Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

๖ ครูบาอาจารย์กับการแก้กรรมฐาน ๗ ครั้งของหลวงพ่อ

MP3 (for download):  ๖ ครูบาอาจารย์กับการแก้กรรมฐาน ๗ ครั้งของหลวงพ่อ (33.14 น.)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คลิปยาวพิเศษ จากการแสดงธรรม ณ ศาลาลุงชินครั้งที่ 30 (21/06/52)

1) หลวงปู่ดูลย์: ให้ดูจิตตัวเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ เพ่ง -> แล้วไปหาทางทำลายมัน คอยระวังให้อกุศลไม่เกิด หวงแหนจิตมากเลย

[ผิด] เพราะไป*แทรกแซงจิต* เราไม่ได้ดูจิตหรอก แต่ไปวุ่นวายอยู่กับอาการของจิต

จงใจปฎิบัติก็ผิดนะ ไปแทรกแซงอาการของจิต ..ให้รู้ตามความเป็นจริงต่างหาก ถึงจะถูก

—–#

ค่อยๆสังเกตนะ กิเลสหยาบๆเกิดมาจากกิเลศละเอียด ก่อนที่กิเลสจะตัวใหญ่เนี่ย กิเสสตัวเล็กมาก่อน

ก่อนจะโมโหแรงๆ ต้องขัดใจเล็กๆก่อน ทีนี้เราคอยดูเลย กิเลสมันมาจากไหน มันผุดขึ้นจากกลางหน้าอก

2) หลวงปู่สิม: ผู้รู้ๆ ออกมาอยู่ข้างนอกนี่

[ผิด] ตรงเรา*ส่งใจเข้าไปดู* แทนที่จะดูด้วยจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง เราถลำลงไปดู ถลำไปดูนี่จิตไม่ตั้งมั่นในการรู้ในการดู

สำนวนครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่า “ไม่มีจิตผู้รู้” มีแต่จิตผู้หลง ผู้เพ่ง

—–#

ราวปี 2526 ภาวนาแล้วมีอาการแปลกๆ ภาวนาแล้วหลับตลอดเลย จากที่ภาวนามาตั้งแต่ 7 ขวบไม่มีนั่งหลับหรอก ตอนนั้นไม่รู้เป็นอะไรมันหลับเอาหลับเอา

นั่งสมาธิก็หลับ ขัดสมาสเพชรก็หลับ เดินจงกลมก็เดินหลับนะ ทำไงก็หลับ แล้วหลับแบบไม่มีศิลปะเลย ..โอ้ย ไม่มีสภาพของนักปฎิบัติเหลือเลย ขาดสติอย่างร้ายแรง เกิดจากอะไร?

3) หลวงปู่สิม: ผู้รู้ๆ อย่างสงสัยเลย

ที่จริงไม่มีอะไร พอเราเจริญสติเจริญปัญญาไปมากนะ จิตมันเบื่อหน่าย มันเบื่อโลก เบื่อขันธ์ เบื่อธาตุอย่างร้ายแรงเลย เบื่ออายตนะ

พอมันเบื่อมันตัดการรับรู้ภายนอกออกไป หมดความรู้สึกไปเลยตัดออกไป ตัดลงไปรวมลงไป มันไปพัก

.. เพราะว่าแต่เด็กมาหัดสมาธิ พอเจอหลวงปู่ดูลย์มาหัดวิปัสสนาแล้วเบื่อสมาธิ *ทิ้งสมาถะไป*

[ไม่ถูกนะ] การทิ้งสมาถะไปไม่ถูกต้องเลย พอจิตมันไม่ได้เข้าไปพักในสมาธิ จิตมันก็หลบไปเลยดับไปเฉยๆ เข้าไปพักผ่อน พอมันมีแรงมันก็ถอนออกมา

5 สิงหา 2526 ไปกราบหลวงปู่สิมนะ ท่านบอกจะได้ของดีพรรษานี้แหละ

พอวันที่ 7 มาถึงกรุงเทพ จิตมันก็ถอนออกมาหมดแล้ว จิตใจเราก็เปลี่ยนไปหมดเลย ภาวนาสบาย ต่อไปนี้สบายละ สติมันทันกิเลสไปเรื่อย การภาวนาง๊ายง่ายตอนนี้

—–#

พอภาวนามาถึงจุดนี้จะดูตรงไหนมันชำนาญไปหมด ตัวจิตผู้รู้-สภาวะที่เกิดดับอยู่ในหน้าอกก็ได้ ..เอ๊ จะดูตัวไหนดี ชักสงสัยแล้วจะดูตัวไหนดี

เลยดูทั้งสองตัวกลับไปกลับมา ตัวไหนแน่ แล้วเอาใหม่ ไม่เอาทั้งสองตัว ดูซิจะเกิดอะไรขึ้น

พอเคลื่อนจะแตะ เราไม่เอา ไล่เข้าไล่ออกแล้วมันรวมลงตรงกลาง

หลวงปู่เทสก์: มันเป็นสมาธิชนิดหนึ่ง ไม่เพ่งรูป ไม่เพ่งอรูป

หลวงปู่ให้ไปซ้อมให้ชำนาญ หลวงพ่อบอกถ้าท่านติดเราจะแก้ให้

มีวันนึงไปเชียงใหม่จะไปเยี่ยมอาจารย์ทองอิ่ม แล้วมีพระท่านมาดักอยู่หน้าวัด แล้วบอกว่าท่านอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร ถ้ำผาผึ้งมาพักอยู่ที่วัดสันติธรรมนี้ ให้ไปหาท่านหน่อยสิ

4) ท่านอาจารย์บุญจันทร์: เฮ้ย ภาวนายังไง! เฮ่ย นิพพานอะไรมีเข้ามีออก

เราเล่าให้ท่านฟังซ้ำ ท่านก็ตวาดซ้ำ นิพพานอะไรมีเข้ามีออก

ทีนี้ ใจเราโล่งเลย .. ตรงนี้ไม่ใช่ทาง

เห็นไหมเราไปทำอะไรที่ [ผิด]? เราไป*ปรุงแต่งการปฎิบัติขึ้น* เราคิดว่าทำยังไงแล้วจะดี

เราไม่ได้รู้กายรู้ใจซื่อๆไง เราคิดว่าทำยังไงจะดี เอาตรงนี้ล่ะวะ อยู่ตรงโน้นดี ตรงนี้ดี หรืออยู่กลางๆดี หาไอ้ตรงที่ดี

ไม่ต้องหานะว่าตรงไหนถูก ไม่ต้องหาว่าตรงไหนดี สภาวะใดเกิดขึ้นตรงปัจจุบัน รู้อันนั้นแหละ แล้วไม่ผิด

เรามาอัศจรรย์ใจกับท่านอีกที ปี 46 ตอนนั้นบวชละ ลูกศิษย์ท่านมาหาเยอะเลยตอนนั้น บอกว่าท่านอาจารย์บุญจันทร์สั่งให้มาหา

ให้วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ให้มาหาพระชื่อนี้ๆ อยู่ตรงนี้ๆ ท่านสั่งละเอียดเลยนะ เราไม่เคยบอกท่านเลยนะ ตอนนั้นที่ท่านมรณะภาพเรายังไม่ได้บวชเลย

ดูท่านอุตส่าห์แก้ให้เรา ท่านกลัวเราจะไปติด สร้างสภาวะโล่งๆ ว่างๆ..แล้วเราก็จับเอาไว้

แต่นี่โล่งว่างคนละอย่างกับพวกเราที่หลังๆมาติดนะ อันนั้นไหนออกไปข้างนอก อันนี้ไม่มีข้างนอกข้างใน หูววดูปราณีต ดูลึกซึ้งกว่ากันเยอะเลย

