Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ได้พระโสดาบันแล้วชีวิตจะมั่นคง

mp3 (for download) : ได้พระโสดาบันแล้วชีวิตจะมั่นคง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อภาพจากบ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอาให้ได้โสดาบันก่อน เมื่อได้พระโสดาบันแล้วจะรู้สึกว่าชีวิตจะมั่นคงขึ้น ไม่งั้นเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ในโลก เราจะรู้สึกว่ามันไร้ทิศทางที่ชัดเจน เราไม่รู้ว่าเราจะไปทางไหน จะดีขึ้นหรือเลวลงอะไรอย่างนี้ ไม่แน่ มีแต่คำว่าไม่แน่ๆ

พอเป็นพระโสดาบันแล้วมันมีคำว่า “แน่” เกิดขึ้น คือแน่นอนว่าวันหนึ่งจะตรัสรู้ (แน่นอนว่า)วันหนึ่งจะต้องเป็นพระอรหันต์ (แน่นอนว่า)วันหนึ่งจะต้องพ้นทุกข์ มันมีคำว่าแน่เกิดขึ้น

ท่านเปรียบเทียบนะว่า เหมือนกับคนที่ไปเรือล่มอยู่ในทะเล เรือล่มอยู่ในทะเลเนี่ย คนทั่วๆไปเนี่ย เหมือนคนที่อยู่กลางทะเลแล้วไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหน คนที่รู้ทิศทางว่าควรจะไปทางไหนน่ะ คือพระโสดาบัน รู้ทิศทาง

พอรู้ทิศทางแล้วก็ค่อยๆว่ายน้ำนะ เกาะไม้กระดานหรือเกาะอะไรก็ได้ ค่อยๆเข้าฝั่ง ใกล้เข้าไปเป็นลำดับๆ คนที่เริ่มเคลื่อนเข้าหาฝั่ง ก็คือท่านเทียบเหมือนกับพระสกทาคามี เคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ ใกล้ฝั่ง จนกระทั่งปลายเท้าเริ่มหยั่งถึงพื้น ยังอยู่ในน้ำ ยังไม่ขึ้นจากน้ำ ถ้าคลื่นซัดมาก็ยังสำลักน้ำได้ ยังผลุบๆโผล่ๆ เหลืออีกหน่อยหนึ่ง ท่านเทียบเหมือนพระอนาคามี พระอรหันต์เปรียบเหมือนคนที่ขึ้นบกได้แล้ว ปลอดภัยแล้ว

ถ้ายังไม่ได้พระโสดาบันเนี่ย เราจะไร้ทิศทาง ไม่มีทิศทาง พระโสดาบันมีทิศทางที่ชัดเจนแล้วว่า จะพัฒนาไปเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งจะขึ้นบกได้ จมน้ำตายอีกไม่เกิน ๗ ครั้ง ก็ถึงฝั่ง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

File: 551208A
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๒๓ ถึงนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐาน โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์

mp 3 (for download) : ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐาน โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทุกวันนี้ที่พวกเราถอดจิตมาเป็นผู้รู้ แล้วก็ขันธ์แยกออกไปนะ เห็นกายกับใจเป็นคนละอัน เห็นกิเลสกับจิตเป็นคนละอัน เห็นสุขทุกข์กับจิตเป็นคนละอัน มีนับจำนวนไม่ถูกแล้ว เยอะแยะไปหมดเลย

การที่ขันธ์แยกตัวออกไป จิตเป็นคนดู สติระลึกเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของขันธ์นะ เรียกว่าเราเจริญสติปัฏฐานอยู่นะ ที่เป็นวิปัสสนากรรมฐานด้วย ตราบใดที่มีผู้เจริญสติปัฏฐานที่เป็นวิปัสสนากรรมฐานนะ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นถ้าพวกเราเจริญอยู่เนี่ย เราเดินอยู่ในเส้นทางของพระอรหันต์

มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง รู้มันไปเรื่อย รู้แล้วหลงยินดี รู้ทัน (รู้ทันว่าหลงไปแล้ว-ผู้ถอด) รู้แล้วหลงยินร้าย รู้ทัน (รู้ทันว่าหลงไปแล้ว-ผู้ถอด) ฝึกอย่างนี้บ่อยๆนะ แล้ววันหนึ่งเราก็จะได้ธรรมะมา ได้ตั้งแต่พระโสดาฯ สกทาคาฯ พระอนาคาฯ เป็นพระอรหันต์ ตามชั้นตามภูมิของความสามารถ ความจริงจังในการปฏิบัติ

จริงจังอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปฏิบัติให้ถูกด้วย เพราะฉะนั้นหลักต้องแม่น ขยันอย่างเดียวไม่ได้ ขยันอย่างเดียวแต่ไม่รู้วิธี เขาเรียกว่า ขยันแล้วโง่ ยิ่งเตลิดเปิดเปิงหนักกว่าเก่าอีก ฉลาดอย่างเดียวไม่ขยันไม่ได้ ฉลาดอย่างเดียวแล้วไม่ขยัน ทำอะไรไม่สำเร็จ ต้องฉลาด รู้วิธีด้วย แล้วก็ขยันด้วย ถึงจะสำเร็จ ทั้งโง่ทั้งขี้เกียจ ไม่ต้องพูดถึงเลย บัวใต้น้ำใต้โคลนอะไรโน่นเลย แต่เราก็ไม่ดูถูกนะ ก่อนที่พวกเราจะเป็นบัวปริ่มน้ำอย่างทุกวันนี้ เราเป็นบัวใต้น้ำมาก่อนแล้ว เราก็ไม่ได้ดูถูกใครหรอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันศุกร์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๕
File: 550427
ระหว่างนาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๑๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า (๓) ปรารภความเพียร

mp 3 (for download) : ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า (๓) ปรารภความเพียร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะฉะนั้นมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ต่อมาต้องปรารภความเพียร ต้องคิดนะว่าชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร ชีวิตเราเกิดมาเนี่ย ไม่ยาวนานเท่าไหร่หรอก ไม่นานเราก็ต้องจากโลกนี้ไป จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารักนะ ลูกเมีย ครอบครัว ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ ต้องสูญเสียไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย

เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว เราจะเที่ยวแสวงหาแต่สิ่งชั่วคราวรึ สิ่งชั่วคราวก็เช่น หาครอบครัว หาเงินทอง หาชื่อเสียงเกียรติยศตำแหน่งหน้าที่ นี่คือของชั่วคราว อาศัยอยู่กับโลกก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้นะ แต่ก็มีพอประมาณก็พอแล้ว

งานหลักของเราจริงๆคืองานยกระดับจิตใจขึ้นไป ชีวิตของเราเนี่ยสั้นนิดเดียว มีเวลาไม่มาก โดยเฉลี่ยของคนยุคนี้ก็อายุประมาณสามหมื่นวัน สามหมื่นวันเนี่ยฟังแล้วเยอะนะ จริงๆไม่เยอะเท่าไหร่ สามหมื่นวันเนี่ยเราเอาไปนอนเสียหมื่นวันแล้วๆ เหลือสองหมื่นวัน สองหมื่นวันเนี่ยเราเอาไปทำมาหากินเสียเกินครึ่ง เหลือนิดเดียวแล้วนะ แล้วยังจะเอาเวลาที่เหลืออีกนิดเดียวเนี่ยเอาไปเที่ยวไปเล่นเพลิดเพลินสนุกสนาน ไม่เหลือเวลาที่จะเอาไปพัฒนาตัวเองแล้วนะ

เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งเป้าเอาไว้ให้ดีเลย ชาตินี้ต้องได้พระโสดาบัน ตั้งเอาไว้อย่างนี้ ใครว่าโลภก็โลภล่ะวะ เอาไว้ก่อนแหละ ตั้งเป้าไว้ก่อน ชาตินี้ขอเป็นพระโสดาบันให้ได้นะ ชาวพุทธต้องเอาอย่างนั้นเลยนะ ไม่ใช่ขอทำบุญทำทาน นั่งภาวนาทำสมาธิ อีกแสนๆชาติข้างหน้าค่อยให้ได้ธรรมะ โง่น่ะสิ ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เนิ่นช้าปานนั้นนะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ผลรวดเร็วมากเลย ถ้ารู้จักปฏิบัติที่ถูกต้อง ปฏิบัติได้สมควรแก่ธรรม ทำให้ถูกต้องก่อน แล้วก็ทำให้พอ แค่นี้เอง ไม่เนิ่นช้าเท่าไหร่หรอก

มันจะยากอะไรในการเรียนรู้ความจริงของกายของใจตัวเอง การปฏิบัติธรรมจริงๆก็คือการเรียนรู้กายรู้ใจของตัวเองเท่านั้นเอง ถ้ารู้เห็นความจริงแล้ว กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันแล้ว ถ้าเห็นความจริงนะว่า กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ หมดความยึดถือในกาย ก็ได้พระอนาคาฯ หมดความยึดถือในจิต เขาก็สมมุติเรียกว่า “พระอรหันต์” มันมีแต่เรื่องเรียนรู้กายเรียนรู้ใจตั้งแต่ต้นจนจบเลยของการปฏิบัติ

มันไม่ใช่เรื่องยากอะไร กายของเราก็มีอยู่แล้ว จิตใจของเราก็มีอยู่แล้ว เราก็แค่คอยรู้คอยดูบ่อยๆ ว่าจริงๆกายนี้เป็นตัวเราหรือไม่เป็น จิตนี้เป็นตัวเราหรือไม่เป็น คอยรู้คอยดูอยู่บ่อยๆ ความจริงมันจะแสดงตัวให้ดูอยู่แล้ว ไม่ได้ยากเท่าที่คิดหรอก ฆราวาสก็ทำได้นะ ไม่ใช่ฆราวาสทำไม่ได้ สมัยพุทธกาลฆราวาสได้ธรรมะเยอะแยะเลยนะ ถมเถไป

เพราะฉะนั้นพวกเรานะ ตอนนี้ปรารภความเพียร ต้องรู้ว่าเราจะต้องปฏิบัตินะ ถ้าชีวิตของเราไม่ปฏิบัติ ชีวิตของเราไร้คุณค่า เราไม่ได้ต่างกับหมากับแมวอะไรนะ มีชีวิตอยู่ กินแล้วก็สืบพันธุ์ แล้วก็นอน แล้วก็เที่ยวเล่นเห่าหอนสนุกสนานอะไรอย่างนั้น จะได้อะไรขึ้นมา ชีวิตมันควรจะมีคุณค่ากว่านั้น

พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้นะ บอกว่า อดีตก็ล่วงไปแล้วนะ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ให้มีสติอยู่กับปัจจุบันนี้ ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนอยู่กับปัจจุบัน ท่านบอกว่าอย่าตามอาลัยอาวรณ์ไปถึงอดีตนะ อย่ากังวลไปถึงอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน เพราะว่าอดีตก็ล่วงไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันน่ะมันมีจริง ให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบันนี้แหละ มีสติอยู่กับปัจจุบันไม่หลงเพลินไป ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวรู้สึกนะ เรียกว่าเราไม่ประมาท เรามีสติอยู่ มีสติเป็นไปในกาย มีสติเป็นไปในจิตใจ ตามรู้อยู่ในกาย ตามรู้อยู่ในใจ

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คนที่ทำได้อย่างนี้นะ แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวหรือคืนเดียวเนี่ย ก็ควรชมแล้ว มีชีวิตร้อยปี แต่หลงร้อยปี ไม่ควรชมเลยนะ คนส่วนใหญ่มีชีวิตเท่าไหร่ กี่ปี มันก็หลงอยู่เท่านั้นปีแหละนะ เพราะฉะนั้นพวกเรามาหัดให้มามีสติรู้สึกกายมีสติรู้สึกใจนะ ถ้ามีชีวิตอยู่ได้วันเดียว พระพุทธเจ้าก็ชมแล้ว ให้พระพุทธเจ้าชมดีกว่าให้คนอื่นชมนะ คนอื่นชมบางทีมันแกล้งชม พระพุทธเจ้าชมเนี่ย ของดีของวิเศษแน่นอนเลย พวกเราก็มีโอกาสได้รับคำชมของพระพุทธเจ้าทุกๆคนนะ เพราะเรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบันเรื่อยไป แค่วันเดียวท่านก็ชมแล้ว

