Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

กรรมฐานที่เป็นวิหารธรรม

mp 3 (for download) : กรรมฐานที่เป็นวิหารธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราต้องรู้กายรู้ใจอย่างเป็นวิหารธรรม วิหารธรรมแปลว่าบ้าน บ้านไม่ใช่คุก แต่นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยนะ เอาอารมณ์กรรมฐานมาเป็นคุกขังใจ

เช่นเราจะอยู่กับลมหายใจ เราจะบังคับตัวเอง ให้รู้แต่ลมหายใจ ห้ามรู้อย่างอื่น ถ้ารู้อย่างอื่นถือว่าไม่ดี มันไม่ดีจริงนะในแง่ของสมถกรรมฐาน แต่ในแง่ของวิปัสสนากรรมฐานน่ะ เราไม่ได้เอาจิตไปติดคุก ทันทีที่พวกเราคิดถึงการปฏิบัติแล้วเราบังคับตัวเอง พอบังคับเมื่อไหร่เนี่ย จิตใจจะหนักๆแน่นๆแข็งๆขึ้นมาเลย ทื่อๆนะ แข็งขึ้นมา หาความสุขความสงบที่แท้จริงไม่ได้ มีแต่ความอึดอัดนะ จงใจปฏิบัติเมื่อไหร่อึดอัดเมื่อนั้นเลย จงใจไปรู้ลมหายใจก็อึดอัด จงใจไปรู้ท้องพองยุบก็อึดอัด ยกเท้าย่างเท้าแล้วจงใจไปรู้อยู่ที่เท้าก็อึดอัดอีก ทำอะไรๆมันก็อึดอัดไปหมดเลย

เพราะอะไร เพราะจิตมันไปติดคุก คนติดคุกมันมีความอึดอัดนะ แต่หลวงพ่อไม่เคยติดนะ อันนี้เดาๆเอา นะ ไม่เหมือนอยู่บ้าน อยู่บ้านสบาย มีธุระออกจากบ้านเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้กายรู้ใจเหมือนมันเป็นบ้าน หมายถึงว่ามันเป็นที่อาศัยระลึกของสติเท่านั้น เวลาไม่รู้จะรู้อะไรนะ ก็กลับมาอยู่บ้าน คนไหนใช้ลมหายใจเป็นบ้าน พอจิตใจไม่ต้องไปรู้กายเวทนาจิตธรรมอันอื่น เราก็กลับมารู้ลมหายใจ รู้เล่นๆ ไม่ใช่บังคับจิตให้อยู่กับลมหายใจ ถ้าบังคับจิตให้อยู่กับลมหายใจเป็นสมถะ

ถ้าจะอยู่อย่างอยู่เป็นบ้านเราก็หายใจไป หายใจออกก่อนนะ หายใจออก หายใจเข้า หายใจออกไป ใจเราอยู่ที่ลมหายใจเราก็รู้ หายใจไป หายใจไป ใจเราหนีไปที่อื่นเราก็รู้ เห็นมั้ย หายใจไป เราเห็นร่างกายนี้หายใจอยู่นะ เกิดสติเกิดปัญญาขึ้นมา เห็นร่างกายหายใจ ร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่ตัวเราหรอก จิตใจก็เหมือนกัน จิตใจที่ไปรู้ร่างกายที่หายใจเนี่ย แป๊บเดียวมันก็หนีไปคิดเรื่องอื่น หรือมันถลำลงไปเพ่งลมหายใจ หรือมันสุข หรือมันทุกข์ หรือมันดี หรือมันร้ายขึ้นมา

การที่เราเห็นอย่างนี้มากเข้าๆ มันก็จะเกิดปัญญา เห็นเลย จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเราอีกละ เราบังคับมันไม่ได้ เดี๋ยวก็วิ่งไป เดี๋ยวก็วิ่งมา เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เนี่ยถ้าเรารู้อย่างนี้ รู้อย่างเป็นวิหารธรรมนะ มันจะรู้ทั้งกายรู้ทั้งใจ ไม่ใช่รู้อันเดียว ถ้าบังคับจิตให้แน่วอยู่ในอารมณ์อันเดียวเป็นเรื่องของสมถกรรมฐาน

เพราะฉะนั้นอย่างหลายคนดูท้องพองยุบ ดูท้องพองยุบแล้วเพ่งให้จิตแนบอยู่ที่ท้องเลย ห้ามหนีไปที่อื่น เอาท้องมาเป็นคุกขังจิตน่ะ จนจิตมันไม่ไปไหน มันเซื่องๆอยู่ที่ท้องเนี่ยนะ ได้ความสงบ เกิดปีติ ขนลุกขนพอง เกิดตัวลอยตัวเบาตัวโคลง ตัวใหญ่ตัวหนัก บางคนตัวหนักก็มีนะ บางคนก็ขนลุกซู่ซ่าๆ อันนี้เป็นเรื่องของสมถกรรมฐาน