—–#

ทีนี้ก็ภาวนาต่อไปนะ เห็นสภาวะทั้งหลายมัน ละเอียดเข้าๆ สบาย ใจมันโล่งมันว่าง เราก็ดูจิตอยู่ทุกวี่ทุกวันนะ แต่ดูมาตั้งหลายปีไม่ผ่านสักที

26533_397695631336_717481336_4768908_1463878_n.jpg

5) หลวงตามหาบัว: ที่ว่าดูจิตนั่นดูไม่ถึงจิตแล้ว

ต้องเชื่อเรานะตรงนี้สำคัญ เราผ่านมาด้วยตัวเราเอง อะไรๆก็สู้บริกรรมไม่ได้

[ผิด] มีกิเลสกุกกุจจะเกิดขึ้น ร้อนใจเมื่อไหร่จะได้สักทีวะ กิเลสเกิดแล้วเราไม่เห็น

..พอเราได้ไอเดีย เรามาพิจารณาดูว่าทำไมท่านให้บริกรรม ทำไมท่านว่าเราดูจิตแล้วไม่ถึงจิต

มาดูไปดูมา อ๋อ.. ใจเราไม่ตั้งมั่น ใจมันเคลื่อนออกไปข้างนอกนะ มันไปอยู่ในความโล่งความว่าง

พวกเรารุ่นหลังๆที่ไปดูจิต ไปติดอยู่ที่ตัวนี้เยอะแยะเลย เพราะว่าเวลาดูไปๆ แล้วไปเห็นสภาวะเกิดดับๆนะ

เช่น เห็นกิเลส เกิด-ดับ ๆ กิเลสมันหนีออกไปๆ ไม่เหมือนกับตอนที่ไปถามหลวงปู่สิม อันนั้นกิเลสหนีเข้าข้างใน อันนี้กิเลสหนีออกข้างนอก

เราฟุ้งก็คือ.. จิตไม่ตั้งมั่นเหมือนกัน จิตฟุ้งเข้าไปข้างใน จิตฟุ้งออกไปข้างนอก จิตไม่ตั้งมั่น

จิตไม่ตั้งมั่นแล้วจิตไปหลงในความโล่ง ความว่าง ความสุขความสบาย ..ตรงนี้แหละคือ วิปัสสนู ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า โอภาส

” วิปัสสนู ” นี่เกิดในทุกขั้นตอนของการปฎิบัติ ขั้นพระโสดา สกทาคา อนาคา พระอรหันต์ เพียงแต่ขั้นที่เลยพระโสดา ไม่เรียกวิปัสสนู เค้าเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น

ขั้นต้น ปุถุชน จะมีวิปัสสนู

(http://th.wikipedia.org/wiki/วิปัสสนูปกิเลส)

—–

- วิปัสสนูปกิเลส -

โอภาส หมายถึง แสงสว่าง(ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)

ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้

ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ

ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น

สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ

อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ

ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี

อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด

อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง

นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจ

—–

ที่หลวงพ่อบอกพวกเรา จิตไม่ถึงฐาน พระอานนท์ สอนตรงนี้ไว้ว่า

สานุศิษย์ท่านที่พยากรณ์มรรคผลมี 4 จำพวก

พวกที่ 1 ใช้ สมาธินำปัญญา : คือทำสมาธิก่อน ออกจากสมาธิแล้วมาเจริญสติในชีวิตประจำวัน

พวกที่ 2 ใช้ ปัญญานำสมาธิ : คือเจริญสติในชีวิตประจำวันนี่แหละ แล้วจิตรวมเข้าสมาธิ

พวกที่ 3 ใช้ สมาธิและปัญญาควบกัน : พวกนี้ทำสมาธิอยู่ในชาญ (ไม่ใช่อย่างที่ครูบาอาจจารย์วัดป่าทำนะ ส่วนมากท่านทำความสงบก่อนแล้วถอนออกมาเจริญสติในชีวิตประจำวัน อันนี้คือแบบที่ 1)

แบบที่ 3 มีเหมือนกันแต่มีน้อย ต้องชำนาญในชาญจริงๆ จะเห็นองค์ชาญเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แต่ดูยาก ต้องชำนาญทั้งชาญ ต้องชำนาญทั้งการดูจิต จึงจะดูได้

พวกที่ 4 พระอานนท์บอกว่า : จิตมีความฟุ้งซ่านในธรรมะ ไปอยู่ในธรรมะ 10 ประการ (หลวงพ่อกล่าวถึงวิปัสสนูปกิเลส) มีโอภาสเป็นหมายเลข 1 ถ้าเมื่อไหร่รู้ทัน อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่านของจิตที่ไหลออกไป อุทธัจจะดับนะ ก็จะหลุดจากโอภาส

หลวงปูเทสก์เคยบอกว่า เวลาเกิดวิปัสสนูเกิดเพราะว่าสมาธิไม่พอ เราฟังอย่างนี้ยังไม่เก็ตนะ เวลามันเกิดจริงๆ ค่อยมาสังเกต อ๋อ..จิตมันไม่ตั้งมั่นนี่เอง จิตมันหลงไปข้างนอก หลงไปอยู่ในความว่าง ความสว่าง หลงไปอยู่ในปัญญา หลงไปอยู่ในความสุข ความสบาย ความเย็น ..หลงไปสารพัดรูปแบบเลย

จิตมันไม่ตั้งมั่น ถ้าเมื่อไหร่จิตมัน มันก็จะหลุดออกมา อันนี้เราเห้นมาด้วยการปฎิบัติอย่างนี้ เสร็จแล้วเพิ่งมาเจอพระสูตร เนี่ยที่ท่านพระอานนท์สอนไว้ เหมือนกันเปี๊ยบเลย

วิปัสสนูมันเกิดจากจิตไม่ตั้งมั่น ไม่ถึงฐานนั่นแหละ หลวงพ่อเรียกว่าไม่ถึงฐาน ไม่ถึงฐาน

เพราะงั้นพวกเราเวลาภาวนา ค่อยๆ สังเกต เวลาดูจิตดูใจ รึว่าดูกายก็เหมือนกันนะ ไม่ว่าทำวิปัสสนาด้วยอะไร เกิดวิปัสสนูได้ทั้งสิ้นเลย ไม่ใช่ว่าดูจิตแล้วมีแต่วิปัสสนู-ดูกายไม่มีวิปัสสนู เข้าใจผิด

หลวงพ่อเจอคนติดวิปัสสนูเยอะแยะไปหมดเลย กระทั่งในสำนักต่างๆของครูบาอาจารย์ก็มี ไม่ใช่ไม่มี ถ้าทำวิปัสสนาถูกต้องนะ หรือเพิ่งเริ่มวิปัสสนา ยังไม่ชำนิชำนาญพอ สมาธิไม่พอ จิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่ถึงฐาน มันจะมัวแต่ดูอารมณ์ที่เกิดดับ แล้วก้ถลำออกไปดู พออารมณ์นั้นหมดไปว๊าบ มันโล่งมันว่าง มันสว่างแล้ว คราวนี้ก็ไปค้างอยู่ตรงนี้ แล้วคิดว่านิพพาน คราวนี้คิดว่าเราเป็นพระอรหันต์แล้วตรงนี้ไม่มีกิเลสเลย คนที่ภาวนาตรงนี้คิดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์มีหลายคน ตอนนี้แก้ไปได้หลายคนแล้วบางคนก็แก้ไม่ได้ บางคนไม่ยอมมาเจอเราเลย

..

