Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ลักษณะของจิตผู้รู้

mp3 for download : ลักษณะของจิตผู้รู้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ภาพจากโรงเรียนรุ่งอรุณ โดย คุณ ปิยมงคล โชติกเถียร

หลวงพ่อปราโมทย์ : เนี่ยเราค่อยๆดูนะ เราจะเห็นเลย จิตก็เกิดดับไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ร่างกายก็ถูกรู้ถูกดู จิตก็ถูกรู้ถูกดู อะไรๆก็ถูกรู้ถูกดู ตัวเราไม่มี แล้วตัวผู้รู้ผู้ดูล่ะ ผู้รู้ผู้ดีคือจิตที่มีสมาธิ ประกอบด้วยปัญญา เกิดโดยไม่ได้ชักชวน มีองค์ประกอบนะ ลักษณะของจิตผู้รู้ผู้ดู เป็นมหากุศลจิต จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ดูเป็นมหากุศลจิต มีความสุขก็ได้มีอุเบกขาก็ได้ แต่จะไม่มีความทุกข์ เพราะฉะนั้นจิตผู้รู้เนี่ย มีความสุขก็ได้ มีอุเบกขาก็ได้ แต่ไม่มีความทุกข์

บางดวงประกอบด้วยปัญญา บางดวงรู้เฉยๆไม่ประกอบด้วยปัญญา ตัวรู้บางทีก็ไปเห็นไตรลักษณ์ ตัวรู้บางทีไม่เห็นไตรลักษณ์แต่ไปเห็นสภาวะ เห็นตัวรูป เห็นตัวเวทนา ตัวสังขาร ตัวจิต อะไรอย่างนี้ ไปรู้ตัวมัน ไม่เห็นว่ารูปเป็นไตรลักษณ์ จิตตัวรู้ตัวนี้ไม่ประกอบด้วยปัญญา บางครั้งบางคราวหรอกที่เห็นไตรลักษณ์ รูปนี้ตรงอยู่ใต้ไตรลักษณ์ รูปนี้ไม่ใช่เรานี่หว่า รู้สึกแว้บขึ้นมา ตัวรู้ตัวนี้ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่า ญาณสัมปยุต ตัวรู้ตัวนี้จะมีคุณภาพเมื่อเกิดได้เอง ถ้าต้องหาทางทำให้เกิดนะ จะมีกำลังอ่อน เป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน เดินปัญญาได้ไม่แท้จริง ตรงที่มันเกิดได้เองนี้เรียกว่า อสังขาริกัง ถ้าต้องโน้มน้าวจูงใจให้เกิดจะเรียกว่า สสังขาริกัง อสังขาริกังถึงจะมีพลัง

เพราะฉะนั้นเราต้องมาฝึกตัวรู้นะ ฝึกมีตัวรู้ขึ้นมา แล้วขันธ์มันจะแยกตัวออกไป หรืออายตนะมันก็จะแยกออกไป ตาก็ส่วนตา ตาไม่ใช่เรา หูก็ส่วนหู หูไม่ใช่เรา จมูกลิ้นกายก็ไม่ใช่เรา ใจก็ไม่ใช่เรา ถ้ามีตัวรู้ขึ้นมานะ ขันธ์ ๕ ก็ไม่ใช่เรา ร่างกายก็ส่วนร่างกาย ส่วนของรูป ความสุขทุกข์ทั้งหลายก็ส่วนของเวทนา ไม่ใช่ร่างกายไม่ใช่จิต สังขารทั้งหลาย ความปรุงดีปรุงชั่วทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่จิต ไม่ใช่เวทนาความสุขทุกข์ด้วย ตัววิญญาณกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560315A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๙
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๕ ถึงนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีฝึกสมาธิชนิดตั้งมั่น (๑/๓)

mp3 for download : วิธีฝึกสมาธิชนิดตั้งมั่น (๑/๓)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สมาธิชนิดที่ตั้งมั่น มีวิธีฝึก ๒ วิธี เนี่ยไม่มีใครสอนละเอียดเท่าหลวงพ่อหรอกนะ ส่วนมากท่านก็สอนให้พุทโธเอา จบแล้วไม่พูดอะไรแล้ว สอนตั้งหลายปีก็สอนสั้นๆแค่นี้เอง ต้องตั้งใจทำเอามากเลย หลวงพ่อสอนละเอียดยิบเลยนะ สอนให้แทบจะครบทุกแง่ทุกมุมเลย

วิธีที่จะฝึกให้ได้ลักขณูปนิชฌาน หรือสมาธิชนิดมีจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ย มี ๒ วิธี วิธีที่ ๑ ทำฌาน พวกเราถ้าทำฌานไม่ได้ วิธีนี้ก็ใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีที่สอง (ดู วิธีฝึกสมาธิชนิดตั้งมั่น (๓/๓))

