Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ไม่รู้แจ้งในทุกข์จึงมีความอยาก เมื่อมีความอยากก็มีความทุกข์

mp3 for download : ไม่รู้แจ้งในทุกข์จึงมีความอยาก เมื่อมีความอยากก็มีความทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :นี่ถ้าเราเห็นความจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าเห็น อย่างที่พระอรหันต์ท่านเห็น กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรดับไป ความยึดถือในกายในใจก็จะไม่มี ความอยากให้กายเป็นสุขก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะกายกับใจจะเป็นสุขไปไม่ได้เพราะมันเป็นตัวทุกข์ ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นตัวทุกข์ ยังไงมันก็ทุกข์ ไม่ทุกข์มากก็ทุกข์น้อย เท่านั้นเอง

ถ้าเห็นความจริงอย่างนี้นี่ ความดิ้นรนของจิตก็จะไม่เกิดขึ้น ความอยาก ความยึด (ความยึดถือ – ผู้ถอด) ความดิ้นรน ก็จะไม่เกิดขึ้น ความอยากก็คือตัณหา ความยึดก็คืออุปาทาน ความดิ้นรนของจิต เรียกว่าภพ

เมื่อมีผัสสะ การกระทบอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ทำให้เกิดความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ เกิดเวทนา พอมีเวทนาขึ้นมาก็เกิดความอยาก มีความสุขก็อยากให้มันอยู่ ความสุขหายไปก็อยากให้มันกลับมา มีความทุกข์ก็อยากให้มันหายไป ความทุกข์หายไปแล้วก็ไม่อยากให้มันมาอีก มันจะมีความอยากอย่างนี้เกิดขึ้น เวทนาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดความอยาก พอมีความอยากก็เลยทำให้เกิดความยึดถือ มีความยึดถือก็จะมีความดิ้นรนของจิต นี่ก็คือการสร้างภพ แล้วจะไปหยิบฉวยเอารูปนามขันธ์ ๕ ตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นมาครอบครองไว้ เรียกว่าไปหยิบเอาตัวทุกข์นั้นมาครอบครองไว้ การได้มาซึ่งตาหูจมูกลิ้นกายใจขันธ์ ๕ เรียกว่าชาติ คือความเกิด มีความเกิดเมื่อไหร่ก็มีความทุกข์ทุกที เพราะตัวรูปตัวนามนั้น ในความเป็นจริง เป็นตัวทุกข์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 551208B
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๓๘ ถึงนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สังขารในปฏิจจสมุปบาท คือตัวเจตนา

mp3 for download : สังขารในปฏิจจสมุปบาท คือตัวเจตนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :บางคนถนัดแยกรูปนามเป็นอินทรีย์ ๒๒ อินทรีย์ ๒๒ ฟังแล้วเยอะ จริงๆแล้วไม่มีอะไรเท่าไหร่หรอก ตาหูจมูกลิ้นกายใจก็เป็นอินทรีย์ ศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญาก็เป็นอินทรีย์ ภาวะแห่งความเป็นผู้หญิงภาวะแห่งความเป็นผู้ชายก็เป็นอินทรีย์ แยกๆไปก็ไม่มีอะไร มีแต่รูปกับนามนั่นแหละ มีแต่รูปกับนาม

ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นรูปกับนาม อวิชาเป็นนามธรรม สังขารเป็นตัวนามธรรม สังขารในตัวปฏิจจสมุปบาทคือตัวเจตนา ถ้าใครเขาถามเรานะว่าสังขารในปฏิจจสมุปบาทคืออะไร คือเจตนา เจตนาที่เป็นบุญบ้าง เจตนาที่เป็นบาปบ้าง เจตนาที่ไปสู่ความว่างบ้าง เป็นเจตนาที่ปรุงจิตไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๑ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญสติปัฏฐาน ทำให้ละมิจฉาทิฎฐิ ทำให้เกิดสัมมาทิฎฐิ

mp 3 (for download) : การเจริญสติปัฏฐาน ทำให้ละมิจฉาทิฎฐิ ทำให้เกิดสัมมาทิฎฐิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกที่ไม่เห็นปฏิจจสมุปบาทเนี่ย จะมีมิจฉาทิฎฐิชนิดหนึ่ง ชื่อ “อัตตทิฎฐิ” อัตตทิฏฐิก็คือ ตัวเรามีอยู่จริงๆ ตัวเรามีจริงๆ พวกเราทั้งหลายที่ไม่ใช่พระโสดาบันนะ ยังมีอัตตทิฎฐิอยู่ เห็นว่าตัวเรามีจริงๆ