ทีนี้ มันเดินปัญญาต่อไปไม่ได้ มันเป็นภพอันหนึ่งที่ตัวเองมองไม่ออกว่าเป็นภพ ไปติดอยู่อย่างนั้น

แต่ถ้ารู้ทันเมื่อไหร่ว่าจิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่ถึงฐานจะหลุดออกมาเลย

พวกนี้จะน่าสงสารแล้วน่ากลัว น่ากลัวตรงที่จะเที่ยวเผยแพร่คำสอนออกไปอีก ..จะไปบอกว่าไม่ต้องดูกายไม่ต้องดูใจ ไปดูความว่าง พวกนี้ผิดนะ! ต้องดูกายต้องดูใจ

—–#

เสร็จแล้วภาวนามาอีกหลายปีเลย ตอนนั้นใกล้จะบวชแล้ว ไปเจอหลวงพ่อพุธเข้า หลวงพ่อพุธกับหลวงพ่อนี่นะเคยมีข้อตกลงกันเมื่อปี 2526

หลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดูลย์แล้วกลับมากราบหลวงพ่อพุธที่โคราช ท่านถามว่าหลวงปู่สอนอะไร กราบเรียนท่านว่าหลวงปู่สอนว่า พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธ์อย่างแท้จริง

..บางคนภาวนาไม่มีผู้รู้นะ ถ้าคนไหนเดินมาทางสมถมันจะมีผู้รู้ ถ้าเดินมาทางวิปัสสนามันจะไม่ตั้งตัวผู้รู้..แค่รู้สึกแล้วก็ดับ รู้สึกแล้วก็ดับ เป็นขณะๆ คนละแบบกัน

คนไหนที่มีผู้รู้อยู่แล้วไปประคองรักษาตัวผู้รู้ตรงนี้ใช้ไม่ได้แล้ว พ้นทุกข์ไม่ได้จริงหรอก ไปเห็นว่าตัวผู้รู้เที่ยงผู้รู้เป็นสุข ตัวผู้รู้บังคับได้

หลวงพ่อพุธท่านก็บอกว่า ท่านไปหาหลวงปู่ดูลย์มาเหมือนกันก่อนหน้าหลวงพ่อ 7 วัน หลวงปู่สอนอย่างเดียวกัน

..บอกเจ้าคุณ การปฎิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จจริง เนี่ย เราจะต้องทำลายผู้รู้ ท่านบอกอย่างนี้นะ

ทำลายผู้รู้คือไม่ยึดผู้รู้นั่นแหละ ท่านเฉลยมานิดนึง ..คุณกับอาตนามาตกลงกัน ใครทำลายได้ก่อนให้มาบอกกัน ท่านสั่งอย่างนี้ แล้วเราก็ไม่เจอท่านอีกเลยตั้งแต่นั้น

จนกระทั่งก่อนท่านมรณภาพไม่นานได้กราบท่าน บอกหลวงพ่อ เรายังทำลายจิตผู้รู้ไม่ได้เลย

6) หลวงพ่อพุธ: จิตผู้รู้เหมือนฟองไข่ เมื่อลูกไก่เติบโตเต็มที่มันจะเจาะทำลายเปลือกออกมาเอง

[บทเรียน] ภาวนาอย่าใจร้อนนะ มีสติรู้กายมีสติรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

ถ้าไม่คลาดเคลื่อนด้วยการมีสติรู้กายมีสติรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ล่ะก็อย่าใจร้อน เดินไปเรื่อยๆ วันนึงจิตใจมันเติบโตเต็มที่มันทำลายเปลือกออกมาเอง

นี่ 5 องค์แล้วนะครูบาอาจารย์ที่เคยแก้กรรมฐานให้หลวงพ่อ แต่ 6 คำถาม

—–#

ก่อนไปกราบหลวงปู่สุวัฒน์ เราภาวนา เรายังไม่ได้บวชนะ จิตเราหลุดออกมา เรารู้สึกสบายเลยเราคิดว่าพระอรหันต์ต้องเป็นอย่างนี้ จิตไม่เกาะอะไรจิตไม่เกาะขันธ์

เราไปหาท่าน ปรากฎว่าพอใกล้ถึงจิตดันเข้าไปเกาะกัน ดันเข้าไปยึด(ขันธ์)อีก เราก็เลยคิดนี่ล่ะน้าาา มันเป็นอนัตตา .. มันเป็นไตรลักษณ์

พอคิดว่าเป็นไตรลักษณ์นะ ใจเราไม่ดิ้น ก็หลุดออกมา

7) หลวงปู่สุวัฒน์: นี่แหละ บางทีจิตมันก็หลุดออกมา บางทีจิตมันก็เข้าไปจับอารมณ์ พอมันจับอารมณ์แล้วเราเห็นว่ามันเป็นไตรลักษณ์ มันก็หลุดออกมา

เราก็ อ๋อ..จิตนี่ก็เป็นไตรลักษณ์นะ เราจะไปบังคับให้จิตหลุดพ้นไม่ได้หรอก ถึงเวลาถ้าเค้าพอ เค้าหลุดเอง แต่เราไม่รู้ว่าเค้าขาดอะไรที่ยังไม่พอ

[เฉลย] คือ ขาดอริยสัจ ขาดความรู้แจ้งอริยสัจนะ ถ้าแจ้งอริยสัจก็คือพอ

ถ้าไม่แจ้งอริยสัจ ยังเห็นว่ากายนี้ ใจนี้เป็นตัว สุขบ้าง ทุกข์บ้างอยู่ ไม่มีทางเลย ยังไม่พอที่จะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ

หลวงพ่อนี่นะเคยกราบครูบาอาจารย์มานับไม่ถ้วน หลายสิบองค์ แต่ครูบาอาจารย์ที่เคยแก้กรรมฐานให้หลวงพ่อรวมทั้งหมด 7 ครั้งเท่านั้น

ถ้าคนไหนถามหลวงพ่อเกิน 7 ครั้งถือว่าเป็น อวชาตศิษย์ ..มากไป

ถ้าถาม 7 ครั้งเค้าเรียก อนุชาตศิษย์ ..พอๆกัน

ถ้าไม่ต้องถามเลยนะ แล้วก็ผ่านไปเลย เป็น อภิชาตศิษย์

..งั้นพวกไหนถามมากนะ พวกโหลยโท่ยนะ :D

อย่าถามเยอะเลย หัดรู้กายรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง หลักมีเท่านี้เอง ที่ผิดน่ะผิดจากหลักนี้ทั้งสิ้นเลย

พวกที่ติดว่าง นี่ใช้ไม่ได้นะ มันติดหมด

บางคนก็ฟุ้งในธรรมะ อยากพูดธรรมะ ใครเป็นบ้าง? รู้ตัวไว้นะเป็น วิปัสสนู ชนิดหนึ่ง ..เจอใครอยากจะสะกิดมาฟังธรรมะก่อนนะ (55)

เคยมีพระองค์หนึ่งนะ ท่านติดฟุ้งในธรรมะนี่แหละ ท่านเกิดวิปัสสนูชนิดหนึ่งนะ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์นะ เคารพหลวงปู่ดูลย์มากเลย

ท่านเดินลุยป่ามากจากบุรีรัมย์(พนมรุ้ง) เดินมาสุรินทร์นะคิดดู (55) มาถึงวัดตอนดึก มาเรียกหลวงตาดูลย์มาฟังเทศน์ พระอรหันต์มาโปรดแล้ว ไปเคาะประตูเรียกพระทั้งวัดเลยนะ

ตอนเช้าขึ้นมา หลวงปู่ แก้ แก้ไม่ตกนะ สุดท้ายหลวงปู่ดูลย์ใช้ไม้ตายเลย ด่า สัตว์นรก ไอ้บ้า ไอ้สัตว์นรก ..โอ้โห พระอรหันต์นะโกรธ เลือดขึ้นหน้า.. ตาดูลย์ไม่ใช่แม่กู กูไปแล้ว คว้าไม้กวาดได้นะเอาพาดบ่า นึกว่าเป็นกลดนะ เดินออกไป 3 ก.ม. แล้วเพิ่งนึกได้ เอ๊ะ เราขาดสติอย่างร้ายแรกเลย ไม่ใช่พระอรหันต์หรอก

