Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ความเห็น ความยึดถือ

mp3 for download : ความเห็น ความยึดถือ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : ยอมรับได้มั้ยว่ากายไม่ใช่เรา บางคนก็ยอมรับได้บางคนก็ยังยอมรับไม่ได้ ถึงเห็นว่าไม่ใช่เราก็ยังรักยังยึดถือ คนละอันกันนะ ระหว่างความเห็นกับความยึดถือเนี่ย คนละอันกัน ความเห็นเรียกว่า ทิฎฐิ (ภาษาไทยสะกด ทิฐิ – ผู้ถอด) ความยึดถือเรียกว่า อุปาทาน (คนละความหมายกับคำว่า อุปทาน ที่คนใช้ – ผู้ถอด) เป็นองค์ธรรมคนละชนิดกัน เรามีความเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา แต่ยังรักอยู่

พระสกทาคามีเห็นมาตั้งแต่แรกแล้วว่าร่างกายไม่ใช่เรา แต่ยังยึดร่างกายอยู่ พระอนาคามีไม่ยึดร่างกายแล้ว แต่ยังยึดจิตอยู่ เห็นว่าจิตไม่ใช่เรามาตั้งแต่เป็นนักภาวนาอย่างนี้แหละ เริ่มเห็นความจริงว่าจิตไม่ใช่เรา เห็นอย่างถ่องแท้ว่าจิตไม่ใช่เรา เมื่อเป็นพระโสดาบัน แต่ก็ยังยึดจิตอยู่ อยากให้จิตมีความสุข อยากให้จิตมีความสงบ อยากให้จิตมีความดี

เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าพระอนาคามีเนี่ย คลุ้มคลั่งอะไรมากที่สุด คลุ้มคลั่งในการถนอมรักษาจิตมากที่สุดเลย หวงที่สุด ประคับประคอง คล้ายๆขี้ฝุ่นมาเกาะนี้มันก็ปัดๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
File 540716A
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๑๑ ถึงนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๓๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส

mp 3 (for download) : ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส

ดูพัฒนาการทางจิตใจ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส

โยม : ขอเรียนถามหลวงพ่อหน่อยครับ คือช่วงนี้ ไม่ทราบว่าสภาวะจิตของผมเป็นยังไงบ้างครับ มันเลวร้ายมากรึเปล่าครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่เลวร้ายนะ ถ้าพูดตรงไปตรงมา สภาวะตอนนี้ดี แต่ก่อนนี้อึดอัดรู้สึกมั้ย แน่นกว่านี้เยอะเลย แต่ก่อนเพ่งลูกเดียว แล้วมีทิฏฐิด้วยว่า มีทฤษฎีน่ะ ทิฏฐิ คือทฤษฎี ว่าต้องเพ่ง ที่นี้เราคอยรู้สึกเอา รู้สึกเอา ทีแรกหลวงพ่อบอกให้รู้สึกตัวนะ ยังไม่มั่นใจ ต้องภาวนา ต้องมีรูปแบบ ต้องเพ่งไว้ กำหนดไว้ ตอนนี้ใจมันเริ่มคลายออก เริ่มเป็นความรู้สึกตัว ที่ภาวนาตอนนี้ถือว่ามีพัฒนาการนะ อย่างเวลาเราดูพัฒนาการทางจิตใจนี่ ห้ามดูรายวัน ต้องดูรายไตรมาส ดูแบบสภาพัฒน์นะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๑๐
File: 491118B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๓๙ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๓๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตามองเห็นรูปทำผิดได้ ๔ แบบ

mp 3 (for download) : ตามองเห็นรูปทำผิดได้ ๔ แบบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ดูอายตนะ ผิดได้ ๔ แบบ