เพราะฉะนั้นเรามีโอกาสนะที่จะได้รับคำชมของพระพุทธเจ้า มีโอกาสที่จะได้ชื่อว่าเป็นลูกแท้ๆของพระพุทธเจ้า
ไม่ใช่ลูกแบบหลอกๆมาเกาะกินพระพุทธเจ้าอยู่นะ ลูกเกาะกินพระพุทธเจ้าเยอะนะ หาผลประโยชน์จากพระศาสนาอะไรพวกนี้ มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเราต้องปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม ปรารภความเพียรนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๔
File: 550422.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕ ถึง นาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สังขารุเปกขาญาณ เป็นประตูสู่มรรคผล

mp 3 (for download) : สังขารุเปกขาญาณ เป็นประตูสู่มรรคผล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์  : การที่เราแต่ละคนๆนะ จะบรรลุพระโสดาบัน บรรลุพระสกทาคามีอนาคามี บรรลุพระอรหันต์เนี่ย ก็เดินอยู่ในร่องรอยอันเดียวกันทั้งหมดเลย เราต้องมาเห็นความเป็นจริงของรูปของนาม เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ จนจิตมันเป็นกลาง จิตมันเป็นกลางแล้ว ถึงจะมีโอกาสเกิดอริยมรรค

ความเป็นกลางต่อสังขารนี่นะ ความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวงนี้แหล่ะ คือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล ถ้าเรายังภาวนาไม่สามารถเข้ามาสู่ความเป็นกลาง ต่อรูปนาม ต่อความปรุงแต่ง ได้ด้วยปัญญา ยังไกลกับมรรคผลอยู่ อย่างถ้าเราเป็นกลางด้วยสติ เป็นกลางด้วยสมาธิ ยังไกลต่อมรรคผลอยู่ แต่ถ้าเราอบรมปัญญามากพอนะ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางมากเข้่าๆนะ ตรง(ที่)ตั้งมั่นและเป็นกลางเนี่ย เป็นกลางด้วยสมาธิ (เป็น)กลางด้วยสติด้วยสมาธิ ในที่สุดจิตจะเกิดปัญญา เห็นว่าทุกอย่างเนี่ย เป็นของชั่วคราว เท่าๆกันหมดเลย ตรงนี้จะเป็นกลางด้วยปัญญา

เมื่อมันเป็นกลางด้วยปัญญา จิตจะหมดความดิ้นรน หมดความปรุงแต่ง หมดการแสวงหา หมดกิริยาอาการทั้งหลาย จิตชนิดนี้แหล่ะพร้อมที่จะสัมผัสกับพระนิพพาน บางคนจิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิ แล้วผ่านกระบวนการแห่งอริยมรรค แต่บางคนมาถึงสังขารุเปกขา(ญาณ)แล้วนะ จิตถอยออกมาอีก เสื่อมไปเลยก็ได้ บางคนไปอยู่ตรงนี้นะ แล้วปรารถนาพุทธภูมิก็ได้ เป็นทางแยกไปพุทธภูมิ

เพราะงั้นจะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือจะเป็นพระอริยสงฆ์เป็นสาวกธรรมดา ก็ต้องฝึกจนกระทั่งได้สังขารุเปกขาญาณ ถ้าไม่มีสังขารุเปกขาฯเนี่ย พระโพธิสัตว์ก็อยู่ไม่รอดหรอก เดี๋ยวเจอความทุกข์เข้าก็ถอย ไม่เป็นกลางกับความทุกข์

