Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

พละ ๕ ของพระเสขบุคคล (๑) ศรัทธา

mp 3 (for download) : พละ ๕ ของพระเสขบุคคล (๑) ศรัทธา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พละ ๕ (คือ)กำลังทั้ง ๕ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา จะหนุนเสริมซึ่งกันและกันไปเรื่อยๆ

นี่ศรัทธาของปุถุชนนะยังคลอนแคลนง่าย ทีนี้พอเราภาวนามากเข้าๆ วันหนึ่งเป็นพระอริยะ กำลังของพระอริยะเนี่ย เป็นเรื่องแปลกนะ ท่านไม่อธิบายกำลังของพระอริยะด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา กำลังของพระอริยะที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ท่านอธิบายถึงกำลัง ๕ เหมือนกัน อันแรกคือ ศรัทธา แต่ศรัทธานี้นะ ไม่เหมีอนศรัทธาที่พวกเราศรัทธา ศรัทธาต่อพระอริยะต่อพระพุทธเจ้าเนี่ย คือไม่มีความคลอนแคลนอีกแล้ว เป็นกำลังที่ยิ่งใหญ่ทำให้ไม่คลอนแคลน เป็นความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า รู้ว่าท่านมีจริง ท่านสอนจริง ท่านสะอาดจริง ท่านเก่งจริงนะ ท่านเมตตากรุณาจริงๆ ใจนี้ซาบซึ้งมากเลย ฝากเป็นฝากตายกับท่านได้เต็มที่เลย

เป็นกำลังของพระที่เรียกว่าพระเสขบุคคล เสขบุคคลคือตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เป็นเสขบุคคล ส่วนพระอรหันต์เรียกว่า อเสขบุคคล เสขะ หรือสิกขา หรือ สิกขา หรือ ศึกษานี่เอง คนไทยใช้คำว่า “ศึกษา” โสดาฯ สกทาคาฯ อนาคาฯ เป็นอริยบุคคลชนิดที่ยังต้องศึกษาอีก พระอรหันต์เป็นพระอริยะประเภท อเสขะ คือไม่ต้องศึกษาอีกแล้ว เรียนจบแล้ว

กำลังของพระเสขะ คือผู้ที่ยังต้องศึกษาอยู่ จะมีศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธเจ้านะ ตัวนี้เต็มร้อยเลย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๒
File: 561110A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๑๒ ถึงนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๖

ตัดคลิปส์โดยคุณ ok2077
ถอดคลิปส์และตรวจทานโดยคุณ พัลวัน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เป็นมนุษย์ ภาวนาง่ายที่สุดแล้ว

mp3 for download : เป็นมนุษย์ ภาวนาง่ายที่สุดแล้ว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :เป็นมนุษย์นะ เหมาะแก่การภาวนามากที่สุดแล้ว เราก็อย่าไปทำตนเองให้พ้นจากความเป็นมนุษย์ไป บางคนจะภาวนาก็ไปทำจิตให้เหมือนพรหม นิ่ง…สบายสว่างอยู่อย่างนั้น ถ้าจิตของพรหมดีที่สุดนะ พระพุทธเจ้าคงตรัสรู้ในภูมินั้นไปแล้ว พรหมที่ภาวนาดีก็มีนะ พรหมมิจฉาทิฎฐิก็เยอะ ไปติดนิ่งติดว่าง เทวดาที่ดีที่สนใจธรรมะก็มี เทวดาที่ไม่สนใจธรรมะก็มี เทวดามิจฉาทิฎฐิก็มี คนศาสนาอื่นเขาก็เป็นเทวดาได้ ศาสนาอื่นก็ไม่ได้จำกัดว่า เทวดาต้องมีแต่ชาวพุทธหรอก คนศาสนาอื่นเขาก็เป็นคนดีได้ เป็นเทวดาได้

มนุษย์ก็เหมือนกันนะ มนุษย์ที่เป็นสัมมาทิฎฐิก็มีไม่มากหรอก มนุษย์ที่เป็นมิจฉาทิฎฐิเยอะ ทั้งๆที่ภูมิของเราเหมาะแก่การภาวนา เราอย่าไปน้อมใจให้ไปอยู่ในความนิ่งความว่างความสงบ ไปอยู่ตรงนั้นนะ กายเราเป็นมนุษย์แต่ใจเราเป็นพรหม ภาวนาลำบากหน่อย พรหมที่ภาวนาได้ก็มีนะ แต่ว่าต้องชำนาญในการดูจิตจริงๆ ถ้าชำนาญในการดูจิตได้เนี่ย ถึงจะเจริญปัญญาในพรหมโลกได้ ก็ดูความเปลี่ยนแปลงขององค์ฌานได้ หรือขึ้นไปถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้ในคัมภีร์สอนไว้บอกว่า ถ้าเป็นพระอริยบุคคลที่ชำนาญในการดูจิต ถึงแม้ไปเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนะคือพรหมที่สูงที่สุดแล้ว เป็นอรูปชั้นสูงสุด ก็สามารถทำวิปัสสนาได้ เงื่อนไขเยอะนะ กว่าจะทำได้ ถ้าเป็นปุถุชนขึ้นไปถึงตรงนั้นก็เสร็จเลย เดินปัญญาไม่ได้


