Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ธาตุ ๔ – การรู้รูปเป็นธาตุ ๔

mp3 for download : ธาตุ ๔ – การรู้รูปเป็นธาตุ ๔

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรี่ราชา ชลบุรี

หลวงพ่อปราโมย์ :เราเฝ้ารู้ลงไป ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวรเลยในรูปธรรม คือในร่างกายนี้ ก็มีแต่ของที่เกิดดับตลอดเวลา เช่นร่างกายที่หายใจออกเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่ยืนที่นั่งที่นอนเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่เคลื่อนไหวเกิดแล้วก็ดับ ร่างกายที่หยุดนิ่งเกิดแล้วก็ดับ ความเย็นความร้อนความอ่อนความแข็งความตึงความไหวที่เกิดขึ้นในร่างกาย ก็เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น

ความเย็นความร้อนก็คือตัวธาตุไฟ ความอ่อนความแข็งก็เป็นธาตุดิน ความตึงความไหวเป็นธาตุลม ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ รู้ด้วยร่างกาย

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นสัมผัสในร่างกายของเราเนี่ย เช่นลมหายใจ ธาตุไฟไม่เที่ยง หายใจเข้าลมเย็น หายใจออกลมร้อน ธาตุไฟในลมหายใจไม่เที่ยง เวลาเราเดินเดี๋ยวขา-น่องเราก็แข็งเดี๋ยวน่องเราก็หย่อน พอยกเท้าขึ้นน่องเราก็ย่อง เหยียบลงไปที่พื้นน่องเราก็แข็ง ความแข็งความอ่อนเนี่ยเป็นธาตุดิน ธาตุดินนี้ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็แข็งมากก็มีธาตุดินมาก เดี๋ยวก็ธาตุดินลดลงก็อ่อน

ดินไม่ได้แปลว่าดินนะ น้ำไม่ได้แปลว่าน้ำ ลมไม่ได้แปลว่าลม ไฟไม่ได้แปลว่าไฟ เหมือนอย่างภาษาไทยที่เอามาใช้

อะไรเป็นธาตุดิน ส่วนที่แข็ง ส่วนที่แข็งเป็นธาตุดิน แข็งมากแข็งน้อย อะไรเป็นธาตุไฟ ส่วนที่ร้อนเป็นธาตุไฟ ร้อนมากร้อนน้อย ในน้ำลายของเรามีธาตุไฟมั้ย ในน้ำลาย มี มีอุณหภูมิอยู่ใช่มั้ย มีธาตุไฟอยู่ มีลมมั้ย เคลื่อนไหวได้มั้ย หรือแข็งกระด้าง เคลื่อนไหวได้ ระเหยได้ ระเหยได้เพราะว่าธาตุน้ำน้อย แปลกหนักเข้าไปอีก กระจายตัวได้ง่าย น้ำ น้ำแท้ๆนะ กลับมีธาตุน้ำน้อย เหล็กกลับมีธาตุน้ำเยอะ คำว่าธาตุน้ำคือแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

mp 3 (for download) : การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

หลวงพ่อปราโมทย์: พอได้ยินหลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิตตัวเองนะ ก็มาหัดดู ตอนนั้นรับราชการอยู่สำนักนายกฯ อยู่สำนักนายกฯใกล้ๆกับอาจารย์มานิตย์นี้แหละ ตึกใกล้ๆกัน ทุกวันนะ ตั้งแต่ตื่นนอน หัดภาวนา ตื่นนอนมา แค่ตื่นนอนนะ แล้วนึกว่าวันนี้วันอะไรนะ ใจเรายังเปลี่ยนเลย เนี่ยการภาวนาไม่มีอะไรหรอก ฝึกอยู่ในชีวิตจริงๆของเรานี้ ไม่ใช่ต้องนั่งหลับหูหลับตาไปฝึกในป่าในเขาอะไร ไม่ต้องหรอก

การภาวนาคือการเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ อยู่ที่ไหนมันก็มีกายมีใจ ใช่มั้ย ไม่ใช่ว่ามาอยู่ที่นี่ ไม่มีกายไม่มีใจ ต้องไปอยู่ที่วัดถึงจะมีกายมีใจ ไม่ใช่ อยู่ตรงไหนก็มีกายมีใจ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ เพราะการปฏิบัติคือการเรียนรู้ความจริงของกายของใจ