แต่ถ้าเรารู้ท้องพองยุบอย่างให้เป็นวิปัสสนา หัดเจริญสติปัฏฐานจริงๆ เราจะเห็นร่างกายมันพองร่างกายมันยุบนะ รูปมันพองรูปมันยุบ ใจอยู่ต่างหาก ใจเป็นแค่คนดู เหมือนเราดูตัวเอง เห็นร่างกายมันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เหมือนกันหมดนะ จะใช้อารมณ์กรรมฐานอะไร ยกตัวอย่างใช้ อิริยาบถ ๔ เนี่ย เราก็เห็นร่างกายมันยืน ร่างกายมันเดิน ร่างกายมันนอน ถ้าทำสัมปชัญญะบรรพะ ร่างกายมันคู้ร่างกายมันเหยียด มันเหลียวซ้ายแลขวา เราก็รู้สึกเอา รู้สึกแล้วเราก็เห็นเลย ไอ้ตัวที่เคลื่อนไหวเหลียวซ้ายแลขวาน่ะ ไม่ใช่ตัวเราหรอก รูปมันเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู ตัวใจเองก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นทั้งรูป เห็นทั้งนามนะ ถ้าเห็นถูกต้อง ไม่ใช่เห็นอันใดอันหนึ่ง ไม่ใช่บังคับเอาอันใดอันหนึ่ง เนี่ยเรียกว่าอยู่เป็นวิหารธรรม บางทีสติก็ไปรู้กาย บางทีสติก็ไปรู้ใจ เราเลือกไม่ได้ ไม่ได้จงใจ มันจะสบาย รู้กายก็สบายใจนะ รู้จิตใจก็สบายใจอีก รู้ไปเรื่อยๆ สบาย เหมือนเราอยู่บ้าน ออกจากบ้านไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ มีธุระจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ เหนื่อยแล้วกลับมาอยู่้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ศาลาลุงชิน (ศาลากาญจนาภิเษก)
ครั้งที่ ๑๐
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕o


CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑๐
File: 500318
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

บ้านที่แท้จริงของทุกคน

mp 3 (for download) : บ้านที่แท้จริงของทุกคน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ชีวิตจริงๆทุกข์มากเลย แต่คนที่ไม่เคยเจริญสติ จะรู้สึกว่ามันสุขบ้างทุกข์บ้าง ก็เที่ยววิ่งหาความสุขเที่ยววิ่งหนีความทุกข์ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าคนไหนใจกล้า มีสติรู้กายมีสติรู้ใจ เห็นมันเป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย วันหนึ่งใจเราปล่อยวางความยึดถือกายความยึดถือใจ มันจะพบกับความสุขอีกชนิดหนึ่ง

เคยมีคนหนึ่ง คนๆหนึ่ง ตอนเด็กๆ อยู่บ้านพ่อบ้านแม่ มีความรู้สึกว่าบ้านของพ่อของแม่เนี่ย ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของเรา วันหนึ่งเราโตขึ้นเราจะมีบ้านเป็นของตัวเอง ต่อมาย้ายบ้าน ยังไม่มีเงินไปซื้อบ้านไปเช่า เช่าบ้าน เช่าบ้านก็รู้อีก นี่เป็นบ้านที่เช่าเขาอยู่ ยังไม่ใช่บ้านที่แท้จริง ต้องเที่ยวหาไปอีก ทำงานไปเก็บเงินไป ไปซื้อบ้านได้ แต่อ้าวที่ดินยังเช่าอยู่ บ้านเป็นของตัวเองแล้ว แต่ที่ดินยังเช่าเขาอยู่ รู้อีกว่าบ้านนี้ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง

วันหนึ่งมีเงิน ไปซื้อทั้งที่ทั้งบ้านได้ รู้สึกว่าเราจะอยู่ตรงนี้ตลอดชีวิตแล้ว อยู่ไปสักพักหนึ่งก็รู้สึกอีกแล้ว ว่ามันไม่ใช่บ้านที่แท้จริง ใจของเรานี้จะมีความผลักดันให้หาไปเรื่อยๆ ดิ้นไปเรื่อยๆ เคยรู้สึกมั้ย มันจะรู้สึก อย่างมาทำงาน ทำตรงนี้ แล้วคิดว่าเราจะอยู่ตรงนี้ละ พอะถึงช่วงหนึ่งมันจะรู้สึกว่าแหมมันยังไม่ค่อยเหมาะ