งั้นพวกเราทุกคนนะ รู้เป้าหมายของเรา เราจะต้องพัฒนาจิตใจของตนเอง จนวันหนึ่งมันเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งปวง เช่นเป็นกลางต่อความสุขความทุกข์ เป็นกลางต่อกุศลอกุศล เป็นกลางต่อความยินดียินร้ายทั้งหลาย จะเป็นกลางได้นะ อาศัยมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น รู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง เป็นกลางตัวนี้กลางด้วยสติด้วยสมาธิไปก่อน แล้วสุดท้ายมันจะกลางด้วยปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
Track: ๒๒
File: 550204.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นักปฏิบัติต้องพากเพียรดั่งพระมหาชนก

mp 3 (for download) : นักปฏิบัติต้องพากเพียรดั่งพระมหาชนก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ภาวนาไปเรื่อย มันเป็นการลงทุนให้กับชีวิตเรา กว่าคนๆนึงจะพ้นทุกข์นะ ล้มลุกคลุกคลานมานับไม่ถ้วนหรอก แต่ละคนน่ะ กว่าจะข้ามสังสารวัฏได้นะ บอกน้ำตามากกว่าน้ำในมหาสมุทรอีก กว่าใจจะเข็ดหลาบต่อความทุกข์ กว่าใจจะเข้าใจความจริงของธาตุของขันธ์ ก็ต้องอดทนเอา

นึกถึงพระมหาชนกไว้นะ นึกถึงพระมหาชนกว่ายน้ำ ใครๆก็เย้ยหยันว่าโง่ อยู่ในทะเลว่ายทำไม เหมือนเราเนี่ย ฝั่งอยู่ที่ไหนเราก็ไม่เห็นแล้วทำไมต้องปฏิบัติด้วย ก็คือสภาวะแบบเดียวกัน พระมหาชนกท่านก็บอกในทำนองว่า ก็ยังมีชีวิตอยู่ มันก็ต้องสู้เอามีความเพียรเอา เนี่ยถ้าตายไปด้วยความเพียรนะ ไม่อับอายใครเลย พวกเรานักปฏิบัติก็เหมือนกัน ตอนนี้เรายังไม่เห็นฝั่ง เราไม่รู้เลยฝั่งอยู่ที่ไหน แต่เราก็พากเพียรปฏิบัติเอา

คนที่เห็นฝั่งคือใครรู้มั้ย พระโสดาบัน ตอนนี้ยังไม่เห็นฝั่ง พอเป็นพระโสดาบันนะรู้้ว่าฝั่งอยู่ที่ไหนนะ รู้ว่ามันอยู่ทางนี้ แต่ยังไม่ได้ว่ายน้ำเข้าหาฝั่งเลย ตรงที่เริ่มว่ายน้ำเข้าหาฝั่งคือลดละกิเลสจริงๆ พระโสดาบันน่ะแค่เห็นถูกเท่านั้นเอง เห็นถูกแล้วว่าต้องไปทางนี้แหล่ะ ตอนที่เริ่มว่ายน้ำเข้าฝั่งใกล้ฝั่งเข้าไปเรื่อย ก็คือการลดละกิเลส เป็นภูมิธรรมตั้งแต่พระสกทาคาฯขึ้นมา พอเข้าใกล้เขตน้ำตื้นแล้ว เท้าแตะพื้นได้บ้าง ผลุบๆโผล่ๆ ใครเคยเล่นน้ำทะเลบางทีก็แตะถึงพื้น บางทีก็ไม่ถึงนะ ผลุบๆโผล่ๆอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ถึงกับจมน้ำตายหรอก แต่ยังเหนื่อยอยู่อย่างนั้น นั่นคือภูมิธรรมของพระอนาคาฯ ขึ้นบกได้ก็เป็นพระอรหันต์ ตอนนี้ต้องทนนะ