มันเกิดขึ้นได้เสมอนะ หากเราไม่ปราณีตพอ จิตมันฟุ้งซ่านไป ไปอยู่ในความว่าง ฟุ้งซ่านไปอยู่ในธรรมะ ฟุ้งซ่านไปอยู่ในปิติ ..ฟุ้งซ้านไปอยู่ในการขยันภาวนา ภาวนาได้ทั้งวันไม่เคยพักเลย เจริญสติอย่างเดียวไม่มีเบรคเลย เนี่ย เป็นอาการที่เพี้ยนๆ ทั้งสิ้นเลย

ถ้าภาวนาถูกต้องแล้วจะเจอนะ ถ้าภาวนาผิดแล้วจะไม่เจอ จะเจอนิมิตแทนนะ

งั้นวันนี้หลวงพ่อก็เทศน์เรื่องวิปัสสนูให้ฟังด้วย แล้วเทศน์ให้ฟัง สิ่งที่ทำผิดมาเนี่ยมีตั้งหลายแบบ

โดยสรุปเลยก็คือ เราไม่ได้มีสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริงนะ ไม่รู้ลงปัจจุบันตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

ถ้าเราสามารถรู้กายรู้ใจที่ปรากฎในปัจจุบันเนี่ย..ต้องเป็นปัจจุบันนะมันถึงจะเป็นของจริง อดีตไม่ใช่ของจริง อนาคตไม่ใช่ของจริง

ต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ต้องเห็นไตรลักษณ์ของมัน ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นเดี๋ยวจิตไหลออกไป จิตฟุ้งไปแช่กับอารมณ์ใช้ไม่ได้นะ จะเป็นวิปัสสนู และที่ผ่านมามันจะผิดอยู่ในหลักนี้ทั้งหมดเลย

เริ่มตั้งแต่ ไปหัดดูจิต แล้วก็ไปแก้อาการของจิต ใช่ไหม? นี่ไม่ใช่รู้ นี่เป็นการเข้าไปแก้ไข

หรือ ถลำลงไปดู นี่จิตไม่ตั้งมั่น หลวงปู่สิมท่านแก้ให้ จิตถลำลงไปดู

หรือ จิตเจริญสติไปรวดเลย ไม่ยอมทำความสงบ ไม่พักผ่อนเลยนะ จิตหมดเรี่ยวหมดแรงไป เห็นไหมจิตไม่มีแรง จิตไม่ตั้งมั่นไม่เป็นกลาง จิตหมดแรง

หรือ จิตไหลออกไปข้างนอก สว่างว่างออกไป แล้วไปอยู่ในความว่าง ความสว่าง ..อย่างตอนนี้มีคนวิจารณ์บอกหลวงพ่อสอนผิด เพราะมีคนไปส่งการบ้านที่วัดอื่นนะ บอกว่า ไปเรียนดูจิตมา ..ท่านอาจารย์ท่านก็สอนถูกนะ ท่านบอกมันผิดนี่หว่า มันไปดูในความว่าง ..แต่ท่านเข้าใจผิด คิดว่าดูจิตแล้วจะเป็นอย่างนี้ทุกคน ไอ้นี่มันเป็นวิปัสสนูนะ งั้นไม่ใช่บางคน สงสัยทำไมหลวงพ่อไม่ไปทะเลาะกับองค์อื่น ไม่ทะเลาะหรอก นะ ท่านก็พูดของท่านก็ถูกของท่านแหละ พวกเราภาวนาโหลยโท่ยเองอ่ะ (ฮึฮึ) จิตไปติดในความว่าง ภาวนาผิดอ่ะ นะ งั้นถ้าจิตไม่ไปติดในความว่าง เรารู้ทันก็หลุดออกมา นะ งั้นการภาวนานะ ถ้าเข้าใจหลักปฎิบัติที่แท้จริงแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย ภาวนาของเราเองก็สะดวกสบาย เข้าไปหาครูบาอาจารย์ก็ไม่เคยมีปัญหาเลย

.. อย่างหลวงพ่อนะ มีพระทางอีสานลูกศิษย์หลวงพ่อทุย (วัดป่าด่านวิเวก) หลวงพ่อทุยที่ครูบาอาจารย์รับรองท่านนะ คุณธรรมท่านสูงมากเลย ลูกศิษย์ท่านมาเรียนที่หลวงพ่อ แล้วก็เอาหนังสือหลวงพ่อ เอาซีดีหลวงพ่อเนี่ยไปถวายท่านอาจารย์ทุย ท่านฟังจริงๆนะ ท่านฟังจนหมดเลย ท่านอ่านทั้งเล่มเลย อ่านทางเอกทั้งเล่มอ่ะ หน่ะ เสร็จแล้วท่านก็บอกกับลูกศิษย์ท่าน ที่อาจารย์ปราโมทย์สอนมาเนี่ยนะ เราเห็นด้วยทุกอย่างเลย เราไม่เห็นด้วยอยู่ข้อเดียวเอง ..เห็นมะ ความเห็นต่างได้ ..ท่านบอกเราไม่เห็นด้วยอยู่ข้อเดียว ข้ออื่นเห็นด้วยหมดอ่ะ อาจารย์ปราโมทย์บอกการภาวนาง่าย เราว่ามันยากนะ .. :D มันยาก ถูกของท่านนะ

มันยากที่คนทั่วๆไปเนี่ย จะตื่นขึ้นมา จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่ถ้าจิตของเราเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ไม่ยากหรอกที่จะบรรลุมรรผล นิพพานในชีวิตนี้ นะ ..งั้นพวกเราภาวนาไปนะ หัดดูกาย หัดดูใจ มีสติรู้กายรู้ใจ ลงปัจจุบันเรื่อยไป นะ รู้ไปถึงจุดนึง นะ ต้องระวัง “วิปัสสนู” นะ จิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่เป็นกลาง จิตไม่ถึงฐาน อย่างที่อาจารย์มหาบัวเคยบอกหลวงพ่อ ..ภาวะที่ว่าดูจิตดูไม่ถึงจิตแล้วลงอยู่ในว่างๆ ถ้าเรารู้ทันตรงนี้ก็ผ่านไปได้

ไม่ว่าจะทำวิปัสสนาด้วยวิธีใดนะ หนีวิปัสสนูไม่พ้นหรอก เจอทุกราย จะมากจะน้อยเท่านั้นเอง ..งั้นเราไม่ต้องกลัวนะ วิปัสสนูไม่ได้แปลว่าบ้า วิปัสสนูเป็นความที่ใจมันลำพองไป ทะยานไป หลงไปในธรรมะ ไม่ใช่หลงในอธรรมนะ หลงไปในธรรมะ เผลอเพลินไปในธรรมะ

ถ้ารู้ทัน จิตตั้งมั่นขึ้นมาก็หลุดเลย ไม่ยากเท่าไหร่หรอก อ่ะวันนี้เทศน์เท่านี้พอ

ขอบคุณ คุณ Supakorn Gift ผู้ถอดคลิปรับเชิญ

พระสูตรจากคลิป: ยุคนัทธสูตร

ส่วนที่อธิบายไว้ในอรรถกถา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม 35  หน้าที่ 402

