Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ความสุขในธรรม เป็นความสุขที่อมตะ เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่

mp 3 (for download) : ความสุขในธรรม เป็นความสุขที่อมตะ เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความสุขในธรรม เป็นความสุขที่อมตะ เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่

ความสุขในธรรม เป็นความสุขที่อมตะ เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราคอยรู้สึกนะ คอยรู้สึกอยู่ปัจจุบันนี้แหล่ะ รู้สภาวะไปนะ แล้ววันนึงจะได้ลิ้มรสของมรรคผลนิพพาน

เดินทางไกลในสังสารวัฏเนี่ยต้องรู้เป้าหมายของชีวิตนะ เป้าหมายของชีวิตเราเพื่อถอดถอนตัวเองออกจากกองทุกข์ให้ได้ มันเรื่องอะไรเราจะต้องมีชีวิตที่ทุกข์ตลอดกาล ทุกข์แล้วทุกข์อีก ตายแล้วตายอีก ก็ทุกข์แล้วทุกข์อีกอยู่อย่างนั้นแหล่ะ คนไม่เชื่อตายแล้วตายอีกก็ดูปัจจุบันไป มันก็ทุกข์อยู่ทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว แล้วเฝ้ารู้เฝ้าดูไปนะ วันนึงใจถอดถอนความยึดถือออกไปแล้วก็ มันพ้นทุกข์ต่อหน้าต่อตาเลย เราจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ เรียกว่าเราพบสิ่งซึ่งมีคุณค่าที่สุดในสังสารวัฏแล้วคือ ค้นพบธรรมะ นั้นเราเดินทางไกลในสังสารวัฏเนี่ยก็เพื่อแสวงหาธรรมะนั่นเอง

ส่วนคนซึ่งเค้าไม่มีสติปัญญาเค้าไม่สามารถแสวงหาธรรมะได้ เค้าจะแสวงหาอะไร เค้าแสวงหากาม กามคือความสุขความเพลิดเพลินไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย กายกระทบสัมผัสต่างๆ เนี่ยคนทั้งหลายก็เที่ยวแสวงหาความสุขกันแบบนั้น

อีกพวกนึงก็แสวงหากามที่ปราณีตขึ้นไปอีก คือแสวงหาความสุขทางใจ เข้าสมาธิทำฌานทำอะไรไปนะก็ได้รับความสุขทางใจ เป็นราคะที่ละเอียดขึ้นไป

ส่วนผู้มีสติมีปัญญาเนี่ยภาวนาจนเราเข้าใจธรรมรู้แจ้งอริยสัจ พอรู้แจ้งอริยสัจนะพ้นทุกข์ตั้งแต่ปัจจุบัน ตั้งแต่ขณะจิตที่รู้แจ้งอริยสัจนั่นเลย พ้นทุกข์เลย

ตั้งแต่นั้น ถ้ารู้แจ้งแล้วตั้งแต่นั้นเนี่ย ไม่มีอะไรปรุงแต่งจิตอีกแล้ว จิตไม่มีการทำงานแล้ว จิตทำหน้าที่ของจิตไปเรียกว่าเป็นกริยาแต่ไม่มีการทำงานด้วยความจงใจใดๆแล้ว ทำของเค้าเองโดยอัตโนมัติ ใจก็โปร่งโล่งสบาย

งั้นหลวงพ่อขอให้คำแนะนำพวกเรานะ รีบภาวนาแล้วเป็นพระอรหันต์ไวๆเวลาที่เหลือเราจะได้มีชีวิตที่มีความสุขนะ คุ้มค่าที่สุดเลย อย่าไปมัวแต่เอร็ดอร่อยกับของกิ๊กๆก๊อกๆนะ ความสุขทั้งหลายในโลกที่ทำให้เราติดอกติดใจนั้นมันเป็นความสุขเล็กน้อย เหมือนความสุขของเด็กเล่นกรวดเล่นทรายเล่นดินเล่นโคลนอยู่ข้างถนนข้างคลองเท่านั้นเอง

ความสุขในธรรมะนะมันปราณีต มันสะอาดหมดจด ดีกว่ากันเยอะ นั้นอย่าเสียดายความสุขเล็กๆน้อยๆ เรียนรู้ธรรมะไป แล้วเราจะได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่ และความสุขที่เป็นอมตะด้วย ความสุขในโลกไม่อมตะหรอก อยู่ได้ชั่วครั้งชั่วคราวเดี๋ยวก็หายไปแล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๑๒
File: 511109.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ฟากโลก-ฟากธรรม

ฟากโลก-ฟากธรรม
ฟากโลก
ย่อมมี “เห็นต่าง”
เห็นต่าง สร้างโลกที่ดีขึ้นได้ ก็ทำลายโลกที่ดีลงได้
ขึ้นกับว่า เห็นต่างนั้น ต่างไปข้างกุศลหรือต่างไปข้างอก​ุศล
แต่เพราะปกติของโลก ข้างอกุศลจะมีมากกว่าและแรงกว่า​เสมอ
เมื่อเห็นต่างไปข้างอกุศล จะไม่ให้แตกแยกย่อมเป็นไปไม่ได้
โลกจึงมีแต่วุ่นวาย ไม่มีวันจะสงบสันติอย่างยั่งยืน​ได้เลย
.
ฟากธรรมะ
ไม่มีเห็นต่าง มีแต่เห็นผิดกับเห็นถูก
เมื่อใดวางความเห็นผิดได้หมด ก็มีแต่เห็นถูก
เมื่อเห็นถูกจิตก็สงบสันติอย่าง​แท้จริง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ภารกิจทางโลกและทางธรรมและครอบครัวทำอย่างไรจึงจะสมดุลย์ ?

ภารกิจทางโลกและทางธรรมและครอบครัวทำอย่างไรจึงจะสมดุลย์ ?

