมันก็ให้กินอาหารนิดนึง ไม่ให้กินมาก สัตว์ก็หิว มันก็บังคับให้ทำโน่นทำนี่ไป สัตว์ก็ยอมทำตามใจมัน มันก็ให้รางวัลนิดนึง

กิเลสตัณหานั้น มันเลี้ยงพวกเราแบบที่เขาเลี้ยงสัตว์เอาไว้ฝึกนั้นเอง เราไม่รู้ตัวเราก็นึกว่า กูแน่-กูเก่ง-กูหนึ่ง ไม่มีใครบังคับกูได้ กิเลสนี้จิกหัวเราทั้งวันทั้งคืนเลยนะ สั่งตลอดเวลา ถ้าเราตามใจมันนะ มันจะโยนความสุขเล็กๆมาให้นิดเดียว แล้วมันจะสั่งงานใหม่ทันทีเลย แต่ถ้าเราไม่ทำตามมันนะ มันจะลงโทษ เวลามีความอยากเกิดขึ้นแล้วไม่สนองความอยาก มีความทุกข์เกิดขึ้นทันทีเลย เนี่ย มันลงโทษทันทีเลยนะ

เวลามีความอยากเกิดขึ้น เราสนองความอยาก เราได้รับความสุขมาแว้บหนึ่ง ได้นิดเดียว เดี๋ยวความสุขก็หลุดมือไป เดี๋ยวจะอยากอันใหม่ทันทีเลย อยากได้สิ่งนี้ ถ้าพากเพียรเก็บเงินไปซื้อ ซื้อมาได้ความสุขนิดเดียวนะ แป๊บเดียวนะ จะอยากได้อันใหม่แล้ว อยากได้อย่างอื่นต่อไปอีกแล้ว

ชีวิตเราตกเป็นทาส เป็นทาสที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นทาส คนในโลกก็เป็นทาสที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นทาส เพราะฉะนั้นจะไม่มีวันเป็นอิสระได้ เลย นึกว่ากูแน่-กูเก่ง-กูหนึ่ง-กูไม่ยอมใคร ใครก็สั่งกูไม่ได้ แต่ก็ถูกกิเลสจิกหัวใช้ทั้งวันน่ะนะ ก็ยอมจำนนอยู่ ยังนึกว่าตัวเองแน่เสียอีก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๖
File: 550429A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนเราทะเลาะกันเพราะตัณหาและทิฏฐิ

mp 3 (for download) : คนเราทะเลาะกันเพราะตัณหาและทิฏฐิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : ที่หลวงพ่อบอกว่า (ชื่อโยม)เป็นคนที่มีโทสะจริตมาก คือจริงๆ(ชื่อโยม)รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่มีอนุสัยโทสะหนักคือเยอะมาก แล้วก็แต่ก่อนจะเห็นโทสะ มันจะเห็นตัวอัตตาค่ะ ความยึดถือในความคิดของตัวเองที่เป็นใหญ่มากๆค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์  :คือ มันยึดในความคิดความเห็นนะ แล้วมันไม่ได้อย่างใจ มันก็มีโทสะ ในโลกนี้คนทะเลาะกันด้วย ๒ เหตุผลนะ อันนึงความเห็นขัดกันก็เกิดโทสะ อันนึงผลประโยชน์ขัดกันก็เกิดโทสะ พระพุทธเจ้าจะสอนว่า ฆราวาสกับฆราวาสทะเลาะกันเนี่ยนะ เพราะตัณหาและทิฏฐิ อยากได้แล้วไม่ได้ก็โกรธ มีความเห็นอย่างนี้แล้วเค้าไม่เห็นด้วยก็โกรธ ถ้าพระกับพระจะทะเลาะกัน(ก็)ด้วยทิฏฐิ ความเห็นไม่ตรงกันแล้วทะเลาะกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๗
File: 550429B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนเราทะเลาะกันเพราะตัณหาและทิฏฐิ

mp 3 (for download) : คนเราทะเลาะกันเพราะตัณหาและทิฏฐิ

โยม : ที่หลวงพ่อบอกว่า (ชื่อโยม)เป็นคนที่มีโทสะจริตมาก คือจริงๆ(ชื่อโยม)รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่มีอนุสัยโทสะหนักคือเยอะมาก แล้วก็แต่ก่อนจะเห็นโทสะ มันจะเห็นตัวอัตตาค่ะ ความยึดถือในความคิดของตัวเองที่เป็นใหญ่มากๆค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ :คือ มันยึดในความคิดความเห็นนะ แล้วมันไม่ได้อย่างใจ มันก็มีโทสะ ในโลกนี้คนทะเลาะกันด้วย ๒ เหตุผลนะ อันนึงความเห็นขัดกันก็เกิดโทสะ อันนึงผลประโยชน์ขัดกันก็เกิดโทสะ พระพุทธเจ้าจะสอนว่า ฆราวาสกับฆราวาสทะเลาะกันเนี่ยนะ เพราะตัณหาและทิฏฐิ อยากได้แล้วไม่ได้ก็โกรธ มีความเห็นอย่างนี้แล้วเค้าไม่เห็นด้วยก็โกรธ ถ้าพระกับพระจะทะเลาะกัน(ก็)ด้วยทิฏฐิ ความเห็นไม่ตรงกันแล้วทะเลาะกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๗
File: 550429B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สุขทุกข์ล้วนของชั่วคราว

mp3 (for download) : สุขทุกข์ล้วนของชั่วคราว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สุขทุกข์ล้วนของชั่วคราว