ตามองเห็นรูปทำผิดได้ ๔ แบบ

หลวงพ่อปราโมทย์: เราชอบตีความเพี้ยน ตีความเพี้ยนนะ ยกตัวอย่างบางคนหัดภาวนา เมื่อตามองเห็นรูป ท่านสอนอย่างนี้นะ เมื่อตามองเห็นรูป ความรู้สึกเกิดที่จิตน่ะ ความยินดียินร้ายเกิดที่จิต ให้มีสติรู้ทันนะ หน้าที่ของเราก็รู้ทันอย่างนี้นะ ไม่ใช่เมื่อตามองเห็นรูป เอาสติกำหนดไว้ที่จักษุประสาท จักขุประสาท เฉยๆ กำหนดอยู่ที่จักขุประสาท รู้จักมั้ย คือตัวที่รับภาพน่ะ ตัวเส้นประสาทที่รับภาพน่ะ

ถ้าจิตไปกำหนดไว้ที่จักขุประสาทเนี่ย ทุกอย่างจะนิ่งหมดเลย ไม่มีกิเลส เพราะอะไร เพราะจักขุประสาทเป็นรูป กิเลสไม่ได้อยู่ที่รูป แล้วก็จิตที่เกิดที่ตาที่เรียกว่าจักขุวิญญาณจิต จักขุวิญญาณจิตเป็นวิบากจิต เป็นจิตอัตโนมัติเกิดขึ้นธรรมดา หมาก็มี พระอรหันต์ก็มีนะ ไม่ได้ว่าท่านเทียบกับหมาหรอกนะ แต่หมายถึงว่าสัตว์ที่มีตาทั้งหมดน่ะ มันก็มีจักขุวิญญาณจิต แล้วจักขุวิญญาณจิตนี้ไม่มีกิเลสสักตัวเดียว ในขณะที่หมามองเห็นก็ไม่เกิดกิเลส ในขณะที่ผู้ปฏิบัติธรรมมองเห็นก็ไม่ได้เกิดกิเลส กิเลสเกิดตามหลังนั้นมาต่างหาก ถ้าเราเอาสติไปจ้องอยู่ที่ตานะ เอาสติไปจ้องอยู่ที่ประสาทหู จ้องอยู่ที่ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกาย กายะประสาท ทุกอย่างจะนิ่ง ไม่มีกิเลส

ไม่มีกิเลสไม่ใช่เพราะว่าไม่มีกิเลส ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีอนุสัย แต่อนุสัยไม่มีโอกาสทำงาน เพราะไปเพ่งไว้เฉยๆ เพราะฉะนั้นมันคือการเพ่งรูปนะ มันคือการเพ่งรูป ถ้าเพ่งเข้าไปเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็ไม่มีกิเลสเกิดแล้วแหละ ในขณะที่เพ่งอยู่ไม่มีกิเลสหยาบๆขึ้นมาได้หรอก แต่มีกิเลสที่อยู่เบื้องหลังการเพ่ง กิเลสที่อยู่เบื้องหลังการเพ่งนั้นคือโลภะ และทิฏฐิ โลภะก็คือ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ ทิฎฐิก็คือคิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะดี ทำอย่างนี้แล้วจะถูก เพราะฉะนั้นในขณะนั้นกิเลสครอบงำจิตอยู่แท้ๆเลย แต่ไม่รู้ไม่เห็นเลย

เพราะฉะนั้นจะต้องระมัดระวังมากนะในการเรียนกรรมฐานเนี่ย แค่ตามองเห็นรูปเนี่ยทำผิดได้ ๔ แบบ อย่างนี้จะมากกว่านี้ก็คงมีนะ แต่ภูมิปัญญาของหลวงพ่อรู้ได้แค่ ๔ แบบ ที่เห็นทำผิดอยู่

แบบที่ ๑ ไปกำหนดอยู่ที่รูป (ที่ตาเห็น) อันนี้ออกนอกเลย ไปกำหนดอยู่ที่รูป

อย่างที่ ๒ ไปกำหนดอยู่ที่จักขุประสาท ถามว่าตรงนี้จิตออกนอกมั้ย ออกนอกเรียบร้อยแล้ว จิตเคลื่อนไปที่จักขุประสาท จิตส่งออกนอกไปเรียบร้อยแล้ว ไปเพ่งจักขุประสาท

