Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา เกิดขึ้นเพราะสัญญาเข้าไปหมายผิด

mp3 for download : ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา เกิดขึ้นเพราะสัญญาเข้าไปหมายผิด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี

หลวงพ่อปราโมย์ : การดูรูปไม่ใช่ตัวเรา ดูง่ายๆว่ามันเป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออก ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นวัตถุ ดูนามธรรมดูว่าเป็นวัตถุเป็นธาตุ ดูไม่ได้

เราดูจิตใจของเรานี้ว่าเป็นอนัตตา ดูในแง่ที่ว่าเราบังคับมันไม่ได้ สั่งให้มันสุขมันไม่สุข ห้ามทุกข์มันก็จะทุกข์ สั่งให้ดีมันก็ไม่ดี ห้ามชั่วมันก็ยังชั่วได้อีก สั่งว่าอย่าไปคิดมันก็จะยังไปคิด สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้จริง ไม่อยู่ในอำนาจจริง

เนี่ยเฝ้ารู้ลงไปในรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ในกายในใจทั้งหลาย เห็นแต่ของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา มีแต่มีแล้วก็หายไป มีแล้วก็หายไป ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร วันใดที่จิตเรายอมรับความจริงแล้วนะ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวเราถาวร มีแต่การประชุมกันขึ้นมาเป็นคราวๆ มีสัญญาเข้าไปหมายผิดๆว่ามีตัวเรา

วัตถุธาตุมารวมกัน ก็มาเป็นร่างกายนี้ สัญญาเข้าไปหมายรู้ ว่าร่างกายนี้คือตัวเรา สัญญามันหมายผิดๆว่าเป็นตัวเราขึ้นมา ก็รู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นเป็นคราวๆ ถ้าไม่หมายมันก็ไม่เป็น หมายขึ้นมาก็เป็น

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๘ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เห็นรูปนามตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม

mp3 for download : เห็นรูปนามตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม

หลวงพ่อปราโมย์ : ทีนี้เราก็มาหัดเรียนให้เห็นความจริง เราจะเห็นเลยว่า รูปทั้งหลายมีแต่ความไม่เที่ยง รูปทั้งหลายมีแต่ความเป็นทุกข์ รูปทั้งหลายมิใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุเป็นแค่ก้อนธาตุ นามธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง นามธรรมทั้งหลายทนอยู่ไม่ได้ ถูกบีบคั้นตลอดเวลา นามธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา เราบังคับไม่ได้

เวลาดูรูปไม่ใช่ตัวเรา ดูง่ายๆว่า มันเป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออก ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นวัตถุ ดูนามธรรม ดูว่าเป็นวัตถุเป็นธาตุนั้น ดูไม่ได้ เราดูจิตใจของเราว่าเป็นอนัตตา เราดูในแง่ที่ว่าบังคับมันไม่ได้ สั่งให้มันสุขมันก็ไม่สุข ห้ามทุกข์มันก็จะทุกข์ สั่งให้ดีมันก็ไม่ดี ห้ามชั่วมันก็ยังชั่วได้อีก สั่งว่าอย่าไปคิดมันก็จะคิด สั่งไม่ได้บังคับไม่ได้จริง ไม่อยู่ในอำนาจจริง

เนี่ย เฝ้ารู้ลงไปในรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ในกายในใจทั้งหลาย เห็นแต่ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีแต่มีแล้วก็หายไป มีแล้วก็หายไป ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๓ ถึงนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ครูที่สอนธรรมะ คือ กายกับใจของเรา

mp 3 (for download) : ครูที่สอนธรรมะ คือ กายกับใจของเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การปฎิบัตินะ การปฎิบัติธรรมเนี่ย เราอย่าไปวาดภาพให้มันยุ่งยาก ธรรมะไม่ใช่ของลึกลับ พวกเราชอบคิดว่าธรรมะคืออะไรก็ไม่รู้ ลึกลับ รู้แต่ว่ามันเป็นของดี เราคิดแต่ว่ามันอยู่ไกลๆ เราต้องทำอีกนานๆถึงจะเจอ เราชอบคิดว่าธรรมะอยู่ที่วัด ธรรมะอยู่ที่พระ หรือธรรมะอยู่ที่การเข้าคอร์ส แท้จริงธรรมะไม่ได้พิกลพิการยากไร้ขนาดนั้นหรอก