ทีนี้ตื่นนอนมา หลวงพ่อรับราชการนะ ตื่นมา นึกได้ วันนี้วันจันทร์ ใจแห้งแล้ง นึกได้ว่าวันนี้วันศุกร์ ใจสดชื่น เรารู้ทัน ใจแห้งแล้งเราก็รู้ ใจสดชื่นเราก็รู้ นึกได้ว่าวันศุกร์นะ โอ๊.. ปรีด์เปรมมากเลย นึกได้ไปอีกนะ Long Weekend ด้วย สดชื่นมากกว่าปกติอีก ใครเป็นบ้าง มีมั้ย เป็นทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ไม่ยอมยกมือ ทำให้ดูว่าขยันทำงาน พอนึกได้ว่าวันศุกร์นะ จิตใจสดชื่น ดูไปดูมา เฮ้ย..จำวันผิด วันนี้วันพุธ ความสุขพลิกเลย ใจก็ทุกข์ขึ้นมา เห็นเลย ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา เนี่ยคอยดูอย่างนี้

เวลากินข้าวเราก็ภาวนาได้นะ เรากินข้าว สมมุติว่าเราเดินไปโรงอาหาร โอ้..วันนี้มีแต่ของโปรด จิตใจมีความสุข รู้สึกมั้ย วันนี้เจอแต่ของที่เราไม่ชอบ แม่ค้าพวกนี้ขาด Innovation ไม่ได้เรื่องเลยนะ ทำอาหารเหมือนกันทุกวันเลย ล้วนแต่ของที่เราไม่ชอบ พอเห็นแล้ว ใจเราก็ไม่ชอบ เนี่ยรู้ทันที่ใจเรานะ ไม่ใช่รู้ว่าวันนี้มีอาหารอะไรนะ ไม่ใช่รู้ว่าวันนี้มี แกงเป็ด แกงไก่ แกงปลาไหล ฉู่ฉี่ อะไรอย่างนี้

ให้รู้ความรู้สึกของเรา เช่น เห็นอย่างนี้ เห็นอาหารอย่างนี้ ใจเรารู้สึกอย่างนี้ ได้กลิ่นอาหารอย่างนี้ ใจเรารู้สึกอย่างนี้ รู้ที่ใจ รู้ความรู้สึกที่ใจ เนี่ย คือการเจริญสติในชีวิตจริงๆ ไม่ใช่นั่งหลับหูหลับตาอยู่ที่ไหนเลยนะ ใช้ชีวิตอยู่ตรงไหนก็ภาวนามันที่นั้นแหละ

เพราะฉะนั้นเราเดินไป เราเห็นอาหารอย่างนี้ ใจเรารู้สึกอย่างไร เรารู้ทันนะ กินเข้าไป โอ๊ย.. นี่ของโปรดทั้งนั้นเลย ตักใส่ปาก ไม่อร่อยเลย นึกว่าจะอร่อย ใครเคยเป็นมั้ย เห็นของโปรด ตักใส่ปากเข้าไปแล้ว มันไม่อร่อย รู้สึกอย่างไร ปลื้มใจ ได้กินของไม่อร่อย ไม่เป็นใช่มั้ย รู้สึกอ๊า..แย่จังเลย แม่ครัวคนนี้ ไม่ได้เรื่อง อะไรอย่างนี้ ใจไม่ชอบ รู้ทันว่าใจไม่ชอบ เพราะฉะนั้นเราคอยรู้ทันใจของเรา