เรารู้สึกมั้ย ในนี้ ในกายในใจเนี้ย ในเนื้ยมีเราอยู่คนหนึ่ง เราคนนี้กับเราตอนเด็กๆ ก็ยังเราคนเดิม เราคนนี้กับเราเย็นนี้ หรือเย็นพรุ่งนี้ อีกปีหน้า ก็ยังเป็นเราคนเดิม เรารู้สึกมีเราอยู่ตัวหนึ่ง

แต่ถ้าเราเห็นปฏิจจสมุปบาทนะ เราเห็นกระบวนการทำงานของจิตใจที่เขาปรุงแต่งสืบเนื่องกันไปทั้งรูปธรรมนามธรรมที่เขาปรุงต่อกันไป เราจะรู้ว่าตัวตนถาวรไม่มีหรอก ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนนั้นเกิดจากหลงไปก่อน แล้วก็ไปปรุงแต่งขึ้นมา ตัวตนจริงๆไม่มี

ตอนนี้คนที่ภาวนากับหลวงพ่อแล้วเห็นว่า ตัวตนจริงๆไม่มี มีเป็นพันแล้วนะ พวกนี้คือพวก Candidate ที่จะได้ธรรมะ แต่ไม่บอกนะว่าชั่วโมงของการ Candidate นานแค่ไหน ไม่ใช่ว่า เอาละว้า ชั้นเห็นแล้วว่าความเป็นตัวตนเกิดแล้วดับไปเป็นคราวๆ เอาละสบายแล้ว หลวงพ่อบอกว่า Candidate แล้ว ชาตินี้นอนเล่นๆไปก่อน ชาติหน้าก็ลืม

เพราะฉะนั้นเราต้องภาวนา เห็นมั้ย เรารู้สึกกายรู้สึกใจ มีสติรู้กายรู้ใจ เราเห็นเลย ตัวตนจริงๆไม่มีหรอก มีแต่กระบวนการทำงานปรุงแต่งความเป็นตัวตนขึ้นมาเป็นคราวๆ

ทีนี้การที่เราเจริญสติปัฏฐาน หรือมีสติรู้กายรู้ใจ มันจึงละมิจฉาทิฎฐิทั้งหมดไป แล้วก็ทำให้เกิดสัมมาทิฎฐิทั้งหมด


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
File: 511019.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๒๔ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ทำอย่างไรจึงจะละอวิชชาได้ ?

ทำอย่างไรจึงจะละอวิชชาได้ ?

ถ้าไล่มาตามปฏิจจสมุปบาท ก็มีตั้งแต่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ … แต่ที่ต้องละกันจริงๆคือ อวิชชา เพราะถ้าอวิชชาดับที่เหลือก​็ดับหมด ^_^ ดังนั้นโจทย์ข้อเดียวก็คือ ทำอย่างไรจึงจะละอวิชชาได้

โจทย์ข้อนี้มีวิธีทำได้หลาย​วิธี แต่ว่า แต่ละวิธีต้องอยู่ในกรอบของ​ มีสติรู้รูปนามที่กำลังปราก​ฏด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็น​กลาง … หรือต้องมีจิตที่เป็นปกติ เมื่อจิตเป็นปกติในขณะที่รู​ป นามปรากฏ จิตก็จะมีความตั้งมั่นเป็นก​ลาง ถ้าจิตไม่ปกติหรือยังยินดีย​ินร้าย จิตก็จะไม่ตั้งมั่นไม่เป็นก​ลาง เมื่อจิตตั้งมั่นได้เป็นกลา​งได้ปัญญาคือการเห็นแจ้งไตร​ลักษณ์ก็จะเกิดขึ้น จนในที่สุดก็จะละอวิชชาได้ เข้าใจ อริยสัจจ์-ปฏิจสมุปบาทได้อย​่างแจ่มแจ้งแท้จริง ^_^