ธรรมะอยู่กับตัวเรามาตั้งแต่เกิด ถ้าพวกเราอยากได้ธรรมะเนี่ย ให้ย้อนมาเรียนที่ตัวธรรมะจริงๆ อะไรเป็นตัวธรรมะตัวจริง กายนี้แหละเป็นธรรมะเรียกว่ารูปธรรม ชื่อมันบอกอยู่แล้วว่ามันเป็นธรรมะ เรียกว่ารูปธรรม ใจของเรานี้แหละเป็นธรรมะ เรียกว่านามธรรม อย่าไปแสวงหาธรรมะที่อื่น หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอนะ จะมาฟังอาตมาพูดกี่วันก็ไม่รู้เรื่องหรอก ธรรมะ(แท้ๆ – ผู้ถอด)เรียนไม่ได้ด้วยการฟัง เรียนไม่ได้ด้วยการอ่าน เรียนไม่ได้ด้วยการคิดๆเอา ทางเดียวที่จะเรียนธรรมะได้นี่นะ คือต้องเรียนจากครูของเราจริงๆ ครูที่จะสอนธรรมะเราได้มีสองคนเท่านั้น คือ รูปกับนามหรือกายกับใจของเรานี่เอง

เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ ให้คอยรู้ลงที่กายคอยรู้ลงที่ใจเนืองๆ กายและใจจะสอนธรรมะของจริงให้เราดู คนส่วนใหญ่เที่ยวหาธรรมะภายนอก ก็มีแต่หลงออกไปภายนอก ละเลยที่จะเรียนรู้เรื่องของตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร พระพุทธเจ้าสอนให้น้อมเข้ามา โอปนยิโก น้อมกลับเข้ามา มาเรียนเรื่องของตัวเราเอง เรียนจนรู้ความจริงว่าความทุกข์มันเกิดได้อย่างไร ทำอย่างไรถึงจะไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นธรรมะในตำราอภิธรรมจะสอน บอกว่าต้องรู้รูปนามต้องรู้กายรู้ใจนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี บ้านหนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๘ หลังฉันเช้า

สวนโพธิญาณอรัญวาสี
CD: สวนโพธิญาณอรัญวาสี แผ่นที่ ๑๐
Track: ๒
File: 480911B.mp3
ระหว่างวินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สู้กิเลสอย่างละเอียดด้วยวิปัสสนา

mp3 (for download): วิธีรับมือกิเลสอย่างละเอียด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สู้กิเลสอย่างละเอียดด้วยวิปัสสนา

สู้กิเลสอย่างละเอียดด้วยวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทีนี้ทำอย่างไรเราจะเกิดปัญญาเห็นความจริงของขันธ์ เนี่ยเป็นเรื่องแตกหักแล้วนะ เรื่องสำคัญมากเลยในทางพระพุทธศาสนา การทำทาน รักษาศีล ทำสมาธินี้ มีมาก่อนพระพุทธเจ้า การสู้กิเลสอย่างหยาบ สู้กิเลสอย่างกลาง มีมาก่อนพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าท่านมาต่อยอดให้นักปราชญ์ทั้งหลายนั่นเอง

พวกนักปราชญ์ทั้งหลายเขาก็สอนให้คนถือศีล นักปราชญ์ทั้งหลายสอนให้คนทำสมาธิ จิตสงบ แต่ว่าพระพุทธเจ้ามาต่อยอด สงบอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเกิดปัญญาด้วย ปัญญาคืออะไร ปัญญาคือการเห็นความเป็นจริงของรูปของนาม ของกายของใจ ถ้าเราไม่เห็นความเป็นจริงของรูปนามกายใจ เรียกว่าไม่มีปัญญา เห็นความจริงนะ ไม่ใช่คิดเอา

