Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ทำอะไรขึ้นมาก็ผิดทั้งนั้น

mp 3 (for download) : ทำอะไรขึ้นมาก็ผิดทั้งนั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทำอะไรขึ้นมาก็ผิดทั้งนั้น

ทำอะไรขึ้นมาก็ผิดทั้งนั้น

หลวงพ่อปราโมทย์ : จริงๆเราอย่ากังวลนะ การภาวนา อย่ากังวลว่าทำผิด ผิดแน่นอน เพียงแต่ผิดน้อยลงๆต่างหากล่ะ ไม่ใช่ทำถูกหรอก ทำถูกคือไม่ทำอะไร รู้แต่ไม่ได้จงใจจะรู้ รู้แต่ไม่ได้จงใจ นอกนั้นก็ยังทำอยู่แต่ว่าทำแบบน้อยลงๆ ปรุงน้อยลงๆนะ ก็เข้าใกล้ความไม่ปรุงมากขึ้นๆ

งั้นเวลามาส่งการบ้านอย่ากลุ้มใจนะ ไม่มีถูกหรอก แต่ถ้าคนใหม่ๆมาถามหลวงพ่อทำถูกหรือยัง ก็ถูกนะ ตอบแบบสอนเด็กใหม่ก็ไปอีกอย่างนึง ถ้าสอนคนเก่าๆอย่าไปกังวลเลยยังไงก็ไม่ถูกหรอก ยอมรับความจริงได้ก็จะถูกเมื่อนั้น

มีบางคนภาวนาบอกท้อแท้ใจ ท้อใจแล้ว ภาวนามันเจริญแล้วก็เสื่อมไป เจริญแล้วก็เสื่อมไป อันนั้นเพราะอะไร เพราะใจไม่ยอมรับความจริง ว่าจิตมีธรรมชาติเจริญแล้วเสื่อมใช่มั้ย โอ้ ท้อใจๆ ไปท้อมันทำไม จิตมันเจริญแล้วเสื่อมนั่นความจริงของมันต่างหาก ถ้าเรายอมรับความจริงตรงนี้ได้ ใครเจริญล่ะใครเสื่อมล่ะ จิตเจริญจิตเสื่อม เพราะนั้นจิตเค้าเจริญก็รู้ไปสิ เจริญก็ไม่เที่ยงนะ จิตเสื่อมก็ช่างมันสิ เรื่องมันเสื่อมน่ะ มันเจริญได้มันก็เสื่อมได้สิ ในที่สุดจิตก็เป็นกลาง พอจิตเป็นกลางนะ เจริญก็ไม่ยินดี เสื่อมก็ไม่ยินร้าย ไม่มีคำว่าเจริญและเสื่อมในสารบบของเราอีกต่อไปแล้ว

งั้นภาวนานะจนกระทั่งมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง งั้นอย่าไปกังวล โอ๊ มาส่งการบ้านทีไรมีแต่ถูกว่าทุกทีเลย ผิดอีกแล้ว โน่นก็ผิด ไอ้นี่ก็ผิด มาส่งการบ้านมันก็ผิดแหงๆล่ะเพราะไปเล่าว่าไปทำอะไรมา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๑๔
File: 511120.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อานาปานสติ (ตอนที่ ๖) ลมหายใจ ต้องลงไปที่ท้อง

mp3 for download : อานาปานสติ (ตอนที่ ๖) ลมหายใจ ต้องลงไปที่ท้อง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อานาปานสติ (ตอนที่ ๖) ลมหายใจ ต้องลงไปที่ท้อง

อานาปานสติ (ตอนที่ ๖) ลมหายใจ ต้องลงไปที่ท้อง

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกภาวนาไม่เป็นนะ มาหัดเริ่มหายใจ จะหายใจไปที่หน้าอก คนหายใจเป็นนะ หายใจลงไปที่ท้อง แปลกมั้ย เวลาจงใจหายใจ จะหายใจด้วยหน้าอกนะ เราหายใจตามธรรมชาติที่เราหายใจทุกวันนี้ มันหายใจลึกลงไปถึงท้อง ในความรู้สึกนะ ลมไม่เข้าท้องหรอก ไม่งั้นท้องป่องไปเลย ถ้าหายใจตามธรรมชาติ ท้องจะพอง ท้องจะยุบ หายใจแบบจงใจเกร็งไว้นะ หน้าอกจะพอง หน้าอกจะยุบ เหนื่อยนะ หน้าอกเขามีกระดูกหุ้มไว้ เขาไม่ได้เอาไว้พองเล่น พองไม่มากหรอก แต่ท้องขยายได้ หายใจแล้วสบาย