อย่างที่ ๓ นะ เอาสติไปจ่ออยู่ตรงผัสสะ ตรงที่มีการกระทบระหว่างตา รูป และความรู้สึก สิ่งที่เรียกว่าผัสสะนะ คือการประชุมกันของธรรมะ ๓ อย่าง คือ อายตนะภายนอก อายตนะภายใน แล้วก็จิต เพราะฉะนั้นไปดักดูตรงการกระทบของสิ่งสามสิ่งนี้ ก็นิ่งเหมือนกัน

อย่างที่ ๔ ก็ไปเพ่งจิตที่เกิดขึ้นทางอายตนะ เพ่งจิตที่ไปเห็นรูป

เพราะฉะนั้นตรงนี้เพ่งได้ตั้ง ๔ แบบ เห็นมั้ย ทางที่ผิดนี้ละเอียดละออเลย ยิบยับไปหมดเลย ถ้าไม่เรียนให้ดีจะนึกว่าดี ว่าทำอยู่ตรงนี้แล้วเหมือนไม่มีกิเลส กิเลสไม่มีโอกาสเกิดต่างหาก แต่ว่ามันเกิดไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ส่งจิตไปดู แค่นั้นก็ส่งจิตออกนอกแล้ว คือเมื่อไรออกนอกจากการรู้นะ รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เมื่อนั้นออกนอกทั้งนั้นล่ะ แต่หลวงปู่ดูลย์ไม่ได้ห้าม

หลวงปู่ดูลย์บอกว่า ธรรมดาจิตต้องออกนอกเพื่อจะไปรู้อารมณ์ เพียงแต่ออกนอกแล้วนะ พระอริยเจ้าทั้งหลายเนี่ย จิตไม่กระเพื่อมหวั่นไหว ต่างกันตรงนี้เท่านั้นเอง ส่วน พระอริยเจ้า คำว่าพระอริยเจ้าของท่านเนี่ย หมายถึงพระอรหันต์ พระอนาคาฯก็ยังกระเพื่อมหวั่นไหวได้นะ หวั่นไหวในอะไรพระอนาคาฯ หวั่นไหวในรูปฌาน อรูปฌาน ยังยินดีพอใจในรูปฌาน อรูปฌาน ถ้าต่ำกว่าพระอนาคาฯนี้ จะยินดีในกาม ยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ยินดีในการคิดเรื่องกาม และก็ยินร้ายในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ยินร้ายในการคิดเรื่องกาม เพราะฉะนั้นจะมีความยินดียินร้ายเกิดขึ้นทั้งสิ้น

เพราะธรรมชาติของจิตต้องออกไปรู้อารมณ์ แต่เมื่อรู้อารมณ์แล้วเนี่ย เฉพาะพระอรหันต์จิตไม่ยินดียินร้ายไม่กระเพื่อมหวั่นไหว นอกนั้นกระเพื่อมหวั่นไหวอยู่ กระเพื่อมหวั่นไหวอยู่มีสติรู้ทันมัน เพราะฉะนั้นไม่ใช่ภาวนาดูจิตแล้วห้ามกระเพื่อมหวั่นไหวนะ เข้าใจผิดอย่างร้ายแรงเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖
Track: ๘
File: 530829B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

mp3 for download : มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางใจมีสองพวก พวกหนึ่งคือความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ เรียกว่า “เวทนาทางใจ” มีศัพท์เพราะๆนะ ความสุขทางใจก็ไม่เรียกสุขเวทนา เรียก “โสมนัสเวทนา“  ฟังให้เป็นแขกมากๆหน่อย ความทุกข์ทางใจก็ไม่เรียกว่าทุกขเวทนา เรียก “โทมนัสเวทนา“  โสมนัส โทมนัส ใครเคยได้ยินคำว่า โสมนัส บ้าง? ชื่อวัดใช่ไหม? วัดโสมนัสฯ ดูให้ดี โสมนัส โทมนัส ความสุขความทุกข์ทางใจไม่ใช่จิตหรอก เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต มีอีกเวทนาหนึ่งเกิดขึ้นที่จิต เรียก “อุเบกขาเวทนา” เป็นความรู้สึกเฉยๆไม่สุขไม่ทุกข์

สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต มีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “สังขาร” มีสองอัน มีเวทนากับสังขาร แปลกปลอมเข้ามาในจิต “สังขาร” ก็คือ ความปรุงดี ความปรุงชั่ว ความปรุงกลางๆไม่ถึงกับดีไม่ถึงกับชั่ว

ความปรุงดี เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นความปรุงดี เพราะฉะนั้นปัญญาก็เป็นของปรุงแต่งนะ เมื่อเป็นของปรุงแต่งได้ เกิดได้ ยังดับได้อยู่ ยังเป็นของปรุงแต่งอยู่ สติล่ะ สติก็เป็นของปรุงแต่ง เกิดได้ ยังดับได้อยู่ มันอยู่ในขันธ์น่ะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษแท้จริงแล้ว

เพราะฉะนั้นตัวกุศลทั้งหลายเอง ก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ แปรปรวน เกิดแล้วก็ดับเหมือนกัน มีเหตุถึงจะเกิด ไม่มีเหตุไม่เกิดหรอก สติก็ต้องมีเหตุของสติถึงจะเกิด สมาธิก็ต้องมีเหตุของสมาธิ ศรัทธาก็ต้องมีเหตุของศรัทธา วิริยะก็ต้องมีเหตุของวิริยะ สมาธิก็ต้องมีเหตุของมัน แต่ละอันๆมันมีเหตุ  ความปรุงดีมันแทรกเข้ามาในจิต มันไม่ใช่จิต สติไม่ใช่จิต ศรัทธาไม่ใช่จิต สมาธิไม่ใช่จิต ปัญญาไม่ใช่จิต เป็นความปรุงดี

ความปรุงชั่ว ได้แก่ โลภ โกรธ หลง นี่พูดแบบรวบย่อ กิเลสสามตระกูล โลภ โกรธ หลง แต่ละตระกูลก็แยกย่อยออกไปได้เยอะแยะ

โลภะเป็นความโลภ ราคะก็โลภ อยู่ในตระกูลโลภเหมือนกัน ความอยากก็อยู่ในตระกูลโลภ ความยึดถือในความคิดความเห็น อันนี้ก็อยู่ในตระกูลโลภะเรียกว่าทิฎฐิ ตระกูลโลภก็มีเยอะแยะเลย

ตระกูลโกรธก็เยอะนะ เช่น ความเศร้าโศก ความเศร้าโศกเสียใจ เป็นกิเลสตระกูลโทสะ ตระกูลโกรธ ความกลัว ความกังวล ความตระหนี่ เวลาความตระหนี่เกิดขึ้นมาในใจ รู้สึกมีสุขหรือมีทุกข์ เวลาใจเกิดความตระหนี่ขึ้นมา ใจเป็นทุกข์นะ ไม่ใช่ใจเป็นสุข เมื่อไรใจเป็นทุกข์ อันนั้นตระกูลโทสะ เพราะจิตที่มีโทสะจะมีความทุกข์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้นมาแล้วใจเป็นทุกข์นะ รู้ได้เลยว่า อันนี้เป็นตระกูลโทสะ ดูง่ายๆเลย ความอิจฉา อิจฉาเกิดแล้วมีความสุขไหม ความกังวลนี่เยอะแยะเลยนะ ตระกูลโทสะ มีลูกมีหลานยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเลย

ตระกูลหลง ตระกูลโมหะ เช่น ฟุ้งซ่าน โมหะนี้เป็นตระกูลที่ว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่เห็นรูปนามตามความเป็นจริง มันปิดกั้นปัญญา โมหะกับปัญญาเป็นสิ่งตรงข้ามกัน บางทีเรียกปัญญาว่า “อโมหะ” ไม่มีโมหะ โมหะกับปัญญาตรงข้ามกัน มีปัญญาก็จะรู้สภาวะทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้ความจริงของสภาวะ มีปัญญาจะรู้ความจริงของสภาวะ ถ้ามีโมหะจะไม่รู้ความจริงของสภาวะ เช่นโกรธอยู่-ไม่รู้ว่าโกรธอยู่ นี่กำลังหลงอยู่นะ มีโมหะ  โลภอยู่-ไม่รู้ว่ากำลังโลภอยู่ มีโมหะ