เพราะฉะนั้นทำอย่างไรเราจะเห็นความจริงได้ เราต้องดูว่า จริงๆแล้วกายเป็นอย่างไร จริงๆจิตใจเป็นอย่างไร การดูความจริงของกายของใจนะ เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่เรื่องกำหนดอย่างโน้นอย่างนี้นะ หลักของวิปัสสนากรรมฐานแท้ๆเลยคือ มีสติรู้รูปรู้นาม รู้กายรู้ใจนี่ รู้อย่างที่มันเป็น มันเป็นอะไร กายนี้เป็นอะไร กายนี้เป็นของไม่เที่ยง กายนี้เป็นของเป็นทุกข์ กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา เป็นอนัตตา นี่คือความจริงของกาย ความจริงของใจก็คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกัน ความจริงของขันธ์ ๕ ก็คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกัน

ถ้าเราเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของขันธ์ ๕ ของกายของใจ ของรูปของนามได้ นั่นแหละคือการทำวิปัสสนากรรมฐาน พวกเราบางคนเรียนไม่พอนะ เราไปคิดว่า แค่รู้กายรู้ใจคือวิปัสสนากรรมฐาน รู้รูปรู้นาม เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ไม่เป็นหรอก ต้องเห็นความจริงของกายของใจ ต้องเห็นความจริงของรูปของนาม นะ ถึงจะเป็นวิปัสสนากรรมฐานนะ

เพราะฉะนั้นยกตัวอย่างเรานั่งอยู่ เห็นร่างกายนั่งอยู่เนี่ย เป็นวิปัสสนามั้ย ไม่เป็น ไม่เป็น ถ้าเห็นว่าร่างกายที่นั่งอยู่นี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา อย่างนี้ถึงจะเป็นวิปัสสนานะ เพราะฉะนั้นวิปัสสนาต้องเห็นไตรลักษณ์ ของกายของใจ

ตรงนี้ต้องแม่นนะ พวกเรา ถ้าเราไม่รู้หลักของวิปัสสนากรรมฐาน เราก็จะพูดแต่ว่าเราจะทำวิปัสสนา เอาเข้าจริงหาคนทำวิปัสสนาได้น้อยเต็มทีเลยนะ กระทั่งบอกว่าทำวิปัสสนาอยู่นั้น เอาเข้าจริงกลับทำสมถะ รู้เพ่งกายอยู่เรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก เพ่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่วิปัสสนา เห็นท้องพอง เห็นท้องยุบอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่วิปัสสนา นะ เห็นร่างกายยกเท้าย่างเท้า ไม่ใช่วิปัสสนา

วิปัสสนาต้องเห็นร่างกายนั้นน่ะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ทั้งหลายนะ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ถึงจะเป็นวิปัสสนา ต้องเห็นไตรลักษณ์

ต้องแม่นนะ ถ้าหลักไม่แม่นแล้วทำผิดน่ะ ทำผิดแล้วจะมาบอกว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ดีจริง ทำมาตั้งหลายปี ๒๐-๓๐ปี ไม่เห็นนิพพานเสียที ก็ยังไม่เคยทำเส้นทางที่จะเข้าสู่พระนิพพานเลย คือไม่ได้เจริญปัญญาที่แท้จริงนะ

การเจริญปัญญา ปัญญาคือการเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ของกายของใจ ตรงนี้ต้องแม่นนะ หลวงพ่อย้ำทุกวันเลย เรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องแตกหักเลย ว่าเราจะเป็นชาวพุทธแท้หรือไม่แท้ ลำพังทำทาน รักษาศีล ทำสมาธินั้น ไม่ใช่ชาวพุทธเขาก็ทำกัน

ศาสนาอื่นก็มีนะ บางศาสนาเนี่ย หลวงพ่อยังรู้สึกยกย่องเลย ยกตัวอย่างมุสลิมเขาละหมาดวันละ ๕ ครั้งนะ เขาคิดถึงพระเจ้าวันละ ๕ ครั้ง นั่นก็คือการทำสมาธิวันละ ๕ ครั้ง ชาวพุทธเราให้ไหว้พระวันละครั้งยังทำแทบไมได้เลย น่าเกลียดที่สุดนะ ว่าน่าเกลียดแต่หัวเราะ มันเอ็นดูนะ ไม่ได้โกรธเกลียดหรอก รู้สึกน่าเอ็นดูดี ทุกข์ไปก่อน