๑๐. ยุคนัทธสูตร

:- [๑๗๐]    สมัยหนึ่ง พระอานนท์อยู่ ณ  โฆสิตารามกรุงโกสัมพี

ท่านเรียกภิกษุทั้งหลายในที่นั้นมาฯลฯ  แสดงธรรมว่าอาวุโสทั้งหลาย

สหธรรมิกผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตามภิกษุณีก็ตามพยากรณ์การบรรลุ

พระอรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค  ๔  โดยประการทั้งปวงหรือว่าด้วย

มรรคใดมรรคหนึ่งในมรรค ๔  นั้น  มรรค ๘ เป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บำเพ็ญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้าเมื่อเธอ บำเพ็ญวิปัสสนามีสมถะเป็น

เบื้องหน้าอยู่มรรคย่อมบังเกิดขึ้น เธอส้องเสพเจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเธอส้องเสพเจริญการทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยก็ย่อมสิ้นไป

:- อีกอย่างหนึ่งภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บำเพ็ญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า

เมื่อเธอบำเพ็ญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้าอยู่มรรคย่อมบังเกิดขึ้น

เธอส้องเสพเจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น   เมื่อเธอส้องเสพเจริญการทำ

ให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยก็ย่อมสิ้นไป

:- อีกอย่างหนึ่งภิกษุในธรรมวินัยนี้ บำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันไป

เมื่อเธอบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันไปอยู่     มรรคย่อมบังเกิดขึ้น

เธอส้องเสพเจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอส้องเสพเจริญกระทำให้มาก

ซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้  อนุสัยก็ย่อมสิ้นไป

:- อีกอย่างหนึ่ง ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรมแล้วสมัยนั้น

จิตนั้นย่อมตั้งมั่นหยุดนิ่งอยู่ภายในเป็นหนึ่งแน่วแน่เป็นสมาธิ มรรคย่อมเกิดแก่

ภิกษุนั้น  เธอส้องเสพเจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอส้องเสพเจริญ

กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น  ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยก็ย่อมสิ้นไป

อาวุโสทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตามภิกษุณีก็ตาม   มาพยากรณ์การ

บรรลุพระอรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค ๔ นี้    โดยประการทั้งปวง  หรือ

ด้วยมรรคใดมรรคหนึ่งใน  ๔  มรรคนั้น.

จบยุคนันธสูตรที่  ๑๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาของหลวงพ่อสมัยฆราวาส

MP3: การภาวนาของหลวงพ่อสมัยฆราวาส

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อ: ตอนหลวงพ่อภาวนาก็เหมือนโยมนั่นแหละ หลวงพ่อภาวนาสมัยเป็นฆราวาส ตั้งแต่เจอหลวงปู่ดูลย์ ตอนนั้นรับราชการอยู่ในสำนักนายกฯ งานหนัก งานเครียด มีปัญหา เจ้านายก็ยุ่ง ในภาวะที่วุ่นวายนั้นน่ะ ภาวนาของเราเรื่อย สมัยนั้นเช้าๆรถติดมากเลย มันไม่มีนะ รถบนดิน รถใต้ดิน รถลอยฟ้า ไม่มีน่ะ มีแต่รถยนต์ รถยนต์กับรถตุ๊กๆ ก็มีอยู่เท่านั้น ไปไหนมาไหนรถก็ติด ลำบากไปหมดเลย เดี๋ยวนี้ยังง่าย ปรู๊ดๆ ปร๊าดๆ ไปได้

ในภาวะที่เราใช้ชีวิตธรรมดาของเรานั่นแหละ เราภาวนาอยู่ในชีวิตที่เราต้องมีอยู่ เพราะฉะนั้นเราเป็นฆราวาส เราภาวนาในชีวิตของฆราวาส ถ้ามาเป็นพระเราก็ภาวนาในชีวิตของพระ ไม่มีอะไรแตกต่าง อยู่ตรงไหนก็ต้องภาวนาที่นั่น

ทีนี้วิธีภาวนาของหลวงพ่อใช่มั้ย เช้าขึ้นมาก็ต้องตาลีตาลานไปทำงาน ตื่นมาแต่มืดเลยนะ รู้ทันกายรู้ทันใจของเราไปเรื่อยเลย จะอาบน้ำ จะกินข้าว จะขึ้นรถ จะทำอะไรนะ เราก็รู้ทันกายรู้ทันใจของเราไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นาน ไม่กี่เดือนหรอก หัดรู้กายรู้ใจอยู่ไม่กี่เดือน ก็เข้าใจว่า อ้อ..จริงๆแล้วจิตมันไม่ใช่ตัวเรา อะไรๆมันก็ไม่ใช่ตัวเรา เข้าใจขึ้นมา

ไปหาครูบาอาจารย์ ไปส่งการบ้าน ไปส่งเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ส่ง แต่ ๓-๔ เดือนไปส่งทีหนึ่ง ไปบ่อยไม่ได้นะ ไม่มีสตางค์ค่ารถ แล้วก็ไม่มีวันลา อยู่ไกล ขึ้นไปสุรินทร์หลวงปู่ก็บอก ช่วยตัวเองได้แล้ว ถึงพระรัตนตรัย ช่วยตัวเอง ได้ ต่อไปไม่ต้องมาเรียนกับท่านก็ได้ ไปได้ด้วยตัวเอง

แต่เราก็ไปนะ เราไม่เซ่อเหมือนบางคนหรอก หลวงพ่อบอกว่า โอ้… ดีแล้ว ช่วยตัวเองพอได้แล้ว ไม่ได้บอกว่าช่วยได้นะ บอกพอได้แล้ว คนละเกรดนะ บอกพอจะไปได้แล้ว โอ้… ภูมิใจแล้ว ไม่ต้องมาหาหลวงพ่อแล้ว เราภาวนาเอาเอง ตกห้วยตกเหวไปเยอะแยะ หลายคน บางคนแย่กว่านั้นอีก บางคนนะ ก็นับถือหลวงพ่อนะ แต่มีทัศนะที่พิลึกมากเลย บอกว่า ถ้าผมได้ธรรมะเมื่อไหร่ ผมจะมาหาหลวงพ่อ ตอนนี้ผมไม่มานะ ผมจะรีบไปปฏิบัติก่อน จะปฏิบัติอะไร ยังไม่รู้หลักของการปฏิบัติ ก็ไปล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นล่ะ นี่ล่ะทิฎฐิมานะ พาให้เสีย

*หมายเหตุ*

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การบ้านของนักภาวนารุ่นจิ๋ว

mp3: การบ้านของนักภาวนารุ่นจิ๋ว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: มีเด็ก 9 ขวบอยู่คน เด็กผู้หญิง ภาวนาเก่ง ส่งการบ้านมีอยู่วันนะมันส่งน่าฟังมากเลย มันบอกว่ามันปวดตา พอปวดตานะ หนูก็เห็นร่างกายคือลูกตาอยู่ส่วนหนึ่ง ความปวดอยู่ส่วนหนึ่ง จิตที่เป็นคนรู้ว่าปวดอยู่อีกส่วนหนึ่ง เห็นไหมขันธ์มันแยกออกไป แกเห็นเลยร่างกายมันไม่ใช่ตัวเรา ความปวดมันก็ไม่ใช่ตัวเรา จิตที่เป็นคนรู้คนดูนะ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด จิตเองก็เกิดดับไปเรื่อยๆ จิตมันไม่เห็นเคยบอกว่าเป็นเราเลย ความเป็นเรามันเป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาเป็นคราวๆ อันนี้หลวงพ่อเติมนะ เด็กไม่ได้พูดถึงขนาดนี้ เด็กบอกว่าเด็กเห็นกายก็ส่วนหนึ่ง ความปวดก็ส่วนหนึ่งนะ จิตก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง มันไม่เกี่ยวกัน แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง นี่เด็กพูดได้ขนาดนี้ ไม่ธรรมดา