ก็ทำกิจทางโลกด้วยความมีสติสัมปชัญญะ (รู้ตัว) อยู่เนืองๆ เท่านี้ก็ไม่ต้องมานั่งแบ่งภาระกิจเป็นทางโลกกับทางธรรม เพราะโลกก็คือธรรม ถ้าทำกิจต่างๆ ด้วยความรู้ตัวนี่ ไม่มีใครดูออกหรอกว่ากำลังภาวนาอยู่ เล่นกับลูกก็ฝึกรู้ตัวได้ กินข้าวก็ฝึกได้ พาลูกไปเที่ยวก็ฝึกได้ คุยกับภรรยาก็ฝึกได้ ทำอะไรๆ ก็ฝึกได้ ฝึกแล้วใครก็ไม่รู้ปัญหาก็ไม่เกิด (เวลา)คุยไปตามเรื่องทางโลก คุยไปก็ดูจิตไป ยินดี ยินร้าย ก็ตามรู้ไปซิ เผลอไปก็ให้รู้ว่าเผลอไปไงละ การตามรู้ว่าเผลอ ไม่ได้ให้ทำให้จิตหยุดคิดนี้ครับ

ให้ทำเท่าที่จะทำได้ตามสมควร โดยไม่ย่อหย่อนเกินไป ที่รู้สึกหาความพอดีไม่เจอ เพราะอาจทำแบบตึงเกินไป ชีวิตฆราวาสแถมมีครอบครับก็อย่างนี้แหละ จะเพียรภาวนามากก็ไม่ได้ จะเพียรน้อยก็ไม่ได้ ต้องพอดีจริงๆ อึดเข้าไว้ …ถ้าทำได้พอดีจริงๆ ในแต่ละวัน ไม่นานก็คงได้นั่งหัวเราะคนอื่นบ้าง คนโสดเขาไม่รู้หรอกว่า การปรับการภาวนาให้พอดีกับครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ มันเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าทำได้ละก็ ไปโลดเลย เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นตอนที่ทำความเพียรได้ยาก ถ้าทำได้ต่อไปก็ไม่ยาก

อย่างคนไม่มีครอบครัวนี่ แค่ปรับการภาวนาให้เข้ากับตัวเองเท่านั้น คนมีครอบครัวต้องปรับให้เข้ากับลูก ภรรยา (อย่างหลังนี่ยากใหญ่เลย) ยกตัวอย่างเช่น คนไม่มีครอบครัวอยากไปภาวนาที่วัดสัก 3-4 วัน พอมีเวลาว่างจากงานก็ไปได้แล้ว เลยอดดูความอยาก แต่คนมีครอบครัวอยากไป หาโอกาสแล้วหาอีกก็ไม่ได้ไป ความอยากก็เลยแวะเวียนมาให้ดูได้บ่อยๆ ถ้ารู้จักปรับการภาวนา จากการอยากไปภาวนา มาเป็นตามรู้ความอยากได้ละก็ ไปโลดแน่ นอกจากจะภาวนาก้าวหน้าแล้ว ภรรยาก็ยังยิ้มหวานให้ด้วย แต่ถ้าดันทุรังหนีไปภาวนาตามความอยาก กลับมาคงหน้างอใส่แน่

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จะถามอะไร คำตอบสุดท้าย ก็คือ ธรรม (ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ดับไปเท่านั้น)

จะถามอะไร คำตอบสุดท้าย ก็คือ ธรรม (ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ดับไปเท่านั้น)

ถาม : เมื่อเราถอยห่างออกมาหน่อย จะเห็นกายเหมือนหุ่นยนต์ขยับเขยื้อนไปได้เอง ถามว่าใครเป็นผู้สั่งให้มันเคลื่อนไหวโน่นนี่ครับ? เพราะรู้สึกว่าผู้ดูนี่ไม่ได้สั่งแน่นอน และบางครั้งก็รู้สึกถึงจิตที่เกิดอารมณ์บางอย่างขึ้นมาเช่นการขัดเคือง ตัวผู้ดูนี้ก็เห็นแยกออกมา อันนี้พอเข้าใจได้ว่าจิตขัดเคืองเองตามเหตุตามปัจจัย แต่ว่าแล้วผู้ดูตัวนี้ล่ะ? มันไม่ใช่คนเดียวกันหรอกหรือครับ? ทำไมมันมีความนิ่งอยู่ได้ครับ ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ?

ตอบ : คนเรามีขันธ์ 5 ที่ทำหน้าที่ไปตามธรรมชาติครับ ใครจะสั่งใครจะรู้ใครจะดูก็ไม่ต้องไปค้นหาหรอกครับ เมื่อกายเคลื่อนไหว เมื่อจิตมีราคะ โทสะ โมหะ เพียงแค่เรารู้ว่ากายเคลื่อนไหว รู้ว่าจิตมีราคะ รู้ว่าจิตมีโทสะ รู้ว่าจิตมีโมหะ เท่านี้คือทางพ้นทุกข์ ผู้รู้ ผู้ดู จะเป็นอะไร จะเป็นตัวเดียวกับขันธ์หรือจะคนละตัว ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องหาคำตอบ เพราะถึงจะค้นหาคำตอบให้ลึกซึ้งอย่างไร สุดท้ายทุกอย่างก็คือ ธรรม (ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ดับไปเท่านั้น) แม้จะไม่รู้คำตอบที่ลึกซึ้ง รู้แต่เพียงว่า ร่างกาย จิตใจ ผู้รู้ ผู้ดู ก็มีความเกิดขึ้น-ดับไปเป็นธรรมดา เราก็จะเกิดปัญญาพ้นจากทุกข์ ได้เท่าๆ กับคนที่รู้คำตอบอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าสิ่งทั้งหลายล้วนแต่เกิดขึ้น-ดับไป แต่ถ้าใครรู้คำตอบอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายรวมทั้งกายและจิตล้วนแต่เกิดขึ้น-ดับไปเป็นธรรมดา คนนั้นก็ยังไม่ถึงทางที่จะพ้นไปจากทุกข์ได้เลย ดังนั้นเมื่อเราเกิดสงสัย เราก็ไม่ต้องถามหาคำตอบหรอกครับ หันมาสนในจิตที่กำลังหลงเพราะมีความสงสัย ดูความเกิดขึ้น-ดับไปของจิตที่หลงไป จะดีที่สุดเลยครับ เพราะนี่คือทางพ้นทุกข์ที่ตรงที่สุด

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่รวยทรัพย์ไม่เป็นไร รวยด้วยศีลด้วยธรรมดีกว่า

mp3 (for download) : ไม่รวยทรัพย์ไม่เป็นไร รวยด้วยศีลด้วยธรรมดีกว่า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่รวยทรัพย์ไม่เป็นไร รวยด้วยศีลด้วยธรรมดีกว่า