เพราะฉะนั้นเราจะทำวิปัสสนา ต้องรู้ ต้องเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ของกายของใจ ของธาตุของขันธ์นะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่บริษัท ดอกบัวคู่
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ บริษัท ดอกบัวคู่
File: 540409A
ระหว่างนาทีที่  ๒๕ วินาทีที่ ๐๘ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๐๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคือไตรลักษณ์

mp3 for download: ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคือไตรลักษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ปัญญานี้จะเป็นตัวล้างความเห็นผิด เพราะฉะนั้นความเห็นผิดนี้แหละเป็นกิเลสชั่วหยาบ ชั่วร้ายสุดๆเลย ความเห็นผิดก็คือตัวอวิชานั่นเอง ซ่อนเนียนๆอยู่ในใจ

ถ้าใครเชื่อว่าจิตนี้ดีอยู่แล้ว ปภัสสรอยู่แล้วแสดงว่าบริสุทธิ์อยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลย ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องใช้ สัมมาทิฎฐิไม่ต้องมี พวกนี้จะนอนจมกิเลสโดยไม่รู้เรื่องอยู่อย่างนั้น กี่ภพกี่ชาติก็จะจมอยู่กับกิเลสอย่างนั้นเลย

เพราะฉะนั้นจิตไม่ได้ดีอยู่แล้วนะ จิตชั่วอยู่แล้ว ต้องกลับข้างเลยนะ จิตมีอวิชาครองโลกครองหัวใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องล้างอวิชาให้ได้ จะล้างอวิชาได้นะ ต้องล้างลูกน้องมันก่อน ต้องล้างกิเลสหยาบๆ กิเลสอย่างกลางเข้าไป สู้ของมันไป

กิเลสละเอียด ล้างได้ด้วยปัญญา วิธีใช้ปัญญานะ มีสติ รู้ทัน ปัญญานี้เป็นเครื่องซักฟอก เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ อวิชาเนี่ยเป็นความไม่รู้อริยสัจจ์ อริยสัจจ์ข้อที่ ๑ คือ ทุกข์ อวิชาทำให้เราไม่รู้ทุกข์ อะไรคือทุกข์ รูปธรรม นามธรรม นั้นแหละคือตัวทุกข์ นะ เรียกว่า รูปนาม เป็นตัวทุกข์

ทีนี้เราไม่รู้ ว่าตัวทุกข์ก็คือรูปธรรมนามธรรม คือสิ่งซึ่งเราเห็นว่าคือตัวเรานั่นเอง ถ้ารู้รูปรู้นามก็เรียกว่า รู้ทุกข์ เพราะฉะนั้นวิธีปฎิบัตินะ ให้รู้ทุกข์ คือ รู้รูป รู้นาม รู้กาย รู้ใจ ของตัวเองนี้แหละ รู้เข้าไป ซักฟอกเข้าไป ว่ากายนี้จริงๆเป็นอย่างไร เราต้องการรู้ความจริง เพราะฉะนั้นเราไม่ดัดแปลงความจริง ร่างกายเคลื่อนไหว ก็ดูมันเคลื่อนไหวไป ไม่ต้องดัดแปลงมัน ทำให้มันนิ่ง หรือว่าเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติธรรมดา

เคยเดินท่าไหนก็เดินได้นะ ยกเว้นจะเดินในพิธีการ คนอื่นเขาเดินช้าๆ เราจะไปจ้ำๆตามควายอยู่คนเดียวมันก็ไม่ได้ เดี๋ยวไปเหยียบคนอื่นเขาเข้า เดินให้เหมือนๆเขา แต่ในธรรมชาติธรรมดาของเราน่ะ เดินจงกรมแต่ละคนนะ มีท่าที่ตัวเองถนัดก็เดินไปอย่างนั้น แต่ไม่ใช่เดินถนัดเอ้อระเหยนะ (สติ)หนีไปหมดเลย