บอกตัวเองว่า “มีสติรู้รูปนามที่กำลังปรา​กฏด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็​นกลางกันต่อไปนะครับ แล้วจะมีสักวันที่ละอวิชชาไ​ด้ เข้าใจอริยสัจจ์-ปฏิจสมุปบา​ทได้อย่างแจ่มแจ้ง” ^_^

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

mp 3 (for download) : อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

หลวงพ่อปราโมทย์: อริยสัจจ์น่ะสำคัญที่สุดเลย แต่ก่อนดูข้ามๆไปนะ รู้สึกตื้นๆ รู้สึกปฏิจจสมุปบาทอะไรเนี่ย แหมลึกซึ้ง ลึก น่าสนใจกว่าอริยสัจจ์ จริงๆถ้าไม่เห็นแจ้งอริยสัจจ์นะ ก็เกิดอีก สำคัญมากเลย

ถ้าเห็นอริยสัจจ์ เห็นปฏิจจสมุปบาทนี้เรียกว่าดวงตาเห็นธรรม เห็นในกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทมันทำให้เราเห็นว่าไม่มีคน ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ธรรมทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นคราวๆ มันละสักกายทิฏฐิ

แต่ถ้ารู้แจ้งลงมาในรูปในนามได้นะ เรียกว่ารู้แจ้งอริยสัจจ์ ถึงจะพ้นได้ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็ตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทไม่เท่ากัน บางองค์ท่านสาวไปแค่วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป และก็วกกลับมานามรูปเป็นปัจจัยของวิญญาณ พระวิปัสสี  พระสิขี พระเวสภู  อะไรพวกนี้ท่านดูแค่นี้ พระพุทธเจ้าเราสาวไปถึงอวิชชา ความจริงปัจจัยของอวิชชามีอีกอันหนึ่ง คืออาสวะ นี้ท่านไปถึงอวิชชาท่านกลับมา

อริยสัจจ์นะ ยิ่งศึกษายิ่งสนุก ลึก ลึก จริงๆ ตอนเราเด็กๆ เราก็นึกว่าเข้าใจ อ่าน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ นึกว่าเข้าใจอริยสัจจ์แล้ว ตอนบวชอยู่วัดชลประทานนะไปสวดมนต์แปลบอก ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ไม่ใช่ ไม่ใช่คนเกิดคนแก่หรอกเป็นทุกข์ กลายเป็นว่ารูปนามมันเป็นทุกข์ เราก็นึกว่าเข้าใจธรรมมากขึ้นแล้วนะ รูปนามเป็นทุกข์ ไม่ใช่เราเป็นทุกข์

เวลาภาวนาปฏิบัติไป ไม่ได้เห็นอย่างนั้นนะ เห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง ไม่ได้เห็นว่าเป็นทุกข์หรอก  ภาวนากันนาน ๆ เมื่อไรเห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์ล้วนๆ ได้นะ มันบอกจะวางแล้ว วาง มันวางได้ด้วยปัญญาจริงๆ คำว่า“ปัญญา”ก็คือการที่เห็นรูปนามเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ

เราต้องพัฒนาสติ สมาธิ ปัญญาขึ้นมา มันเห็นเอง แกล้งทำให้เห็น ไม่เห็นหรอก ถ้าคิดจะทำให้เห็นนะ มันเจือด้วยความคิดแล้ว มันตกจากวิปัสสนาแล้ว