สุขทุกข์ล้วนของชั่วคราว

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความทุกข์เนี่ย มันอยู่ที่ว่าเราจะปล่อยมันเอาไว้มั้ย ถ้าเราปล่อยให้มันท่วมทบท่วมท้นจิตใจของเรานะ ก็ทบทุกข์ไปอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าเราสู้ด้วยสติด้วยปัญญานะ ความทุกข์ก็เป็นของไม่เที่ยง เรื่องอะไรจะต้องไปจมอยู่กับความทุกข์ ความทุกข์มันเป็นของไม่เที่ยง มันมาได้มันก็ไปได้ อยู่ที่ว่าเราวางใจถูกต้องมั้ย

ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเรานะ ถ้าเรามองว่ามันเป็นของชั่วคราวน่ะ เราจะไม่ทุกข์เท่าไหร่หรอก เวลาที่ไม่สบายเคยนึกมั้ยว่าไม่นานก็หาย เจ็บป่วยแล้วคิดว่ามันจะหายนะ มันก็มีกำลังใจนะ ถ้าคิดว่าตายแน่ ก็ตายเร็วเลย มันอยู่ที่ใจเรานะ เข้มแข็งไว้ มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของชั่วคราวไว้

ความสุขในชีวิตของเราก็ของชั่วคราว เพราะฉะนั้นถ้าความสุขหายไปก็ไม่ต้องตกใจ ความทุกข์ในชีวิตของเราก็เป็นของชั่วคราวนะ ถ้าความทุกข์มาก็ไม่ต้องตกใจ เพราะมันชั่วคราว เนี่ยพยายามสอนตัวเองไปเรื่อยๆ

หลวงพ่อถึงสอนคาถาให้ เวลาที่พวกเรามีความทุกข์มากๆนะ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ไม่ว่าอะไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่พวกเราจะเอาคาถานี้ไปใช้ตอนที่ตกทุกข์ได้ยาก ตอนสบายไม่ยอมท่อง เพราะฉะนั้นตอนสบายก็ท่องไว้ด้วยนะ ว่าความสุขความสบายที่เราเจออยู่นี่ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเหมือนกัน ไม่มีหรอกความสุขถาวร ความทุกข์ถาวรก็ไม่มี

เวลาที่เราอยากได้อะไรสักอย่างที่ได้ยาก พอได้มาเราดีใจ รู้สึกมั้ย ดีใจ สังเกตมั้ยความดีใจสั้นๆ เดี๋ยวก็หายไปแล้ว เดี๋ยวก็ไปอยากอย่างอื่นต่อ บางทีไปจีบสาวนะ อยากได้มาเป็นแฟน ได้มาไม่นานก็รู้สึก แฟนคนอื่นมันสวยกว่าแล้ว อยากให้มันผ่านไปเร็วๆ นั่งท่องคาถา มันไม่ไปอีกนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป หือ..แต่มันอยู่นานจัง

เพราะฉะนั้นทุกอย่างในชีวิตของเรานะ หัดดูไป มีแต่ของชั่วคราวทั้งหมดเลย ถ้าคนไหนภาวนาไม่เป็นนะ ก็ท่องคาถาไป “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ความสุขมาก็ท่องคาถาไว้ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ความทุกข์มาก็ท่องคาถาไว้ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ถ้าคนไหนพัฒนาขึ้นไปอีก ก็มาหัดภาวนา มาดูที่ใจเรานี่แหละ ในใจเรานี่นะ ความสุขมาแล้วมันก็ไป ความทุกข์มาแล้วมันก็ไป คอยดูอยู่บ่อยๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรม ณ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: พระธรรมเทศนา ณ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File: 541224
ระหว่างนาทีที่  ๑๐ วินาทีที่ ๐๘ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อใจต่อต้านการทำในรูปแบบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: เมื่อใจต่อต้านการทำในรูปแบบ

เมื่อใจต่อต้านการทำในรูปแบบ

เมื่อใจต่อต้านการทำในรูปแบบ

โยม : โยมรู้สึกว่าสรุปว่าตัวเองในช่วงที่ผ่านมามีแต่อกุศลมากมาย (หลวงพ่อปราโมทย์ : ดีสิ) มีตัณหา อยากสารพัดจนว่ามันเกิดโทสะรุนแรง แล้วก็ลังเลสงสัยมาก แล้วก็วิตกกังวล (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้ม เก่งนี่เห็นกิเลสตั้งเยอะแน่ะ) แล้ว เอ่อ มันมีตัวยืนที่ดูมานานแล้วก็ไม่ทราบว่าเพราะที่เรียนหลวงพ่อเมื่อกี๊น่ะมันทำให้เกิดอาการจิตที่ต่อต้านไม่ยอมให้ทำตามรูปแบบ