เพราะฉะนั้นเราไม่ดัดแปลง เราไม่เริ่มต้นด้วยการดัดแปลง เราต้องการรู้ว่าจริงๆเป็นอย่างไร จริงๆเป็นอย่างไร กายนี้เป็นอย่างไร จิตนี้เป็นอย่างไร เราต้องการรู้ทุกข์ เราไม่ต้องการดัดแปลงทุกข์ เราไม่ต้องการละทุกข์นะ ไม่ใช่ละทุกข์นะ ยกตัวอย่างนั่งสมาธิปวด ทำอย่างไรจะหายปวด อันนั้นอยากละทุกข์แล้ว ทุกข์ให้รู้ ไม่ใช่ให้ละ หน้าที่ของเรา รู้ รู้รูป รู้นาม ตามที่เขาเป็น

อยากรู้ตามที่เขาเป็น ต้องไม่ไปดัดแปลงเขา เขาเป็นอย่างไร รู้ว่าเขาเป็นอย่างนั้นนะ ทำใจเป็นแค่คนดูนะ ทำใจเป็นแค่คนดู ใจที่เป็นคนดูได้นั้นแหละ คือใจที่มีสมาธิแล้ว เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้รู้นะ ไม่ใช่ผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง เพราะฉะนั้นใจที่ไหลไปแล้วรู้ ไหลแล้วรู้ มันจะตั้งขึ้นมา พอใจมันตั้งขึ้นมา ก็เรียกว่าใจเรามีสมาธิแล้ว มาดูรูป ดูนาม มันทำงาน ดูด้วยใจที่ตั้งมั่น สบายๆ เป็นผู้รู้ผู้ดูนี่เอง

เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว เห็นจิตใจมันเคลื่อนไหว ใจเราเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู สบายๆ ในที่สุดจะเห็นความจริง ความจริงของกายคืออะไร ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคืออะไร คือไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้นความจริงของกายก็ไตรลักษณ์ ความจริงของจิตก็ไตรลักษณ์ อันเดียวกันนั้นเอง คือความเป็นไตรลักษณ์

เราดูเพื่อให้เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ของกายของใจ การเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจนี้แหละ ชื่อว่า เจริญปัญญา มีปัญญา ถ้าไปเห็นอย่างอื่นไม่เรียกว่าปัญญานะ ไปเห็นว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ร่างกายนี้เที่ยงถาวร อย่างนี้ไม่เรียกว่าปัญญา ต้องเห็นเลย มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์นะ มันทนอยู่ไม่ได้ มันเคลื่อนไหว มันเปลี่ยนแปลง มันหมุนเวียนไปเรื่อย ไม่มีตัวเรา เนี่ยดูไปเรื่อยๆ

ดูจนกระทั่งเห็นความจริงเลย กายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ไม่ใช่เรา เป็นแค่รูปธรรม เป็นแค่นามธรรม มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ตัวนี้สำคัญนะ จะเห็นอย่างนั้นจริงๆ เห็นเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่อมตะ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวเราถาวร ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวเราถาวร ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดถาวรเลย ไม่เฉพาะว่าสิ่งที่เป็นตัวเรานะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดถาวร มีสิ่งถาวรอันเดียวคือนิพพาน ซึ่งเรายังไม่เห็น

ต้องเห็นรูปเห็นนามให้แจ้งนะ เห็นรูปเห็นนามให้แจ้ง พอเห็นรูปเห็นนามแจ้งแล้ว ตอนที่เกิดอริยมรรคนั้นน่ะ จิตจะสัมผัสกับพระนิพพาน ตอนที่ได้โสดาปัตติมรรคนั่นแหละ คือครั้งแรกในสังสารวัฏฏ์ ที่สัมผัสกับพระนิพพาน