ช่วงที่เราภาวนาไป เราก็จะไม่รู้ว่าเราขาดอะไรมั่ง รู้สึกอย่างเดียวว่าความรู้ยังไม่พอ ยัง ลึกๆ จะรู้สึกตลอดเลยว่ายังรู้ไม่พอ ยังรู้ไม่พอ ถามว่าไม่รู้อะไรตอบไม่ถูก จนภาวนาไปถึงจุดหนึ่ง ถึงจะรู้ว่า อ้อ ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์นั่นเอง ตราบใดที่ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์นะ ข้ามภพ ข้ามชาติไม่ได้นะ

อริยสัจจ์ลึกที่สุดเลย อย่างเราไม่สามารถเห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์ เราเห็นว่าเป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง ยังนึกว่ารู้อริยสัจจ์นะ ไม่รู้จริงหรอก หรือเราคิดว่ามีสมุทัย มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์  คนทั่วๆไปไม่ได้รู้สึกว่ามีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ได้มีความอยากแล้วทุกข์ไม่ใช่   คนทั่วๆไปรู้สึกแค่ว่าถ้าไม่สมอยากถึงจะทุกข์ ถ้าสมอยากแล้วไม่ทุกข์หรอก มีตัณหาแล้วสนองตัณหาได้ไม่ทุกข์ มันตื้นนะตื้นมากๆ

แต่ว่าพอเราลงมือภาวนาดูจิต ดูใจตนเองออก เราเห็นทันทีเลย ทันทีที่จิตเกิดตัณหาเกิดความอยาก เกิดความยึดถือขึ้นมา จิตมันจะหมุนติ้วๆนะ มันทำงาน จิตทำงานเรียกว่าภพ “ภพ” คำเต็มๆ ของภพคือ กรรมภพ นั่นเอง จิตมันทำงานขึ้นมา มันก็มีความทุกข์ขึ้นมา มันมีทุกข์เพราะมันมีภาระ ภาวนามากเข้าๆเลยถึงจะเห็น ถ้ามีความอยากก็จะมีความทุกข์นะ จะสมอยากหรือไม่สมอยากก็ทุกข์แล้ว จะเห็น

เราก็นึกว่าเข้าใจอริยสัจจ์แล้วนะ เพราะว่าท่านบอกสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่ลึกๆ ก็ยังงงอยู่ว่าทำไมท่านเริ่มด้วยทุกข์ก่อน ท่านน่าจะสอนอริยสัจจ์ ๔ เริ่มด้วยสมุทัย และสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ น่าจะสอนสมุทัยก่อนว่า ถ้ามีตัณหาแล้วจะทุกข์ ตัวทุกข์ก็ไม่พูดเรื่องตัณหา ตัวทุกข์ กลับไปพูดเรื่องขันธ์ งั้นอริยสัจจ์ไม่ใช่เรื่องเข้าใจได้ง่ายๆเลย

นี้พอเราภาวนามาถึงจุดที่เราเห็นว่าถ้ามีตัณหา มีสมุทัยก็มีทุกข์ เราก็นึกว่าเข้าใจที่จริงยังไม่เข้าใจ เราจะเข้าใจอริยสัจจ์ต่อเมื่อเราภาวนาไปถึงจุดที่ว่า ถ้าไม่รู้ทุกข์ถึงจะเกิดสมุทัย ถ้าไม่รู้ทุกข์นะถึงจะเกิดสมุทัย ของเราคิดว่าถ้ามีสมุทัยจึงเกิดทุกข์ มันตื้นอยู่อีกชั้นนึง งั้นท่านถึงเอาทุกข์ขึ้นก่อน บอกทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ เมื่อไรรู้ทุกข์แล้วเมื่อนั้นละสมุทัย เมื่อไรละสมุทัยเมื่อนั้นแจ้งนิโรธ