วิธีทำฌาน อันนี้จะยาวไปนิดนึงนะ ก็คือ ต้องถึงฌานที่ ๒ ละวิตกละวิจารณ์ก่อน มีวิตกคือการตรึกอยู่ในอารมณ์ มีวิจารณ์คือจิตส่งออกไปเคล้าเคลียอยู่ในอารมณ์ อารมณ์นั้นเป็นปฏิภาคนิมิตร เป็นแสงสว่าง เวลาที่จิตเข้าไปจับที่แสงอยู่นี่นะ ยังไม่มีตัวรู้นะ ถ้ารู้ทันว่าจิตมันเคลื่อนไปอยู่กับปฏิภาคนิมิตร รู้ทันว่าจิตได้ไปตรึกอยู่กับปฏิภาคนิมิตร รู้ทันว่าจิตไปเคล้าเคลียหรือไปตรองในปฏิภาคนิมิตร อาการที่จิตส่งออกไปอยู่กับปฏิภาคนิมิตรจะขาดสะบั้นลง จิตจะทวนกระแสกลับมาตั้งมั่นอยู่ที่จิต

เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎกจะพูดถึงสภาวะชนิดหนึ่ง ชื่อ เอโกทิภาวะ เอโกทิภาวะเกิดขึ้นในฌานที่สอง เอโกทิภาวะก็คือความตั้งมั่นของจิตนั่นเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๙
File: 560209A
ระหว่างนาทีที่ ๒๖วินาทีที่ ๔๔ ถึงนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๗๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นิพพานอะไร มีเข้ามีออก

mp3 for download : นิพพานอะไร มีเข้ามีออก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : บางคนก็น้อมจิตไปสู่ความว่างความนิ่ง แต่จิตนิ่งจิตว่าง เป็นจิตพระอรหันต์ พระอรหันต์อย่างนั้นไม่ใช่ของจริง มีเข้าๆออกๆ วันนี้นิ่งได้ สงบได้ อยู่กับความว่างได้ แต่อีกวันก็ถอยออกมาข้างนอกอีก พระอรหันต์ผลุบเข้าผลุบออกไม่ใช่ของจริง

หลวงพ่อก็เคยทำ ฝึกไปจนกระทั่งเหลือแต่รู้อันเดียวเลย เหลือแต่ธาตุรู้อันเดียวเลย ตอนฝึกทีแรกเรามีผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ มีจิตกับอารมณ์ มีสองอันใช่มั้ย ตัวนี้ไหวยุกยิกอยู่ที่หน้าอกนี่ ตัวนี้เป็นคนดูอยู่ เลยสงสัยว่าจะดูตัวไหน ดูตัวนี้?

พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ ตัวนี้ล่ะทุกข์ ตัวรู้ไม่เห็นจะทุกข์เลย ตัวรู้ไม่เห็นจะทุกข์เลย หลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต เอ๊..จิตมันเป็นคนรู้ น่าจะดูตัวนี้ สองตัว มีทั้งสองตัวนี้ จะดูตัวไหน สงสัยนะ ก็พยายามสังเกต

ไปดูที่ตัวไหวๆ ไปดูเป็นเดือนไม่ขาด ไม่มีที่สิ้นสุดเลย วัฏฏะหมุนอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่ ไปเพ่งใส่ตัวรู้นะ จะเกิดตัวรู้ซ้อนตัวรู้ไปเรื่อยๆ ดูอยู่เป็นปีก็ไม่ใช่อีก หรือว่ารู้ตรงกลาง นี่..มัชฌิมา ไม่เอาตัวรู้ ไม่เอาตัวถูกรู้ มัชฌิมา เวลากำหนดจิตลงไป นั่งดู จิตเคลื่อนไป สติเนี่ยเคลื่อนไป เข้าไปที่ไหวๆกลางหน้าอก เข้าไปดู พอเคลื่อนไปพอจะแตะอารมณ์ที่กลางหน้าอกนะ ถอนขึ้นเลย ทวนเข้าหาตัวรู้ พอเข้ามาใกล้ตัวรู้นะ ไม่จับเอาตัวรู้นะ ทวนออกอีก ทวนเข้าทวนออก มันวูบลงไปตรงกลางเลย ระหว่างตัวรู้กับตัวถูกรู้ นี่ล่ะมั้งทางสายกลาง

นี่เป็นเรื่องของสมาธิทั้งนั้นเลยนะ ทางสายกลางจริงๆเป็นเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ทางสายกลางไม่ใช่เรื่องของสมาธิ ความโง่ ความไม่รู้ ความไม่มีครูบาอาจารย์ การห่างครูบาอาจารย์นะ ใช้ลองเอา ลองอย่างนี้ไม่ใช่ ลองอย่างนี้ไม่ใช่ ลอง choice ที่สาม ไม่จับทั้งผู้รู้ ไม่จับทั้งสิ่งที่ถูกรู้เลยนะ จิตรวมลงไปนะ ว่างไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีความคิดความนึกความปรุงความแต่ง มันไม่มีอะไรเลย เหลือแต่ธรรมชาติรู้อันเดียวล้วนๆเลย ดูเข้าออก-เข้าออกอยู่อย่างนี้นะ เสร็จแล้วสงสัย หื้อ..มันใช่หรือเปล่าหนอ?