ออกจากที่ทำงานของเราไป หรือจะมาที่ทำงาน ตอนเช้าๆ รถติดเยอะ รถติดเยอะแยะ วันนี้ออกจากบ้าน ขับรถออกมา เจอแต่ไฟแดง รู้สึกอย่างไร เจอไฟแดงรู้สึกอย่างไร เซ็งใช่มั้ย เดี๋ยวก็แดงๆ มีแต่ไฟแดงตลอดวันอะไรอย่างนี้ เบื่อมากเลย ถ้าวันไหนเจอแต่ไฟเขียว สดชื่น เห็นไฟเขียวดีใจๆ วิ่งๆวิ่งๆ แหมไฟยังเขียวอยู่ แดงปุ๊บขึ้นมา ไฟเหลืองก็ต้องรีบเร่งต่อไป ใช่มั้ย เกิดแดงขึ้นมาแล้วตำรวจมันยืนอยู่ เราก็ต้องเบรค หันไปดูอีกที อุ๊ยตำรวจตัวปลอม เดี๋ยวนี้คนกรุงเทพฯมันหลอกลวงนะ มันมีตำรวจตัวปลอมเยอะเลยนะ ตำรวจตัวปลอมกับตำรวจตัวจริงต่างกันตรงไหน ดูออกมั้ย ดูที่พุงสิ นะ ตำรวจตัวจริงนะจะอ้วนกว่าตำรวจตัวปลอม ถ้าติดไฟแดงเป็นคันแรกรู้สึกอย่างไร โห..โมโหเลย บางที ใช่มั้ย ถ้าติดเป็นคันที่ ๒๐ รู้สึกอย่างไร สบายกว่า รู้สึกมั้ย ถ้าติดเป็นคันที่ ๘๐ คันที่ ๑๒๐ เฉยๆ ไฟเขียวก็ยังเฉยอยู่ รู้ว่าไม่รอดหรอก เนี่ยเราคอยรู้ความรู้สึกของเรา เนี่ยแหละคือการปฏิบัติธรรมในชีวิตจริงๆ

อย่าไปคิดนะว่าการปฎิบัติธรรมในชีวิตธรรมดาเนี่ย ไม่มีผลอะไร จะแตกหักกันนะ จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้หรือเปล่า อยู่ที่ว่าเราปฎิบัติธรรมในชีวิตจริงๆของเราได้หรือเปล่า คนๆหนึ่งจะไปนั่งสมาธิ จะไปเดินจงกรมได้วันละกี่ชั่วโมง ชีวิตส่วนใหญ่ของเรา ก็คือชีวิตที่อยู่กับโลกธรรมดานี้ต่างหากล่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าเราฝึกปฏิบัติได้เฉพาะตอนเข้าวัด เข้าคอร์ส ตอนนั่งสมาธิ ตอนเดินจงกรม โอกาสที่จะปฏิบัติมันมีนิดเดียว ปีหนึ่งจะมีสักกี่ครั้ง วันหนึ่งจะมีสักกี่ชั่วโมง กี่นาที แต่เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน เราโยนทิ้งเสียเปล่าๆ หลวงพ่อไม่โยนทิ้งเลยนะ ยกตัวอย่างแต่ก่อนนี้ ตอนที่รับราชการใหม่ๆ ยังไม่มีรถขับหรอก ขึ้นรถเมล์ พอตอนเช้าออกมาที่ป้ายรถเมล์ปุ๊บ เห็นผู้ร่วมชะตากรรมพอๆกับคนในห้องนี้ สดชื่นมั้ย เพื่อนเยอะ ไม่สดชื่นเลยใช่มั้ย เซ็ง เฮ่อ อย่างนี้จะไปได้ไง เซ็งรู้ว่าเซ็ง เห็นรถเมล์วิ่งมาแล้ว ปุเลงๆ อุ๊ย..คันนี้ว่าง ดีใจ มันไม่จอด เปลี่ยนจากดีใจเป็นโกรธ ความจริงที่มันว่างเพราะมันไม่ชอบจอด ถ้ามันชอบจอดมันคงไม่ว่างหรอก มันก็เรื่องง่ายๆแค่นั้นเอง เนี่ยพอรถเมล์ว่างๆมาดีใจ พอไม่ยอมจอดเปลี่ยนเป็นโมโห โมโหรู้ว่าโมโห เนี่ยคอยรู้ความรู้สึกของตัวเองไป