ทำไมเขาเห็นอย่างนี้ได้ เพราะเขามีสองตัว เขามีสติกับมีสัมมาสมาธิ มีสติมันระลึกรู้ อย่างความปวดเกิดขึ้นเขารู้ทัน ระลึกรู้ปั๊บ ใจตั้งมั่นขึ้นมามันจะเห็นเลยว่า ลูกตาก็ส่วนหนึ่งนะ ความปวดก็เป็นส่วนหนึ่ง คนละอันกัน จิตที่เป็นคนรู้ก็เป็นคนละอันกัน นี่ใจที่ตั่งมัน ถ้าใจตั้งมั่นขึ้นมาขันธ์มันจะแยกตัว ขันธ์จะกระจายตัวออกไป ต่างคนต่างทำงานของตัวเองไป

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนเก็บผัก ส่งการบ้าน

mp 3 (for download) :คนเก็บผัก ส่งการบ้าน

Media Player:

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใครยกมือ เบอร์ ๖๑ ยกไวมาก เบอร์อื่นเอาลงก่อน ๖๑ ยกไว้ อย่าเพิ่งเอาลง อยู่ทางข้างหลังๆ ไมค์มาแล้ว ข้างๆ

โยม : นมัสการเจ้าค่ะหลวงพ่อ เพราะว่าตั้งแต่หลวงพ่อให้ไปดูจิตใจ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เห็นมั้ย จิตใจไม่เหมือนเดิม

โยม : พอกลับไปแล้วมันเกิดปีติอยู่ตลอด (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ..) เลยค่ะหลวงพ่อ แล้วพอตกกลางคืน พอตี ๓ น่ะ ชั้นรู้สึกว่าจิตตั้งมั่น (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) ทั้งๆที่ชั้นไม่เคยรู้มาก่อนเลย (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) แล้วชั้นก็เห็นอะไรมันแปลกๆ ที่มันจะต้อง ทางที่มันต้องไปคนเดียว แล้วสงสัยอะไรก็ไม่ได้ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) มีเพื่อนก็ไม่ได้ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ เอ้ย… ) แล้วก็เกิดความรู้สึกว่า อ้าว หลวงพ่อ ทางนี้มันไปได้เร็วอย่างนี้หรือคะหลวงพ่อ (หลวงพ่อปราโมทย์ : เร็ว) แล้วมันก็ร่วงเลยค่ะหลวงพ่อ แต่ชั้นก็ไม่ได้ท้อถอยนะคะ ยังตั้งมั่นและพร้อมที่จะนับหนึ่งใหม่เสมอค่ะหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตของโยมนี่นะมันตั้งมั่นเป็นพื้นฐานอยู่แล้วในขณะนี้นะ น้อยคนนะจะทำได้

โยม : แล้วอีกคืนหนึ่ง ตอนตี ๓ มันก็ตั้งมั่นอีก (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) พอมันตั้งมั่น ทีนี้จังหวะแฟนเขาหายใจแรง มันก็เลยล้มอีกค่ะหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราดูอย่างนี้นะ (โยม : ค่ะ) เห็นมั้ย เวลามันตั้งมันก็ตั้งเอง เวลามันล้ม (โยม : ค่ะ) มันก็ล้มของมันเอง

โยม :
แต่ แต่ใจไม่เคยท้อถอยนะคะหลวงพ่อ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ)

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้ฝึกเอาจิตตั้งมั่นนะ ฟังให้ดี (โยม : แล้วก็..) เราไม่ได้ฝึกเอาตั้งมั่น มันตั้งขึ้นชั่วขณะแล้วมันก็ล้มไป เดี๋ยวมันก็ตั้ง เดี๋ยวมันก็ล้ม แล้วแต่ละวันเนี่ย เดี๋ยวมันก็สุข เดี๋ยวมันก็ทุกข์ เดี๋ยวมันก็เฉยๆ มีแต่ความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ที่เราภาวนานะ ก็เพื่อให้เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

โยม : แล้วพอต่อจากนั้นค่ะ มันคงมีจิตอยากรู้มั้งค่ะหลวงพ่อ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อือ) อยากรู้อยากเห็น มันเลยเครียดน่ะค่ะ แล้วทีนี้พอมันเครียดชั้นก็ไปหาอะไรทำ ทำงานบ้านถูบ้าน (หลวงพ่อปราโมทย์ : อือ) ล้างจาน เสร็จแล้วมีความรู้สึกว่า ธรรมะของหลวงพ่อนี่ มันต้องไม่พยายามอะไรเลยค่ะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ แต่ไม่ขี้เกียจนะ) พอ พอไม่พยายามเลยมันก็เห็นสภาวะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) ที่ไม่เคยรู้เคยเห็นอีก (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) มากมาย แล้วก็ขอขอบคุณหลวงพ่อ โห..ถ้าไม่ใช่หลวงพ่อชั้นคงตายเปล่าแล้วทั้งๆที่ปราถนา

แล้วทีนี้ชั้นอยากให้หลวงพ่อช่วยขยายความว่า การไม่พักแล้วไม่เพียรให้ชัดเจนซักหน่อยเจ้าค่ะหลวงพ่อ ขอความกรุณา

หลวงพ่อปราโมทย์ : พักเนี่ยนะ ก็คือ ขี้เกียจขี้คร้าน ปล่อยตัวปล่อยใจตามโลกไป ความเพียรเนี่ยมันเกิดจากความโลภก่อน อยากได้ อยากรู้อยากเห็นอยากเป็นอยากได้ อยากได้มรรคผลนิพพานอะไรอย่างนี้นะ เสร็จแล้วก็เกิดความดิ้นรนในใจเรา พยายามที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา ดิ้นรน ส่วนมากก็จะดิ้นรนบังคับตัวเองเท่านั้นแหละ ดิ้นรนบังคับกายบังคับใจ จะให้มันเรียบร้อย เพราะฉะนั้นที่พักอยู่กับเพียรอยู่นี่แหละ คือความสุดโต่งสองด้าน อันนี้มาจากพระสูตรอันหนึ่งนะ มีเทวดาองค์หนึ่ง รู้สึกจะเป็นพระไตรปิฎกเล่ม ๑๖ มั้ง ไม่รู้นะ จำไม่ได้ขนาดนั้น นานแล้ว

มีเทวดาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วก็ไปถามพระพุทธเจ้า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ข้ามโอฆะได้อย่างไร ข้ามห้วงกิเลสได้อย่างไร” พระพุทธเจ้าบอกว่า “ดูกร ท่านนิรทุกข์” อันนี้แกล้งชมเทวดานะ ให้กำลังใจ ความจริงเทวดามันก็ยังมีทุกข์นั่นแหละ แต่ว่าเทวดาองค์นี้ท่านสำคัญตนว่าเป็นพระอริยะ ก็เลยมาถามพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ข้ามได้อย่างไร ในใจก็ “ชั้นข้ามมาแบบนี้” พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “ดูกร ท่านนิรทุกข์ เราข้ามโอฆะได้โดยไม่พักอยู่และไม่เพียรอยู่” เทวดาฟังแล้วงงเลย ไม่พักอยู่เนี่ยเทวดาเข้าใจ พักอยู่หมายถึงขี้เกียจขี้คร้านไม่ภาวนา แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านข้ามโอฆะได้โดยไม่เพียรด้วย เทวดางงนะเลยถามพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่พักไม่เพียรเป็นอย่างไร” ให้พระองค์ช่วยขยายความ พระพุทธเจ้าก็ขยายความ “ดูกร ท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าเราพักอยู่เราจะจมลง ถ้าเราเพียรอยู่เราจะลอยขึ้น เราข้ามโอฆะได้โดยไม่พักและไม่เพียร” นี่เทวดาฟังเท่านี้ได้โสดาบัน มีใครได้หรือยัง ฟังเหมือนเทวดาแล้ว ได้บ้างมั้ย ยังไม่ได้ ต้องขยายอีกนะ เผื่อจะได้