หลวงพ่อปราโมทย์ : นั่นแหล่ะ ไปดูจิตมันมีโทสะนะ ภาวนาแล้วมันมีโทสะแทรกเข้ามา เราคอยรู้ทันเอา รูปแบบจำเป็นนะจำเป็น แต่ว่าอย่าไปคิดว่ารูปแบบทำแล้วจะลำบาก ทำลำบากใจจะไม่เอา แล้วไงล่ะ  

โยม : แทบจะว่าที่ผ่านมานี่ทำตามรูปแบบแทบไม่ได้เลย มันจะต่อต้านตลอดเวลาเหมือนว่ามันขัดขืนน่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราดูใจที่ต่อต้านนะ เท้าก็เดินไป ใจดูใจที่ต่อต้านไป เดินเล่นๆไป (โยม : อันนี้ไม่ใช่เพ่งใช่มั้ยคะ)ไม่ได้เพ่งหรอกนะ ถ้าเพ่งไว้ไม่เห็นกิเลสเยอะอย่างงั้นหรอก เพ่งแล้วเรารู้สึกว่าเราเป็นคนดี นี่กิเลสเยอะแยะเลย รู้สึกมั้ย (โยม : ค่ะ) นี่เราเห็นกิเลสแล้วเนี่ยใจเราไม่เป็นกลาง ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ใจมันมีโทสะแทรกไม่ชอบเลย อยากจะดีๆอยากจะสุขๆขึ้นมานะ ไม่ชอบกิเลส ถ้ากิเลสเกิดแล้วก็ให้รู้ว่ากิเลสเกิด กิเลสเกิดแล้วไม่ชอบให้รู้ว่าไม่ชอบนะ มันไม่ยอมเดินจงกลมจิตใจไม่ยอมเดิน เราก็รู้ว่ามันไม่เดิน ขาเราก็เดินไปเรื่อยๆ เดินเล่นๆ ไม่ได้เดินหวังว่าจะดีจะสุขจะสงบอะไร เดินเล่นๆแกล้งมันบ้าง

โยม : คือจริงๆแล้วมันอยากทำตามรูปแบบมากแล้วติดที่จะทำรักที่จะทำ แต่ว่าพอเริ่มจะลงมือปั๊บมันก็เข้ามาทันที

หลวงพ่อปราโมทย์ : แต่เดิมเราเพ่งไว้มากไง พอมันหลุดออกมาเราขยาดมันเรากลัวมัน ไม่กล้า กลัวมันจะกลับไปติดเพ่งอีกอะไรงี้ ใจมันจะไม่เอา ตอนนี้ทำได้นะถึงช่วงนี้แล้ว ทำสมถะได้แล้วเพราะเรารู้แล้วว่าเพ่งเป็นยังไง คนที่ทำสมถะไม่ได้คือพวกที่ไม่รู้ว่าเพ่งเป็นยังไง ไปลงมือทำสมถะแล้วก็เพ่งลูกเดียว พวกนี้ใช้ไม่ได้ ตอนนี้เรารู้ว่าการเพ่งคืออะไร งั้นเราก็รู้ไป เห็นร่างกายมันเดินไป เห็นร่างกายมันหายใจไป ดูมันเล่นๆไป อย่าไปคาดหวังว่าจะสุขจะสงบจะดี ดูเล่นๆน่ะ ถือว่าเราทำเล่นก็แล้วกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันศุกร์ ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
File: 520710
ระหว่างนาทีที่  ๑๖ วินาทีที่ ๕๑ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา

Mp3 for download: 530726A_Nirvana

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา

นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา

หลวงพ่อปราโมทย์ : นิพพานเป็นธรรมะที่มีอยู่แล้วนะ เป็นของที่มีอยู่แล้วไม่ใช่ของที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ เหมือนกิเลสตัณหาทั้งหลายนี่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ  นิพพานมีอยู่แล้วแต่เรามองไม่เห็นเพราะใจของเรามีกิเลสตัณหา ใจของเราเร่าร้อน ใจของเราไม่คู่ควรที่จะเห็นนิพพาน ใจเรามีกิเลสมีตัณหา ใจเราชอบดิ้นรนปรุงแต่งนะ ปรุงดีบ้าง ปรุงชั่วบ้าง ปรุงสุขบ้าง ปรุงทุกข์บ้าง ปรุง กลางๆ ไม่ดีไม่ชั่วไม่สุขไม่ทุกข์บ้างนะ ปรุงตลอดเวลา