เพราะฉะนั้นทีแรกหายใจ มันจะลงไปลึกเลย หายใจไม่เป็นก็ลึกไประดับหน้าอก หายใจเป็นลึกระดับท้อง พอจิตเริ่มรวมจิตเริ่มสงบนะ หายใจจะตื้นขึ้นมา จะสั้น สั้น สั้น ขึ้นมา เหมือนมาอยู่ที่จมูกนั่นเอง พอลมหายใจขึ้นมาสูงขึ้นมา จิตมันจะสว่างขึ้นเรื่อยๆนะ จะสว่าง เนี่ยอย่างเรากำหนดอย่างนี้นะ เนี่ยสว่างขึ้นมาแล้ว ตรงที่จิตสว่างขึ้นมาแล้วเนี่ย มีทางแยก…

541106A.06m46-07m56

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 42
File: 541106A.mp3

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นักภาวนา มีผัสสะแล้วมีสติรู้ทันกิเลส

mp 3 (for download) : นักภาวนา มีผัสสะแล้วมีสติรู้ทันกิเลส

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

นักภาวนา มีผัสสะแล้วมีสติรู้ทันกิเลส

นักภาวนา มีผัสสะแล้วมีสติรู้ทันกิเลส

หลวงพ่อปราโมทย์ : ปล่อยให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจทำงานไปตามธรรมชาติธรรมดา ให้ตามองเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายกระทบสัมผัส ใจให้มันคิดนึกปรุงแต่งตามธรรมชาติ แต่เราต่างกับคนทั่วๆไปต่างกับสัตว์ทั่วๆไปตรงที่ เรามีสติตามรู้มัน ตามองเห็นรูปความรู้สึกเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่จิต เห็นรูปบางอย่างก็เกิดความสุข เห็นรูปบางอย่างเกิดความทุกข์ ตามองเห็นรูป รูปบางอย่างเกิดกุศล รูปบางอย่างเกิดอกุศล มีมั้ยตามองเห็นรูปแล้วเกิดกุศล มีมั้ย มีใช่มั้ย

สมมติเราเห็นภาพพระพุทธรูปเห็นวัดเห็นเจดีย์อะไรงี้ ถ้าคนเกลียดวัดนะเห็นวัดแล้วเกิดอกุศลใช่มั้ย เห็นสิ่งเดียวกันแต่ว่าบางคนเกิดกุศลบางคนเกิดอกุศล บางคนเห็นพระพุทธเจ้าเกิดกุศลบางคนเห็นพระพุทธเจ้าเกิดอกุศลเป็นไปได้มั้ย ถมเถไปใช่มั้ย บางคนมันด่าพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป บางคนมันจะมาดักยิงพระพุทธเจ้าก็มี ยิงด้วยธนูเอาช้างมาให้เหยียบ นี่เรามีสติไว้เราไม่จ้องอยู่ที่จิต ห้ามจิตมีความรู้สึกเราไม่ห้าม ให้ตากระทบรูปตามธรรมชาติ กระทบแล้วเกิดสุขเกิดทุกข์เกิดกุศลอกุศลที่จิตให้เกิดไปตามธรรมชาติ

ไม่ห้าม ไม่ห้ามการกระทบทางตา ไม่ใช่ว่าต้องอย่าไปดูมัน พอดูแล้วก็ไม่ห้ามการทำงานทางใจ ตามองเห็นไปตามธรรมชาติธรรมดา เห็นแล้วใจเค้าทำงานตามธรรมชาติธรรมดา เห็นแล้วเกิดความสุขรู้ว่ามีความสุข เห็นแล้วเกิดความทุกข์รู้ว่ามีความทุกข์ เห็นแล้วเกิดกุศลรู้ว่ามีกุศล เห็นแล้วโลภโกรธหลงขึ้นมารู้ว่ามีโลภโกรธหลงเกิดขึ้น ให้เรามีสติตามดูนะ

เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว ผู้ปฏิบัติกับคนธรรมดาที่ไม่ได้ปฏิบัติใกล้เคียงกันมากเลย คือปล่อยให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจทำงานตามธรรมชาติ กระทบอารมณ์ตามธรรมชาติ กระทบแล้วปล่อยให้ใจเกิดปฏิกิริยาไปตามธรรมชาติแล้วมีสตินะ มีสติ คนทั่วไปขาดตรงที่มีสติตามรู้นี่แหล่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๐
Track: ๑
File: 540417.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๔๒ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ข้อแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็น

mp 3 (for download) : ข้อแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ข้อแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็น

ข้อแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็น

หลวงพ่อปราโมทย์: จิตนะมันก็คล้ายๆเด็กคนหนึ่ง เป็นเด็กซนด้วย จิตของทุกคนเป็นเด็กซนๆ นะ เพราะฉะนั้นจิตจะเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ทำงานอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราเป็นแบบผู้ใหญ่ใจร้าย เราไปถือไม้เรียวเฝ้าเด็กไว้เนี่ย เด็กก็ตัวแข็งๆ ไม่กล้ากระดุกกระดิก เด็กก็ผิดธรรมชาติแล้ว เด็กไม่กล้าเคลื่อนไหว

จิตนี้เหมือนกัน ถ้าเราไปนั่งเพ่ง นั่งจ้อง นะ จิตก็จะนิ่ง ไม่กล้าเคลื่อนไหว ไม่กล้ากระดุกกระดิก เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเพ่งมัน ปล่อยให้มันทำงานเป็นอิสระเลย แล้วมีสติตามดู ผู้ปฏิบัติกับคนปฏิบัติไม่เป็นเนี่ย ต่างกันนิดเดียว เด็กๆที่ปฏิบัติไม่เป็นนะ จิตมันเดี๋ยวก็แกว่งขึ้น เดี๋ยวก็แกว่งลง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ตลอดเวลา จิตมันเป็นอย่างนั้นเอง เป็นธรรมชาติ เจอสิ่งนี้มันดีใจ เจอสิ่งนี้มันไม่พอใจนะ เปลี่ยนแปลงไป

แต่ว่าเด็กนั้นอารมณ์มันเปลี่ยนแปลงนะ แต่มันไม่รู้ นะ มันไม่รู้ มันมัวแต่หลงออกไปภายนอก ผู้ปฏิบัติต่างจากเด็กนิดเดียว ตรงที่ว่าเรารู้ทัน จิตเราโลภขึ้นมาเรารู้ทัน จิตเราโกรธขึ้นมาเรารู้ทัน จิตเราหลงขึ้นมารู้ทัน จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ จิตสงสัย จิตเป็นอย่างไรคอยรู้ทันไปเรื่อยๆ แต่ว่าปล่อยจิตให้มันทำงานไปอย่างอิสระนะ เหมือนเราเป็นเด็กๆ ปล่อยจิตมันให้ทำงานไป เหมือนจิตใจของเด็กธรรมดานั่นเอง

นี่ฝึกไปอย่างนี้ ง่ายๆ เราก็จะได้เห็นความจริง ว่าจิตนี้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่คือ “ไม่เที่ยง” นะ จิตนั้นทนอยู่ในสภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ เช่นสุขก็สุขไม่นานนะ ทุกข์ก็ทุกข์ได้ชั่วคราว เนี่ยเรียกว่ามันเป็น “ทุกขัง” มันทนอยู่ไม่ได้ มันถูกบีบคั้นตลอดเวลา จิตนี้นะ เราสั่งมันไม่ได้ มันจะสุข มันจะทุกข์ มันจะดี จะชั่ว เราสั่งมันไม่ได้ นี่เรียกว่า “อนัตตา”