การหัดเจริญสติในชีวิตประจำวัน ที่ง่ายๆ เหมาะสำหรับคนเมือง คนอย่างพวกเรานี้แหละ คนอยู่ในเมือง ไม่มีเวลานั่งสมาธิ ไม่มีเวลาเดินจงกรมอะไรมากมาย ก็ให้พวกเราคอยรู้ความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ความรู้สึกจะเปลี่ยนตลอด คอยมีสติรู้มันไปเรื่อยๆ อย่าไปบังคับให้มันสุข ให้มันสงบ ให้มันดีนะ เราดูความเปลี่ยนแปลง ท่องไว้นะ ว่าต่อไปนี้ เราจะคอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก คอยรู้ความรู้สึกที่มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ดูเล่นๆไปเรื่อย เราก็จะเห็นเลย จิตใจนี้ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายนะ หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความสุขก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ความทุกข์ก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป โลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราว แล้วก็หายไป ทุกอย่างอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ฝึกมาอย่างนี้เรื่อยๆนะ ต่อไปปัญญามันแจ้งเลย สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ถ้าพูดภาษาบาลีก็ได้นะ บอกว่า ยํ กิญฺจิ สมุทย ธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธ ธมฺมนฺติ สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ผู้ใดเห็นว่าสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป เป็นธรรมดา ก็เป็นภูมิธรรมของพระโสดาบันนั่นเอง ทุกอย่างมีแต่เกิดแล้วดับ ไม่มีตัวตนถาวร ไม่มีอัตตาตัวตนที่ถาวร

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
เมื่อวันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
File: 520429
ระหว่างนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๗ ถึง นาทีที่ ๔๑ วินาทีที่ ๔๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อุปาทานขันธ์เป็นทุกข์

mp 3 (for download) : อุปาทานขันธ์เป็นทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อุปาทานขันธ์เป็นทุกข์

อุปาทานขันธ์เป็นทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์: ธรรมะนะ แปลว่าอะไร แปลยากนะ เหมือนคำว่าเต๋าแปลว่าอะไร ไม่ใช่ลูกเต๋า ธรรมะมันครอบคลุมสรรพสิ่ง มีทั้งสิ่งซึ่งเป็นความปรุงแต่ง และสิ่งที่พ้นจากความปรุงแต่ง ในสิ่งที่ปรุงแต่งก็มีทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม งั้นธรรมะจริงๆเป็นคำที่ใหญ่ เป็นคำที่กว้าง แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าเอามาสอนนะ ท่านเลือกเอามาสอนนิดเดียวเองจากความรู้อันมหาศาล ท่านสอนนิดเดียวว่า เรื่องทุกข์กับความพ้นทุกข์ ความดับทุกข์

เพราะฉะนั้นของเขตคำสอนของศาสนาพุทธนะเล็กนิดเดียวเอง เราจะเรียนเรื่องสิ่งที่เป็นทุกข์นะ กับเรียนเรื่องความพ้นทุกข์ เรียนแค่นี้นะ

สิ่งที่เป็นตัวทุกข์ก็เรียกว่าขันธ์ เป็นตัวทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้นะบอก สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา โดยสรุปเนี่ย อุปาขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์ พวกเราได้ยินคำว่าอุปาทานขันธ์เป็นทุกข์ บางทีก็เลยไปแปลผิด ไปแปลว่าขันธ์อันไหนถ้าเราเข้าไปยึดแล้วเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดไม่ทุก ไม่ใช่ คำว่าอุปาทานขันธ์นั้นเป็น technical term (ศัพท์เฉพาะ) ก็คือขันธ์ที่เรามีอยู่นี่แหละ ขันธ์บางอย่างไม่เป็นอุปาทานขันธ์ ไม่จัดอยู่ในกองทุกข์ อะไรบ้าง ก็บรรดาจิตมรรคจิต ผลจิตทั้งหลาย ไม่จัดอยู่ในกองทุกข์นะ โลกุตรจิตทั้งหลายไม่เป็นกองทุกข์ กิริยาจิตของพระอรหันต์ทั้งหลายเนี่ย ไม่จัดว่าเป็นกองทุกข์

ส่วนขันธ์อย่างอื่นๆนะ อย่างที่พวกเรามี เป็นขันธ์ที่เรียกว่าเป็นอุปาทานขันธ์ทั้งนั้นเลยเป็นขันธ์ซึ่งเป็นที่ั้ตั้งของความยึดมั่นได้ ส่วนโลกุตรจิตไม่ใช่ที่ตั้งของความยึดมั่น และไม่เรียกว่าอุปาทานขันธ์