จิตใจที่ปรุงอยู่ ฟุ้งซ่านอยู่นั้นเป็นจิตใจที่ไม่คู่ควรกับธรรมะนะ ไม่เห็นนิพพานซึ่งเป็นธรรมะที่พ้นกิเลสพ้นตัณหา พ้นความปรุงแต่ง พ้นความดิ้นรน เมื่อไรจิตเราพ้นจากตัณหาได้เพราะว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง นิพพานจะปรากฎขึ้นให้เห็นต่อหน้าต่อตา นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาอยู่แล้วแต่ไม่เคยเห็น ขณะนี้พวกเราทุกคนนะ นิพพานอยู่กับเราต่อหน้าต่อตานี่แหล่ะแต่พวกเราไม่เห็น เพราะใจของเรายังมีตัณหาอยู่นะ ถ้าเมื่อไหร่ตัณหานี้ดับสนิทลงไปนิพพานจะปรากฎขึ้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก นิพพานมีสภาวะยังไง สิ้นตัณหาสิ้นความอยาก นิพพานสงบ นิพพานมีสันติ ที่นี่ชื่อสวนสันติธรรมนะ ถ้าแปลแล้วสันติธรรมคืออะไรคือนิพพานนะ สวนสันติธรรมนะ สันติก็คือนิพพานนั้นมีสันติลักษณะ สงบ สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากตัณหา สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากความทุกข์ สงบจากขันธ์นะ เนี่ย มันจะปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา

เมื่อไรใจพ้นความปรุงแต่งเมื่อนั้นเราจะเห็นธรรมะที่ไม่ปรุงแต่งคือเห็นนิพพาน ทำนองเดียวกับที่พวกเราเป็น วันใหนจิตใจของเราร่าเริงเบิกบานโลกทั้งโลกดูร่าเริงเบิกบาน วันใหนจิตใจของเราหดหู่เศร้าหมองโลกทั้งโลกดูหดหู่เศร้าหมอง ถ้าวันใดใจของเราพ้นความปรุงแต่ง พ้นความอยากนะ มีความอยากมันก็ปรุงแต่งนะ พ้นความอยากมันก็พ้นความปรุงแต่ง เมื่อนั้นเราจะเห็นความไม่ปรุงแต่งเนี่ย ครอบคลุมโลกทั้งโลกอยู่ ความไม่ปรุงแต่งความสงบความสันติครอบคลุมโลกทั้งโลกนี้อยู่นะ นี่คือตัวนิพพานนะ เป็นความสิ้นทุกข์สิ้นกิเลสสิ้นขันธ์นะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
File: 530726A
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๕ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร

mp3 (for download): ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร

ส่งการบ้านครั้งแรก อยากเริ่มต้นปฎิบัติธรรมทำอย่างไร

โยม : นมัสการหลวงพ่อครับ ผมเพิ่งกลับจากต่างประเทศแล้วก็ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน อยากจะให้หลวงพ่อช่วยแนะนำหน่อยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ปฏิบัติธรรมอย่าไปนึกเรื่องคำว่าปฏิบัติธรรมมากไปนะ วุ่นวายเปล่าๆ เรามาเรียนรู้ตัวเองดีกว่านะ สิ่งที่เรียกว่าตัวเราก็คือกายกับใจนะ คอยเรียนรู้ เอา..ลองเริ่มจากเรียนรู้จิตใจของเราก็ได้

สังเกตมั้ยจิตใจของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็ตื่นขึ้นมาก็สดชื่น บางวันตื่นมาก็แห้งแล้งแล้ว มาเรียนรู้ใจของตัวเองไปเรื่อยๆนะ ลืมคำว่าปฏิบัติไป มันจะไปหลอกให้เราทำโน้นทำนี่มากมายขึ้นมา มันคือการเรียนรู้ตัวเองนะ

พอเราดูได้ว่าแต่ละวันใจของเราไม่เคยเหมือนกัน ต่อไปก็ดูละเอียดขึ้น ในวันเดียวกันนะ เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ไม่เหมือนกัน ต่อไปก็ดูได้ละเอียดขึ้นอีก เป็นขณะเลย ขณะที่มองเห็นความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ขณะที่ได้ยินความรู้สึกก็เปลี่ยนไป ขณะที่คิดความรู้สึกก็เปลี่ยนไป คอยรู้ทันความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆภายหลังการกระทบอารมณ์นะ นี่มันจะละเอียดขึ้นๆ

แล้วอย่างอื่นๆมันรู้เองแหละ พอไหวมั้ยอย่างนี้ ไปดูนะ พอนึกออกมั้ย แต่ละเวลาแต่ละวันนี่ ใจเราไม่เหมือนเดิม ไม่ได้ไปฝึกให้มันดีนะ ไม่ได้ไปบังคับให้มันนิ่ง เราต้องการเรียนให้เห็นเลยว่าจิตใจของเรานี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด จิตใจนี้ถูกความอยากบีบคั้น มีแต่ความทุกข์เพราะความอยากเกิดขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวอยากโน้นอยากนี้ทั้งวัน เรียนให้เห็นความจริงว่าจิตใจเป็นของบังคับไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ เนี่ยเรียกว่าเราเรียนรู้ความจริงของตัวเราเองนะ เรียนอย่างนี้แหละ แล้วก็จะเข้าใจธรรมะในเวลาสั้นๆ

