Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ภาวนาแล้วรู้สึกว่าหนทางอีกยาวไกล

ภาวนาแล้วรู้สึกว่าหนทางยังอีกยาวไกล

ถาม : ดูแล้วรู้สึกหนทางอีกยาวไกล นี่เพราะจิตไม่มีกำลังรึป่าวคะแปลว่าที่ทำอยู่ไม่พอรึป่าวคะ อาศัยรู้ลูกเดียว

อยากขอคำแนะนำเรื่องการทำในรูปแบบค่ะเพราะแต่ก่อนติดเพ่ง มีความจงใจปฏิบัติมาก
เลยไม่กล้าทำซักที อาศัยรู้ลูกเดียว รู้เท่าที่จิตจะรู้ของมันเอง ก็แค่พอเห็นว่าอันไหนรู้ได้
อันนั้นก็ชั่วคราว ไม่มีเรา ตอนไหนไม่รู้ ก็เป็นเราไป แต่กระบวนการนี้มันก็เป็นของมันเอง
เพราะเราจะเลิกก็เลิกไม่ได้แล้ว มันไม่ยอมเลิก แต่อะไรละเอียดๆก็ไม่เคยเห็นกับเค้า

ตอบ : หนทางอีกยาวไกล แต่อย่ารีบร้อนครับ รีบร้อนไปก็จะหลุดโค้งเอานะครับ
การภาวนาต้องค่อยๆหัดรู้ไปในชีวิตประจำวันอย่างที่หัดดอยู่นี่แหละครับ
จิตใจก็จะพัฒนามีสติได้บ่อยขึ้น ตั้งมั่นมากขึ้น เป็นกลางมากขึ้นไปตามลำดับครับ
และถ้าหายติดเพ่งแล้ว ก็ให้หาเวลาทำตามรูปแบบบ้างให้ได้ทุกวัน
หรือถ้ายังเพ่งอยู่ก็ให้ทำรูปแบบแค่พอเริ่มรู้ว่าเพ่งก็ให้หยุดพัก
พอจิตคลายออกมาสบายๆแล้ว ก็ค่อยทำต่อครับ
ลองอ่านวิธีการฝึกสติ-รู้สึกตัวด้วยรูปแบบจาก link นี้นะครับ

http://00.wimutti.net/surawat/books/sati-dham-mai-yark.pdf

ถาม : ติดอยู่ตัวนึงคือตัวที่อยู่ๆมันเห็นความจริงของจิตแล้วมันอยากตาย
ทั้งๆที่ไม่เคยอยากทำอะไรแบบนี้มาก่อนความทุกข์ทางโลกจะบีบคั้นยังไงก็ทนมาตั้งมากมาย แต่พอจิตอยากตายนี่มันห้ามไม่ได้เลย
ได้แต่คิดช่วยมันว่า ตายไปก็ใช่จะพ้นทุกข์ แล้วก็ออกไปเดิน ไปทำงานอะไร
แล้วดูกายไป บางครั้งก็คิดว่าเอ้า ตายก็ตาย จะดูมันตาย ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่

ตอบ : เวลาเกิดความรู้สึกอยากตาย แล้วไม่เอากับมัน
ออกไปเดินไปทำอะไรซะอย่างที่ทำอยู่ ดีมากแล้วครับ
เห็นมั้ยครับว่า ความอยากตายก็แค่ความคิดที่เกิดเอง ห้ามก็ไม่ได้
เมื่อมันเกิดแล้ว พอเราไม่ใส่ใจมัน ไม่ทำตามมัน เดี๋ยวมันก็ดับไปเอง

ถาม : เวลาจิตปรุงดี ปรุงชั่วเนี่ย มันรู้สึกว่ามันมาจากความจำทั้งนั้นเลย
ก็ไม่อยากจะเอาทั้งดีทั้งชั่วอีก รู้สึกว่าจิตจะคอยหาช่องหนีทุกข์ไปหาสุขตลอด
ไปหาอันนั้นอันนี้เกาะตลอด เหมือนจิตค่อยๆปรับสมดุล ทุกข์มากก็ปรุงอะไรสุขๆมา
สุขมากก็ปรุงอะไรทุกข์ๆมา

ตอบ : จิตก็ปรุงแต่งไปตามสิ่งที่มากระทบ ตามความจำ ตามความเคยชินนี่แหละครับ
พอมันปรุงอะไรมาแล้ว เราก็หัดรู้หัดดูจิตใจไปแบบที่ดูอยู่นี่แหละครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๒) การรักษาศีลการทำสมาธิเป็นแค่ต้นทางของการปฏิบัติ