เหมือนพระมหาชนกยังไม่รู้เลยว่าฝั่งอยู่ที่ไหน แต่ไม่เลิกว่ายน้ำ ต้องสู้เอา ถ้าไม่สู้ก็จมน้ำตาย ถ้าเราไม่สู้เราก็จมลงในสังสารวัฏนี้แหล่ะ ถ้าสู้ก็มีทางสู้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๒
File: 550211B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๔๓ ถึง นาทีที่ ๓๗ วินาทีที่ ๑๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีปัญญาดีคือเข้าใจอริยสัจจ์

mp3 for download : มีปัญญาดีคือเข้าใจอริยสัจจ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มีปัญญาดีคือเข้าใจอริยสัจจ์

มีปัญญาดีคือเข้าใจอริยสัจจ์

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตัวสำคัญคือมีสติไว้ พอมีสติจิตเป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลนะมันสว่าง แล้วถ้าเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญานี้จะสว่างมาก ท่านถึงบอกว่า แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี พระอริยเจ้าทั้งหลายนี้แสงมาก เคยฟังสวดมนต์ของสวนโมกข์มั้ย บอกว่า พระอริยเจ้ามีปัญญาดี มีปัญญาดีคือท่านเข้าใจอริยสัจจ์ พวกเราภาวนาเนี่ย วันหนึ่งจะเข้าใจอริยสัจจ์ เรียกว่ามีปัญญาดี ตอนนี้ปัญญายังไม่ดีนะ ยังไม่เห็นอริยสัจจ์

ปัญญาก็เป็นชั้นๆนะ ปัญญาเป็นขั้นๆไป สมาธิก็เป็นขั้นๆไป ยกตัวอย่างปุถุชนนะ ศีลนี่น้อย ปุถุชนที่มีศีลนี่มีน้อย สมาธิก็ไม่ค่อยมี ปัญญาก็ไม่มี พอได้เป็นพระโสดาบันนะ มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย ดูสิขนาดพระโสดาบันยังบอกว่ามีปัญญาเล็กน้อยเลย ปัญญาเล็กน้อยของพระโสดาบันก็คือ ท่านเห็นความจริงว่าตัวเราไม่มี ของเรายังเห็นว่ามีตัวเรา รู้สึกมั้ย เพราะฉะนั้นพูดซื่อๆว่าไม่มีปัญญา พูดตรงๆก็คือ ยังไม่มีปัญญา ถ้าเป็นพระโสดาบันเนี่ยมีปัญญาเล็กน้อย คือ เห็นความจริงแล้วตัวเราไม่มี

พอได้พระสกทาคาฯนะ ก็มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิปานกลาง มีปัญญาเล็กน้อย สมาธิปานกลางหมายถึงใจจะตั้งมั่น ไม่แฉลบซ้ายแฉลบขวา ใจของพวกเรารู้สึกมั้ยแฉลบตลอดเวลา วับ วับ วับ วับ วับ ตลอดเวลานะ ใจเราไม่มีคำว่าตั้งมั่น ทำสมาธิก็ตั้งขึ้นมาได้ด้วยการเพ่งเอาไว้ แต่ที่จะตั้งด้วยตัวเองมันไม่ตั้ง มันแฉลบตลอดเวลา กระทั่งพระโสดาฯยังแฉลบเลย พระสกทาคาฯนี่ใจมีสมาธิปานกลาง หมายถึงว่ามันตั้งมั่นอยู่ได้ โดยที่ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ประคอง ยกตัวอย่างเวลาหลงไปนะ จะหลงสั้น ไหลแว้บไปก็รู้สึกแล้ว แล้วใจก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ไหลแว้บก็รู้สึกแล้ว ใจก็ตั้งมั่นขึ้นมา เวลาของความตั้งมั่นมันเยอะ

ของเรานึกออกมั้ย เวลาหลงเยอะ เวลารู้ตัว เวลาตั้งมั่น มีนิดเดียว นึกออกมั้ย หลงทีหนึ่ง ๕ นาที แล้วรู้สึกตัวทีหนึ่ง ๑ แว้บ ใช่มั้ย หลงไป ๓ นาที รู้สึกแว้บหนึ่ง อะไรอย่างนี้ อันนี้พวกภาวนาเก่งแล้วนะ คนภาวนาไม่เป็นมันหลงทั้งวันเลย หลงตั้งแต่ตื่นจนหลับเลย ไม่มีรู้สึกตัวสักแว้บเดียวเลย เพราะฉะนั้นปุถุชนนั้นลำบาก พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า คนส่วนใหญ่ตายแล้วไปอบาย เพราะไม่ค่อยมีสติ