ถ้าเราไปคิดว่าจะต้องปฏิบัติธรรมเราก็จะไปคิดถึงรูปแบบของการปฏิบัติเสียมากกว่า จริงๆการปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเอง คนเขาก็ไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเองนะ ก็คิดว่าการปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกบังคับจิตของตัวเองให้มันดี ให้มันสุข ให้มันสงบ มันผิดเป้า(หมาย)ไป จริงๆแล้วทำยาก เพราะอะไร จะเอาดีเป็นเป้าหมาย ดีไม่เที่ยง เอาความสุขเป็นเป้าหมาย ความสุขไม่เที่ยง เอาความสงบเป็นเป้าหมาย ความสงบก็ไม่เที่ยง

แต่ถ้าเรามาเรียนรู้ความจริงนะ จะเห็นเลย จิตนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานะ มันจะคลายความยึดถือออกไป มันจะมีความสุขขึ้นมาแทน มีความสงบอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา นิพพานก็คือความสงบอย่างหนึ่งนะ นิพพานโดยสภาวะของนิพพานคือสันติ ยกตัวอย่างที่นี่คือสวนสันติธรรม สันติธรรมคืออะไร คือนิพพานนั่นแหละ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๐
File: 540709B
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก

mp3 (for download): เมื่อต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


พ่อปราโมทย์ : วันนี้เรามาพบกันในงานศพ ก็เป็นโอกาสของการฟังธรรม ชาวพุทธเราจะไม่ปล่อยชีวิตให้ล่วงเลยไปเปล่าๆ หน้าที่ของชาวพุทธก็ต้องศึกษาธรรมะ มาพบกันในโอกาสงานศพก็ต้องพูดธรรมะกัน

ธรรมะนี้เป็นเครื่องถอดถอนความเศร้าโศกออกจากจิตใจ คนที่เรารักตาย จิตใจของเราเศร้าโศกเป็นเรื่องธรรมดา ห้ามไม่ได้ ใครๆก็กลัวตายเพราะเราไม่มั่นใจว่าตายแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ชีวิตหลังความตายมีหรือไม่มีก็ไม่รู้นะ แต่กลัวไว้ก่อน กลัวไม่มีนั่นแหละ ถ้ามีก็กลัวไม่ดี

ถ้าเราเตรียมความพร้อม หัดพัฒนาจิตใจของเราให้ดี มีศีลมีสมาธิมีปัญญา สะสมไป เราไม่กลัวความตาย ความตายไม่ได้น่ากลัวอะไร มันน่ากลัวสำหรับคนซึ่งไม่มั่นใจในคุณงามความดีของตัวเอง ถ้ามั่นใจในคุณงามความดีของตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย เราจะเผชิญความตายด้วยความองอาจกล้าหาญ

ในส่วนของคนแต่ละคนนะ ที่จะตายก็ต้องเตรียมความพร้อม พวกเราญาติมิตรลูกหลานก็ต้องเตรียมความพร้อม บางคนก็ร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ ทำไมต้องเสียใจ เพราะไม่อยากให้ตาย ก็เลยคิดว่าความตายของคนที่เรารักเนี่ยทำให้เราเศร้าโศก ความจริงแล้วความตายของใครก็ไม่ได้ทำให้เราต้องเป็นทุกข์นะ เราเป็นทุกข์เพราะใจเราไม่ยอมรับความจริงว่าเขาต้องตาย เราอยากให้เขาอยู่นานๆ เราทุกข์เพราะความอยากของเราเอง ไม่ใช่ทุกข์เพราะผู้ตาย

เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจตรงนี้นะ คนที่เรารักตายนั่นก็คือสภาวะธรรมดา ยังไงวันหนึ่งก็ต้องพลัดพราก เราไม่พลัดพรากจากเขา ก็เขาพลัดพรากจากเรา ก็ต้องมีข้างหนึ่งล่ะ ยังไงก็ต้องพลัดพรากจากกันนะ ตายพร้อมๆกันก็ยังต้องพลัดพรากจากกันอีก ถ้าเข้าใจความจริงของชีวิต เกิดมาแล้วยังไงเราก็หนีความตายไม่พ้นนะ หนีความพลัดพรากจากคนที่เรารักไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับความจริง ถ้าเรายอมรับความจริงไม่ได้เราก็มีความทุกข์ ยังยอมรับความตายไม่ได้ พอมีความตายเกิดขึ้นเราก็ทุกข์ ใจเราอยาก อยากให้เขาไม่ตาย พอเขาตายแล้วเราก็ทุกข์ อยากให้ฟื้นเขาไม่ยอมฟื้นก็ทุกข์อีก