ไปเจอหลวงปู่เทสก์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี – ผู้ถอด) หลวงปู่เทสก์ท่านก็บอกว่า สมาธิอย่างนี้.. ท่านพูดชัดเลยนะ สมาธิ สมาธิอย่างนี้ตอนนี้ไม่มีคนเล่นนะ ไปเล่นให้ชำนาญไว้ ไปหัดเล่นให้ชำนาญ พอได้ยินว่าสมาธิก็รีบกราบเรียนท่านเลย หลวงปู่ มันเป็นสมาธิ ผมกลัวติด ท่านบอกว่าอย่ากลัวติด ไปซ้อมให้ชำนาญ ถ้าติดอาตมาจะแก้ให้ นี่..ท่านพูดอย่างห้าวหาญเลย เพราะท่านเก่งเรื่องสมาธิไม่มีตัวจับเลย ทำไมหลวงปู่เทสก์เก่งเรื่องสมาธิ ท่านติดสมาธิอยู่ตั้งสิบกว่าปี ตัวท่านน่ะ เพราะฉะนั้นท่านชำนิชำนาญมาก ท่านบอกให้เราเล่น หลวงพ่อก็เล่นอยู่อย่างนั้น ครูบาอาจารย์บอกให้เล่นก็ลองเล่นไปเรื่อย

วันหนึ่งไปเชียงใหม่ เจอหลวงปู่บุญจันทร์ (หลวงปู่บุญจันทร์ จนฺทวโร วัดถ้ำผาผึ้ง youtube – ผู้ถอด)เข้า ไม่ได้เจอท่านหรอก ไปวัดสันติธรรม ท่านมาพักอยู่ที่นั่นพอดี ท่านให้ลูกศิษย์ของท่านที่ตามท่านมา มาดักอยู่หน้าวัด มาเรียกเราไปหาท่าน เราไม่รู้จักท่านนะ อยู่ๆก็ให้พระมาดักเรียกตัวไปเลย พอไปถึงท่านก็ถามว่าภาวนาอย่างไร พอบอกท่านว่าเนี่ย รวมลงไปตรงกลางเนี่ยนะ อู๊ย..ท่านตวาดเอา เฮ้ย! นิพพานอะไรมีเข้ามีออก ไง!จะภาวนายังไง เรานึกว่าท่านฟังเราไม่รู้เรื่อง สำเนียงมันไม่เหมือนกันนะ เราก็ฟังท่านไม่ค่อยออกนะ ท่านก็ฟังเรา อื้อ.. คงไม่ออกมั้ง เล่าซ้ำอีกที ครั้งที่สองท่านตวาดดังกว่าเก่าอีก เฮ้ย!! นิพพานอะไรมีเข้ามีออก ใจมันทิ้งเลย ไม่เอา เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่จะนำไปสู่มรรคผลนิพพานหรอก มันเป็นกลางจริงนะ เป็นมัชฌิมาจริงนะ แต่เป็นมัชฌิมาของสมาธิอันเดียวไม่ใช่ศีลสมาธิปัญญา ทางสายกลางนั้นเป็นทางของศีลสมาธิปัญญา ไม่ใช่แค่สมาธิ เราถูกท่านดุนะ

ตั้งแต่วันนั้นมาใจไม่เอาตรงนี้เลย ใจไม่ยอมเข้าไปที่ตรงนี้ รู้สึกว่าถ้าอยู่ตรงนี้เสียเวลา หลวงปู่เทสก์ท่านอยากให้ฝึกให้เล่นให้ชำนาญเท่านั้นเอง ท่านก็ได้บอกอยู่แล้วว่านี่คือสมาธิ ไม่ใช่ทางพ้นหรอก ที่นี้เรากลัวช้า ใจมันไม่เอาแล้ว พอหลุดจากตรงนี้นะ ท่านหัวเราะเลย เสียดัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า หัวเราะสะใจ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า เสียงดังอย่างนี้ ท่านหัวเราะเราก็หัวเราะตามท่านไปด้วย ฮ่าๆ บ้าง นะ ท่านหยุดกึกเลยนะ พอเราหัวเราะท่านหยุดปุ๊บเลย ใจท่านนิ่งว่าง ท่านหยุดเราก็หยุด ใจเราก็เฉยเลย ท่านบอกว่า เออ! ใช้ได้ นี่ท่านลองนะ ท่านลองเราว่า จิตเราไวขนาดไหน ท่านหัวเราะเราก็หัวเราะ ท่านหยุดเราก็หยุดด้วย ท่านบอกใช้ได้ ไป ไปทำต่อเอา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File 550106
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๒๐ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มรรค ผล นิพพาน ไม่ได้จำกัดให้เฉพาะผู้ทรงฌาน

มรรค ผล นิพพาน ไม่ได้จำกัดให้เฉพาะผู้ทรงฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เนี่ยเราหัดดูเรื่อยนะ หัดดูไป สำหรับคนที่ทำฌานไม่ได้นะ มรรคผลนิพพานไม่ใช่ของผูกขาดสำหรับผู้ทำฌานนะ คนละเรื่องกันเลย เข้าฌานอย่างเดียวไม่เจริญวิปัสสนา ก็ไม่ได้มรรคผลหรอก

เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าฌานไม่ได้ก็ไม่ต้องน้อยใจว่าอาภัพเหลือเกิน บางคนไปสอนกันบอกว่า ต้องทำฌานให้ได้ก่อนถึงจะเจริญปัญญาได้ เป็นการสอนเกินพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น คิดเอาเอง

เพราะฉะนั้นถ้าเราทำฌานไม่ได้นะ เราก็ทำกรรมฐานขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่าน-จิตที่หนีไปคิด รู้บ่อยๆ พอรู้บ่อยเนี่ย ตัวรู้จะค่อยเด่นขึ้นๆ ต่อไปพอเผลอตัวนิดเดียว ตัวรู้ดีดขึ้นมาเลย พอเผลอปุ๊บ-รู้ทัน ตัวรู้ก็ดีดขึ้นมาเลย ขึ้นมาเองเลย

พอได้ตัวรู้แล้ว ก็ให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ไปตามธรรมชาติธรรมดา กระทบแล้วไม่ตรึงจิตให้นิ่ง ให้จิตเกิดความรู้สึกไปตามธรรมชาติธรรมดา เห็นคนนี้กับเห็นคนนี้ ไม่จำเป็นต้องเท่าเทียมกันในความรู้สึก เห็นคนนี้ชอบ รู้ว่าชอบ เห็นคนนี้เกลียด รู้ว่าเกลียด ไม่ใช่เห็นทุกคนเสมอกัน (การเห็นทุกคนเสมอกัน)อันนั้นเป็นผลของการปฏิบัติ เราไม่ใช่พระอรหันต์

พระอรหันต์ท่านเห็นใครๆก็เหมือนๆกันหมดนะ ไม่ได้แตกต่าง ไม่ได้รู้สึกอะไร เห็นหมาเห็นคนก็เหมือนกัน เห็นนางงามจักรวาลกับหมาขี้เรื้อนๆก็เท่าๆกันน่ะ ไม่ได้รู้สึกต่างกัน แต่ของเรายังต่าง เราไม่ห้ามมัน เห็นอย่างนี้ชอบ เห็นอย่างนี้เกลียด เห็นอย่างนี้รัก เห็นอย่างนี้กลัว รู้ทันไปเรื่อย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
ไฟล์ 550525B
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตัวรู้มาได้ ๒ วิธี

mp 3 (for download) : ตัวรู้มาได้ ๒ วิธี

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หรือจิตอยู่ในความคิด คิดอย่างนี้ เราจงใจคิดเลย สวดบท บทสวดมนต์นะ “พุทโธ สุสุทฺโธ กรุณา มหณฺณโว…” พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดังห้วงมหรรณพ สวดบทมนต์ สวดมนต์นะ ให้เห็นความคิดน่ะเลื้อยขึ้นมา ไหลวืบ..ขึ้นมาจากความว่างๆ

ทันทีที่สติระลึกรู้ความคิดที่ผุดขึ้น ความคิดขาดสะบั้นลงไป ตัวรู้ก็โผล่ขึ้นมา ตรงที่เรารู้ทันจิตที่คิดนะ จิตรู้ก็เกิด บอกว่าเอ๊ะ!ตัวนี้ เมื่อก่อนนั่งสมาธิก็ไอ้ตัวนี้แหละ มันมาชนกันตรงนี้แหละ ตอนที่นั่งสมาธิมาแต่เด็ก ๒๒ ปี ที่นั่งสมาธิ ก็ได้ตัวรู้มา หลวงปู่บอกให้ดูจิตนะ พอมาหัดแยกขันธ์ไปเรื่อย แยกๆ แยกเข้ามาที่ตัวรู้ ตัวจิตนี้เอง อ้าวมันตัวเดิมนี่ มันตัวเดียวกัน ก็เลยรู้นะ ตัวรู้มาได้ ๒ วิธี มาด้วยการทำสมาธิลึกๆเลยก็ได้ มาด้วยการมีสติรู้ทันจิตที่หลงไปคิดก็ได้ ได้ตัวรู้เหมือนกัน

แต่ตัวรู้ที่เกิดจากการนั่งสมาธิจะทรงนานอยู่หลายวัน ตัวรู้ที่เกิดจากการมีสติไประลึกรู้จิตที่หลงไปคิดนี้ ตัวรู้จะอยู่เป็นขณะๆ ถ้าเราทำตัวรู้ได้แบบใดได้ ก็ใช้ได้ทั้งคู่ ถ้าตัวรู้ได้มาจากการทำสมาธิมา ตัวรู้อยู่นาน จะเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ทำงานอยู่ได้นาน แต่ถ้าตัวรู้ หากเราทำสมาธิไม่ได้ เรารู้ทันจิตที่หลงไปคิดนะ ได้ตัวรู้ขึ้นมา ตัวรู้จะอยู่ชั่วคราว แป๊บเดียวก็จะเป็นตัวหลงอีก เดี๋ยวเป็นตัวรู้เดี๋ยวเป็นตัวหลง เดี๋ยวเป็นตัวรู้เดี่ยวเป็นตัวหลง อันนี้ก็ไปเดินปัญญาได้