ไม่รวยทรัพย์ไม่เป็นไร รวยด้วยศีลด้วยธรรมดีกว่า

งั้นถ้าเรามีศีลนะ สมาธิเกิดง่าย คนมีศีลจิตใจมันจะเรียบร้อยเพราะว่ามันจัดระเบียบกายวาจาไว้แล้ว กายวาจาได้รับการจัดระเบียบให้ดี จิตใจมันก็สงบง่ายนะ อย่างคนไม่มีศีล คิดจะฆ่าเค้า คิดจะทำลายเค้าเนี่ยจิตใจฟุ้งซ่าน คิดจะลักเค้าขโมยเค้าจิตใจฟุ้งซ่าน คนมีศีลแล้วก็มีธรรม ไม่ใช่มีศีลอย่างเดียวนะ ถ้ามีศีลจริงๆจะมีธรรมด้วย

อย่างไม่คิดเบียดเบียนใครนะ จิตใจที่เมตตากรุณาก็จะเกิดขึ้นด้วย แค่ไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนะ ความเมตตากรุณาก็เกิดง่าย แค่ไม่ลักทรัพย์นะจะเกิดความเสียสละรู้จักให้ทาน ไม่ประพฤติผิดในกามนะจะรู้จักสันโดษในกามนะ เนี่ยมีข้อดี ไม่ยอมผิดศีลมุสาวาทนะจะได้ธรรมะคือสัจจะขึ้นมา มีศีลก็มีธรรมนะ ได้ธรรมได้ของดีขึ้นมาด้วย จิตใจจะได้ความสงบ ได้ความสุขขึ้นมา จิตใจจะสงบง่ายคน

ทุศีลจิตใจไม่สงบหรอก มันวุ่นวายมันคิดอย่างเดียว จะทำร้ายคนอื่นยังไง จะขโมยคนอื่นยังไง งั้นเรามีศีลเป็นพื้นฐาน จำเป็นอย่างยิ่งเลย มนุษย์ยุคนี้เลวทรามต่ำช้าสุดขีดแล้วเพราะไม่มีศีลมีธรรมเลยนะ เลวมากเลยสุดๆเลย โกหกหลอกลวงกันเต็มบ้านเต็มเมืองนะ เอาผลประโยชน์อย่างเดียวเลย

นี่พวกเราอย่าเอาอย่างเค้า เค้าไม่มีความสุขหรอก เค้าอาจจะรวยนะ แต่เค้าไม่มีความสุขหรอก นี่เราไม่รวยไม่เป็นไรนะแต่เรามีศีลไว้ เรารวยด้วยศีลด้วยธรรมดีกว่า เราได้รับสาระแก่นสารที่แท้จริงในชีวิตของเราเองนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๙ ถึงนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์

mp3 (for download): เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์

เพราะไม่ยอมรับความจริงจึงดิ้นรน ดิ้นรนจึงทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ : กายกับใจนั้น เขาแปรปรวน เขาเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา เขาเป็นทุกข์นะ ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ห้ามเขาไม่ได้หรอก ทีนี้เราไม่ฉลาด เราอยากให้เขาดี เราอยากให้เขาสุข เราอยากให้เขาสุขสงบถาวรด้วย เราไปอยากในสิ่งที่ไม่มีจริง

การที่เรามาเจริญสตินี้ เราก็ได้ค่อยๆเรียนรู้ ความเป็นจริงของกายของใจ จนวันหนึ่งเขายอมรับนะ เขายอมรับความเป็นจริงของกายของใจ แล้วเขาก็ไม่ยึดถือ มันพันทุกข์เพราะไม่ยึดถือ มีความสุขมากเลย ไม่มีอะไรเหมือนเลย

ความสุขอย่างโลกๆ หลวงพ่อก็รู้จักนะ ยกตัวอย่างพวกเราชาวโลกสุขอย่างไร หลวงพ่อก็เคยเป็นฆราวาสก็รู้จักนะ ความสุขของคนในโลกนะ มันเหมือนความสุขของเด็กน่ะ เด็กเล่นหิน เล่นทราย เล่นดิน สกปรกมอมแมมนะ มันก็มีความสุข มิใช่ว่าในโลกไม่มีความสุข แต่มันสุขแบบมอมแมม แต่ถ้าเราภาวนาเป็นนะ มันจะมีความสุขอีกชนิดหนึ่งที่สะอาด หมดจด มีความสุขจริงๆ

ความสุขในโลกมีแต่ความแปรปรวน ความสุขในธรรมนี้นะ ถาวร คงที่ ความสุขในโลกนี้อิงอาศัยคนอื่น อิงอาศัยสิ่งอื่น ความสุขในธรรมไม่ได้อิงอาศัยอะไรเลย เป็นความสุขของคนที่เป็นอิสระ

ทีนี้ใจของเรา ยังไม่เห็นความจริง เราก็พามันดูไปเรื่อยๆ ใจไม่ยอมรับธรรมะนะ ใจของเราแต่ละคนมันไม่ยอมรับธรรมะนะ ก็คือมันไม่ยอมรับความจริง ยกตัวอย่างร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย นี่เป็นความจริงนะ เราไม่ยอมรับนะ เราไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย จิตใจของเราต้องสุขบ้างทุกข์บ้าง เราก็ไม่ยอมรับ เราอยากสุขอย่างเดียว จิตใจของเราเป็นของบังคับไม่ได้ เดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล เราบังคับไม่ได้ เราก็ไม่ยอมรับ เราอยากบังคับให้ได้ อยากให้มันดีถาวร

การที่เรามาหัดเจริญสติ รู้กายรู้ใจ เพื่อวันหนึ่งจิตใจจะได้ยอมรับความจริง เมื่อมันยอมรับความจริง มันจะเห็นเลย สภาวธรรมทั้งหลาย เสมอภาคโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ความสุขและความทุกข์ก็เสมอภาคกันนะ เนี่ยเป็นเรื่องอัศจรรย์เลย ของเราๆรู้สึกเลย ความสุขกับความทุกข์ไม่เสมอกัน กุศลและอกุศลก็เสมอภาคกัน เราก็รู้สึกว่าไม่เสมอ แท้จริงแล้วสภาวธรรมทั้งหลายเสมอภาคกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ล้วนแต่ไม่เที่ยงเหมือนกันหมดเลย ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว ล้วนแต่เป็นทุกข์ ทั้งกายทั้งใจนี้เป็นทุกข์นะ แล้วก็บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีอะไรบังคับได้แม้สักอันเดียว ใจเราไม่ยอมรับตรงนั้น