ธรรมท่านเรียงร้อยได้สวยงามตรงกับการปฏิบัติ ท่านไม่ได้สอนไว้เพื่อให้คิดแบบนักปรัชญา ถ้าสอนอย่างนักปรัชญาก็จะเริ่มจากสมุทัย ท่านสอนจากการปฏิบัติ ปฏิบัติให้รู้รูปนามให้รู้ทุกข์ งั้นจุดเริ่มต้นคือให้รู้ทุกข์ ถ้ารู้ทุกข์แจ้ง เห็นว่าขันธ์นี้ไม่ใช่เราแล้ว  คืนขันธ์ให้โลก  คืนขันธ์ให้ธรรมชาติไป  ตัณหาหรือสมุทัยจะดับอัตโนมัติ จะไม่เกิดแล้ว ถ้ายังไม่เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ล้วนๆเนี่ย ตัณหาจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ มีอวิชชาอยู่ตัณหายังเกิดอีก มันเกิดเป็นระยะ ระยะไป

ตัณหาคืออะไร พูดง่าย ๆ เลยตัณหาก็คือความอยากให้ขันธ์นี้มีความสุข ความอยากจะให้ขันธ์นี้พ้นจากทุกข์ ทำไมมีความอยากอันนี้ขึ้นมา ก็เพราะมีความสำคัญมั่นหมายว่าขันธ์นี้คือเรา เราคือขันธ์ ฉะนั้นถ้าภาวนาจนเห็นว่า ขันธ์ไม่ใช่เราหรอก นี่กำลังเหยียบประตูไปสู่นิพพานแล้ว ได้โสดาบัน ดูต่อไปจนวางขันธ์ได้ พอวางขันธ์ได้แล้วสมุทัยหายไปเองนะ ไม่เกิดอีกว่าขันธ์ไม่ใช่เราแล้วจะไปอยากให้มันมีความสุขทำไม จะอยากให้มันพ้นทุกข์ทำไม ฉะนั้นเมื่อไรรู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อนั้นจะละสมุทัย

ทันทีที่ละสมุทัย จิตจะเข้าถึงธรรมอีกชนิดหนึ่งคือพอเราวางความยึดถือจิต สลัดจิตคืนเรียก ปฏินิสสัคคะ สลัดรูปนามคืนคืนเจ้าของเดิมคือ  คืนโลกไปพอสลัดคืนไปแล้วเนี่ย ภาระที่จะต้องทำงานให้รูปนามมีความสุข พ้นทุกข์ ไม่มีอีก จิตใจเลยเข้าถึงสันติสุข เข้าถึงสันติสุข สันติสุขนั่นแหละคือนิพพาน

นิพพานมันไม่ได้อยู่ไกลนะ นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา เมื่อไรจิตมันสิ้นตัณหา เพราะมันรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง คืนกาย คืนใจ คืนขันธ์ให้โลกไปแล้วเนี่ย เมื่อนั้นจะเห็นนิพพานต่อหน้าต่อตาไม่ได้ยากอะไร เราไปวาดภาพนิพพานเอาไว้ซะไกลเลย คิดว่าต้องภาวนาอีกแสนๆ ชาติถึงจะเจอ ถ้าอย่างนั้นอีกแสนชาติ ยังไม่เจอ ยังมีความเห็นผิดอยู่

นิพพานจริงๆ พูดให้ง่ายๆ นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหาหรือวิราคะ จิตของเรามีตัณหาย้อมอยู่ตลอดเวลานะ  เดี๋ยวอยากดู  เดี๋ยวอยากฟัง เดี๋ยวอยากได้กลิ่น เดี๋ยวอยากได้รส เดี๋ยวอยากได้โผฏฐัพพะที่ดีนี่  เดี๋ยวอยากได้ธรรมารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจอยากตลอดเวลา ความอยากนะหมุนอยู่ในอายตนะทั้ง ๖ ในเวลาเราภาวนานะ

แต่เดิมเราคิดว่าตัณหามี ๓ ตัว กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา พอลงมือภาวนาจริง ๆ เราเห็นตัณหา ๖ ตัว เรียกว่ารูปตัณหา ความอยากได้รูป สัททตัณหา อยากได้ยินเสียง อยากได้กลิ่น อยากได้รส อยากได้สัมผัสที่ดี อยากได้ธรรมารมณ์ที่ดี   อยากได้ธรรมารมณ์ที่ดีเรียกว่า “ธรรมตัณหา”  ชื่อเพราะนะธรรมตัณหา “อยาก”  เช่นอยากรู้เรื่อง ก็คิด ๆ คิดไปนี่เรียกว่ามีธรรมตัณหา