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๒๐ ถึงนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะเอาอะไร เราปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า

mp 3 (for download) : เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะเอาอะไร เราปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนานะ เราถือว่าเราปฏิบัติเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง กระทั่งมรรคผลนิพพาน ก็อย่าไปอยากได้มัน คนไหนอยากได้มรรคผลนิพพาน จะไม่ได้ จำไว้นะ จะไม่ได้

ตอนได้น่ะไม่ทันตั้งหลัก อยากอยู่ไม่ได้นะ หมดอยากแล้วได้ เพราะนั้นเราอย่าไปอยากปฏิบัติ เราแค่ถือว่าเราปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าไป ดีแล้วที่ได้รู้สึกตัว ดีแล้วที่ใจตั้งมั่น สักว่ารู้ สักว่าเห็น ดีแล้วเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ ตามรู้อย่างนี้ไปเรื่อย ดีแล้วที่ได้ปฏิบัติน่ะ ไม่จำเป็นว่าดีแล้วที่ได้ผลนะ ดีแล้วที่ได้ทำเหตุ ต้องตั้งใจไว้อย่างนี้

ส่วนผลมันเป็นผลพลอยได้ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ช่างมัน ชาตินี้ยังไม่ได้ ชาติหน้ามันก็ได้จนได้แหล่ะ ต้องตั้งใจอย่างนั้นนะ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ถือว่าเราได้ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า ดีที่สุดแล้ว

ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อจะเอาอะไร ถ้าเราปฏิบัติเพื่อจะเอาเนี่ย เราจะเพิ่มอัตตาตัวตนไปใช่ไหม เพื่อให้กูดีกูสุขกูสงบกูวิเศษ เพราะกูได้เป็นพระอริยฯ กูตัวเบ้อเร่อเลย แต่ถ้าเราภาวนา เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าไป ฝึกอย่างนี้นะ ได้ผลเร็ว

นี่เป็นลูกเล่นนะ กิเลสหลอกเรามากแล้ว เราก็หลอกมันบ้าง แต่ส่วนมากก็มีแต่ถูกมันหลอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
Track: ๘
File: 510427B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑๗ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ก็ยังไม่ปล่อยวาง

mp 3 (for download) : ถ้าไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ก็ยังไม่ปล่อยวาง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใจลึกๆมันจะรู้สึกอยู่ตลอดเลยว่า อะไรน้อ..ที่ยังไม่รู้ มีสิ่งบางสิ่งที่ยังไม่รู้อยู่ เพราะไม่รู้สิ่งนี้แหละ จิตถึงไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ลึกๆมันจะรู้สึกอย่างนี้อยู่ตลอดนะ

ภาวนาบางวัน บางครั้งบางคราว จิตปล่อยวางจิต พอจิตปล่อยวางจิตเสร็จแล้วไม่นานนะ ก็ไปหยิบฉวยจิตขึ้นมาดูต่อ เมื่อไหร่จะวางได้ ยกตัวอย่างไปหยิบพัดนี่ขึ้นมา แล้วก็มาคร่ำครวญ เมื่อไหร่จะวางได้ ทำยังไง(วะ)จะวางได้ น่ะ เนี่ย มันโง่อยู่อย่างนี้ มันโง่อยู่อย่างนี้ โอ๊ย..มันยากนะ กว่ามันจะเข้าใจ กว่าจะรู้นะว่าไม่รู้อะไรทำให้ไม่วาง ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ ความไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์นั่นแหละ เรียกว่าอวิชา

เพราะฉะนั้นทางที่จะหลุดพ้นนะ ก็คือ ต้องทำวิชาให้เกิด อวิชาก็จะดับไป วิชาคือความรู้แจ้งอริยสัจจ์ ข้อที่ ๑ รู้ทุกข์ ทุกข์คือกายกับใจ รูปกับนาม หน้าที่ของเราต้องรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงเรื่อยไป การภาวนามีเท่านี้เอง การทำวิปัสสนากรรมฐานก็คือ การที่มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ความจริงก็คือไตรลักษณ์นั่นเอง ดูอย่างนี้เรื่อยไป