แท้จริงแล้วสภาวธรรมทั้งหลายนี้เสมอกันหมด ทั้งสุขและทุกข์ ทั้งดีและชั่ว ธรรมะที่เป็นคู่ๆทั้งหลายเสมอกัน ใจเราต่างหากที่ไม่เสมอกัน ใจเราจะรักอันหนึ่ง เกลียดอันหนึ่ง รักสุขเกลียดทุกข์ รักดีเกลียดชั่ว พอใจเราไม่เสมอภาค ใจเราจะดิ้นรน ใจเราดิ้นรนปรุงแต่ง ใจเราทำงานขึ้นมา ใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าวันหนึ่งปัญญาเรารู้แจ้งแทงตลอดลงไปนะ ธรรมะที่เป็นคู่ๆทั้งหลาย สุขทุกข์ดีชั่วอะไรเนี่ย เสมอภาคกันหมด คือเกิดแล้วดับทั้งหมดเลย สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีชั่วคราว ชั่วก็ชั่วคราว ทุกอย่างชั่วคราว พอใจมันมีปัญญาเห็นอย่างนี้นะ ใจก็เข้าสู่ความเป็นกลาง พอใจเป็นกลางใจก็จะไม่ดิ้นรน ใจไม่ดิ้นรนใจก็ไม่ทุกข์นะ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ปัญญาเกิด เห็นสภาวธรรมทั้งหลายเสมอกันหมด ใจก็จะไม่ดิ้น ใจไม่ดิ้นใจไม่ทุกข์

ของเราไม่เห็น เรารู้สึกไม่เสมอกัน รู้สึกมั้ย สุขดีกว่าทุกข์ กุศลดีกว่าอกุศล เราจะมีสิ่งที่เป็นคู่ๆอยู่เยอะ ละเอียดดีกว่าหยาบ ที่ใกล้ดีกว่าที่ไกล ภายในดีกว่าภายนอก เราไปหลงธรรมะที่เป็นคู่ๆ ธรรมะภายในเช่น แหมสงบอยู่ข้างในดี ฟุ้งซ่านออกข้างนอกไม่ดี ธรรมะอยู่ใกล้ๆ อยู่กับกายกับใจแล้วดี ออกไปข้างนอกไม่ดี ยุ่งกับตัวเองดี ไปยุ่งกับคนอื่นไม่ดี ความจริงเสมอกันแหละ ยุ่งเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้นน่ะ ต้องเรียนนะ เรียนเพื่อให้เห็นความจริง สภาวะทั้งหลายเสมอภาคกัน ใจของเราต่างหากที่ไม่เสมอ ไม่เสมอภาค รักอันหนึ่งเกลียดอันหนึ่ง แล้วก็ดิ้นรน ดิ้นรนแล้วก็ทุกข์

ถ้าเมื่อไรปัญญาแจ่มแจ้ง ธรรมที่เป็นคู่เสมอภาคกันหมด ใจก็ไม่ดิ้นรนนะ ใจไม่ดิ้นรนใจก็พ้นทุกข์ นิพพานเป็นความสิ้นราคะ สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก นิพพานเป็นวิสังขาร สิ้นความปรุงแต่งดิ้นรน เมื่อไรใจเราหมดความหิวโหย ในอารมณ์อันโน้น เกลียดอารมณ์อันนี้ หมดความปรุงแต่งอย่างโน้นอย่างนี้ จิตใจจะเข้าถึงสันติสุข เข้าถึงนิพพาน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๗
File: 500105
ระหว่างนาทีที่  ๐๒ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๐๘ วินาทีที่ ๐๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา แต่มีทางขึ้นได้หลายทางสำหรับแต่ละบุคคล

mp3 (for download) : สติปัฎฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา แต่มีทางขึ้นได้หลายทาง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา

หลวงพ่อปราโมทย์ : เป็นแต่ทางปฎิบัติไม่มีทางที่สอง มีทางเดียวแค่นี้เอง ที่นี้ทางแต่ละคนเนี่ย ทาง main (หลัก) นี้มีอันเดียวนะ อย่างสมมุติว่าเราจะขึ้นยอดเขา ขึ้นภูเขา ทางมีทางเดียวต้องสูงขึ้นไป ไม่ใช่ลงมาต่ำ แต่ทางขึ้นภูเขามีรอบทิศทางเลย ทางเดินเฉพาะของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน เลียนแบบกันไม่ได้

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเลยสอนธรรมะเอาไว้เยอะแยะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เพราะคนมันเยอะ จริตนิสัยต่างๆกัน บางคนต้องรู้กาย บางคนต้องรู้เวทนา บางคนต้องรู้จิต บางคนรู้ธรรม

ทิศทางใหญ่ๆจะขึ้นเขาเนี่ย ทิศทางใหญ่ๆมันก็ ๔ ทิศ เวลาเดินจริงๆไม่ได้เดินทีละทิศหรอกนะ เดินสะเปะสะปะ เดี๋ยวก็ขยับหลบซ้าย เดี๋ยวหลบขวา เดี๋ยวหมดแรงก็นั่งพัก ขึ้นเขาไปเหนื่อยนั่งพัก นั่งพักคือสมถะ มีแรงแล้วเดินขึ้นไปอีก อย่าท้อถอย วันหนึ่งก็ถึงยอดเขา

แต่ถ้าทิศทางไม่ถูกต้อง ไม่รู้ว่าเราจะต้องรู้กายรู้ใจตนเองนะ คิดแต่ว่าจะต้องทำจิตให้ดี ทำจิตให้สงบ เรียกว่าไม่รู้จักเป้าหมายละ ยิ่งเดินยิ่งไปไกลนะ ไปพรหมโลก เพราะฉะนั้นรู้ทิศทาง ว่าเราปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ทุกข์ก็คือกายกับใจนี่แหละตัวทุกข์ เรียนรู้กายรู้ใจ หันหน้ามาเผชิญความจริงของกายของใจ เรียนรู้มัน จนเข้าใจมัน เข้าใจมันแล้วจิตเขาปล่อยวางของเขาเอง


CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๙
ลำดับที่ ๓
File: 480618A
นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๐๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