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๒) การรักษาศีลการทำสมาธิเป็นแค่ต้นทางของการปฏิบัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา



หลวงพ่อปราโมทย์ :
เพราะตัวเรานี้เป็นสิ่งที่รักที่หวงแหนที่สุด แล้วพบว่า มันไม่มีจริง

มันมี เมื่อมันมีเหตุ เหตุที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวเราก็คือขันธ์ ๕ นั้นเอง มันมารวมตัวกันเข้า สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ก็ประกอบด้วยอะไร ก็มีร่างกายใช่มั้ย ตัวนี้เป็นตัวรูปขันธ๋์ เรียกว่ารูป แล้วก็มีส่วนที่เป็นนามธรรม นามธรรมที่มาประกอบกันเป็นตัวเรา ก็คือ ความรู้สึกนึกคิด ความรับรู้ ความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกเฉยๆ การนึกก็คือ จำได้หมายรู้ การคิดนะก็คือการปรุงแต่งปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงโลภปรุงโกรธปรุงหลง แล้วก็ความรับรู้ ตัวนี้ล่ะตัวที่เรียกว่าจิตหรือวิญญาณ

สิ่งที่มาประกอบเป็นตัวเราก็คือขันธ์ ๕ นั้นเองนะ ประกอบด้วยร่างกาย ประกอบด้วยความรู้สึกสุขทุกข์ ประกอบด้วยความจำ ประกอบด้วยความคิดปรุงแต่ง ประกอบด้วยความรับรู้ นี่ล่ะองค์ประกอบของชีวิตเราคือสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าสิ่งเหล่านี้นะ เป็นสิ่งที่มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ถ้าเราเข้าใจได้แจ่มแจ้งอย่างนี้ ขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์ แตละองค์ประกอบของชีวิตแต่ละอย่างๆนั้น ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เป็นแค่สภาวธรรมอย่างหนึ่ง

อย่างร่างกายเราก็เป็นแค่สภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นรูปธรรม ความรู้สึกสุขทุกข์ก็เป็นนามธรรมแบบหนึ่ง ความจำก็เป็นนามธรรมแบบหนึ่ง ความคิดก็เป็นนามธรรมแบบหนึ่ง ความรู้สึกความรับรู้ต่างๆก็เป็นนามธรรมแบบหนึ่ง ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรมทั้งหลายเนี่ย ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา แต่ว่า ถ้าพอมันมารวมตัวกัน รูปธรรมนามธรรมทั้งหลายมารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เราก็รู้สึกว่านี่คือตัวเรา ถ้าเราแยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นส่วนๆ เราก็แยกได้ ๕ ส่วน และแต่ละส่วนนั้นไม่ใช่ตัวเรา

นี่เป็นวิธีการของพระพุทธเจ้านะ ที่จะช่วยเราให้เข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ การที่จะเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นได้นั้นต้องเข้าด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจน บอกว่า บุคคลเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยสมาธินะ ไม่ใช่ด้วยสมาธิไม่ใช่ด้วยการรักษาศีลเท่านั้น การรักษาศีลการทำสมาธิเป็นแค่ต้นทางของการปฏิบัติ งานจริงๆ งานหลักจริงๆของการปฏิบัติ คือการเรียนรู้ความจริง ของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” เพราะฉะนั้นเรา หน้าที่ของเราจริงๆ ถ้าเราอยากพ้นทุกข์จริงๆนะ เราต้องมาเรียน ถึงสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” “ตัวเรา”

550409.04m41-7m22

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๔ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

mp 3 (for download) : เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดี

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะเป็นคนดี แต่ห้ามชั่วนะ ทุกคนต้องถือศีล ๕ นะ ถ้าไม่มีศีล ๕ ภาวนาไม่ขึ้น เชื่อหลวงพ่อเถอะ ต้องมีศีล เพราะฉะนั้นเรามีศีล ๕ ไว้ แต่เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะเป็นคนดี เราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงว่าไม่มีคนต่างหากล่ะ มันเลยขั้นที่จะเป็นคนดีไปเยอะเลย เราภาวนาเพื่อให้เห็นว่าจริงๆไม่มีคนหรอก มีแต่อะไร มีแต่รูปธรรมกับนามธรรม รูปธรรมเป็นก้อนธาตุ อาศัยพ่อแม่เกิดมา อาศัยอาหาร อาศัยน้ำ อาศัยอากาศ อยู่กับโลกนี้ วันหนึ่งก็คืนก้อนธาตุนี้ให้โลกไป