เราดูของจริงนะ เราจะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดูในกาย ดูในจิตนะ ดูไปเรื่อยๆ ดูเขาทำงานไปเรื่อย อย่าไปบังคับเขา ถ้าเราลืมดู เรียกว่า “หลงไป” นะ ใช้ไม่ได้ ถ้าเราไปเพ่งกายเพ่งจิต มันก็นิ่งๆ ไม่เห็นความจริง ก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้เรารู้เล่นๆ

เพราะฉะนั้น เด็กๆ เนี่ย จิตใจมันจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง มันอยากจะวิ่งมันก็วิ่งนะ ร่างกายมันก็เคลื่อนไหวไป หกล้มขึ้นมา มันเจ็บมันก็ร้องไห้ มันไม่ได้มีมารยา นะ ของเราถ้าหกล้มใช่มั้ย เราเจ็บเนี้ยไม่เท่าไหร่ แต่อายมากกว่า เห็นมั้ย เด็กไม่อาย รู้สึกมั้ย แต่หลวงพ่อไม่ได้สอนให้พวกเราหน้าด้านนะ แต่เทียบให้ฟังน่ะ อย่างเด็กหกล้มเนี่ย เด็กเจ็บ แต่ของเราเนี่ยอาย ใช่มั้ย เจ็บด้วย แล้วอายด้วย นี่บวกมารยาเข้าไป นะ ถ้าเรามีใจอย่างเด็กๆ นะ ใจซื่อๆ ความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้น ก็มีสติรู้ทันนะ ต่างกับเด็กตรงที่เด็กมันไม่รู้เท่านั้นเอง

แต่เด็กบางคนรู้นะ หลวงพ่อตอนอายุสิบขวบ ไฟไหม้ข้างบ้าน ตกใจ วิ่งจะไปบอกพ่อ วิ่งไป ตึ๊บ ตึ๊บ ตึ๊บ วิ่งไปสามก้าวเท่านั้น มันไปเห็นจิตที่ตกใจเข้า ความตกใจมันดับลงตรงนั้นเลย นะ มันตื่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นเด็กบางคนมันก็เป็นเหมือนกันนะ ทีนี้พวกเรานะ ปล่อย..ให้กายให้ใจเขาทำงาน ให้เขาเคลื่อนไหว ให้เขาเปลี่ยนแปลงแล้วเราตามดู

ผู้ปฏิบัติไปพลาดตรงไหน พลาดตรงที่ไปทำลายหัวใจของเด็กๆ เสียนะ เป็นหัวใจที่เต็มไปด้วยมารยานะ เรากดข่ม บังคับตัวเองสารพัดเลยนะ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ไม่เป็นธรรมชาตินะ ใจเราจะมีความรู้สึกอะไร เราก็คอยควบคุม คอยบังคับ คอยกดข่ม จนเครียดไปหมดเลย นะ เพราะฉะนั้นเราเต็มไปด้วยความทุกข์ เราสร้างความทุกข์ขึ้นมาเอง เราสร้างความลำบากในกายในใจขึ้นมาเอง

ลองเปลี่ยนซะนะ อย่าไปเพ่งกาย อย่าไปเพ่งใจ อย่าไปกำหนดกาย อย่าไปกำหนดใจ ให้มีสติรู้กาย ให้มีสติรู้ใจ รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเล่นๆ วันหนึ่งเราจะเห็นความจริงเลย ทั้งกายทั้งใจนี้ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานะ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง เห็นแต่สภาวธรรม แต่ไม่มีตัวเรา

เช่น ความโกรธเกิดขึ้น เราเห็นเลย ความโกรธไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นสภาวธรรมที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความโลภเกิดขึ้นก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่สภาวธรรมอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไปหมดเลย ความสุขเกิดขึ้นนี่ เรามีสติรู้อยู่ มีใจตั้งมั่น เห็นเลย ความสุขนั้นเป็นแค่สิ่งที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป เป็นของแปลกปลอมมาชั่วครั้งชั่วคราว ความสุขไม่ใช่ตัวเรา นะ

เราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาผ่านไปล้วนแต่ไม่ใช่ตัวเรา นี่เราคอยรู้สึกไป รู้สึกไปนะ ในกายนี้ก็มีแต่สภาวธรรม ไม่ใช่ตัวเรา ในจิตก็มีแต่สภาวธรรม ไม่ใช่ตัวเรา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเศก (ศาลาลุงชิน) ครั้งที่ ๒๗
เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕๒
CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๗
File: 520215.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๖ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๔๑