งานทางธรรมคือการเรียนรู้โลก จนเข้าใจโลกอย่างแจ่มแจ้ง

งานทางธรรมคือการเรียนรู้โลก

งานทางธรรมคือการเรียนรู้โลก

mp3 (for download) : งานทางธรรมคือการเรียนรู้โลก จนเข้าใจโลกอย่างแจ่มแจ้ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : งานในโลกไม่เคยมีที่สิ้นสุด แต่งานทางธรรมคือการเรียนรู้โลกมีที่สิ้นสุด ตัวโลกไม่มีที่สิ้นสุดหรอก ทำอันนี้มาดีขึ้นมาแป๊บหนึ่งก็เสื่อมไปอีก อย่างสมมติเราค้าขายทำบริษัท บริษัทเราติดตลาดแล้ว อันดับหนึ่งแล้ว ทำไปๆ อันดับหนึ่งไม่รู้จะไปแข่งกับใคร ชักเฉื่อยๆ เดี๋ยวอีกวันหนึ่งคนอื่นก็มาแข่ง หรือบางประเทศมันมีกฏหมาย บริษัทใหญ่ไปต้องผ่าให้เป็นบริษัทย่อยๆ ชนะแล้วนะก็ต้องเริ่มนั่งนับหนึ่งใหม่ หรือทำนา ปีนี้ทำนาปีหน้าก็ทำนาอีก

งานในโลกไม่มีวันจบหรอก โลกไม่มีที่สิ้นสุดนะ โลกหมุนไปเรื่อยๆ วัฏสงสารไม่มีที่สิ้นสุด โลกไม่มีที่สิ้นสุด แต่งานทางธรรม งานทางธรรมคืองานอะไร คืองานเรียนรู้โลก เรียนรู้ลงที่กาย เรียนรู้ลงที่ใจอย่างนี้ เรียนรู้จนเข้าใจโลกแจ่มแจ้งแล้วปล่อยวางโลกไป โลกไม่มีที่สิ้นสุดอยู่อย่างนั้น แต่งานทางธรรมเราสิ้นสุดแล้ว เราเข้าใจโลกแจ่มแจ้งแล้ว เพราะฉะนั้นโลกจะเป็นอย่างไร เราไม่เดือดร้อนแล้ว ไม่กระทบกระทั่งกันแล้ว

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๒๓

แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๑

File: 25510412

นาทีที่ ๒๒.๒๘ ถึงนาทีที่ ๒๓.๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สุขในโลก สุขในธรรม

สุขในโลก สุขในธรรม

สุขในโลก สุขในธรรม

mp3 (for download) : สุขในโลก สุขในธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :
ชีวิตจริงๆ มันไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิดไว้ ถ้ามีธรรมะนะ เราถึงจะเข้าถึงความสุขจริงๆ ความสุขที่คนในโลกรู้จัก เนี่ย! มันเป็นความสุขที่อิงอาศัยคนอื่น อิงอาศัยสิ่งอื่น เป็นความสุขที่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง อย่างเราจะมีความสุขนะถ้าเราได้อยู่กับคนๆนี้ เราจะมีความสุขนะถ้าเราได้กินสิ่งนี้  เราได้ดูอันนี้  ได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ได้เห็นอันโน้นเห็นอันนี้ นี่ความสุขที่มันอิงอาศัยสิ่งข้างนอก ความสุขที่อาศัยตาไปมอง อาศัยหูไปฟัง ได้ฟังนักร้องคนนี้แล้วมีความสุข ได้ฟังคำชมแล้วมีความสุข หรือได้อาศัยลิ้นไปรู้รสนะ ได้กินอันนี้แล้วมีความสุข รสชาด ได้สัมผัสอย่างนี้มีความสุข ใจเราก็หาความสุขอย่งนี้ ชาวโลกและสัตว์ทั้งหลาย หาความสุขอย่างนี้ ความสุขที่อิงอาศัยคนอื่น อิงอาศัยสิ่งอื่นเป็นความสุขชั่วครั้งชั่วคราว มันปิดบังความจริง คือปิดบังความทุกข์เอาไว้เท่านั้นเอง

อย่างกลุ้มใจขึ้นมาไปดูหนังไปฟังเพลง มันก็มีความสุขประเดี๋ยวประด๋าว ประเดี๋ยวความทุกข์มันก็ตามมาอีกแล้ว หรือทำไปกินเหล้า ให้ลืมๆไป พอสร่างเมาปัญหาเก่าๆ ก็กลับมาอีก ก็มีความทุกข์อย่างเดิม ความทุกข์มากกว่าเก่าคือปวดหัว กินเหล้าแล้วปวดหัว หรือกินเหล้าแล้วเศรษฐกิจไม่ดี คนในโลกมันไปหาความสุขแบบอาศัยสิ่งภายนอก อาศัยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความสุขอย่างนี้เรียกว่ากามสุข กามสุขนี่คนทั้งหลายเค้าก็หากัน สัตว์ทั้งหลายก็หาเหมือนๆกัน มีเหมือนกันสุขชนิดนี้ แต่สุขชนิดนี้แวบเดียว ชั่วคราว    อย่างเราอยากได้อะไรสักอย่างหนึ่งนะ เก็บเงินตั้งนานหลายเดือน เก็บเงินไว้ พอไปซื้อ พอได้มามีความสุขประเดี๋ยวเดียว บางคนชอบเก็บของไว้เต็มบ้าน เห็นอันโน้นอยากได้ เห็นอันนี้อยากได้นะ เก็บไว้ มีความสุขตอนที่ไปซื้อมาได้ตอนที่ได้มา เสร็จแล้วก็มาตั้งไว้แล้วก็ลืมไปนะ ขี้ฝุ่นจับ อะไรอย่างนี้  มีความสุขก็ต้องวิ่งไปหาอีก ในที่สุดก็หาที่นั่งที่นอนไม่ได้ เต็มบ้าน เป็นความสุขที่อิงอาศัยของข้างนอก เท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะว่าพอได้รับความสุขก็ได้แป๊ปเดียว ใจมันจะมีความทุกข์อีกแล้ว พอใจเรามีความทุกข์ขึ้นมาอีก ความทุกข์มันเป็นความจริงของชีวิต พอมีความสุขมาแวบเดียว ความทุกข์ตามมาอีก ก็ต้องไปดิ้นรนหาผัสสะ หารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัมที่ดีๆ มาอีกแล้ว ทีนี้ คนที่เค้าไม่ได้ศึกษาธรรมะ เขาก็หาความสุขได้แค่นั้นแหละ พวกเราศึกษาธรรมะเราก็มีความสุขที่มากกว่านั้น ศึกษาธรรมะแล้ว คนที่ไม่มีศีลก็มีศีล คนที่ไม่มีสมาธิก็มีสมาธิ คนที่ไม่เคยมีปัญญามีปัญญา เมื่อ มีศีลก็มีความสุขอย่างคนมีศ๊ล มีสมาธิก็มีความสุขอย่างคนมีสมาธิ มีปัญญาก็มีความสุขอย่างคนที่มีปัญญา ถึงจุดหนึ่งมีวิมุตติ มีความหลุดพ้นก็มีความสุขอย่างผู้ที่หลุดพ้นนะ ไม่ใข่คนหลุดพ้นแล้วคราวนี้ไม่มีคน นี่ความสุขก็มีเป็นขั้นๆไป ก็แล้วแต่ว่าใครจะหาได้แค่ไหน ตามสติตามปัญญาของแต่ละคน