ทำไมมันไม่รู้? เพราะใจมัวหนีไปที่อื่น เรียกว่าใจมันฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นโมหะมีตัวใหญ่ตัวหนึ่งนะ คือ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน เวลาจิตฟุ้งซ่านไปทางตา ฟุ้งซ่านไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ฟุ้งซ่านไปคิด มันจะไม่รู้สภาวะแล้ว มันจะลืมตัวเอง เพราะฉะนั้นความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นมา จะไม่เห็นสภาวะ

ยังมีโมหะตัวอื่นๆอีก เช่น ความลังเลสงสัย แต่ถ้าเราสงสัยว่าถนนนี้ไปไหน คนๆนี้ชื่ออะไร อันนี้ไม่เรียกว่าโมหะ โมหะนี้สงสัยในพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ธรรมะจะจริงหรือ การปฏิบัตินี้มันเป็นไปได้หรือเปล่า มันทำได้อย่างไร พระอริยสงฆ์จะมีจริงหรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมี พระพุทธเจ้าก็คงเป็นนักปราชญ์คนหนึ่งหรอก เป็นนักปราชญ์ที่คิดเก่งหน่อย หรืออาจจะไม่ใช่มีคนเดียวด้วย เป็นคนที่แต่งตำรา เขียนพระไตรปิฎก อาจเป็นคนกลุ่มใหญ่เลยช่วยกันเขียนขึ้นมา แล้วโมเมว่ามีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง คิดได้ขนาดนี้นะ ธรรมะก็ไม่มีอะไรหรอก เป็นปรัชญา สอนไปเพื่อหลอกให้คนทำดี สังคมจะได้สงบสุข แน่ะ คิดไปได้ขนาดนั้น ศีลธรรมก็ไม่มี นรกสวรรค์ก็ไม่มีหรอก เป็นอุบายของนักปราชญ์ ที่จะให้สังคมสงบสุข เนี่ยใจตระกูลอย่างนี้นะ มิจฉาทิฎฐิทั้งนั้นเลย พวกนี้ต้องล้างด้วยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนานะ ถึงจะล้างมันไหว ถ้าภาวนาไม่เป็น ก็สงสัยว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริงหรือ

ถ้าภาวนาเป็น ได้เป็นพระโสดาบันเมื่อไหร่ ไม่สงสัยอีกต่อไป เพราะฉะนั้นคนที่ล้างความสงสัยได้เด็ดขาด ต้องเป็นพระโสดาบัน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๗
File: 530606A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๑ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กิเลสที่ทำให้เนิ่นช้า

mp 3 (for download) : กิเลสที่ทำให้เนิ่นช้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

กิเ้ลสที่ทำให้เนิ่นช้า

กิเ้ลสที่ทำให้เนิ่นช้า

หลวงพ่อปราโมทย์: การปฏิบัตินี่ไม่ใช่ให้เราลงมือทำอะไร เราไม่ทำอะไรเกินจากการรู้ตามความเป็นจริงนะ รู้กายตามความเป็นจริง รู้ใจตามความเป็นจริง แค่นี้เรียกว่าปฏิบัติ ถ้าเกินจากนี้ไม่ใช่ละ เกินจากนี้เป็นการหลงความปรุงแต่งฝ่ายกุศลแล้ว

อยากจะดีก็ปรุงใหญ่เลยนะ กดข่มบังคับ เครียด เก็บกด มันทำของง่ายให้กลายเป็นของยาก สิ่งที่ทำของง่ายให้กลายเป็นของยากนะ ท่านเรียกว่า ‘ปปัญจธรรม’ ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า มีตัณหา อยากปฏิบัติมาก ก็ยิ่งดิ้นมาก มีทิฎฐิ คิดมาก ก็ยิ่งฟุ้งซ่านมาก เปรียบเทียบไปเรื่อย ไม่ยอมรู้กายรู้ใจ มีมานะมาก ถือว่ากูเก่ง กูรู้หมดแล้ว กูเลยเรียนอะไรไม่ได้เลย หรือกูโง่สุดๆ แล้ว กูก็เลยเรียนอะไรไม่ได้เหมือนกันเพราะใจฝ่อ เพราะฉะนั้นอย่าให้กิเลส ๓ ตัวนี้มาครอบงำ