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปล่อยใจให้กระทบกระเทือนไปตามธรรมชาติ แล้วรู้ทัน

ปล่อยใจให้กระทบกระเทือนไปตามธรรมชาติ แล้วรู้ทัน

ปล่อยใจให้กระทบกระเทือนไปตามธรรมชาติ แล้วรู้ทัน

mp3 (for download) : ปล่อยใจให้กระทบกระเทือนไปตามธรรมชาติ แล้วรู้ทัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: สวมหัวใจเด็กไว้นะ เด็กน่ะมีหัวใจที่ซื่อๆ กระทบอารมณ์อย่างนี้ดีใจมันก็ดีใจ กระทบอารมณ์อย่างนี้เสียใจมันก็เสียใจ  เราต่างกับเด็กนิดเดียว ตรงที่ดีใจแล้วเรารู้ทัน เสียใจเรารู้ทัน เรารู้ทันใจ แต่ปล่อยใจให้มันกระทบอารมณ์ตามธรรมชาติ กระทบแล้วก็ให้มันเกิดความรู้สึก ให้มันเกิดปฏิกิริยาไปตามธรรมชาติ ของพวกผู้ใหญ่เนี่ยนะกระทบอารมณ์หรอก แต่ว่าพอจะเกิดปฏิกิริยาขึ้นที่ใจเนี่ย ไปดัดแปลงให้ผิดธรรมชาติ เช่นไปข่มใจให้นิ่ง โกรธก็ไม่เอาข่มไว้ โลภก็ไม่เอา ข่มไว้ นี่ไม่ใช่สวมหัวใจเด็กละ สวมหัวใจมายากล มายากร ดัดแปลง

เพราะฉะนั้นปล่อยให้กระทบอารมณ์ตามธรรมชาตินะ ธรรมดาเลย ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบ กระทบแล้วปล่อยให้ใจมันกระเทือนไปตามธรรมชาติ หน้าที่ของเราก็คือใจมันกระเทือนแล้วรู้ทัน ตามรู้ไปเรื่อยๆ

ที่นี้พวกนักปฏิบัติผิดสองอัน ผิดสองอันตรงที่ กระทบเนี่ยก็มักจะจงใจกระทบ เช่น ดัดแปลงการเดิน เดินไม่เหมือนคนธรรมดา หายใจไม่เหมือนคนธรรมดา จะขยับไม้ขยับมือไม่เหมือนคนธรรมดา นี่ดัดแปลงการกระทบละ

อันที่สองกดจิตไว้ไม่ให้กระเทือน พอกระทบก็ผิดธรรมดานะ เช่น เวลามองอะไรทีนะ ต้องตั้งหลักให้ดีละ ค่อยๆมอง นี่ดัดแปลงการกระทบนะ พอมองไปแล้วเกิดอะไรล่ะ ก็เฉยสิ ใจไม่กระเทือนขึ้นมา รู้สึก โอ้…ชะรอยกูจะเป็นพระอรหันต์ละ เนี่ย เหมือนคนเป็นอัมพาตหน่อยๆ ชะรอยพระอรหันต์จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติเนี่ยนะ พอกระทบผัสสะก็บิดเบือน เดินก็ไม่เหมือนคนธรรมดา ย่องๆๆ นะ ทำอะไรก็ผิดคนธรรมดา จะกินข้าว บางคนนะ เคยได้ยินมา กินข้าวคำนึงเนี่ยตั้งครึ่งช.ม. ตักอยู่นั่นแหละ ยกอยู่นั่นแหละ กว่าจะเข้าปากนะ อ้าอยู่นั่นแหละ แมลงวันเข้าไปหลายตัวละ เพราะฉะนั้นใช้ชีวิตนะ  กระทบอารมณ์ไปตามธรรมดา กระทบแล้วอย่าไปดัดแปลงใจ หน้าที่ของเรามีอันเดียว คือ เมื่อใจเป็นยังไงนะ ตามรู้เข้าไปเรื่อยๆ