CD ศาลาลุงชินครั้งที่ ๑๖ วันอาทิตย์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐
File: 501216
นาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๐ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จะเห็นโลกก็อยู่ส่วนโลก ใจก็อยู่ส่วนใจ

จะเห็นโลกก็อยู่ส่วนโลก ใจก็อยู่ส่วนใจ

จะเห็นโลกก็อยู่ส่วนโลก ใจก็อยู่ส่วนใจ

mp3 for download: จะเห็นโลกก็อยู่ส่วนโลก ใจก็อยู่ส่วนใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: จะเห็นโลกก็อยู่ส่วนโลกนะ  ใจก็อยู่ส่วนใจ  โลกกับธรรมไม่เกี่ยวกัน   ถ้าแยกออกไป  ขันธ์ก็แยกออกไป  ขันธ์นั้นเป็นตัวโลก   ใจที่มันพ้นออกมาก็จะมาหาธรรมะ  ค่อยฝึก  ค่อยฝึกไปนะ  สุดท้ายจะมีความสุขที่สุดเลย   

หลวงปู่เทสก์สอนว่า  สิ้นโลก  เหลือธรรม   โอ..สอนดีจริง ๆ สิ้นโลก  เหลือธรรม  ท่านเขียนสิ้นโลก  เหลือธรรมเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายของท่าน   เขียนไปเขียนมา  ท่านอยากปรับอีกหน่อย  มาปรับใหม่ เป็นสิ้นโลกเหลือธรรม  ฉบับที่ ๒ เวอร์ชั่น ๒    ของท่านมี ๒ ฉบับนะ   สิ้นโลกเหลือธรรม  ดูแล้วคนละสำนวนกันนะ  ไม่เหมือนกันหรอก  

เราภาวนาเอานะ  จนวันหนึ่งมันสิ้นโลก  เหลือธรรมจริง ๆ   มีความสุขล้วน  ๆ  ธรรมะให้ความสุขนะ  โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์  ต้อง ฝึกเอา  

เวลาฝึกธรรมะ   ตั้งอกตั้งใจดูของเราไป  อย่าไปยุ่งกับคนอื่นเขา    บางคนยุ่ง ๆ นะ  สร้างปัญหาให้หลวงพ่อ  สร้างศัตรูให้หลวงพ่อมาก ๆ  ลูกศิษย์เรานี่แหละ    ทุกวันนี้นะ  หลวงพ่อเวียนหัวมากเลย  ใครๆ ก็อ้างลูกศิษย์หลวงพ่อ    อ้างทั้งนั้นเลย      ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย  ความรู้ความเข้าใจก็ยังไม่ค่อยจะมี  เที่ยวร่อน ๆ ไปที่โน่นที่นี่นะ    ทำไมไปยุ่งกับคนอื่่น  มาดูตัวเอง  มาดูกายดูใจนี่    ลูกศิษย์หลวงพ่ออย่าไปยุ่งที่อื่นนะ  ดูกายดูใจของตัวเอง  เรียนอยู่ตรงนี้  ไม่ต้องไปยุ่งที่อื่น   

บางทีไปถามครูบาอาจารย์  แต่ละองค์ ไม่เหมือนกันหรอก   ท่านดีของท่านนะ   ท่านก็ดีแบบของท่าน  ไม่มีใครหรอกปฏิบัติเหมือนใคร    พวกเราที่มาเรียนกับหลวงพ่อ  รู้สึกไหม  แต่ละคน  ปฏิบัติไม่เหมือนก้น   รู้สึกไหมว่าเวลาคนอื่นส่งการบ้าน  น่าอิจฉา   ว่าเราไม่เห็นเป็นอย่างเขาเลย  พอเราส่งบ้าง  เขาก็อิจฉาเพราะเขาไม่เหมือนเรา   จริง ๆ ไม่มีใครเหมือนใครหรอกนะ 

อย่างครูบาอาจารย์แต่ละองค์ ๆ  ท่านก็ดีของท่านนะ   เราอย่าไปดูว่าไม่เหมือนหลวงพ่อแล้วก็ใช้ไม่ได้   นี่โง่ที่สุดเลยนะ   โง่มาก ๆ เลย  ใครมาบอกว่าหลวงพ่อดีล่ะ   คิดเอาเอง  

ครูบาอาจารย์แต่ก่อนนะ  บางองค์ คนไปบอกว่าท่านเป็นพระอรหันต์เหรอ  ท่านบอกเป็นเหมือนกันแต่เป็นพระอรหันต์ที่หนังสือพิมพ์โลกทิพย์ ตั้งให้

แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ หลังฉันเช้า
CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
ลำดับที่ ๔
File: 521204B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๕๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เข้าถึงธรรมเพราะใจเลิกดิ้นรน

mp3 (for download) : รู้จนหมดแรงดิ้นรนก็จะเข้าถึงธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะฉะนั้น รู้ไปนะ รู้ไป รู้จนกระทั่งหมดแรงดิ้น คนไหนจิตมีกำลังมาก ดิ้นมาก ก็ทุกข์มากหน่อย ต้องทรมาน ทุกข์จนกระทั่งจิตมันเข็ดขยาด มันก็จะหาทางหนีตลอดเวลานะ หนีอย่างไรก็หนีไม่รอดนะ ถึงวันหนึ่งมันจะยอม เออ ช่างมันเถอะ เป็นอะไรก็เป็นไป ตรงที่มันยอมนะมันจะเข้าถึงธรรมเพราะใจมันเลิกดิ้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้ทุกข์ต่อไป ดิ้นไปเถอะ อย่างไรก็ช่วยไม่ได้ บางคนโดนอะไรนิดหน่อย ทุกข์นิดหน่อยก็เข็ดขยาดแล้วยอม บางคนมันดื้อต้องทรมาน