ถ้าเป็นพระโสดาฯนะ ศีลบริบูรณ์แล้ว สมาธิเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อย เป็นพระสกทาคาฯก็มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิปานกลาง มีป้ญญาเล็กน้อย ปัญญายังน้อยนะ พระสกทาคาฯ นี่ขนาดสกทาคาฯปัญญายังน้อย แล้วพวกเราล่ะจะขนาดไหน สรุปพวกเรายังไม่ได้มีปัญญานะ

ถ้าได้พระอนาคาฯนะ ท่านบอกว่า มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาปานกลาง สมาธิของพระอนาคาบริบูรณ์แล้ว เพราะว่าอะไร เพราะว่ากามมันมายั่วไม่ได้แล้ว ท่านเห็นความจริงในกายนี้แจ่มแจ้งเลย กายนี้ทุกข์ล้วนๆเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็เป็นตัวทุกข์นะ ไม่เห็นจะเป็นของดีของวิเศษเลย เพราะฉะนั้นใจท่านไม่ไหลไปในกามคุณอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ใจของท่านตั้งมั่นนะ เพราะใจไม่ไหลไป ใจก็ตั้งมั่นอยู่ โดยไม่ต้องประคองไม่ต้องรักษา อย่างนี้ถือว่ามีสมาธิบริบูรณ์แล้ว

ปัญญาของท่านปานกลาง ปัญญาปานกลางเป็นอย่างไร คือท่านเห็นความจริงแล้วว่า กายนี้มันทุกขฺ์ล้วนๆนะ นี่คือปัญญาปานกลาง พวกเราเห็นกายเป็นทุกข์ล้วนๆมั้ย ไม่เห็นนะ เราเห็นว่ากายนี้เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง แถมยังเห็นอีกว่ากายนี้เป็นตัวเรา ใจนี้เป็นตัวเรา เบื้องต้นก็ไม่มีนะ เบื้องกลางก็ไม่มี ตัวปัญญา

ทีนี้พอภาวนาจนสุดขีดเลย ศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ปัญญาบริบูรณ์ เต็มบริบูรณ์ คือ ภูมิของพระอรหันต์ พระอรหันต์มีปัญญาบริบูรณ์ได้อย่างไร ปัญญาบริบูรณ์ของท่าน คือท่านเห็นว่าตัวจิตนี้แหละตัวทุกข์ ท่านหมดความยึดถือจิต เมื่อไม่ยึดถือจิตก็จะไม่ยึดถือสิ่งใดอีกแล้ว เพราะสิ่งที่เรายึดถือเหนียวแน่นที่สุดก็คือตัวจิตนั่นเอง เพราะท่านเห็นจิตเป็นตัวทุกข์ ท่านก็ปล่อยวาง ไม่ยึดถือ มีปัญญาแก่รอบแล้ว เห็นแจ่มแจ้งในขันธ์ ๕ ทั้งรูป ทั้งนาม ทั้งกาย ทั้งใจ ว่าเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ นี้เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

เมื่อรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ท่านละสมุทัยอัตโนม้ติ ความอยากให้กายให้ใจเป็นสุข ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์ไม่เกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ ก็ละสมุทัย เป็นสมุจฺเฉทปหานฺ*เลย ไม่เกิดขึ้นอีกแล้วสมุทัย ละแล้วละเลยนะ

เมื่อสมุทัยถูกละ นิโรธ คือนิพพาน ก็ปรากฎเต็มบริบูรณอยู่ต่อหน้าต่อตา เพราะนิโรธคือความสิ้นตัณหา นิพพานคือความสิ้นตัณหา สิ้นตัณหาได้เพราะรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

*สมุจเฉทปหาน การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดด้วยอริยมรรค
อ้างอิงจาก : พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520425.mp3
ลำดับที่ ๓
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่