เพราะฉะนั้นจริงๆเราทุกข์เพราะความอยากของตนเอง ไม่ใช่ทุกข์เพราะว่าเขาตายหรอกนะ เพราะฉะนั้นเรามาฝึกจิตฝึกใจของเรา ให้ข้ามพ้นความอยากไป ไม่ใช่เฉพาะอยากเรื่องให้คนตายแล้วฟื้นหรืออยากให้คนไม่ตาย อยากอะไรก็ตามเถอะ ความอยากอะไรเกิดขึ้นทีไรความทุกข์ก็เกิดขึ้นทุกที มีความอยากทีไรก็มีความทุกข์ทุกทีแหละ

ทีนี้ห้ามใจไม่ให้อยากมันห้ามไม่ได้ เราต้องมาพัฒนาใจของเราให้มันฉลาด ทำไมใจเรามีความอยาก มันหวังว่ามันจะได้สิ่งที่ดีๆ หวังว่าจะไม่พลัดพรากจากสิ่งที่ดีๆ มันมีความอยากมีความหวังอยู่อย่างนี้ ห้ามมันไม่ได้

แต่ถ้ามาเรียนรู้ความจริงของชีวิต ชีวิตของเราไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไรนักหรอก ร่างกายจิตใจที่ประกอบกันเป็นตัวเรานะ คนตายเขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงวันหนึ่งก็ต้องทิ้งไป เราเองวันหนึ่งก็ต้องทิ้งไป ร่างกายนี้ที่เรารักเราหวงแหนนี้ ยังหนุ่มยังสาวเราก็ว่ามันดี พออยู่ไปนานๆแล้วรู้เลยมันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย ในร่างกายของเราถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่คนที่ไม่มีปัญญาก็มองไม่เห็น มันทุกข์ยังไง เดี๋ยวก็หิวเดี๋ยวก็หนาวเดี๋ยวก็ร้อนนะ เดี๋ยวก็อย่างโน้นเดี๋ยวก็อย่างนี้ นานๆเข้าก็ป่วยหนักๆสักทีหนึ่ง อะไรอย่างนี้

ถ้าเรามีสติ มีปัญญา เรารู้ลงในร่างกายเราบ่อยๆ เราเห็นร่างกายนี้มีแต่ความทุกข์ ยกตัวอย่างคนไม่สบายก็มีความทุกข์เยอะ เราอยากให้ญาติของเราไม่ตายเนี่ย เขาไม่สบายมาตั้งนานแล้ว เราอยากให้เขาทุกข์นานๆหรือเปล่า? เราอยากให้เขาอยู่อย่างเดียวนะไม่ได้อยากให้เขาทุกข์นะ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เป็นความอยากที่ขัดกับความจริงน่ะ ก็เขาไม่สบายเขาอยู่นานเขายิ่งทุกข์มากเลยนะ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราก็ไม่กังวลหรอก เขาตายก็สมควรตายแล้่ว

หลวงพ่อตอนนั้นยังไม่บวชนะ ตอนเตี่ยของหลวงพ่อตาย มีทำกงเต๊กด้วยหลวงพ่อชอบที่สุดเลยเรื่องทำกงเต๊กเนี่ย มันส์มากเลย เสียดายเขาไม่นิมนต์มาดูกงเต๊ก เตี่ยตายแทนที่เราจะเศร้าโศกนะ จิตมันร่าเริงนะ จิตใจมันร่าเริงมันยอมรับความจริงน่ะว่า วันหนึ่งเขาต้องตาย เขาอยู่แล้วเขาทรมานมากกว่าเขาตายอีก ทีนี้บางทีก็เป็นความเห็นแก่ตัวของเรานะ เราพยายามยื้อคนที่ป่วยหนักๆไม่ให้ตายเนี่ย เรากลัวความพลัดพราก ถ้าเราเมตตาสงสารเขาบางทีก็ต้องปล่อยให้เขาตายนะ ตามธรรมชาตินี้ดีที่สุดเลย ไปปั๊มพ์มากๆทรมานมาก เหนื่อย เหนื่อยทุกฝ่าย เราก็ลุ้นไม่ให้เขาตาย สุดท้ายก็ตาย

อยู่ที่ใจเรานะ ใจเราค่อยเรียนรู้ความจริงลงไป ชีวิตนี้ไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไรที่จะต้องหวงแหนมากมาย ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความทุกข์น่ะ ถ้าเรารู้สึกนะ คอยรู้สึกอยู่ในร่างกาย เห็นร่างกายมีแต่ความทุกข์ มาคอยดูจิตดูใจของเรา ใจเราไม่เคยเต็มอิ่มเลย ใจเราก็มีแต่ความทุกข์เต็มไปหมดเลย เพราะวันหนึ่งความอยากเกิดขึ้นตั้งมากมาย ความอยากเกิดขึ้นทีไรความทุกข์เกิดขึ้นทุกที ไปสังเกตดูนะ สังเกตดูว่าจริงหรือไม่จริงว่าความอยากเกิดขึ้นแล้วความทุกข์จะตามมา