พอจิตมันมีตัณหาขึ้นมาในอายตนะ ๖ มันก็เกิดการทำงานขึ้นมาที่จิต จิตก็หมุนจี๋ๆๆ ขึ้นมานะ ทำงานเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าเราคอยรู้คอยดูนะ โอ้ วันหนึ่งละความยึดถือในกายในจิตได้ตัณหาจะไม่เกิดอีก ตัณหาไม่เกิดอีกนะ ภพก็ไม่เกิดขึ้น การทำงานทางใจไม่มีขึ้น ความจะไปหยิบฉวยเอารูปเอานามคือชาตินี้ขึ้นมาอีกก็ไม่มี ความทุกข์ไม่มี

ความทุกข์ไม่มีเพราะไม่มีขันธ์ ขันธ์นี้เป็นที่ตั้งของความทุกข์ด้วย เป็นตัวทุกข์ด้วยนะ ความทุกข์เมื่อจะตั้งก็ตั้งอยู่ในขันธ์ ตั้งอยู่ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง และตัวขันธ์ หรือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ตัวมันก็เป็นตัวทุกข์นะ

งั้นธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนลึกนะ ลึกมาก แต่ว่ามีสติดูจิตลูกเดียวนั่นแหละจะเข้าใจได้ทั้งหมด 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๖
File: 491106.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฏิจจสมุปบาท การดับเวทนาไม่ใช่สติปัฏฐาน

mp3 (for download): ปฏิจจสมุปบาท การดับเวทนาไม่ใช่สติปัฏฐาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเป็นการเจริญสติปัฏฐานที่แท้จริงต้องได้ผลเร็ว มีคำว่าเร็วนะ ต้องได้ผลเร็วด้วย ต้องรู้กายต้องรู้ใจตามความเป็นจริงจึงจะได้ผลเร็ว, บางคนแทนที่จะคิดว่าต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงก็ไม่คิดอย่างนั้น ไปคิดอย่างอื่นมีสอนกันนะสำนักใหญ่ๆยังมีเลย สอนให้ดับเวทนา เวลาเราจะหยิบจะจับอะไรให้เพ่งไว้ที่มือ กำหนดไปเรื่อยๆนะ ให้รู้สึกๆอยู่ที่มือ ไม่สนใจความรู้สึกตัว ไม่สนใจที่จิต เรียกว่า มีสัญญาวิราคะ เพ่งรูป เรียกสัญญาวิราคะ ในที่สุดจะดับเวทนาลงไป ดับเวทนาลงพร้อมกับจิต ภาวนาแล้วเหลือแต่ร่างกายตัวแข็งทื่อๆอยู่ไม่มีจิต มีอยู่ภูมิเดียวที่ไม่มีจิตคืออสัญญีสัตตาภูมิ(พรหมลูกฟัก) ภาวนาแล้วเป็นพรหมรูปฟักคิดว่าเป็นนิพพานเพราะว่าตรงนั้นไม่มีกิเลส มีกิเลสไม่ได้เพราะมันมีแต่วัตถุ มีแต่ร่างกายไม่มีกิเลส.