พระนิพพานเป็นอย่างไร พระนิพพานไม่มีไม่เป็นอะไร เป็นสภาวะที่พ้นจากความมีความเป็น นิพพานมีอยู่มั้ย มีอยู่ มีลักษณะอย่างไร มีลักษณะสันติ สงบ สันติ ไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่นิพพานแห้งแล้ง โหวงๆเหวงๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว จิตที่สัมผัสนิพพานเป็นอย่างไร มีบรมสุข เพราะนิพพานเป็นบรมสุข เราไปสัมผัสบรมสุขนะ มันก็บรมสุขไปด้วยนะ เราไปสัมผัสไฟ ไฟมันร้อนใช่มั้ย มันก็บรมร้อนไปด้วยแหละ ใช่มั้ย สัมผัสน้ำแข็งมันก็บรมเย็นแหละ สัมผัสพระนิพพานบรมสุขนะ สุขจริงๆนะ สุขจนธาตุขันธ์มนุษย์แทบจะทนอยู่ไม่ได้เลย สัมผัสทีแรกแทบตายเลย

แต่ว่าตอนโสดาฯ สกทาคาฯ อนาคาฯ นี่ สัมผัสแป๊บเดียว ไม่ทันตายหรอกนะ ไม่ทันรู้สึกหรอก ต้องภาวนาให้มันสุดขีดนะ นึกถึงพระนิพพาน จิตมันทรงอยู่อย่างนั้นน่ะ ทรงกับพระนิพพาน โอ้โหมันมีความสุข เรื่องนี้ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังนะ หลวงพ่อแค่อวดข้อมูลที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง

หลวงปู่สุวัจน์ (สุวัจน์ สุวโจ วัดป่าเขาน้อย ต. เสม็ด อ. เมือง จ. บุรีรัมย์) ท่านบอกนะ ท่านบอกว่า ตอนที่ท่านปล่อยวางจิตนะ ท่านมีความสุขอยู่ตั้งปีกว่าๆ สุขมหาศาล สุขเหมือนจะทนอยู่ไม่ไหวเลย สุขมหาศาล สุขแทบตาย สุขมาก ต่อๆไปใจก็ค่อยๆคุ้นเคยนะ ใจก็ค่อยๆเป็นอุเบกขา ก็มีความสุขบ้าง อุเบกขาบ้าง ไม่หวือหวาเหมือนทีแรก มีความสุขมาก

เนี่ยพวกเราอยากได้สัมผัสความสุขอันนี้นะ เราต้องพ้นทุกข์ให้ได้ ตัวทุกข์ก็คือ รูป นาม กาย ใจ ของเรานี่เอง เราจะพ้นทุกข์ได้ ใจจะปล่อยวางรูปนาม ปล่อยวางกายวางใจได้ ใจต้องมีปัญญาเห็นความจริงของรูปของนามนะว่า ไม่ใช่ของดีของวิเศษ..

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๙ ถึงนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
ลำดับที่ ๒๑
File: 530730A.mp3

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาจะขึ้นวิปัสสนาแท้ๆ เมื่อเห็นสันตติขาดหรือฆนะแตก

mp 3 (for download) : การภาวนาจะขึ้นวิปัสสนาแท้ๆ เมื่อเห็นสันตติขาดหรือฆนะแตก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: เวลาดูจิตดูใจ ถ้าขึ้นวิปัสสนาแล้วก็จะเห็นความเกิดดับ เห็นจิตดวงนึงเกิดขึ้นดับไป มีช่องว่างมาคั่น ดวงนึงเกิดขึ้นดับไปมีช่องว่างมาคั่น หรือบางทีก็เห็นนามธรรมกระจายตัวออกไป เห็นจิตอยู่ต่างหากนะ เห็นความรู้สึกสุขรู้สึกรู้สึกทุกข์แยกออกไป เห็นความจำได้หมายรู้แยกออกไป เห็นกุศลและอกุศลทั้งหลายนี้แยกออกไป ไม่ใช่จิต แยกออกไปอีกนะ กระจายออกไป กระจายออกไป งั้นวิปัสสนานี่มันจะเห็น