เดินปัญญาได้ เวลามันรู้ขึ้นมาเนี่ย บางทีก็เห็นกาย จะรู้สึกทันทีว่า กายไม่ใช่เรา พอตัวรู้เกิดขึ้น สติระลึกรู้เวทนา มันจะเห็นว่าความสุขความทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา ตัวรู้เกิดขึ้น สติไประลึกรู้สังขาร เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง สังขารคือความปรุงแต่งของจิต เช่น ความโกรธ ความโลภ ความหลง อะไรเกิดขึ้นนะ จิตเป็นตัวรู้ มันจะเห็นเลย ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ใช่จิตหรอก ไม่ใช่คนด้วย ไม่ใช่สัตว์ด้วย ไม่ใช่ตัวเราด้วย แล้วตัวรู้เองก็เกิดดับ เดี๋ยวก็เป็นตัวรู้ เดี๋ยวก็เป็นตัวคิด เดี๋ยวก็เป็นตัวรู้ เดี๋ยวก็เป็นตัวคิด

ตรงนี้ถ้าจะเดินปัญญานะ ตัวรู้ชั่วขณะนี้ วิเศษกว่าตัวรู้ที่ยาวๆนั่นเสียอีก ตัวรู้ยาวๆนี่เอาไว้เดินปัญญาในฌาน หรือในอุปจารสมาธิ ออกจากฌานออกจากอุปจาระแล้ว ทรงอยู่ได้ เดินปัญญา เห็นทุกอย่างเกิดดับหมดเลย ยกเว้นตัวรู้ ต้องมาจัดการตัวรู้ทีหลัง

แต่ถ้าเราใช้วิธี เรารู้ทันจิตที่หลงไปคิด จะได้ตัวรู้ขึ้นมา ตัวรู้นี้อายุสั้น มันจะเห็นตัวรู้เกิดดับ เนี่ยได้เปรียบตรงนี้นะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าขณิกสมาธิสู้อัปนาสมาธิไม่ได้นะ ดีไม่ดีบรรลุพระอรหันต์ก่อนอีก พวกที่ทำสมาธิมา มักจะคิดว่าจิตเที่ยง ตัวรู้เที่ยง นี่เป็นพวกมิจฉาทิฎฐิโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นมิจฉาทิฎฐิ จริงๆจิตนั้นเกิดดับตลอดเวลา เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ทันจิตที่หลงไปคิด จิตรู้ก็เกิด จิตรู้อยู่ชั่วคราว จิตก็หลงไปคิดใหม่ จิตรู้ก็ดับ ก็เห็นจิตรู้เกิดดับได้อีก ก็เห็นจิตไม่ใช่ตัวเรา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๑
File: 550414.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๗ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ตัวรู้

ตัวรู้

ถาม  : เราจะรู้ได้ยังไงคะ ว่าเรามีตัวรู้ และ ถ้าเรารู้สึกได้ว่าเรามีตัวรู้ ตัวรู้นั้น จะป็นตัวรู้ที่ใช่จริงๆ คะ

ตอบ : เมื่อมีสติเกิดขึ้นนั่นแหละมีตัวรู้แล้ว
แล้วจะสังเกตอย่างไรว่ามีสติ
ก็สามารถสังเกตจาก ถ้าเห็นจิตที่กิเลสแล้วกิเลสดับไปเอง
โดยที่เราไม่ได้ไปจัดการอะไรเลย แค่รู้เท่านั้นกิเลสก็ดับไปแบบรู้สึกได้ในขณะนั้น
ก็แสดงว่าเกิดสติขึ้นได้จากการเห็นกิเลสครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญวิปัสสนาสำหรับ สมถยานิก (๑/๒)

mp3 for download : การเจริญวิปัสสนาสำหรับ สมถยานิก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การเจริญวิปัสสนาสำหรับ สมถยานิก (๑/๒)

การเจริญวิปัสสนาสำหรับ สมถยานิก (๑/๒)

หลวงพ่อปราโมทย์ : อันหนึ่งทำฌานไป ยกตัวอย่าง เรารู้ลมหายใจ ทีแรกลมหายใจนี้ เขาเรียกว่า “บริกรรมนิมิต” รู้ตัวลมหายใจ เห็นลมนะ ลมกระทบ ดูเล่นๆ ดูแบบใจเป็นคนดู อย่าให้จิตไหลเข้าไปอยู่ที่ลมนะ จิตไหลไปอยู่ที่ลมจะเป็นการเพ่งลม ฌานไม่เกิดหรอก ให้รู้มัน ให้รู้ลม เห็นร่างกายมันหายใจ เห็นหายใจอย่างนี้ หายใจ ดูอย่างสบายๆ ดูอย่างผ่อนคลาย ถ้าไปเพ่งแล้วจะไม่ผ่อนคลาย ถ้าจิตไม่ผ่อนคลายจิตจะไม่มีความสุข จิตไม่มีความสุขสมาธิจะไม่เกิด จำไว้นะ มันมีกระบวนการของมันนะ มีเหตุ มีผล มีต้น มีปลาย ทั้งสิ้นเลย