ถ้าศึกษาให้ดีเสียก่อนพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ดับเวทนา จริงอยู่ท่านพูดนะเพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปทานจึงดับ แต่ท่านไม่ได้สอนให้ดับเวทนา สับสนไปเองนะได้ยินคำว่าดับๆจึงคิดว่าจะไปดับมัน, ในความเป็นจริงเวทนาเป็นเจตสิกชนิดหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิตทุกๆดวง เมื่อไรมีจิตเมื่อนั้นจะต้องมีเจตสิก เจตสิกที่ต้องเกิดทุกทีเลยคือเวทนา, การจะดับเวทนาได้มีอยู่ทางเดียวคือดับจิต ดับจิตได้มีอยู่ภูมิเดียวคือพรหมลูกฟัก เดินพลาดตีความคำสอนคลาดเคลื่อนไป คิดว่าเวทนาดับ ตัณหาดับ อุปทานดับ ภพดับ ชาติดับ ทุกข์ดับ คิดจะดับทุกข์ด้วยการไปดับเวทนา, ถามว่าเวทนาเป็นองค์ธรรมชนิดไหน เวทนาเป็นวิบากนะ วิบาเป็นผลของกรรม วิบากเป็นสิ่งที่ดับไม่ได้ ถ้าผลหมดวิบากจึงดับ เวทนาไม่ใช่กิเลสที่จะไปดับเอาตามใจชอบ แม้กระทั่งกิเลสก็ดับไม่ดับ ในความเป็นจริงสิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ถ้าเหตุดับมันถึงจะดับ ไม่มีใครดับอะไรได้หรอก บางคนมุ่งไปดับเวทนามันไม่ใช่ดับอย่างนั้น ในปฏิจจสมุปบาท มีองค์ธรรมอยู่ ๓ ชนิด ปฏิจจสมุปบาทมีองค์ธรรม ๑๒ ตัว

๑.) กลุ่มที่เป็นกิเลส ได้แก่ (๑)อวิชชา(ความไม่รู้แจ้งอริยสัจ) (๒)ตัณหา ( ความทะยานอยากของจิต อยากได้อารมณ์ทาง ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ ลักษณะของความอยากเป็น ๓ อย่าง อยากได้เสพอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า กามตัณหา, อยากมีสภาวะอันใดอันหนึ่งขึ้นมา เรียก ภาวตัณหา, อยากดับสภาวะทั้งหลายทั้งปวงออกไป เรียกว่า วิภาวตัณหา, อยากให้มีภาวะอยู่ เป็น สัสสตทิฐิ อยากให้มันเที่ยง, อยากให้ภาวะทั้งหลายดับไป เรียกว่า วิภาวตัณหา คือ อุจเฉททิฐิ อยากให้สูญ เช่นคิดว่าภาวนาแล้วจิตดับลงไปหมดเลย แล้วก็เป็นนิพพาน จริงๆเป็นวิภาวตัณหานะ ผลักดันอยู่ (๓)อุปทาน, ในปฏิจจสมุปบาท มี อวิชชา ตัณหา และ อุปทาน นี่แหละ ที่เป็นส่วนของกิเลส, กิเลสมีตัวสภาวะที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการกระทำกรรม

๒.)ในปฏิจจสมุปบาทมีตัวที่กรรมอยู่ คือ (๑)สังขาร  อวิชชา ปัจจยา สังขารา อวิชชาเป็นปัจจัยของสังขาร, ตัวสังขารเป็นตัวกระทำกรรม คือความปรุงแต่งนั่นเอง, ปรุงอะไรบ้าง ปรุงดีบ้าง ปรุงชั่วบ้าง ปรุงความไม่มีอะไรบ้าง. (๒)อีกตัวหนึ่ง ถัดจากนั้นตัวที่เป็นกรรมอีกตัวหนึ่ง คือ ตัวภพ, ตัณหาปัจจะยา อุปปาตานัง อุปปาตานะ ปัจจะยา ภะโว ตัณหา เป็นตัวโลภะ อุปทาน เป็นโลภะที่มีกำลังกล้า เป็นกิเลสด้วยกันนะ ทำให้เกิดการกระทำกรรม คือการสร้างภพในใจ, ใจเราสร้างภพอยู่ตลอดเวลา สร้างภพน้อยภพใหญ่ ภพของมนุษย์ ภพของเดริจฉาน ภพเปรต ภพของอสุรกาย ภพเทวดา ภพของพรหม ใจเราสร้างภพหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ภพแบบนี้ถ้าแจกแจงลงไป เป็น กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ล้วนสร้างภพทั้งสิ้น, จิตที่ทำงาน จิตที่สร้างภพ เรียกว่า กระทำกรรม, ถ้ากิเลสดับ จิตจึงจะเลิกกกระทำกรรม.