ทีนี้ ส่วนคนไม่ปฏิบัติ กระทบตามธรรมชาติ กระทบแล้วกระเทือนตามธรรมชาติ ฟังแล้วดีกว่านะ แต่ไม่เห็น ไม่เห็นสิ่งที่เกิดตามมา แยกได้มั้ย คนทั่วๆไปนะกระทบตามธรรมดา กระเทือนตามธรรมดา แต่ไม่รู้ไม่เห็นจิตใจตนเอง นักปฏิบัติ จะกระทบก็ผิดธรรมดา จะกระเทือนก็ข่มเอาไว้ อาจจะรู้โดยการจ้องๆไว้ รู้แล้วมันก็จะนิ่งๆไป เนี่ย มันใช้ไม่ได้ทั้งคู่แหละนะ

เพราะฉะนั้นเราให้กระทบไปกระเทือนไปเหมือนคนธรรมดา สิ่งที่เกินคนธรรมดาขึ้นมาก็คือ อะไรเกิดขึ้นในใจ ตามรู้ไปเรื่อยๆ แค่นี้เอง เพราะงั้นงานของเราที่เกินกว่าปกตินะก็คือ สิ่งใดแปลกปลอมขึ้นในจิตใจ คอยตามรู้ไป เท่านี้เอง แค่นี้เอง ไม่มากกว่านี้ละ ไม่ดัดแปลงการกระทบ ไม่ห้ามการกระเทือน

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๑
File: 500720A
ลำดับที่ ๔
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๙ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความแปลกแยก และการคืนสู่ธรรมชาติ โดยคุณ สันตินันท์

การแปลกแยก และการคืนสู่ธรรมชาติ

การแปลกแยก และการคืนสู่ธรรมชาติ


อันที่จริงสรรพสิ่งในจักรวาลก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่แล้ว
แต่จิตที่อุบัติขึ้นต่างหาก ประกอบด้วยอวิชชาหรือความไม่รู้จริง
จึงเริ่มแปลกแยกออกจากธรรมชาติอันเป็นกลางและศานติ
ด้วยการส่งออกรู้อารมณ์ภายนอก แล้วเกิดความรู้สึกแบ่งแยกขึ้นว่า
นี้(จิต)เรา นี้(อารมณ์)สิ่งภายนอก
ภาวะความเป็นคู่ก็เกิดขึ้นตั้งแต่นั้นมา

เขียนโดยคุณสันตินันท์ เมื่อวันจันทร์ ที่ 3 เมษายน 2543 09:09:41
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ CoffeeBreak

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนที่ไม่เคยภาวนา ใจจะเป็นธรรมชาติ แต่ไม่รู้

ธรรมชาติย่อมประกอบไปด้วยนานาสรรพสิ่ง

คนที่ไม่เคยภาวนา ใจจะเป็นธรรมชาติ แต่ไม่รู้

mp3 for download: คนที่ไม่เคยภาวนา ใจจะเป็นธรรมชาติ แต่ไม่รู้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: เป็นมือใหม่ค่ะ ก็คือ ฟังซีดีมา…

หลวงพ่อปราโมทย์: ที่ฝึกใช้ได้นะ

โยม: ไม่ค่อยได้ฝึกเลยค่ะหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์: นั่นแหล่ะ สบาย  ที่ทำอยู่อย่างนี้แหล่ะ ดีแล้ว

โยม: หนูจริงๆค่ะ ไม่ค่อยได้ทำเลย ก็เลยจะถาม

หลวงพ่อปราโมทย์: คอยรู้สึกตัวไป คนที่ไม่เคยภาวนานี้นะ ใจจะเป็นธรรมชาติ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย  แต่คนซึ่งไม่ได้ภาวนานี้ ใจมีความสุขก็ไม่รู้ มีความทุกข์ก็ไม่รู้ ดีก็ไม่รู้ ร้ายก็ไม่รู้

เราก็ฝึกนิดเดียว จิตมีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆก็รู้  จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ จิตเป็นอย่างไรก็รู้ ฝึกเท่านี้พอแล้ว   ส่วนพวกที่ไปเข้าวัดเข้าคอร์สมากๆ  ส่วนมากติดเพ่ง  ของคุณนี่ฝึกง่าย เพราะไม่เคยฝึกนั่นแหล่ะ