ความอยากปฏิบัตินั้นแหละตัวดีเลย ทันทีที่อยากปฏิบัติมันจะเกิดการหมายรู้ มันจะหมายลงไป จะจงใจเข้าไปรู้ ทันทีที่จงใจเข้าไปรู้เกิดการกระทำกรรมแล้ว การกระทำกรรมคือการจงใจเข้าไปรู้ เมื่อจงใจเข้าไปรู้ปุ๊บ วิบากคือความทุกข์ก็จะเกิดทันทีเลย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี
หนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี
เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘
CD: สวนโพธิญาณอรัญวาสี แผ่นที่ ๑๐
Track: ๑
File: 480911A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๑๒ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๓๕
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนในโลกทะเลาะกัน ด้วยสองเหตุผล คือ ตัณหา และทิฏฐิ

mp 3 (for download) : คนในโลกทะเลาะกัน ด้วยสองเหตุผล คือ ตัณหา และทิฏฐิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ลดความเห็นแก่ตัวลงนะ วิธีสำรวจใจตัวเองด้วยความซื่อตรง มันเห็นแก่ตัวมากไหม สำรวจด้วยความซื่อตรงเลย มีสติรู้ทันจิตตัวเองนี่แหละ ดีที่สุดเลย มันเห็นแก่ตัวขึ้นมารู้ มันยึดในความคิดความเห็นของตัวเองก็รู้ คนในโลกทะเลาะกันด้วยสองเหตุผลเท่านั้น ฟังแล้วมีเหตุผลมากมาย แต่พระพุทธเจ้าสอนคนในโลกทะเลาะกันด้วยสองอย่าง ด้วยตัณหา กับด้วยทิฏฐิ

‘ตัณหา’ ก็คือ ผลประโยชน์มันขัดกัน อยากได้แล้วมันไม่ได้ คนโน้นมันได้ไปไม่ชอบมัน หาทางล้างมันทำลายมัน กับ ‘ทิฏฐิ’ มีความเห็นไม่เหมือนกัน ท่านว่าฆราวาสกับฆราวาสนะ ทะเลาะกันตัวตัณหาและทิฏฐิ ส่วนพระกับพระ ทะเลากันด้วยทิฏฐิ ความเห็นไม่ตรงกัน สอนไม่เหมือนกันก็ฆ่ากันตาย แต่ผลประโยชน์ก็มีนะ เดี๋ยวนี้ เพราะพระก็เป็นโยมเหมือนกัน เป็นโยมใส่ผ้าเหลือง อย่างนั้นก็มีเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น เราสำรวจใจของเราด้วยความซื่อตรงนะ เรียนรู้ลงไป ความไม่ดีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในตัวเอง ขุดคุ้ยมันออกมาดู อย่าไปดูคนอื่น ดูของเราเอง เราจะเห็นเลยว่ากิเลสของเรานั้นมากมายสาหัสสากรรจ์เลย จะหาผู้ร้ายสักคนไม่ต้องไปหาไกล หาที่ใจเรานี่เอง ใจเรานี่ปรุงกิเลสทั้งวัน ปรุงกิเลสทั้งคืน ไม่เคยหยุดนิ่งเลย ปรุงความรักตัวเอง ปรุงความเห็นแก่ตัว ปรุงความยึดมั่นถือมั่นในความคิดความเห็น ปรุงความอยากนานาชนิด

ให้เรารู้ทันไว้นะ ถ้าเรารู้ทันกิเลสจะครอบงำจิตไม่ได้ เราจะมีเหตุผลในการดำรงชีวิต คนทุกวันนี้ไม่มีเหตุผลในการดำรงชีวิตนะเพราะว่ากิเลสมันครอบงำจิต เพราะฉะนั้นเรามีสติรู้ทันจิตไป กิเลสเกิดขึ้นเรารู้ทันไป เราจะเหลือแต่เหตุผล เหตุผลในการดำเนินชีวิต