วิปัสสนาแท้ๆมันจะเห็นสองอัน อันนึงเห็นสันตติ คือความสืบเนื่องมันขาด เห็นรูปอันนี้กับรูปอันนี้คนละรูปกัน เห็นคนละรูป เห็นนามอันนี้กับนามอันนี้คนละนาม สันตติมันขาด มันขาดอย่างไร เห็นนามอันนึงกับนามอันนึงขาดออกจากกันมีช่องว่างมาคั่น มีช่องว่างมาคั่น นี่สันตติขาด ไม่ใช่ต่อเนื่องเป็นสายเดียวกันเหมือนสายน้ำ แต่เดิมเรานั่งดูจิตดูใจไปเราเหมือนเราดูน้ำไหลผ่านหน้าไป ไหลไปเรื่อยไม่มีช่องว่าง นี่ พอสติ สมาธิแก่กล้าขึ้นมามันเห็นนะ รูปนามมันเกิดดับได้ เกิดแล้วดับ อันใหม่กับอันเก่านี่คนละอันกัน เห็นต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่คิดเอา ถ้ายังคิดเอาเรียกว่า สัมมสนญาณ ยังไม่ขึ้นวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาญาณนี่ต้องอุทยัพพยญาณ ชื่อมันไม่ต้องจำก็ได้นะไม่สำคัญหรอก ชื่อมันยาว รวมชื่อสิบหกชื่อนะยาววากว่าๆ ไม่ต้องจำ

หรือเห็นฆนะ อันนึงเห็นสันตติขาด อันนึงเห็นฆนะ ฆนะแปลว่ากลุ่มก้อน เขียนด้วย ฆ ระฆัง น หนู ฆนะ มันแตก สิ่งที่เป็นกลุ่มเป็นก้อนนะมันแตกออกไป อย่างแต่เดิมเรารูปกับนามมันแยกออกจากกัน รูปก็แตกออกไปอีก สิ่งที่เป็นรูปแตกออกไปสี่อย่างเป็นธาตุสี่ นามก็แตกออกไปเป็นสี่อย่าง เป็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แตกออกไปนะ นี่ ฆนะ มันแตก แล้วก็เห็นแต่ละอัน ๆ แต่ละสภาวะๆ มันแยกย้ายกันทำงาน แต่ละคนทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง เห็นมั๊ย กว่าจะขึ้นวิปัสสนาจริงๆไม่ใช่ง่ายนะ

สวนสันติธรรม
CD: 25
File: 510510.mp3
Time: 9.37 – 11.56

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

 ทางสู่นิพพานและข้อควรระวังของความว่าง

mp3 (for down load): ทางสู่นิพพานและข้อควรระวังของความว่าง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จะเห็นนิพพานได้นะ ต้องรู้แจ้งรูปนาม ต้องรู้แจ้งในกายในใจ นี่เป็นทางเดียวเลย เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่าสติปัฏฐานเป็นทางสายเดียวที่จะสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น

อยากจะถึงนิพพานที่แท้จริงอย่าน้อมใจให้เฉย อย่าน้อมใจให้นิ่ง ให้คอยมีสติรู้กายรู้ใจ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ด้วยจิตที่เป็นกลาง รู้ทุกอย่างอย่างสบายๆ รู้อย่างเบาๆ รู้อย่างนุ่มนวล รู้แล้วไม่ไปเพ่ง รู้แล้วไม่ถลำลงไป รู้แล้วสบายๆ ปัญญามันจึงจะเกิด มันเห็นความจริงของรูปของนาม พอมันเห็นความจริงแจ่มแจ้งมันจะปล่อยวาง มันจะไม่ยึดไม่ถือ    พอปล่อยวางได้จะพ้นจากรูปนาม ก็จะไปเห็นนิพพานไม่พ้นไปจากอย่างอื่นหรอก   แต่ถ้าอยู่ๆเราจะไปทิ้งรูปนาม เราจะไปอยู่ในบัญญัติ เพราะสติปัญญาไม่พอ ที่จะปล่อยวางรูปนาม อยู่ๆจะปล่อยเอาตามใจชอบไม่ได้นะ   น้อมใจไม่ให้ความรู้สึกเลือนลางบางคนไอ้โน่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอา ไอ้โน่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอา เป็นมิจฉาทิฐิ เรียก นัตถิกทิฐิ อยู่ๆก็น้อมใจให้ว่าง น้อมไปทำไมความว่าง น้อมไปแล้วสบาย เป็นสมถกรรมฐานชนิดหนึ่ง น้อมใจให้อยู่ในความว่างๆ เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ น้อมใจไปไม่ให้คิดไม่ให้นึกไม่ให้ปรุงไม่ให้แต่ง เรียก วิญญาจัญญายตนะ น้อมใจให้ไปอยู่กับความไม่มีอะไรเลย นู่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอาไม่มีอะไรเลย เรียก อากิญจัญญายตนะ   น้อมใจไม่ให้ความรู้สึกเลือนรางลงไป แทบจะไม่รู้สึกเลย เรียก เนวสัญญานา สัญญายตนะ