คำว่า “พักอยู่” เนี่ย หมายถึงการที่ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส หมายถึงอะไร หมายถึงกามสุขัลลิกานุโยค เพลิดเพลินไปในอารมณ์ทางโลกๆ เพลินไปในการดู ในการฟัง ในการดมกลิ่น ลิ้มรส ในการสัมผัสต่างๆ เพลินอยู่กับโลก นี่เรียกว่าพักอยู่ แล้วจมลงใช่มั้ย ท่านบอกว่า ถ้าพักอยู่แล้วจะจมลง ก็คือ ถ้าเราหลงตามโลกตามกิเลสไป จิตใจของเราจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ลงถึงอบายจนได้

แล้วก็เพียรแปลว่าอะไร เพียรหมายถึงการบังคับตัวเอง ผู้ปฏิบัติเกือบร้อยละร้อย นี่พูดแบบสุภาพนะ ผู้ปฏิบัติเกือบร้อยละร้อย ทันทีที่พูดถึงการปฏิบัติเนี่ย ถ้าไม่บังคับกายก็บังคับใจ ยกตัวอย่าง สมมุติเราจะนั่งสมาธิ เราจะต้องเริ่มด้วยการบังคับกายก่อน ต้องนั่งให้มันเท่ๆ เสร็จจากนั้นบังคับใจ เนี่ยนั่งอย่างนี้ไปเรื่อยๆนะ ท่านบอกว่าทำแล้วจะลอยขึ้น ลอยไปไหน ลอยไปพรหมโลก เพราะฉะนั้นทำไปๆก็ไปสร้างภพสร้างชาติขึ้นอีก

ทางสายกลางนั้น ไม่พักอยู่ คือไม่หลงตามกิเลสไป ไม่เพียรคือไม่เอาแต่นั่งเพ่งตัวเอง ยกตัวอย่างบางคนดูท้องพองยุบก็ไปเพ่งท้อง เดินจงกรมก็ไปเพ่งเท้า ไปรู้ลมหายใจก็ไปเพ่งลมหายใจ อย่างนั้นเรียกว่า “เพียรอยู่”

เพียรอยู่แล้วสิ่งที่ได้ได้อะไรได้ความดี ถ้าพักอยู่ได้ความชั่ว ทั้งดีและชั่วก็นำไปสู่ภพภูมิใหม่ ภพความชั่วก็นำไปสู่อบายภูมิ ภูมิที่ตกต่ำ ความดีก็นำไปสู่สุคติภูมิ ไม่ได้นำไปสู่นิพพาน แต่เราทำชั่วไม่ได้นะ ถ้าเราทำชั่วเราจะไปอบายภูมิ

หน้าที่ของเราคือเดินทางสายกลาง ทางสายกลางก็คือ มีสติรู้กายตามที่มันเป็น มีสติรู้จิตใจตามที่จิตใจเขาเป็น ดูเข้าไปเรื่อยๆ ที่โยมทำอยู่ที่ผ่านมาใช้ได้ แต่ตอนนี้ใช้ไม่ได้ รู้สึกมั้ย

โยม : ตอนนี้ใจมันสั่น มันตื่นเต้นน่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตื่นเต้นไม่เป็นไร โยมไปบังคับตัวเองอยู่ รู้สึกมั้ย

โยม : ออ.. ตอนนี้บังคับหรือคะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : บังคับ บังคับใจ) แล้ว ชั้นเป็นคนนั่งสมาธิก็ไม่ได้ เดินจงกรมก็ไม่ได้ ภาวนาก็ไม่เป็นน่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : สมาธิของโยมนะ ดีมากเลย โยมสังเกตมั้ย ใจของโยมไหลไปทางโน้นไหลไปทางนี้ เรารู้ทัน

โยม : แล้วเดี๋ยวนะ ชั้นเริ่มรู้สึกว่า ความทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีผู้ทุกข์น่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ นั่นแหละ เริ่มเห็นของจริงแล้ว

โยม :
ค่ะ แล้วก็ เห็นกายที่นอนอยู่ กระสับกระส่าย ด้วยความทรมาน (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) แต่ความรู้สึกว่า มันไม่ใช่เรา (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) แล้วรู้สึกสมเพชเขาเหลือเกิน (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ ดี)

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดูไปนะ ต้องได้ของดีแน่ๆเลย

โยม :
แล้วถ้าเผื่อชั้นเป็นคนทำสมาธิก็ไม่ได้ เดินจงกรมก็ไม่ได้ ภาวนาก็ไม่เป็น แล้วใช้อย่างการทำงาน คล้ายๆกับทำงานในชีวิตประจำวันแล้วคอยสังเกตเอา ใช้ได้มั้ย (หลวงพ่อปราโมทย์ : ได้) คะหลวงพ่อ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อย่างนี้แหละดีที่สุดเลย) แล้วก็หลวงพ่อคิดว่าชั้นปล่อยปละละเลยไปมั้ย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่ปล่อยปละนะ ทำได้พอดีเลย

โยม : เพราะว่า แต่ก่อนนี้มาก็ไม่เคยรู้สึกสภาวะอย่างนี้เลยล่ะค่ะ ก็ตั้งแต่มาฟังหลวงพ่อเนี่ย ประมาณเดือนหนึ่งวันนี้พอดีเลยล่ะค่ะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) แล้วก็นึกขอบคุณหลวงพ่อเหลือเกิน (หลวงพ่อปราโมทย์ : อือ.. หลวงพ่อก็ดีใจด้วยนะ) แต่ว่าสิ่งที่ ยังไงล่ะ ภาวนาก็ไม่เป็น เดินจงกรมก็ไม่ได้ นั่งสมาธิก็ไม่ได้ ต้องหางานบ้านทำเอา (หลวงพ่อปราโมทย์ : อื้อ) บางทีก็เก็บผัก ล้างจาน แล้วก็ซักผ้า ถูบ้าน แล้วก็คอยสังเกตไปน่ะค่ะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : โอ้ ดีที่สุดเลย) อ๋อ อย่างนี้ไม่ใช่คนเกียจคร้านใช่มั้ยคะหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่ใช่ คนเกียจคร้านก็คือ ขนาดนั่งสมาธินะ แต่ใจเคลิ้มๆ นี่ละที่เรียกว่าเกียจคร้าน เดินจงกรมแล้วก็ใจลอยไป นี่เรียกว่าเกียจคร้าน ของเรากระดุกกระดิก ยืนเดินนั่งนอนนะ กวาดบ้านถูบ้าน เก็บผัก ทำกับข้าว อะไรอย่างนี้ เรามีสติรู้กายรู้ใจ เรียกว่าขยันอยู่

โยม : แต่มันจะมีความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้นเรื่อยเลยนะคะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : นั่นแหละ ดีแล้ว) แต่ถ้าเผื่อจงใจจะไม่รู้เลยแล้วก็มึนตึ๊บเลยล่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ..อย่าไปจงใจดูนะ ทำงานไป (โยม : ค่ะ) ทำงานไปเรื่อยๆ (โยม : อ๋อ ใช้วิธีนี้ก็ได้ใช่มั้ยคะหลวงพ่อ) วิธีนี้ดีที่สุด