ถ้าคนที่สติปัญญาไม่มากพอก็คิดว่าถ้าอยากนะยังไม่ทุกข์ ต้องไม่สมอยากก่อนถึงจะทุกข์ แต่ถ้าคนมีสติมีปัญญามากขึ้นหัดภาวนา ดูของจริง ในจิตในใจของตนเอง จะรู้เลยว่าในทันทีที่ความอยากเกิดขึ้น จิตมีความเครียดเกิดขึ้นแล้ว มันจะทุกข์น่ะ อยากแล้วมันก็ลุ้นใช่มั้ยว่าจะได้อย่างที่อยากมั้ย

เพราะฉะนั้นเรามาเฝ้ารู้อยู่ที่ใจเรานะ จะเห็นเลยว่าในใจนี้เต็มไปด้วยความอยาก เพราะฉะนั้นใจนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะฉะนั้นทั้งกายทั้งใจที่ประกอบขึ้นมาเป็นคนนะ ประกอบเป็นสัตว์ทั้งหลายนี้ เป็นตัวทุกข์ทั้งหมดเลยนะ เรามาคอยรู้คอยดูอยู่ นี่เป็นวิธีปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องอะไรที่ลึกลับ ไม่ใช่เรื่องการไปนั่งหลับหูหลับตาอะไรมากมายนะ ทำสมาธิทำไปเหมือนกันไม่ใช่ไม่ทำ ทำพอให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรง พอจิตใจมีเรี่ยวมีแรงแล้วต้องมาดูความจริงของร่างกาย มาดูความจริงของจิตใจ ความจริงของร่างกาย ร่างกายมีแต่ความทุกข์เยอะแยะไปหมดเลยนะ ความจริงของจิตใจก็คือมีความทุกข์เยอะแยะไปหมดเลย เนี่ยเฝ้ารู้ลงไปๆแล้วเราจะรู้เลยว่า สิ่งที่ดำรงชีวิตอยู่นี้ไม่มีอะไรนอกจากตัวทุกข์ทั้งนั้น ถ้าเราเห็นได้อย่างนี้เราจะไม่กลัวตาย

สิ่งที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็คือตัวทุกข์นะ เวลาจะตายก็คือตัวทุกข์มันจะตาย มันไม่ใช่ของดีของวิเศษมันกำลังจะตาย เราจะเห็นเลยว่าตัวทุกข์มันจะตาย ถ้าตัวทุกข์มันจะตายเราจะไปกลุ้มใจทำไม

พระอรหันต์นะ ถึงเวลาวันที่จะตายเนี่ย จะผ่องใสมากเลยนะ จะผ่องใสเป็นพิเศษเลย เพราะตัวทุกข์มันกำลังจะตายละ สมน้ำหน้ามันนะ นี่จิตใจจะห้าวหาญเหมือนนักรบที่กล้าหาญมากๆ ได้ยินเสียงกลองศึกแล้วคึกคัก ไม่ใช่เข่าอ่อนใจฝ่อนะ ไม่เหมือนอย่างพวกเราหลายคนเลยใจฝ่อ เคยเห็นมั้ยคนจะตายร้องไห้ ไม่อยากตายๆ

หลวงพ่อเคยเจอคนหนึ่งนะ ไม่อยากตายๆ สุดท้ายมันตายนะ คนที่เขามีหูมีตาก็บอกว่า มันไม่ยอมไปไหนเลยมันเฝ้าศพอยู่อย่างนั้นน่ะ หวังว่าจะมีหมอมารักษาให้มันฟื้นได้อีก พยายามลองไปนอนทับศพนะ พยายาม กะว่าถ้าลงไปนอนพอดีแล้วจะลุกขึ้นมาได้ ขืนมันลุกขึ้นมานะ คนที่กำลังร้องไห้รักมันอยู่นะจะวิ่งหนีหมดศาลาเลย มันไม่รักจริงหรอก เนี่ย ถ้าลุกขึ้นมาเอามั้ย รักนักหนา.. ลุกขึ้นมาไม่เอาแล้ว ไปฮวงซุ้ยเหอะ ไป

เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้นะ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตนะ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิตแล้วเราจะไม่กลัวตาย เราจะไม่เศร้าโศกเพราะความตาย เรารู้เลยว่า ที่เราเศร้าโศกที่เห็นคนตายที่เห็นคนที่รักตายนั้น จริงแล้วเราเศร้าโศกเพราะว่าใจเราอยากนั้นเอง อยากให้เขาอยู่ อยากให้เขามีชีวิตอยู่นานๆ อยากให้เขาไม่ตายอะไรอย่างนั้น เป็นความอยากที่ไร้เดียงสา ใครๆมันก็ตายกันทั้งนั้นแหละ ถ้าเข้าใจอันนี้ก็ไม่กล้วแล้ว คนที่เรารักจะตายมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ตัวเราจะตายก็เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะตัวเรานะมีแต่ตัวทุกข์นะ ตัวทุกข์จะตายจะไปเสียดายทำไม