เวลาภาวนาผิดจะพลาดไปพรหมโลก คำสอนที่บอกว่าให้ไปดูความว่าง ให้น้อมจิตไปอยู่ในความว่าง นี่เป็นการทำสมถกรรมฐาน โดยคิดว่าวิปัสสนากรรมฐานอยู่ อันตรายมากเลย   ตอนนี้ดูจิตๆ ดูจิตหลายคนเลยไม่ได้ดูจิตให้เกิดสติปัญญานะ มาเรียนกับหลวงพ่อช่วงหนึ่ง รู้สึกถามหลวงพ่อไม่ได้ วิ่งไปถามคนโน้นคนนี้นะ เขาก็พาไปอยู่ในความว่างเสร็จกันพอดีนะ   พระศรีอาริยะฯ ตรัสรู้ขึ้นมา พอนึกถึงแล้วท่านอยากจะโปรดเรา ท่านจะอุทานว่า ฉิบหายแล้ว พลาดจากคุณอันใหญ่แล้ว  พระศรีอาริยะฯมาแล้วยังกลับมาไม่ทันเลยถ้าน้อมไปอยู่ในความว่างๆ

ไม่น้อมไปอยู่ในความว่างนะ รู้สึกตัวไว้ รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็นเมื่อจิตพ้น รู้จนแจ่มแจ้งในกายในใจในรูปในนามนี้แหละ   เมื่อแจ่มแจ้งแล้วจิตจะหมดความยึดถือในรูปในนามในกายในใจนี้   เมื่อจิตไม่ยึดรูปนามจิตจะพ้นจากรูปจากนามจิตจะสัมผัสอยู่กับพระนิพพาน   นี่เป็นทางสายเอกทางสายเดียว ไม่มีทางที่สองเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นนะ   ไปดูในสติปัฏฐานได้เลย มีแต่เรื่องกายานุปัสสนา ให้รู้กาย, เวทนานุปัสสนา รู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ การเสวยอารมณ์, จิตตานุปัสสนา ให้รู้ทันจิต ซึ่งมันถูกสังขารปรุงแต่ง เดี๋ยวเป็นจิตโกรธ จิตโลภ จิตหลง จิตรู้เนื้อรู้ตัว จิตอย่างโน้นจิตอย่างนี้, ธรรมานุปัสสนา คือ รูปกับนามมีทั้งรูปมีทั้งนาม  รวมแล้วในสติปัฏฐานมีแต่เรื่องรู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ไม่เคยมีสุญญุตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่เคยมีเลย

ถ้าใครสอนสุญญุตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พวกเราเรียนหลักมาแม่นๆแล้วเราต้องรู้นะ นั่นไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ถึงแต่ใส่จีวรก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราต้องแม่นในหลักนะเราจะได้ไม่พลาด เรียนรู้กายรู้ใจไปเรื่อยอย่าน้อมให้นิ่ง   ไม่เอานะว่างสว่างบริสุทธิ์ไม่เอาทั้งสิ้นเลย รู้กายอย่างเดียวรู้ใจอย่างเดียว รู้ไปอย่างที่มันเป็นไป พอถึงมันปล่อยวางรูปปล่อยว่างนามแล้วจะถึงความว่างจริง นั่นเป็นผลหรอก อย่าเอาผลมาทำเป็นเหตุนะ ให้ทำเหตุคือรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่