โยม :
กราบนมัสการคะหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งนะ คือ หลวงปู่มั่น เคยสอนนะ บอกว่า “ทำสมาธิมาก เนิ่นช้า คิดพิจารณามาก ฟุ้งซ่าน หัวใจของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน ยืนเดินนั่งนอน รู้สึกตัวไป” เพราะฉะนั้นที่โยมทำอยู่ โยมทำได้ดีมากนะ โอ้..เป็นนักปฏิบัติที่ดีเชียวล่ะ เอ้า..ใครอิจฉายกมือ.. นี่ ๑ เดือน ๑ เดือน ทำไมเขาเร็ว เพราะเขาทำไม่เป็น ทำไมเราช้า เพราะเราชอบทำ ใจเราคิดทุกวันนะ ทำอย่างไรจะดี ๆ ๆ คิดแต่อย่างนี้ หาทางทำเพื่อจะเอาดี ไม่ได้มุ่งเอาความจริง โยมนี้ไม่ได้มุ่งเอาดี เพราะทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง กระดุกกระดิกแล้วก็รู้สึกไป ๆ นะ แต่เริ่มกลับไปเพ่งแล้วล่ะ อย่าไปเพ่งมัน อย่างนี้เรียกว่าเพ่ง ไม่เอานะ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเลย ปล่อยให้เป็นธรรมดา เราต้องภาวนาให้โลกอิจฉาเลย

โยม : ถ้าอย่างนี้ก็มีกำลังใจค่ะหลวงพ่อ ดิฉันคิดว่า..

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีกำลังใจแต่อย่าไปขยันนะ (โยม : ค่ะ ) ไม่ใช่ว่ามีกำลังใจแล้วเอาใหญ่เลย หามรุ่งหามค่ำ

โยม : หลวงพ่อคะ แล้วที่ว่าชั้นรู้สึกว่าเห็นทางน่ะ มันจริงหรือเปล่าคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : จริง นะ โยมน่ะเดินอยู่ในทางเป๊ะๆเลย น้อยนะที่จะเดินอย่างนี้

โยม : ทั้งๆที่ชั้นไม่รู้เลยว่าสมาธิเป็นอย่างไร เพราะชั้นทำไม่เป็น (หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่ต้องรู้หรอก) ค่ะ ไม่เคยรู้เลยค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทำไม่เป็นนั่นแหละดี พวกทำเป็นนั่นแหละ ทำไม่ได้ หลวงพ่อชอบมากเลย คนทำไม่เป็นน่ะ มีแต่นักทำทั้งนั้นเลย นักปรุงนักแต่ง ใช้ไม่ได้ เอ้า.. ให้คนอื่นบ้าง ภาวนาดีแล้ว ปล่อยคนอื่นบ้าง โยมนั้นน่ะดี บ้านอยู่ไหน เบอร์ ๖๑ ตะกี้นี้ (โยม : อยู่พัทยาค่ะ) ออ..อยู่ใกล้นิดเดียว ถ้ามาฟังธรรมได้ก็มานะ (โยม : ชั้นเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดี โรคภัยไข้เจ็บก็เยอะเหลือเกินค่ะหลวงพ่อ) นั่นแหละ ภาวนาให้กระดูกเป็นแก้วเลย (โยม : จะพอมีหวังที่จะภาวนาได้ใช่มั้ยคะหลวงพ่อ) มี (โยม : ขอบคุณค่ะ)

จิตที่เดินอยู่อย่างนี้นะ ถ้าไม่นอกลู่นอกทางซะนะ ไม่ขี้เกียจ รู้เล่นๆไปเรื่อยๆอย่างนี้นะ เร็วที่สุด เอ้า.. เอาไมค์ให้แกหน่อย แกรำพันอะไรฟังไม่ออก

โยม : ความปราถนานี้จะไม่ท้อถอยเลยค่ะ เพราะถือว่าเป็นความปราถนาสุดท้ายของชีวิตเลยค่ะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : ดีมากเลยนะ) เพราะตอนนี้ชีวิตมันเหลือน้อยแล้วค่ะ หลวงพ่อ (หลวงพ่อปราโมทย์ : ดี มีความไม่ประมาทด้วย) เพราะโรคภัยไข้เจ็บมาก

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไหนใครคิดว่าชีวิตยังเหลือมากบ้าง ยกมือซิ ก็ทั้งนั้นแหละ เอ้า..ให้คนอื่นบ้าง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

น้องมายด์ส่งการบ้าน

MP3: น้องมายด์ส่งการบ้าน
Media Player:

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ZIP: น้องมายด์ส่งการบ้าน

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอ้า… ลูกสาวส่งการบ้าน ว่ายังไง เห็นกิเลสมั้ย

น้องมายด์: เห็นค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เห็นอะไรบ้าง

น้องมายด์: เอ่อ… เยอะแยะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : (หัวเราะ)

น้องมายด์: ก็ บางทีก็มี เอ่อ โมหะน่ะค่ะ บ่อยมากเลย เวลาตื่นนอนใหม่ๆอย่างนี้ ก็ชอบนั่งแช่เป็นชั่วโมงเลยค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เหรอ (เสียงโยมหัวเราะ) แย่นะ แช่อยู่บนเตียงชั่วโมง ไปแช่ในห้องน้ำอีกชั่วโมงหรือเปล่า

น้องมายด์: (หัวเราะ) ก็ บางทีค่ะ ก็แช่ในห้องน้ำ

หลวงพ่อปราโมทย์ : คอยรู้สึกเรื่อยๆนะ

น้องมายด์: ค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไฟฟ้าไม่เชิญไปเป็นวิทยากร (เสียงโยมหัวเราะ) สอนพวกที่บอกว่าดูจิตยากน่ะ ที่บอกว่าการดูจิตนั้นมันยากเหลือเกิน เนี่ย เอามาสอนเบอร์ 38 มั่ง (เสียงโยมหัวเราะ) อ้าวแล้วไงอีก

น้องมายด์: ก็ เมื่อตอนวันอาทิตย์น่ะค่ะ อาทิตย์ที่แล้ว หนูไปว่ายน้ำค่ะ แล้วรู้สึกว่า มัน เอ่อ… มันบังคับไม่ได้ค่ะ คราวนี้หนูลองดูจิตดู มันก็ดูไม่ได้ ก็เลยดูกายค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ…

น้องมายด์: คราวนี้มันก็เลยเห็นว่า เหมือนมันจะไม่ใช่ตัวเราน่ะค่ะ คือ อันนี้หนูไม่รู้ว่าหนูคิดไป หรือว่าจิตมันรู้เองค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตมันรู้เองน่ะสิ นะ เห็นมั้ย อู้หู (เสียงโยมหัวเราะฮือฮาปรบมือ) เอ้า ใครอิจฉาเด็กบ้าง ยกมือ (เสียงโยมหัวเราะ) รวมทั้งพ่อด้วย แล้วไงอีก

น้องมายด์: ก็ช่วงนี้ รู้สึกว่า มีความทุกข์เลยค่ะ เพราะว่า ตอนแรกหนูได้ คือ หนูตีขิมเป็น คราวนี้งานวิชาการหนูจะได้ตีค่ะ ทีนี้ตอนแรกได้ตีพิเศษกว่าคนอื่น พอตอนหลังไปช้าเลยได้ตีแย่กว่าคนอื่น คราวนี้หนูก็เลยรู้สึกไม่ดี ก็หดหู่มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เหรอ แล้วทำไงล่ะ

น้องมายด์: ก็ดูไปค่ะ (เสียงโยมหัวเราะ)

หลวงพ่อปราโมทย์ : เห็นมั้ย บอกแล้วว่าต้องเอาไปเป็นวิทยากร (เสียงโยมปรบมือ) จบหรือยัง

น้องมายด์: จบแล้วค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอ้า.. ให้ผู้ใหญ่บ้าง.

CD : 26

หมายเหตุ

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่