พอมันรู้แจ้งนะ กายกับใจเป็นไตรลักษณ์แจ่มแจ้ง เรียกว่ารู้ทุกข์แจ้ง ทุกข์ล้วนๆเลยไม่เห็นดีวิเศษอะไรเลย จิตจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลก หมดความยึดถือกายยึดถือใจ พอไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจปั๊บนะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สมุทัยจะถูกละอัตโนมัติ ตัณหาจะไม่มีอีกแล้ว

ตัณหามันคือความอยากให้กายให้ใจเป็นสุข อยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์ พอไม่ยึดกายไม่ยึดใจก็ไม่มีความอยากที่จะให้มันเป็นสุข ไม่มีความอยากให้มันพ้นทุกข์นะ ตัณหาไม่มี เมื่อตัณหาไม่มี ตัณหาไม่เกิด ตัณหาดับสนิทไม่มีอีกแล้วนะ นิโรธคือนิพพานก็ปรากฎ พระนิพพานคือความสิ้นตัณหา ขณะจิตที่รู้แจ้งนิพพานนั้นแหละ รู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิพพานขึ้นมา ขณะนั้นแหละคือการเกิดอริยมรรคนะ

เส้นทางเดินของพระอริยะทั้งหลายท่านก็เดินอย่างนี้นะ ไม่เผลอไม่เพ่ง รู้กายรู้ใจไป ไม่ไปหลงติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง คอยรู้เรื่อยๆไป วันหนึ่งก็ถึง เกิดความเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจก็วาง รู้ตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น หลุดพ้นก็จะรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือการประพฤติปฏิบัติจบแล้ว กิจที่ควรทำ-ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะทำเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นไม่มีอีกแล้ว งานในทางศาสนาพุทธเป็นงานที่มีเวลาสิ้นสุด ไม่เหมือนงานในโลกที่ไม่มีวันสิ้นสุดนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๙
File: 520731A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม

mp 3 (for download) : ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ค่อยๆภาวนาไป มีสติรู้กายรู้ใจไป ภาวนาไปแบบลำบาก แบบแห้งแล้ง เรียกว่า “สุกขวิปัสสกะ” ภาวนาแบบแห้งผาก แห้งผากจริงๆนะ ภาวนาไปแล้ว โอย..ทุกข์ทั้งนั้นเลย จะเบรคก็ไม่ค่อยจะเบรค เบรคไม่ค่อยอยู่ เห็นแต่ทุกข์ทั้งวัน เห็นแต่ทุกข์ทั้งคืน ฝึกไปนะ จนใจมันเอือมกับความทุกข์ แล้วมันก็รู้ว่าหนีไม่ได้

ในที่สุดใจยอมรับความทุกข์ ตรงนี้สำคัญละ อยู่กับทุกข์นะ หาทางหนีเท่าไหร่ๆก็ไม่พ้น หนีไปขึ้นภูเขา ขึ้นต้นไม้ ขึ้นไปเรือบิน ลงไปใต้น้ำ พวกความทุกข์ก็ตามไป หนีไม่พ้น หนีไม่พ้นก็ต้องอยู่กับมัน รู้แล้วว่าหนีไม่ได้ ใจก็ยอมรับ เอาละวะ อยู่ก็อยู่กับมัน ใจเป็นกลางกับความทุกข์ ภาวนาไปนะ ถึงจุดหนึ่งเนี่ย ใจจะเป็นกลางกับความทุกข์ เห็นนะ มีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย พอใจเป็นกลางมากเข้าๆนะ ในที่สุดใจเนี่ยจะเกิดกลไกอัตโนมัติอย่างหนึ่ง พอมันเห็นทุกข์เต็มที่แล้วนะ มันจะสลัดตัวออกจากทุกข์ได้ อันนี้เป็นเรื่องแปลกมากเลย

เพราะฉะนั้นเรารู้กายเรารู้ใจ เห็นเป็นทุกข์ล้วนๆเมื่อไหร่นะ ถึงวันหนึ่งเนี่ย จิตจะสลัดตัวออกไปจากขันธ์ ไม่ยึดน่ะ ไม่ยึดในขันธ์ ขันธ์ก็ยังทุกข์ต่อไปของขันธ์หรอก แต่จิตจะพ้นออกไปจากขันธ์ นี่วิธีปฏิบัตินะ ตั้งแต่เบื้องต้นมา มีสติรู้กายรู้ใจไป อดทน ต้องอดทน เพราะว่ามันจะซ้ำๆซากๆ ดูกายดูใจซ้ำซากไป จนสติอัตโนมัตินะ พอสติอัตโนมัติขึ้น มีสติทีแรกก็มีความสุขดีหรอก พอสติอัตโนมัติขึ้นมารู้ทั้งวันรู้ทั้งคืน คราวนี้ล่ะจะเจอทุกข์สาหัสสากรรจ์เลย

ไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นธรรมหรอกนะ เพราะรู้ทุกข์นั้นแหละถึงจะเรียกรู้ธรรม เพราะความทุกข์เป็นความจริงของพระอริยะ ถ้าใจไม่รู้จักทุกข์ก็ไม่ได้เป็นพระอริยะหรอกนะ พระอริยะรู้จักสัจจะความจริงข้อแรกก็คือทุกข์นั่นเอง รู้ทุกข์นะจนใจหมดแรงดิ้น หมดสมุทัย ไม่ดิ้นแล้ว หนีก็ไม่พ้นแล้ว ปฏิเสธก็ไม่ได้แล้ว หมดแรงดิ้นนะ ยอมจำนน ยอมจำนนนะ สู้ตายแล้วก็รู้เลย ตายแหงแก๋แล้วคราวนี้ ความทุกข์ถลุงเอาๆนะ ไม่มีทางรอดแล้ว แล้วก็ไม่มีทางหนีด้วย

ในที่สุดใจนะ เห็นทุกข์แจ่มแจ้งนะ ทุกข์มันบีบคั้นนะ มันสลัดตัวเปรี้ยงออกไปเลย มันพ้นกันตรงนั้นแหละ มันพ้นตรงที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ครูบาอาจารย์ถึงบอกว่าไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นธรรมหรอกนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๓
File: 520705.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางบรรลุธรรม (๘) เมื่อปล่อยวางจิต จิตจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ถึงโคตรภูญาณ แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น

mp3 for download :ทางบรรลุธรรม (๘) เมื่อปล่อยวางจิต จิตจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ถึงโคตรภูญาณ แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางบรรลุธรรม (๘) เมื่อปล่อยวางจิต จิตจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ถึงโคตรภูญาณ แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น

ทางบรรลุธรรม (๘) เมื่อปล่อยวางจิต จิตจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ถึงโคตรภูญาณ แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้ สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เองเพราะมันไม่แส่ส่ายไปที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดตรงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะฉะนั้นสมาธิเนี่ยเต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิต

ตรงนี้แหละ จิตจะไหวตัวขึ้นมา สองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะ แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง

ถัดจากนั้นจิตจะรู้เลย มันไม่มีสาระนะ จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตเกิดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น 2 – 3 ขณะ นะ ความเป็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ แต่เป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง จิตดวงเก่าดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆดับไป จะทวนกระแสเข้าหาจิตที่อยู่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา

ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้ คาบลูกคาบดอก ยังเกาะอยู่ในขันธ์ แล้วก็ไม่ได้เกาะขันธ์แล้ว คือ ไม่ได้เกาะอยู่ที่จิต แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตธาตุอมตธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน นี้ต้องแยกให้ออก มันยังทวนเข้ามาไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิตนะ ไม่ใช่พระอริยะเพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน ตัวธาตุรู้นั้นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน ตรงนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ ญาณข้ามโคตร มีปัญญาข้ามโคตร

ข้ามโคตร ข้ามจากโคตรไหนไปสู่โคตรไหน จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน เพราะฉะนั้นบรรลุมรรคผลแล้วนะ เปลี่ยนโคตรนะ อันนี้ข้ามจากสกุลของปุถุชนนะ ข้ามมาสู่อริยวงศ์ อริยโคตร เรียกว่า ญาณข้ามโคตร ไม่ใช่ปุถุชนนะ กำลังข้ามอยู่ ไม่ใช่พระอริยะ มีอยู่ขณะจิตเดียวแหละ ที่คาบลูกคาบดอกประหลาดอยู่อย่างนี้นะ ข้ามเข้ามา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงธาตุ วิญญาณธาตุ ธาตุรู้แท้ๆแล้ว ธรรมธาตุ ตัวนี้แหละ อริยมรรคก็จะเกิดขึ้น

540805.15m49-18m48

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 41
File (ประเทศไทย): 540805.mp3
File (สหรัฐอเมริกาและยุโรป): 540805.mp3

นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง

mp3 for download: คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง

คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง

หลวงพ่อปราโมทย์: สมมุติจะคู่กับอะไร ตรงกันข้ามกับอะไร ‘สมมุติบัญญัติ’ ตรงข้ามกับ ‘สภาวะ’ หรือตรงข้ามกับ ‘ปรมัตถ์’ ทีนี้พวกเราบางคนก็มั่วๆนะ บอกว่าสมมุติตรงข้ามกับวิมุตติ คนละเรื่องเลยนะสมมุติกับวิมุตติน่ะ ไม่มีอะไรสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันนะ เห็นมันมุติเหมือนกัน