ความจริงต้องคืนตั้งแต่แรก ถ้าเป็นพระอนาคาฯก็คืนก้อนนี้ให้โลกแล้ว แต่ของเราไม่คืนหรอก เรายักยอกไว้ ไอ้นี่ของเรานะ เมื่อตรงนี้เป็นของเรา ตรงนี้ไม่ใช่ของเราละ นี่คนอื่น นี่ตัวเรานี่คนอื่น เกิดอย่างนี้ขึ้นมา ถ้าคืนให้โลกนะ นี่ส่วนหนึ่งของโลก นี่ก็ส่วนหนึ่งของโลก เสมอกัน

เพราะฉะนั้นเราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้มันดีถาวร สุขถาวร สงบถาวร การภาวนาเพื่อให้ดีถาวร สุขถาวร สงบถาวร คือการทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไม่ได้เอาดี เอาสุข เอาสงบ แต่วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ กายนี้เป็นก้อนธาตุ ใจเป็นนามธรรมที่เกิดดับเป็นขณะๆสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

อย่างโทสะจะเกิดก็ต้องมีเหตุของโทสะ อันแรกเลยเรามีสันดานขี้โมโห เรียกว่ามีอนุสัยที่มีโทสะ อันที่สองเรากระทบอารมณ์ที่ไม่ดี อย่างคนขี้โมโหนะ มีนิสัยขี้โมโห แต่ว่าแหมมีแต่กระทบแต่อารมณ์ดีๆ มันก็ไม่โมโห เห็นมั้ย เราก็บอกหมู่นี้จิตใจดีไม่โมโหเลย อย่างนี้ไม่ใช่ มันต้องมีเหตุนะ อย่างโทสะต้องมีเหตุโทสะถึงเกิด ราคะก็ต้องมีเหตุราคะถึงเกิด ถ้าไม่มีเหตุไม่เกิด แต่ถ้ามีเหตุแล้วสั่งไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ บังคับไม่ได้ ให้เรามีสติรู้เรื่อยไป

โทสะเกิดจากอะไรรู้มั้ย มีเหตุ มีอนุสัย มีอารมณ์ที่ไม่ดี ตรงอารมณ์ที่ไม่ดีเนี่ย เกิดจากการตัดสินของเราเอง ว่าอารมณ์อันนี้ไม่ดี อันนั้นมันมีพยาบาทวิตกเกิดขึ้น อาศัยพยาบาทวิตกโทสะก็เกิด อาศัยกามวิตกราคะก็เกิด ตามหลังความคิดมาทั้งสิ้นเลย ตามหลังการให้ค่าการตีความมานะ สิ่งทั้งหลายมีเหตุทั้งสิ้นเลย ให้เรารู้ทันลงไป เราจะเห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ บังคับไม่ได้ ดูอย่างนี้เรื่อยๆ ดูเพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้ดูเอาสุข เอาสงบ เอาดี

แต่เมื่อเห็นความจริง ไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจแล้ว ถามว่าชั่วได้มั้ย ชั่วไม่ได้ คนเราที่ทำชั่วเพราะหลงรักกาย หลงรักใจ อยากให้ตัวเองมีความสุขเลยไปทำความชั่ว ในขณะเดียวกันพวกที่ชอบเข้าวัดเข้าคอร์ส พวกชอบมาห้องสมุดบ้านอารีย์อะไรเนี่ย พวกนี้ก็รักตัวเองนะ แต่ว่าปรุงฝ่ายดี เข้าวัดเข้าวา ฟังธรรม สวดมนต์ไหว้พระ ทำโน่นทำนี่ อันนี้เรียกว่าปรุงดี แต่ปรุงดีก็ดีกว่าปรุงชั่วนะ ปรุงชั่วแล้วตัวเองเดือดร้อน คนอื่นเดือดร้อน ถ้าปรุงดีตัวเองมีความสุข คนอื่นรอบข้างมีความสุข

แต่ว่าต้องพัฒนาให้เกินนั้นอีก มารู้ความจริงของกายของใจมากๆ รู้ไปเรื่อย จนมันแจ่มแจ้งแล้วมันปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจไป แล้วจะมีความสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เคยนึกเคยฝัน


CD: บ้านอารีย์ วันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
File: 510914.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔๕ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๔๘ วินาทีที่ ๕๙
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่