เรารู้ เราเห็นร่างกายของเราไป รู้เล่นๆไปนะ ดูไปเรื่อยๆจิตใจมีความสุข มีความสบาย ลมหายใจค่อยๆแปรสภาพไปเป็นแสงสว่าง เราจะเห็นลมเป็นแสงเลย เป็นเส้น..เลยนะ การที่เรารู้แสงสว่างอันนี้ ตัวนี้ไม่ใช่บริกรรมนิมิต ไม่ใช่ลมตัวเดิมแล้ว ตัวนี้เขาเรียกว่า “อุคหนิมิต” เป็นอุคหนิมิตขึ้นมา เราดูเห็นแสงสว่าง ใจเราสบาย ดูเล่นๆไป ทีแรกมันจะยืดยาว เห็นเป็นแสงเป็นเกลียววิ่ง มันจะรวมขึ้นมาเป็นดวง พอเราเห็นดวงนี้ เรารู้อยู่ที่ดวงนี้นะ มีสติรู้อย่างสบายๆ ดวงนี้สวยงามนะ ผ่องใส เหมือนแก้วสวยงาม เห็นแล้วมีความสุข ตัวดวงสว่างนี้เรียกว่า “ปฎิภาคนิมิต” เห็นมั้ย ไม่ใช่ตัวลมแท้ๆแล้ว กลายเป็นรู้นิมิตแล้ว ทำฌานไม่ใช่รู้ตัวลมนะ ทำฌานสุดท้ายไปรู้ตัวนิมิต มีนิมิตขึ้นมาแล้วก็รู้นิมิตไป นิมิตนี้สวยงาม นิมิตนี้ย่อได้ขยายได้นะ เปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ มีความสุข เห็นแล้วมีความสุข

เห็นแล้วมีความสุขจิตก็มีปีติขึ้นมา จิตนี้มีความสุขที่ได้รู้นิมิตนี้ เพราะฉะนั้นจิตนี้จะเกาะอยู่กับนิมิตนี้โดยที่ไม่ได้เจตนา เรียกว่ามันมี “วิตก” คือมันตรึกถึงตัวนิมิตนี้ จิตนี้จะเคล้าเคลียอยู่กับตัวนิมิตนี้ เรียกว่า “วิจาร” จิตจะมีปีติ มีความสุขขึ้นมา มีเอกัคตาขึ้นมา

ภาวนาต่อไปอีกนะ จิตจะเห็นเลยว่า จิตยังถลำไปเกาะอยู่กับนิมิตนี้ ไม่ค่อยได้อะไรขึ้นมา ก็สังเกตเห็นอีก นิมิตนี้เป็นของถูกรู้ถูกดูนะ จิตมันถอนออกจากนิมิต มันละวิตกละวิจารเสีย ม้นเข้ามารู้อยู่ที่ตัวรู้ ตัวรู้คือ “เอโกทิภาวะ” ถึงผุดขึ้นในฌานที่สอง เอโกทิภาวะ คือตัวสัมมาสมาธิแท้ๆนี่เอง เกิดในฌานที่สอง ตัวนี้ยังเป็นแค่ตัวรู้ เป็นธรรมชาติรู้

จะทำฌานสูงขึ้นไปก็ได้หรือจะทำอยู่แค่นี้ก็ได้ พอออกจากตรงนี้แล้วเนี่ย อำนาจของสมาธิที่เราทำนี้ยังทรงอยู่อีกช่วงหนึ่ง จิตของคนซึ่งเดินมาถึงตรงนี้ ถอยออกมาแล้วนะ มันจะมีตัวรู้อยู่ อยู่ได้เป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วัน ถ้าคนไหนเกิน ๗ วัน ต้องรู้เลยว่า ไปประคองตัวรู้ไว้แล้ว ผิดอีกแล้ว มันอยู่ไม่นานหรอก อยู่วันสองวัน อะไรอย่างนี้ วันสองวันแล้วเสื่อมไป เราก็ทำเอาใหม่ อย่าอยากทำ ถ้าอยากให้ได้ดีอย่างเดิม มันจะไม่ได้ ทีนี้ฝึกไปเรื่อย จนจิตมันชำนาญนะ มันรู้จักตัวรู้ชำนาญ ต่อไปถึงไม่ทรงฌานอยู่นะ นึกถึงมันก็มีอยู่แล้ว นี่เป็นเพราะมันชำนาญแล้ว มันคือสภาวะที่ “รู้” นั่นเอง

ทีนี้พอมีสภาวะที่ “รู้” แล้วมาเดินปัญญาต่อ เห็นกายมันทำงาน ทำไมต้องดูกาย เพราะว่าถ้าดูจิตนะ มันจะนิ่งไปเลย เพราะว่าจิตนั้นมันทรงตัวอยู่ เป็นตัวรู้ไปแล้ว มันไม่คิดไม่นึกไม่ปรุงไม่แต่งอะไรแล้ว ถ้าอยู่ๆไปดูใส่ตัวจิต มันก็จะไม่มีอะไรให้ดู มีแต่ว่างๆ นิ่งๆ ไป เพราะฉะนั้นพอจิตทรงฌานะ แล้วถอยออกมาเนี่ย ควรจะมารู้กาย หรือรู้เวทนา อย่าไปดูจิต เพราะฉะนั้นรู้กายและเวทนาเนี่ย เหมาะกับสมถยานิก