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
File:  530314B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อัตตวาทุปาทาน

mp3: (for download) อัตตวาทุปาทาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: หลวงพ่อครับ อยากให้หลวงพ่อช่วยอธิบายครับว่า การบังคับ หมายถึงว่ามีตัวตนที่บังคับได้ และก็ตัวตนที่บังคับไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์: ตัวตนไม่มีนะ ไม่มีสักอย่างเดียว ทั้งตัวตนที่บังคับได้ ตัวตนที่บังคับไม่ได้ ตัวตนไม่มี มีแต่ขันธ์

โยม: บางครั้งเราไม่เข้าใจว่า อย่างเช่น บางเรื่องเราเข้าใจว่ามันบังคับไม่ได้ อย่างสมมุติว่าเราสั่งให้มือขยับอย่างนี้

หลวงพ่อปราโมทย์: อันนี้ เพราะว่ารูปมันเคลื่อนไหวได้เพราะจิตสั่ง การที่จิตสั่งเป็นเหตุอันหนึ่งให้เกิดรูป รูปบางอย่างเกิดจากจิตเรียก ‘จิตตชรูป’ รูปที่เกิดจากจิต เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ารูปทุกอย่างที่สั่งได้

โยม: ขออีกคำถามครับ ก็คือว่า บางครั้ง ไปดูว่า บางครั้งจิตเป็นผู้รู้ จิตเป็นผู้นึก บางครั้งเป็นผู้จำ ระหว่างที่ดู บางครั้งเราเห็นว่าหลังจากเกิดกิเลสแล้ว ก็จะมี… มองไปดูอีกทีหนึ่งมันมีตัวตน เห็นตัวตนแทรกมาเป็นระยะๆ

หลวงพ่อปราโมทย์: ใช่ๆ

โยม: ครับ คราวนี้บางทีก็เป็นตัวตนใหญ่ ตัวตนเล็ก บางทีก็มองไม่ชัดไม่เห็น บางครั้งก็ตั้งใจเข้าควานๆเพื่อไปหามันว่ามันอยู่ตรงไหน

หลวงพ่อปราโมทย์: ถ้าควานอยู่ไม่เห็นหรอกเพราะว่าเราเอาตัวตนเที่ยวหาตัวตน มองไม่เห็น ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นตัวตนจริงๆไม่มีหรอก จิตเราไปสำคัญว่ามีขึ้นมาเอง เป็นทิฎฐิ เป็นมิจฉาทิฎฐิ ไม่มีจริง เหมือนภาพฝัน เหมือนภาพลวงตา

โยม: ตัวนี้เป็นทิฎฐิหรืออุปาทานครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: ใจมันไปสำคัญผิดว่ามีตัวตน มันอุปาทานในสิ่งต่างๆ แลัวมันก็ยึดในวาทะว่ามีตัวตน เพราะฉะนั้นไม่มีนะ ว่า ความยึดอุปาทานในตัวตน ไม่มี มีแต่คำว่า ‘อัตตวาทุปาทาน’ อัตตะ วาทะ มีวาทะว่ามีตัวตน แล้วไปยึดในวาทะอันนี้ เพราะฉะนั้นตัวตนจริงๆไม่มีให้ยึดหรอก แต่เราไปยึดในความคิดความเห็นว่ามีตัวตน แล้วไปสำคัญมั่นหมาย เอาสภาวธรรมซึ่งเราไปรวบมาแล้ว แล้วไปสำคัญหมายว่าเป็นตัวเป็นตน เรียกว่า ‘สัญญาวิปลาส‘ วิปลาสไป ทั้งๆที่ไม่มี

โยม: คือ มันเป็นสภาวะที่ผุดขึ้นมาเท่านั้นเอง

หลวงพ่อ: ใช่ มันผุดขึ้นมาตามหลังความคิดมา พอเราคิดนะ โดยเฉพาะถ้าคิดแล้วกิเลสเจือนะ จะโผล่ได้เร็วและแรง ถ้าคิดไปในทางเป็นกุศลนะ ก็โผล่เหมือนกันนะ โผล่มานุ่มนวล เบาๆ แหม ฉันเป็นคนดี นี่ฉันทำบุญใส่บาตร ฉันดี

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรี่ราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันอังคารที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
File: 510415B
Time: นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่