เพราะฉะนั้นอยู่ที่สติปัญญานะ จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ที่ใครอื่นหรอก จะหวังว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราตลอดไป เราถึงจะไม่ทุกข์ อย่างนี้หวังไม่ได้ ไม่จากตายก็จากเป็น ยังไงก็จาก เพราะฉะนั้นเราฝึกฝนใจของเราไปเรื่อย ต่อไปใจเรามีความสุขนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร

แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร
File: 540810B
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทุกครั้งที่อยาก คือทุกครั้งที่ทุกข์

mp3 (for download): ทุกครั้งที่อยาก คือทุกครั้งที่ทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทุกครั้งที่อยาก คือทุกครั้งที่ทุกข์

ทุกครั้งที่อยาก คือทุกครั้งที่ทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะฉะนั้นโลกนี้นะมันเต็มไปด้วยความอยาก อยากมันเริ่มตั้งแต่อยากในตัวเองนะ แล้วค่อยขยายๆออกไป ขยายออกไปมากๆก็อยากเป็นนายก อยากเป็นประธานาธิบดี อยากโน้นอยากนี้ อยากเป็นผู้นำของโลก อะไรอย่างนี้ ได้เป็นแล้วก็ไม่อยากลง เพราะฉะนั้นความอยากนี้ไม่มีที่สิ้นสุดเลย มนุษย์เลยเต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกคราวที่อยากน่ะ ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้น

คนที่ไม่มีสติไม่มีปัญญา เขาจะเห็นว่าถ้ามีความอยากเกิดขึ้นแล้วยังไม่ทุกข์ ถ้าไม่สมอยากถึงจะทุกข์ แต่พวกเรานักปฏิบัติเราจะเห็นว่า ทันทีที่จิตเกิดความอยากนี่นะ จิตจะมีความดิ้นรนเกิดขึ้น ทันที่จิตมีความดิ้นรน มีความปรุงแต่งเกิดขึ้น จิตก็มีความทุกข์ทันทีเลย พวกเราเห็นตรงนี้มั้ย นี่เราเก่งกว่าเขา เราฉลาดกว่าเขา กูแน่ กูแน่กว่าเขา ถ้าภาวนาต่อไปอีกนะ ถึงแจ่มแจ้งจริงๆ จะรู้เลยว่า ถ้ามีขันธ์ก็มีทุกข์นะ จะมีความอยากหรือไม่มีความอยากน่ะไม่เท่าไหร่หรอก จะอยากหรือไม่อยากตัวขันธ์นั้นก็เป็นทุกข์นะ

ทีนี้คนทั่วไปถ้าสติปัญญาแต่ละขั้นจะไม่เหมือนกันคนที่ไม่ภาวนาหรือสัตว์ทั้งหลายจะเห็นว่าถ้ามีความอยากนี่น่ะ ยังไม่ทุกข์ ถ้าไม่สมอยากถึงจะทุกข์ ถ้าสมอยากแล้วมีความสุข พวกเรานักปฏิบัติเราเห็นว่า แค่มีความอยากก็ทุกข์แล้ว จะสมอยากหรือไม่สมอยากไม่สำคัญหรอกนะ แค่อยากขึ้นมาก็ทุกข์แล้ว ถ้าภาวนาแจ่มแจ้งจริงๆแล้วจะพบว่า จะอยากหรือไม่อยากก็ตามขันธ์ ๕ นี้ก็เป็นทุกข์นะ

แต่โอกาสที่คนๆหนึ่งจะภาวนาจนเห็นขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ไม่ใช่ง่ายนะ ต้องทุ่มเท ต้องลงทุนมากเลย ยกตัวอย่างพวกเรานี้จะเห็นแต่เพียงว่า ทันทีที่อยากก็จะเป็นทุกข์ขึ้นมา แค่นี้ก็ดีนักหนาแล้วนะ เราะจะรู้สึกเลยว่า ตัณหานี้ทำร้ายเรา กิเลสตัณหาเป็นสิ่งที่ไม่ดีมาทำร้ายเรา ใจมันยังคิดจะต่อสู้กับกิเลสตัณหาบ้าง ไม่ใช่ปล่อยตัวปล่อยใจตามโลกไปเรื่อยๆ อยากอะไรก็สนอง หาทางสนองไปเรื่อยๆ สนองได้ก็บอกว่าโชคดี สนองไม่ได้ก็บอกว่าโชคร้าย เดี๋ยววันหนึ่งก็เป็นโอกาสของเราบ้างอะไรอย่างนี้ คนในโลกคิดอย่างนั้นนะ

นี่พวกเราเห็นมาได้ครึ่งทางแล้ว เราเห็นว่า ถ้าเรามีความอยากเราจะมีความทุกข์ อยากเมื่อไหร่ใจดิ้นรนเมื่อนั้นนะ นี่น่ะคอยรู้ลงไปดูของจริงไปเรื่อย…

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๙
ลำดับที่  ๑๘
File: 540416
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 3123