พระพุทธเจ้าเคยสอน การฝึกคนท่านบอกเหมือนกับฝึกม้า ม้าบางตัวเชื่อง คือจิตบางคนนี่อ่อนโยน เชื่อง ม้าอย่างนี้ท่านก็ให้กินหญ้า ให้น้ำ ให้อะไรนะ ให้พักผ่อน ถึงเวลาพาไปวิ่งก็ฝึกได้ดี ม้าบางตัวพยศมากให้อดน้ำอดหญ้าพาไปตรากตรำจนมันเข็ดขยาด เราเลือกไม่ได้นะ จิตของเราน่ะ มันจะเป็นม้าดื้อหรือมันจะเป็นม้าเชื่องเลือกไม่ได้หรอก ไม่ยอม มันไม่ยอม เพราะฉะนั้นมันต้องสู้กันเลยจนสุดฤทธิ์สุดเดช ถ้าใจถึงก็สู้ไปวันหนึ่งก็พ้น

CD สวนสันติธรรม 10

481002A

15.25 – 16.55



เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนธรรมะอย่างนักวิจัย เลือกตัวอย่างมาศึกษาเพื่อเข้าใจทั้งหมด

mp3 (for download) : เรียนธรรมะอย่างนักวิจัย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

คือ การเรียนศาสนาพุทธนะ อย่างนักรบเป็นนักวิชาการเรียน อย่างเวลาเราจะศึกษาอะไรสักอย่างหนึ่ง เราหาตัวอย่าง หากรณีมาศึกษา เป็นตัวแทนของความรู้ทั้งหมด เรียนศาสนาพุทธก็ศึกษาแบบมีตัวแทนเหมือนกัน อย่างตัวแทนสิ่งที่เรียกว่า ตัวเรานี้ ถ้าซอยออกไปก็คือ สติปัฎฐาน ทั้งหลายนั่นเอง แค่รู้หายใจเข้ารู้หายใจออก รู้แค่นี้ก็รู้ทั้งหมดได้แล้ว หายใจเข้าหายใจออกนะ เราจะเห็นเลย ร่างกายหายใจไป จิตเป็นคนดู ร่างกายที่หายใจอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเรา แค่หายใจอย่างเดียว เอาลมหายใจมาเป็นตัวอย่างในการศึกษา แค่ศึกษาตัวเดียวนี้แหล่ะ ก็บรรลุมรรคผลได้ หรือบางคนรู้ อิริยาบถสี่ เอาอิริยาบถสี่มาเป็นตัวแทนในการศึกษา เป็นตัวอย่างที่จะศึกษา แทนที่จะต้องรู้รูปทั้งหมดก็มารู้รูป ยืน เดิน นั่ง นอน นี้ เรียกว่า กายในกาย เรียนอย่างมีตัวอย่างนั่นเอง สุ่มตัวอย่างมาเรียน เพื่อเป็นตัวแทนของความรู้ทั้งหมด ที่เรียกว่า ในกาย ในเวทนา ในจิต เนี้ยไม่ใช่เรียนทั้งหมด แต่เรียนแค่บางอันซึ่งเป็นตัวอย่าง

อย่างเราจะทำแบบสอบถามอยากรู้ความเห็นของคนล้านคนทำไม่ได้ เราก็สุ่มตัวอย่าง นี่ตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าให้สุ่มก็คือ สติปัฎฐาน นั่นเอง อารมณ์ในสติปัฎฐานนั่นแหล่ะ แค่รู้กายที่มันยืน มันเดิน มันนั่ง มันนอน นี้ ก็จะเห็นเลย ไอ้ร่างกายมันยืน มันนั่ง มันนอน ไม่ใช่ตัวเราหรอก มันเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆเหมือนหุ่นยนต์ เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ใจที่เป็นคนรู้ก็อยู่ต่างหาก จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเราอีกแล้ว  รู้ทั้งกาย รู้ทั้งใจได้ แค่ทำอันเดียวก็พอแล้ว

บางคนรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย และการหยุดนิ่ง เรียกว่า เจริญสัมปชัญญะบรรพ รู้การเคลื่อนไหว การหยุดนิ่ง เคลื่อนไหวก็รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งก็รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆก็จะเห็นเลยว่า ร่างกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่งจะแยกกัน กายไม่ใช่ตัวเรา จิตไม่ใช่ตัวเรา เกิดปัญญา หรือบางคนท่านก็สอนให้สุ่มเรียนเวทนา ความปวด ความเมื่อย ความสุข อะไรนี้ จะเห็นเลย เวทนาก็ส่วนหนึ่ง กายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง ก็กระจายขันธ์ออกมาเหมือนกัน แต่กระจายละเอียดกว่าการรู้กาย นั้นเวทนา สุข ทุกข์ เฉยๆ สามอย่างนี้เกิดขึ้นทั้งวัน ถ้ามันสุข มันทุกข์ มันเฉยๆ เรามีสติ ก็คือ เรามีสติทั้งวัน

นั้นอารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้เป็นตัวอย่างในการศึกษาของเรา เป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวันทั้งหมดเลย หายใจเข้า หายใจออก เกิดทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน เกิดทั้งวัน เคลื่อนไหว หยุด นิ่ง เกิดทั้งวัน สุข ทุกข์ เฉยๆ เกิดทั้งวัน หรือบางทีท่านก็ให้สุ่ม บางคนจริตนิสัยคิดมาก ตัวอย่างของการศึกษาที่ท่านให้ทำก็คือ ดูจิต ดูจิตมีตั้ง ๑๖ ตัวแหน่ะ ที่ใช้ในสติปัฎฐาน หรือมี ๘ คู่ แท้จริงเรียนคู่ใดคู่หนึ่งก็ปฏิบัติได้ทั้งวันแล้ว เช่น จิตมีโทสะ กับ จิตไม่มีโทสะ จิตเรามี ๒ ประเภทเท่านั้นเอง คือ จิตที่มีโทสะ กับ ที่ไม่มีโทสะ นี้แบ่งโดยเอาโทสะเป็นตัวตั้ง ถ้าศึกษาอย่างนี้ไปเรื่อยๆจะเห็นเลย จิตที่มีโทสะเป็นตัวแทนของจิตอกุศล จิตที่ไม่มีโทสะ รู้ว่าเมื่อกี๊มีโทสะ เป็นตัวแทนจิตฝ่ายกุศล แล้วจิตทั้ง ๒ ฝ่าย ล้วนแต่เกิดแล้วดับทั้งสิ้น ทั้งกุศลและอกุศล เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น