เพราะฉะนั้นคำว่ารู้ทุกข์เนี่ย เราไม่ต้องไปรู้หรอกว่าจิตของพระอรหันต์เป็นยังไง ไม่มีความจำเป็นสักนิดเลย ดูจิตของเราเองนี่แหละ นี่แหละเรียกว่าอุปาทานขันธ์ งั้นพูดง่ายๆสิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือตัวเรานี้แหละ ตัวทุกข์ ทำยังไงจะดับทุกข์ ทำยังไงจะพ้นทุกข์ พ้นจากความยึดถือในตัวในตนได้ มีอยู่แต่ไม่ยึดนะ มันก็เหมือนไม่มี ถ้ายังยึดอยู่ก็ไปแบกเอาความทุกข์ขึ้นมา

ยกตัวอย่างนะ หลวงพ่อยกกระติกน้ำขึ้นมา ส่วนอีกอันนึงยกยาดม เราจะรู้สึกว่ากระติกหนักใช่มั้ย ถ้าหลวงพ่อวางกระติกไปใช่มั้ย ยาดมหนัก ใช่มั้ย กระติกไม่หนักละ ถ้าทิ้งไปทั้งหมดเนี่ย ไม่มีอะไรหนัก งั้นอะไรที่เราเข้าไปยึดไปถือนะ อันนั้นแหละหนัก เป็นภาระเป็นกองทุกข์

ถ้าไม่ไปยึดไปถือนะ มันทุกข์โดยตัวของมันเอง มันหนักโดยตัวของมันเอง แต่เราไม่ไปแบก ไม่เกี่ยว งั้นเราจะฝึกจนกระทั่งเราไม่ยึดไม่ถือในกายในใจนี้ ที่เราไม่ยึดถือในกายในใจได้เพราะมีปัญญา เพราะมีปัญญานะถึงไม่ยึดถือ มีปัญหาเห็นความจริง ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย ถ้าเราขืนไปหยิบไปฉวยขึ้นมา จะไปแบกภาระ จะไปแบกความทุกข์ขึ้นมา

มีบทสวดมนต์อยู่บทนึง ภารา หะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้งห้าเป็นภาระ เป็นของหนัก คนทั้งหลายแบกของหนักไป ก็ไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง พระอริยเจ้าวางของหนักลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ก็พ้นจากทุกข์ ไม่มีภาระ

เราจะวางภาระ วางของหนัก คือวางความยึดถือในขันธ์ลงได้ เราต้องเห็นความจริงของขันธ์ซะก่อน ว่าขันธ์นี้เป็นทุกข์ล้วนๆเลย ไม่ใช่ของดีของวิเศษ เราไปหยิบไปฉวยเอาไว้เพราะเราคิดคิดว่าเป็นของดีของวิเศษ แต่ถ้าปัญญาเราเห็นแจ่มแจ้ง ไม่ใช่ของดีของวิเศษ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของเป็นทุกข์ เป็นของที่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีสิ่งที่ถาวรเลย สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน ถ้าพูดอย่างนี้ยังแปลไม่ออก ฟังแล้วไม่เห็นภาพ ขยายความให้ฟังก็ได้

สิ่งซึ่งไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ทุกข์ตัวนี้ไม่ใช่แปลว่าความทุกข์นะ ทุกข์ตัวนี้แปลว่าทนอยู่ไม่ได้ งั้นสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นทนอยู่ไม่ได้นะ

เพราะมันไม่เที่ยงนี่แหละ มันถึงทนอยู่ไม่ได้ เมื่อทนอยู่ไม่ได้ หมายถึงว่ามันมีแล้วสักวันนึงมันต้องไม่มี มีขึ้นมาตอนนี้ต่อไปต้องไม่มี เพราะงั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวร ไม่มีคำว่าถาวร มีขึ้นมาก็มีเหตุ พอหมดเหตุ มันดับไป มันก็ไม่มี

คำว่าอนัตตาไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเลย อนัตตาก็คือไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวร

มันจะตัวตนถาวรได้ยังไง กระทั่งจิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ว่าจิตมีดวงเดียวนะ กี่ภพกี่ชาติ เวียนว่ายตายเกิดก็จิตมีอยู่ดวงเดียว

แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
Track: ๖
File: 521210B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่