พวกที่ไม่มีสมาธินะ ไปดูกายก็ไปเพ่งกาย ไม่มีจิตที่ทรงตัวเป็นคนดูอยู่ จิตกับกายจะไม่แยกออกจากกัน ถ้าจิตกับกายไม่แยกออกจากกัน เรียกว่าแยกรูปแยกนามไม่ได้ ถ้ายังแยกรูปแยกนามไม่ได้ อย่ามาพูดเรื่องวิปัสสนา เพราะการเจริญปัญญานะ ญาณตัวแรกเลยชื่อ “นามรูปปริเฉทญาณ” แยกรูปแยกนามออกมา กายอยู่ส่วนกายนะ จิตอยู่ส่วนจิต จิตมันตั้งมั่นเป็นคนดู เห็นกายมันทำงาน แต่ถ้าจิตเผลอไผลไปที่อื่นนะ สติก็ระลึกได้อีก รู้ทั้งกายรู้ทั้งจิตนะ ไม่ใช่เพ่งอยู่แต่กายอย่างเดียว นี่สำหรับคนซึ่งทำสมาธิเต็มรูปแบบ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้

mp3 for download : จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะรู้อยู่อย่างเดียวว่า จิตต้องอยู่ในร่างกายนี้แน่ จิตไม่อยู่เกินร่างกายออกไปหรอก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้นะ กรรมฐานของเราจะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป

หลวงพ่อไล่เลยนะ จิตอยู่ในผมหรือเปล่า? เพราะเราไม่รู้จักจิตน่ะ จิตอยู่ในผมไหม ตอนนั้นผมยาวเหมือนโยมนะ ดึง บี้ๆดู ไม่เห็นจะมีจิตตรงไหนเลย มันเป็นวัตถุเฉยๆ จิตอยู่ในขนหรือเปล่า? ขนคิ้ว เมื่อก่อนก็มีขนคิ้ว ตอนนี้สั้นจุ๊ดจู๋ บี้ๆดูนะ ก็ไม่เห็นมีจิต อยู่ในผมขน ในเล็บมีไหม ในเล็บก็ไม่มีนะ ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไล่ๆอยู่ในร่างกาย ไล่ไปไล่มา ไม่เห็นจะมีจิตเลย แต่จิตต้องอยู่ในกาย แต่เราหาไม่เจอ จิตอยู่ในหัวใจหรือเปล่า? อยู่ที่ไหนหรือเปล่า ไล่ยังไงก็ไม่เจอ

เอ๊ะ..จิตคงไม่ใช่วัตถุแล้ว จิตมันนึกขึ้นได้นะ จิตมันไม่ใช่วัตถุ เราไปหาแต่ตัววัตถุมันก็ไม่เจอสิ จิตมันต้องเป็นความรู้สึก หรือว่าความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ จิตอยู่ในความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ทำใจให้สบายรู้สึกมีความสุขขึ้นมา ดูลงไปที่มีความสุขก็ไม่เห็นจิตอีกนะ ความสุขไม่ใช่จิตอีกละ กลุ้มใจขึ้นมานะความกลุ้มใจก็ไม่ใช่จิตอีกละ ดูไปๆนะ ในที่สุดก็จับได้ จิตเป็นคนรู้

พอจิตเป็นคนรู้ เราก็ค่อยๆเห็น ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่จิตรู้ นี่ถ้าพูดในภาษาอภิธรรม ภาษาปริยัตินะ ก็คือ จิตกับอารมณ์นั่นเอง จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตไปรู้เข้า คำว่า “อารมณ์” ในทางศาสนาพุทธไม่ได้แปลว่า emotion อารมณ์แบบที่พวกเรารู้จักในคนยุคนี้รู้จัก อารมณ์นั้นเป็นศัพท์เฉพาะ แปลว่าสิ่งที่ถูกจิตรู้ เป็นของที่คู่กับจิตเสมอเลย มีจิตเมื่อไหร่ต้องมีอารมณ์ มีอารมณ์ต้องมีจิต เป็นของคู่กัน

เพราะฉะนั้นเรารู้แล้วว่า จิตเป็นคนรู้ คราวนี้ค่อยๆสังเกตนะ สวดมนต์ในใจ “พุทฺโธ สุสุทฺโธ กรุณามหณฺณโว” เห็นเลย คำว่า “พุทฺโธ สุสุทฺโธ” นะ มันเหมือนงูเลื้อยออกมาจากถ้ำ เลื้อยผุดๆขึ้นมาจากความว่างๆ จิตเป็นคนดูอยู่ จิตมันก็ถอนตัวปุ๊บออกมาเป็นคนดู นี่ดูมาจากสุรินทร์นะ ไปแวะโคราชด้วย ไปหาหลวงพ่อพุธแล้วก็ขึ้นรถไฟต่อมากรุงเทพฯอีก คนละขบวนกัน มาถึงกรุงเทพฯค่อยเห็นหรอกว่า จิตมันเป็นตัวรู้ นี่จับเอาตัวรู้แยกออกมาได้นะ แต่แยกได้แว้บเดียวเอง จิตตัวรู้ก็ไหลเข้าไปรวมกับอารมณ์อีก เพราะมันคุ้นเคยที่จะไหลเข้าไปรวมกัน