โยม: คือไม่ได้นั่งสมาธิกับเดินจงกรม

หลวงพ่อปราโมทย์: อันนั้นเอาไว้ทีหลัง เอาไว้ทีหลังก็ได้

โยม: นิดนึงค่ะหลวงพ่อ คือเหมือนกับว่าใจเราไม่มีสติ ไม่ตั้งมั่นน่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: ไม่ตั้งมั่น ทำไมรู้ว่าไม่ตั้งมั่น?  เห็นไหม เรารู้เป็น ฉะนั้นใจเราเป็นอย่างไร ให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น  จำประโยคนี้ไว้นะ  จิตใจเป็นอย่างไรให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น รู้อย่างนี้เรื่อยๆไป ไม่ต้องทำอย่างอื่นหรอก เอาตรงนี้ก่อน  พอไหวไหมแค่นี้?

โกรธเป็นใช่ไหม?

โยม: มากค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: เอ้อ โกรธแล้วรู้ว่าโกรธ โลภแล้วรู้ว่าโลภ ใจลอยรู้ว่าใจลอย  ไม่ต้องทำอะไรหรอก ฝึกอย่างนี้ก่อนนะ

โยม: ขอบพระคุณค่ะหลวงพ่อ

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
Track: ๖
วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ หลังฉันเช้า
File: 521210B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔๐ วินาทีที่ ๔๙ ถึงนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฎิบัติแล้วรู้สึกเฉย ๆ ต่ออารมณ์

mp3 (for download) : ปฎิบัติแล้วรู้สึกเฉย ๆ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม :นมัสการค่ะหลวงพ่อ ตอนนี้ก็คือฝึกหัดตามดูอารมณ์นะคะ ก็คือส่วนใหญ่จะรู้ว่าหลงไปคิดค่ะ แต่อารมณ์อื่นจะเฉยๆ จะไม่ค่อยรู้สึกค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เฉยเพราะเราไปประคองใจให้นิ่งหรือเปล่า?

โยม : ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ

หลวงพ่อ : ถ้ามันเฉยเพราะว่าเรารักษาจิตเอาไว้นะ ใช้ไม่ได้  แต่ถ้าเฉยเพราะปัญญา ถึงจะใช้ได้ แต่เฉยเพราะปัญญาเนี่ย ต้องฝึกกันช่วงหนึ่ง เช่น มันเห็นว่าสุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วก็ชั่วคราว อะไรอย่างนี้ เห็นอย่างนี้บ่อยๆนะ ใจจะเป็นกลาง

ของคุณตอนนี้มันมีการกดอยู่นิดนึงนะ ถ้านิ่งถ้าเฉยเพราะตรงนี้ ละเพ่งเอา ยังเพ่งอยู่ แต่ว่ามาเพ่งเพราะว่ากลัวหลวงพ่อตอนนี้แหล่ะ อยู่ข้างนอกก็เพ่งน้อยกว่านี้

ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ แล้วตามดู การภาวนานะ ปลดปล่อยตัวเองออกมา  ปลดปล่อยตัวจริงของแต่ละคนออกมานะ ตัวจริงของแต่ละคนน่าเกลียดมาก ฉนั้นเราอย่าไปสร้างเปลือกที่สวยๆ แล้วหุ้มเอาไว้ หลอกตัวเองก่อน แล้วก็ไปหลอกคนอื่นทีหลัง

เราปลดปล่อยตัวแท้ๆ ของเรา ตัวชั่วร้ายในใจนะ อย่าไปกดมันไว้ อย่าไปเพ่งมันไว้นะ  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ไป แล้วเราไม่เพ่งอารมณ์ไว้เนี่ย แล้วตัวจริงๆ มันจะโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เราถือศีลไว้ก่อน จิตใจจะชั่วร้ายยังไงนะ ก็ไม่ละเมิดไปถึงคนอื่น ต้องระวังตรงนี้

ต่อไปนี้ กิเลสใดๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ เรารู้ทัน รู้ทันไปเรื่อย มันจะค่อยสลายตัวไป

ศาลาลุงชิน ๓๒

520816

44.06 – 45.35

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่