กระทั่งหลวงพ่อนะ หลวงพ่อมาอยู่วัด แต่เดิมเรามาอยู่วัด คิดว่าเรามาทำวัดที่นี่ขึ้นมา แล้วเราจะอยู่เราไม่ต้องไปไหนแล้ว เนี่ยจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายบ้านที่แท้จริงเสียที พอมาอยู่ไม่กี่วันก็รู้สึกว่าไม่ใช่นะ ไม่ใช่ เพราะเราเที่ยวหาที่ๆจะพ้นทุกข์จริงๆ เที่ยวหาไปเรื่อย นี่คืการเปรียบเทียบ บ้านแต่ละหลังก็คือภพทั้งหลายนั้นเอง เที่ยวหาไป อยู่ในภพนี้แล้วมันก็ยังไม่ใช่ ภพนี้มันก็ยังไม่ใช่

อย่างเป็นเทวดานะ เทวดาเวลาจะตาย เพื่อจะบอกเลยว่าให้ไปเกิดเป็นคนนะ เป็นมนุษย์นั่นแหละดี พอมนุษย์จะตาย พรรคพวกบอกว่าไปเป็นเทวดานะ เห็นมั้ยมันหาบ้านไปเรื่อย หาภพไปเรื่อย หาไปเรื่อยๆเลย แล้วไม่พบบ้านที่แท้จริง ใจนี้จะหาความสุขหาความสงบที่แท้จริงไม่ได้ เคยรู้สึกมั้ย

วันใดที่เราปล่อยวางจิตได้เราถึงจะเจอบ้านที่แท้จริง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณ
บ้านหนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๘ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๙
Track: ๘
File: 480709B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๑๘) รักหวงแหนในสิ่งใด ก็ต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๘) รักหวงแหนในสิ่งใด ก็ต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอเราหมดความยึดถือในกายเราจะไม่ทุกข์เพราะกาย หมดความยึดถือในจิตจะไม่ทุกข์เพราะจิตอีกต่อไป เรารักอะไร เรา(เป็น)ทุกข์เพราะสิ่งนั้น ไม่ว่าเรารักอะไร เราจะเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นเสมอ

ยกตัวอย่างเรามีคนรักสักคนหนึ่ง ว่าหวานแหววมากนะ ทุกข์มั้ย ความจริงทุกข์นะ เพราะเราสูญเสียอิสรภาพไป เราสูญเสียอิสรภาพไปนานนะ รักมากจนแต่งงานกันนะ เสียอิสรภาพนานๆ นี่คิดถึงอิสรภาพอีกแล้ว ไม่อยากได้อีกแล้ว ทุกข์อีกแล้ว เนี่ยเฝ้ารู้ลงไปนะ เรียนรู้ลงไป วันหนึ่งสติปัญญาแก่รอบพอนะ เราจะได้อิสรภาพที่แท้จริงนะ เราจะเป็นอิสระ ที่ว่าหลุดพ้นๆน่ะนะ หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง

แต่ถ้ายังรักใคร่ผูกพันหวงแหน ในสิ่งใดก็ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น มีบ้านก็ทุกข์เพราะบ้าน บางคนไปซื้อบ้าน ผ่อนส่งตั้งนาน หวังว่าซื้อบ้านแล้วจะได้อยู่ตลอดชีวิต มีความสุข อยู่ไม่ได้จริงนะ เดี๋ยวบ้านก็ชำรุดทรุดโทรมต้องซ่อมต้องพังมีภาระมากมาย น้ำจะมาใช่มั้ย ต้องต่อสู้ จะท่วมหรือไม่ท่วมอะไรอย่างนี้ ท่วมเสียรู้แล้วรู้รอดไปเลยยังทำใจได้ง่าย ท่วมหรือไม่ท่วมยังกลุ้มใจหนัก มีรถยนต์ก็กลุ้มใจ น้ำจะมาจะทำยังไง เอารถไปใส่ถุงอะไรอย่างนี้ ทำอะไรต่ออะไรสารพัดเลย กินไม่ได้นอนไม่หลับนะ กลัวรถลอยตามน้ำไปอีก อะไรอย่างนี้ มีแฟนก็กลุ้มใจ มีลูกก็กลุ้มใจ

รักอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้น แล้วเรารักอะไรมากที่สุด เรารักตัวเอง ถ้ามีตัวเอง ทุกข์ที่สุดเพราะรักที่สุด เพราะฉะนั้นล้างความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้ ก็พ้นทุกข์นั้นแหละ นี่แหละเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์

0409.33m57-35m51

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่