สมมุตินะ มุติตัวนี้ คือ มติ “สมมุติ” ก็คือ มติร่วมกัน ความเห็นร่วมกัน ความเข้าใจร่วมกัน ความรู้ร่วมกัน เช่น สมมุติร่วมกันขึ้นมาอย่างที่เรียกว่า ผู้หญิง ผู้ชาย เรียกหมา เรียกแมว เรียกคน สมมุติขึ้นมา มุติตัวนั้นแปลว่าความรู้

“วิมุตติ”นะ มุตติ แปลว่าหลุดพ้น คนละรากศัพท์กันนะ มติ กับมุตติ คนละรากศัพท์ เนี่ยบางทีเราก็มั่วๆเอา พ้นสมมุติก็ถึงวิมุตติ สมมุติพ้นไม่ได้นะ พ้นสมมุติล่ะบ้าเลย ยกตัวอย่าง ไม่รู้ว่านี่ผู้หญิง นี่ผู้ชาย ชักเพี้ยนแล้วใช่มั้ย พระอยู่กับสมมุติมั้ย ถ้าไม่มีสมมุตินะ ลูบหัวผู้หญิงก็ได้ ลูบหัวผู้ชายก็ได้ สมมุติไม่ได้มีเอาไว้พ้นนะ สมมุติมีเอาไว้เข้าใจ มีไว้ใช้สื่อสารกับคนอื่น

ส่วนอารมณ์ปรมัตถ์หรือสภาวธรรมเนี่ย เราต้องเรียนรู้มัน เรียนรู้จนเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งลึกลงไปแล้วมันก็คือ สภาวธรรม เนี่ยความคิดมันขึ้นมาปิดบัง เราสร้างสมมุติขึ้นมาปิดบัง ยกตัวอย่าง เราไม่เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าตัวเราจริงๆมันไม่มี มันเป็นขันธ์ ๕ ตัวขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นี่เอง

ตัว ‘รูป’ ก็คือ ตัวรูปขันธ์ ‘เจตสิก’ ก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร ตัว ‘จิต’ ก็คือตัววิญญาณ ในขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นั่นแหละ หน้าที่ของเราคือเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไปจนเห็นว่า จริงๆไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา แต่บัญญัติขึ้นเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นเรา เป็นเขา โดยสมมุติเอา

นี่คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง เรามาเรียนเพื่อให้เห็นความจริง เรียนก็ต้องเรียนให้ถึงตัวสภาวะจริงๆ ไม่ใช่นั่งคิดเอานะ ว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเรา ไม่มีเขา บางทีก็คิดถึงนิพพาน นิพพานเป็นความว่าง ความว่างที่พวกเรารู้จัก ความว่างที่ไม่ใช่พระอริยะเห็นเนี่ยนะ เป็นความว่างที่ไม่ใช่ของจริงหรอก เป็นความว่างที่คู่กับความวุ่น


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
File: 530103.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญสติทำให้อนุสัยเหี่ยวแห้งไปเรื่อยๆ

mp 3 (for download) : การเจริญสติทำให้อนุสัยเหี่ยวแห้งไปเรื่อยๆ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: ขอความเมตตาช่วยกรุณาแยกความแตกต่างระหว่างคำว่า อนุสัย กับ จริต ทีค่ะ ได้ทราบมาว่า อนุสัย นี่คือความเคยใจ และ จริต ก็คือความเคยใจ ก็มีปัญหาทั้งสองอย่างค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: คือ จริตนิสัย ‘อนุสัย’ นี่เป็นการสะสมของกิเลสไว้ สันดานที่ไม่ดีน่ะ เรียกว่า อนุสัย นะ ‘จริต’ เป็นเรื่องของความคุ้นเคย เป็นความคุ้นเคย อย่างใจเราคุ้นเคยที่จะโมโห คุ้นเคยที่จะโมโห ก็เรียกว่ามีจริตขี้โมโห มีโทสะจริต แต่มันจะมีโทสะจริตได้นี่ มันต้องมีสันดานขี้โมโหด้วย มีอนุสัยขี้โมโหด้วย เพราะฉะนั้น ตัวอนุสัยนี่จะเป็นตัวของกิเลส จริตเป็นตัวปรากฏขึ้นมาของกิเลส