๓.) ถ้าจิตมีกิเลส จิตยังกระทำกรรมอยู่ ที่เหลือเป็นวิบากแล้ว (๑)สังขารา ปัจจะยา วิญญา สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณ  (๒)วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป (๓)นามรูปเป็นปัจจัยสฬายตนะ (๔)สฬายตนะเป็นปัจจัยของผัสสะ (๕)ผัสสะเป็นปัจจัยของเวทนา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นวิบากทั้งสิ้น เป็นผลของกรรมแก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องรับอย่างเดียว, วิบากถัดไปที่เกิดจาก(๖)ภพ (๗)ชาติ (๘)ชรามรณะ 

ความทุกข์ทั้งหลาย ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่จะละได้ แต่เป็นวิบาก, ธรรมะของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งมากนะ เวลาละไม่ใช่ว่าไปไล่ดับเอาตามใจชอบ ต้องดูว่าอะไรเป็นต้นตอที่แท้จริง ต้นตอที่แท้จริง คือ อวิชชา, ทำอย่างไรจึงจะละอวิชชา จึงจะดับอวิชชาได้ ไม่มีผู้ใดที่สามารถดับอวิชชาได้ แต่เมื่อใดที่เกิดวิชชา อวิชชาจะดับเอง, วิชชาเหมือนแสงสว่าง อวิชชาเหมือน ความมืด ทันที่แสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดจะดับลงไปเอง ไม่ต้องมุ่งหน้าดับอวิชชานะ แต่ให้มุ่งหน้าทำให้เกิดวิชชาขึ้น วิชชาอย่างแรกคือการรู้แจ้งในกองทุกข์ ถ้ารู้ทุกข์แจ้มแจ้งเมื่อใดจึงจะละสมุทัยโดยอัตโนมัติ แจ้งนิโรธเมื่อนั้น เกิดอริยมรรคเมื่อนั้น.

งานจริงๆ คือ การรู้ทุกข์, สิ่งที่เรียกทุกข์ คือรูปนาม กายใจ นั่นเอง, การที่เรามีสติรู้กายรู้ใจตรงตามความเป็นจริง เรียก สติปัฏฐาน, ท่านจึงสอนว่า สติปัฏฐาน เป็นทางสายเดียวที่จะทำให้ไปสู่ความ บริสุทธิ์หลุดพ้นได้, หน้าที่ของเรา คือ การรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง รู้ไปเรื่อยๆนะ วันหนึ่งจะเกิดความรู้จริง ความไม่รู้ คือ อวิชชาจะดับลงไป กระบวนการทำงานความไม่รู้ก็จะดับลงทั้งสายเลย, ภาวนาให้ได้หลักนะ งานเราไม่มีดับเวทนา งานเราไม่มีดับสังขาร งานหยุดคิดไม่มีทำอย่างไรจึงจะไม่คิด ทำอย่างไรจึงจิตจะสงบอยู่กับความว่าง ภาวนาแล้วเอาแต่ความว่างอย่างเดียว น้อมจิตไปสู่ความว่างอย่างเดียว ล้วนใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้น้อมจิตไปสู่ความว่าง พระพุทธเจ้าสอนสติปัฏฐาน สอนกายานุปัสสนา มีสติตามรู้กายอยู่เนืองๆ, สอนเวทนานุปัสสนา มีสติตามรู้เวทนาอยู่เนืองๆ, สอนจิตตานุปัสสนา มีสติตามรู้จิตอยู่เนืองๆ, สอนธรรมานุปัสสนา มีสติตามรู้สภาวธรรมอยู่เนืองๆ, ท่านไม่ได้สอนสุญญตาสติปัฏฐาน ไม่มี ไม่ได้สอนให้ไปรู้ความว่าง แต่เมื่อใดที่เรารู้กายรู้ใจแจ้มแจ่งตรงตามความเป็นจริง ตัณหาจะดับเองเราจะเห็นนิพพาน มันจะว่างเอง.

CD: สวนสันติธรรม แผนที่ ๒๔
File: 510308.mp3

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่