การรู้จิตก็ทำให้รู้กายด้วย ไม่ใช่รู้แต่จิต ก็จะเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นสิ่งที่จิตเข้ามาอาศัยอยู่ กายนี้ไม่ใช่ตัวเรานะ หรือบางคนดูแค่จิตมีราคะ กับ จิตไม่มีราคะ ๒ ตัวนี้ก็คลุมเวลาปฏิบัติทั้งหมดแล้ว เพราะจิตก็มี ๒ พวกเท่านั้นเอง จิตที่มีราคะ กับ ไม่มีราคะ ก็เป็นตัวแทนของการศึกษา จิตที่มีราคะเป็นตัวแทนของอกุศล จิตไม่มีราคะเป็นตัวแทนกุศล ทั้งหมดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น เหมือนกันอีก จิตมีโมหะ จิตหลงไป กับ จิตรู้สึกตัว จิตไม่มีโมหะ ก็เป็นตัวแทนแบบเดียวกัน

เพราะฉะนั้นคนแต่ละคนนี้ ใช้อารมณ์กรรมฐานจริงๆใช้นิดเดียว อารมณ์กรรมฐานที่พระพุทธเจ้าเลือกให้ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา ถ้าตามรู้ ตามดู เราก็จะมีสติ ตื่นขึ้นมาได้ทั้งวัน สามารถเห็นกายตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา เห็นจิตตามความเป็นจริงว่า จิตทุกอย่างเลยไม่เที่ยงนะ จิตดีหรือจิตเลว กุศล อกุศลเกิดแล้วดับหมดเลย บังคับก็ไม่ได้ เลือกก็ไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมะแบบนี้ เรียกว่า ธรรมวิจยะ เราวิจัยธรรมะ ไม่ได้เรียนทั้งหมด เห็นไหม เราเลือกตัวอย่างของการศึกษาขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา วิชาการสมัยใหม่นะ ตามหลังมาก วิธีการศึกษา โอ้ อัศจรรย์นะพระพุทธเจ้า ท่ามกลางคนที่ใช้ศรัทธาเนี้ย พระพุทธเจ้าเกิดปัญญาได้ขนานี้

CD สวนสันติธรรม 10

480926B

17.30 – 22.56

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติปัฏฐานนั้นเบื้องต้นทำให้เกิดสติ เบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา

mp3 (for download) : สติปัฎฐานนั้นเบื้องต้นทำให้เกิดสติ เบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราต้องฝึกนะ ฝึกจนสติแท้ๆ เกิดขึ้นมา สติแท้ๆ คือความระลึกได้ สติแท้ๆ เกิดจากจิตจำสภาวะได้ จิตจำสภาวะได้เพราะหัดตามรู้สภาวะบ่อยๆ หัดตามรู้กายบ่อยๆ หัดตามรู้เวทนาบ่อยๆ หัดตามรู้จิตบ่อยๆ หัดตามรู้สภาวธรรมทั้งรูปธรรมนามธรรมบ่อยๆ

เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานนี่ จริงๆ แล้วมีสองขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง รู้กาย เวทนา จิต ธรรม ไปเรื่อยๆ เพื่อให้จิตจำสภาวะได้แล้วสติจะเกิดขึ้นเอง งั้นสติปัฏฐานนี่เบื้องต้นทำให้เกิดสติ เรารู้เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน นะ คอยรู้สึกไป อย่าใจลอย แล้วก็อย่าเพ่งอยู่ที่กาย จะดูจิตดูใจ เราก็ดูจิตใจไป อย่าใจลอย แล้วก็อย่าไปเพ่งอยู่ที่จิต จะรู้เวทนานะ ก็อย่าใจลอยไป แล้วก็อย่าไปเพ่งเวทนา สิ่งที่ผิดมีสองอัน เผลอไปกับเพ่งเอาไว้ เพ่งแล้วมันจะนิ่ง ไม่สามารถรู้สภาวะตรงตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานเบื้องต้น รู้กาย เวทนา จิต ธรรมไป แต่แบบไม่เพ่ง แล้วก็ไม่ใจลอยลืมมันไป รู้บ่อยๆ เท่าที่รู้ได้ จนจิตจำสภาวะได้แล้วสติจะเกิดขึ้น นี่สติปัฏฐานขั้นที่หนึ่ง

เมื่อสติเกิดขึ้นแล้ว จิตใจตั้งมั่น สัมมาสมาธิจำเป็น มีจิตใจที่ตั้งมั่น ตรงนี้ต้องเรียนนะ บทเรียนเรื่องสัมมาสมาธิอยู่ในเรื่องจิตสิกขา ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา ต้องเรียนให้ครบนะ เราต้องเรียนจนกระทั่งจิตของเราตั้งมั่นเกิดสัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ สมาธิที่พวกเราฝึกมันเป็นมิจฉาสมาธิเป็นส่วนมาก เป็นสมาธิเพ่ง จ้อง บังคับ สัมมาสมาธิเป็นสมาธิที่จิตตั้งมั่น สักว่ารู้ สักว่าเห็นสภาวธรรม ตั้งมั่นกับตั้งแช่ลงไปไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าจิตใจเราตั้งมั่น แล้วก็มีสติระลึกรู้รูป สติระลึกรู้นาม มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา เห็นความจริงของรูปของนาม เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานเบื้องปลายนี่ทำไปเพื่อให้เกิดปัญญา มีสติรู้รูป รู้นาม รู้กาย รู้ใจ ไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมา ต้องมีจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางคือสัมมาสมาธิ ถึงจะเกิดปัญญานะ เพราะสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ถ้าขาดสัมมาสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูล่ะก็ไม่เกิดปัญญาหรอก จะเป็นผู้เพ่ง ผู้จ้อง ผู้บังคับ

ปัญญาที่เกิดขึ้นก็คือการเห็นกาย เห็นใจ เป็นไตรลักษณ์นั่นเอง เบื้องต้นเห็นก่อนไม่ใช่เรา พอเห็นตรงนี้นะ จิตบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ตัวเราไม่มี รู้กายรู้ใจต่อไป เห็นกายนี้ทุกข์ล้วนๆ เลยนะ จิตปล่อยวางความยึดถือกาย เป็นพระอนาคา สุดท้าย จิตมันจะรวมลงมาที่จิต มารู้อยู่ที่จิต เรียนรู้จนกระทั่งปล่อยวางจิต สมมุติเรียกว่าพระอรหันต์ ต้องใช้คำว่า สมมุติ นะ พระอรหันต์ไม่เคยรู้สึกว่ามีพระอรหันต์ เป็นของสมมุติขึ้นมา นี่เส้นทางพันทุกข์ ทางสายเอก ทางสายเดียวที่เราต้องเรียน

CD สวนสันติธรรม 19

500310A

28.16 – 31.27

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่