โยม: หลวงพ่อคะ แล้วในกรณีนี้นะคะ คำว่า ได้ยินมาจากพระภิกษุนะคะบอกว่า การที่เราจะดับอนุสัยนี่ คงจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนอนุสัย โดยการเอาศีล สมาธิ ปัญญา เปลี่ยนอนุสัยที่เป็นกิเลสลงไปแทนใช่ไหมคะ ซึ่งเป็นลักษณะของพระอริยะขั้นสูงสุดใช่ไหมคะ คือการเปลี่ยนอนุสัยตรงนี้

หลวงพ่อปราโมทย์: อนุสัยเหรอ อนุสัยเป็นแค่กิเลสชั้นกลางๆ เท่านั้นเอง

โยม: เหรอคะ แล้วอะไรที่เป็นกิเลสที่สุด

หลวงพ่อปราโมทย์: ตัวสังโยชน์นะ ละเอียดยิ่งกว่าอนุสัยอีก ที่พระอริยะไปละ นี่ละสังโยชน์ สังโยชน์เป็นกิเลสที่ผูกมัดเราไว้ในโลก ผูกมันสัตว์ไว้ในภพ

โยม: ไม่ใช่ว่าอนุสัยเป็นส่วนที่นอนเนื่อง แล้วสังโยชน์เป็นตัวปรากฏของอนุสัย ไม่ใช่แบบนั้นเหรอคะ

หลวงพ่อปราโมทย์: โอย อย่าเรียนอย่างนั้นนะ เดี๋ยวเวียนหัวตายเลย คืออย่างนี้ ในการปฏิบัติธรรมนี่ พอกิเลสผุดขึ้นมาเรามีสติรู้ทัน กิเลสก็ดับไป ทันทีที่เกิดสติไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติธรรมนี่ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อละกิเลส แต่แค่มีสติกิเลสก็ดับ ทีนี้พอกิเลสดับไปเราก็ไม่ทำตามความเคยชินเก่าๆ ที่กิเลสสอนให้ทำ ความเคยชินของเราก็ค่อยๆ เปลี่ยน อนุสัยก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป อย่างแต่เดิมเราด่าไวมากเลย ใครมากระทบนะ เราโมโห เราด่าเลยนี่ พอกิเลสเกิดขึ้นมา โทสะเกิด เราก็ด่า อนุสัยนี่มันปรุงกิเลสหยาบขึ้นมา พอมันปรุงกิเลสหยาบขึ้นมาแล้วครอบงำใจเราได้ เราทำกรรมใหม่ มันจะสะสมอนุสัยให้มากขึ้น หลวงพ่อยกตัวอย่างนะ สมมติสาวๆ คนหนึ่งนี่บ่นไม่เป็นนะ พอแต่งงานแล้วจะบ่นเก่งขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหม เพราะต้องดูแลบ้าน ดูแลสามี ดูแลลูก ทีแรกก็อบรมสั่งสอนนะ ในที่สุดกลายเป็นยายแก่ขี้บ่น มันเคยชิน มันเคยชินไปเรื่อย

เพราะฉะนั้น ถ้าหากอนุสัยมันทำงานขึ้นมา แล้วเราก็ตอบสนองกิเลสไป อนุสัยจะยิ่งตัวใหญ่ขึ้น แต่ถ้าอนุสัยปรุงกิเลสขึ้นมา เรามีสติรู้ทันปั๊บ กิเลสดับไป อนุสัยลงทุนแล้วขาดทุน มันจะค่อยๆ ฝ่อไป เพราะฉะนั้นเราเจริญสตินี่ อนุสัยจะค่อยๆ เหี่ยวแห้งไปเรื่อยๆ

โยม: เพราะฉะนั้น คำว่า การเปลี่ยนอนุสัยนี่ โดยการเอาศีล สมาธิ ปัญญา ลงไปใส่นี่

หลวงพ่อปราโมทย์: มันเป็นสำนวน เป็นสำนวนนะ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เปลี่ยนอนุสัย

สวนสันติธรรม
CD: 17
File: 25500105.mp3
Time: 49.54 – 53.24

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปัญญาที่สำคัญก่อนเกิดอริยมรรค และความเป็นกลางแบบต่างๆ

mp3 (for download) : ปัญญาที่สำคัญก่อนเกิดอริยมรรค และความเป็นกลางแบบต่างๆ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อจะบอกแลนด์มาร์คที่สำคัญไว้นะ แลนด์มาร์คที่สำคัญก่อนจะเกิดอริยมรรคเนี่ยะ จิตจะเกิดปัญญาชนิดหนึ่ง เรียกว่า สังขารุเบกขาญาน