อีกเจ็ดวันต่อมานะ ดึงลูกเดียวเลย ทำอย่างไรจิตมันจะแยกออกมา หลวงปู่ให้ดูจิต เราจะได้ดึงให้หลุดออกมาแล้วจะไปดูมัน นี่เข้าใจผิดละ ดูจิตไม่ได้ไปดูตัวจิตตรงๆนะ จริงๆก็คือดูตัว “เจตสิก” คือธรรมชาติที่เกิดร่วมกับจิต มันทำให้เห็นเลย จิตที่โกรธก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่โลภก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่หลง จิตที่สุข จิตที่ทุกข์ อะไรอย่างนี้ เป็นแต่ละดวงๆ คนละดวงกัน

ถ้าไปแยกเอาตัวรู้ออกมาจะคงที่ แล้วตัวรู้ก็เป็นตัวรู้อยู่นั่นเอง เหมือนไฟนี้ จับกี่ทีก็ร้อนทุกที ก็คงที่อยู่อย่างนั้น เราไม่ได้แยกอย่างนั้น แต่หลวงพ่อหัดใหม่ๆ ครูบาอาจารย์ไม่ได้ช่วยย่อยให้ ก็ลำบาก พยายามแยก ดึงๆใหญ่เลยนะ หาทาง ทั้งดึงทั้งผลัก แหมแทบจะเรียกว่าเอาเท้าถีบมันเลย ทางนี้ก็พยายามเหนี่ยวนะ จะให้มันแยกออกมา

ทำอยู่อาทิตย์หนึ่ง หลุดออกมาได้ อา..ดีจังเลย หลุดออกมาแล้ว หลุดออกมาแป๊บเดียวเอง ไม่กี่ขณะนะ ไหลเข้าไปรวมอีกแล้ว เฮ่อ..แต่ก็ยังดีวะ ดึงเจ็ดวันนะ มันหลุดออกมาได้นานขึ้น เห็นไหม ให้กำลังใจตัวเองด้วยนะ นี่มีพัฒนาการแล้วเห็นไหม ดึงแล้วมันแยกออกมาได้ ดึงอีกห้าวันนะ คราวนี้หลุดออกมาได้เป็นนาทีแล้ว
อยากดึงใหญ่ กะนะวันหนึ่งเราจะฝึกตัวเราไปเรื่อยจนกระทั่งวันหนึ่งมันหลุดออกมาตลอดเลย มันจะไม่เข้าไปอีกแล้ว คิดเอาว่าถ้ามันหลุดออกมาได้ตลอดนี่ต้องได้เป็นพระอรหันต์แน่ๆเลย เพราะจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเลย จิตไม่เห็นเจตสิก นี่น่ะไม่เข้าใจเลยนะ ฟัดกับมันอยู่อย่างนี้ ๓ เดือน ถ้ามันหนักๆก็แยกไป หนักๆก็ไม่ใช่จิตนะ แยกไป ค่อยๆแยก ค่อยๆย่อย ค่อยๆสลาย สิ่งที่ไม่ใช่จิตไปเรื่อย จะเอาจิต

ฝึกอยู่ ๓ เดือนนะ ไปส่งการบ้านหลวงปู่ดูลย์ กะว่าท่านชมแน่เลยว่าเราฉลาด ลูกศิษย์คนนี้เก่งจังเลย อะไรอย่างนี้นะ สามารถแยกเอาจิตออกมาได้ละ ไปถึงแล้วนึกว่าท่านจะชม ท่านกลับบอกว่า ไปยุ่งกับอาการของจิต ยังไม่ได้ดูจิตเลย ไป กลับไปทำใหม่ ที่ทำอยู่ผิด แล้วที่ถูกล่ะเป็นอย่างไร ไม่บอกนะ รู้อย่างเดียวที่ทำอยู่ผิด

เอ..ไปพยายามแยกมันนี่ผิดแฮะ นึกขึ้นได้ว่าท่านบอกว่าให้ “ดูจิต” นี่ ท่านบอกให้ดู ท่านไม่ได้บอกให้แยกนะ เราเสือกไปแยกเอง นี่..ต้องคำนี้นะ เราเสือกไปแยกเองน่ะ ท่านบอกให้ดูต่างหากล่ะ เอาใหม่ คราวนี้เป็นอย่างไร รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันโลภ เห็นมันโลภนะ มันโกรธ เห็นมันโกรธนะ บางทีใจก็แยกออกมา บางทีก็ไหลเข้าไปรวมกัน ยังไงก็ได้ จริงแล้วยังไงก็ได้ ฝึกไปๆนะ จนวันหนึ่งก็แจ้งขึ้นมา มันไม่มีเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่เรา อะไรก็ไม่ใช่เรา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่