สังขารุเบกขาญาน ญานแปลว่าปัญญา มีปัญญาที่จะเป็นอุเบกขาเป็นกลางต่อสังขาร อะไรที่เรียกว่า สังขาร ความปรุงแต่งทั้งปวงเรียกว่า สังขาร ร่างกายก็ เป็นสังขารนะ ความสุข ความทุกข์ก็เป็นสังขาร ความโลภ ความโกรธ ก็เป็น สังขาร อะไร อะไร ก็เป็นสังขาร ในขันธ์ 5 นี่แหล่ะ คือ ตัวสังขารทั้งหมด ถ้าเราค่อยๆ ฝึกตามดูไปเรื่อย มีสติตามดูไป ก็จะเห็นว่าร่างกายที่หายใจออก ก็อยู่ชั่วคราว ร่างกายที่หายใจเข้าก็อยู่ชั่ว คราว ความสุข ก็อยู่ชั่วคราว ความทุกข์ก็อยู่ชั่วคราว จิตที่อยู่เฉยๆ ก็ชั่วคราว

มีใครไม่สุขชั่วคราวมั๊ย มีมั๊ย มีใครสุขถาวรมีมั๊ย ไม่มีหรอก ใครทุกข์ถาวรมีไหม ไม่มี เนี่ยะเรามีสติตามดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไปนะ จะเห็นเลยว่า สุขก็ชั่ว คราว ทุกข์ก็ชั่วคราว โลภ โกรธ หลง ก็ชั่วคราว ดูไปเรื่อยนะ ในที่สุดปัญญามัน เกิด ก็จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว พอเมื่อไหร่ที่จิตมัน เห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราวจิตก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นกลางด้วยปัญญา

เป็นกลางเนี่ยะเกิดได้หลายแบบ

เป็นกลางอันแรกเกิดด้วยการกดข่มไว้ เช่น ถูกเค้าด่า (ไม่โกรธนะ ไม่โกรธนะ) เป็นกลางเพราะ กดข่มเอาไว้

เป็นกลางอีกอันหนึ่งเรียก ด้วยมีสติ

เป็นกลางอีกอย่างนึงเป็นกลางด้วย ปัญญา

เป็นกลางแบบมีสติ ก็คือ เช่น เราขับรถอยู่ คนมันปาดหน้า ใจเราโมโหขึ้นมาเราเห็น เราเห็นใจเลยว่าใจเราโมโห พอเราเป็นนักปฏิบัติเนี่ยะ พอเราเห็นใจเรา โมโหขึ้นมาไม่ดี คุณแม่บอกให้เมตตา โมโหไม่ดีใช่มั๊ย

เราต้องรีบไปรู้ทันใจที่ไม่ชอบ ความโกรธเกิดขึ้นแล้วใจยินร้าย ไม่ชอบตอนที่โกรธ หรือกุศลเกิดขึ้นใจเราหลงยินดีเราไม่รู้ว่ายินดี ในแง่จิตไม่เป็นกลาง ถ้าจิตยินดีเรารู้ทัน จิตยินร้ายเรารู้ทัน มันจะเป็นกลางด้วยสติ

แต่ถ้าเป็นกลางด้วยปัญญา ตรงนี้สำคัญมากเลย ก่อนที่จะเกิดอริยมรรคเนี่ยะ ใจจะเป็นกลางด้วยปัญญาแล้วก็จะเห็นเลยเนี่ยะว่า ความสุขก็ชั่วคราวความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลก็ชั่วคราวนะ โลภ โกรธหลง อะไรต่อมิอะไรก็ชั่วคราว ความฟุ้งซ่านก็ชั่วคราว หดหู่ก็ชั่วคราว ทุกอย่างชั่วคราวหมดเลย

ถ้าเมื่อไหร่เห็นว่าจิตเห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว จิตมันจะเป็นกลางด้วยปัญญา ความสุขเกิดขึ้นมันไม่หลงระเริงแระ เพราะมันรู้ว่าชั่วคราว ความทุกข์เกิดขึ้นมันไม่ทุรนทุราย เพราะมันรู้ว่าชั่วคราว ดีใจ เสียใจ สมหวัง ผิดหวัง มัน ไม่หลงระเริง ไม่เสียอกเสียใจเพราะมันรู้ว่าชั่วคราว เห็นมั๊ยพอมันเห็นว่าทุกอย่าง ชั่วคราวเนี่ยใจจะหมดความดิ้นรน เนี่ยะเรียกว่า เป็นกลางด้วยปัญญา

ก่อนที่จะเกิดอริยมรรคเนี่ยะ จิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา ก่อนที่จิตจะเป็นกลางด้วยปัญญาเนี่ยะ เราจะต้องหัดเจริญสติ ตามดูความเปลี่ยนแปลงของกาย ของใจ เรื่อยไปจนปัญญามันเกิดว่าทุกอย่างชั่วคราว สุข ทุกข์ ดี ชั่ว ชั่วคราว หายใจออก หายใจเข้า ชั่วคราว ยืนก็ชั่วคราว เดินก็ชั่วคราว นั่งนอนชั่วคราว ดูไปเรื่อยๆ นะมีแต่ของชั่วคราวไปหมดเลย ….

ทุกอย่างชั่วคราวนะ ดูไป ในชีวิตเรานะ ถ้าเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราวนะ ต่อไปไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นจิตจะเป็นกลาง จิตที่เป็นกลางแล้วนะจะเกิดอะไร จิตจะหมด ความดิ้นรน จิตที่ไม่เป็นกลางนะมันจะดิ้นรนไม่เลิก

พวกเรารู้สึกไหม จิตใจไม่มีความสุข เราอยากให้มีความสุข เราเกลียดความทุกข์ จิตที่เกลียดความทุกข์ก็ดิ้นรนนะ คิดอยู่ว่าเอ่..ทำอย่างไรจะมีความสุข หรือจิต ดิ้นรนหาความสุข จิตดิ้นรนหนีความทุกข์ การที่จิตต้องดิ้นรนหนีตลอดเวลานะคือตัวทุกข์เลย จิตจะมีแต่ความทุกข์ล้วนๆ เลย สร้างภพ สร้างชาติ สร้าง ความปรุงแต่งตลอดเวลา พวกเราเห็นมั๊ยในใจของเรามีความอยากเกิดตลอดเวลา ไปหัดดูนะ แล้วเราจะเห็นเลยใจเรามีความอยากตลอดเวลา เดี๋ยวอยากดู เดี๋ยวอยากฟัง เดี๋ยวอยากคิด เดี๋ยวอยากหนีไปที่อื่น

อย่างตอนนี้แดดร้อนแล้วอยากหนีแล้ว ถอยได้นะถอยเลย ถอยไปอยู่ข้างหลัง… แบ่งๆ กัน หรือจะเอาเสื่อ ขึ้นคลุมก็ไม่ว่านะ (โยมหัวเราะ)… จะเห็นมั๊ยตอน หัวเราะเมื่อกี้ใจฟุ้งซ่าน ดูออกมั๊ย ดูตัวเอง เนี่ยะนะฝึกรู้ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แหล่ะ ดูไปเรื่อยนะ

ถึงจุดหนึ่งที่ปัญญามันพอเนี่ยะ จิตมันจะรวม รวมเข้าอัปปนาสมาธินะ มันรวมของมันเองนะ แล้วจะเห็นสภาวะธรรมเกิดดับอยู่สองสามขณะ แล้วถัดจากนั้นอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น จะล้างกิเลส อริยมรรคเวลาล้างกิเลส มันจะไม่เหมือนการล้างกิเลสด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยศีล ด้วยการกดไว้

อริยมรรค เวลาล้างกิเลส ล้างตัวไหนแล้วล้างเลยนะ ไม่ต้องล้างอีกนะ ล้างทีเดียวสะอาดหมดจด ไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว แล้วเราค่อยๆ ฝึกนะ

วันหนึ่งเราได้เป็นพระอริยะ อย่าวาดภาพว่าพระอริยะยากเกินไป อย่าวาดภาพว่าพระอริยะอยู่ไกล บารมีเราน้อย มัวแต่คิดว่าบารมีน้อยไม่ภาวนามันก็น้อยไปทุกชาตินั่นแหล่ะ ถึงบารมีน้อยก็ขยันภาวนานะ หายใจไปก็รู้สึกตัวไป หายใจไปรู้สึก ตัวไป มีสติรู้สึกตัวไปเรื่อย อย่าให้ลืมตัวเอง ต่อไปก็หายใจไป เห็นร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่เรา เห็นจิตใจมันทำงานได้เองนะ นี่ขั้นเดินปัญญา ง่ายๆ แค่นี้เองนะ ลองไปทำดู ไม่ยากหรอก

เสถียรธรรมสถาน วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๒

File: 520906

นาทีที่ ๒๒ – ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จากอวิชาสู่สติปัฎฐานและอริยะสัจจ์

MP3 (for download): จากอวิชาสู่สติปัฎฐานและอริยะสัจจ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าไม่ล้างอวิชชาไม่สามารถปล่อยวางได้จริง เพราะอวิชชามีอยู่คือความไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ คือไม่รู้ทุกข์นั่นแหละ ไม่รู้กายรู้ใจแจ่มแจ้งจนหมดความยึดถือกายยึดถือใจ ความปรุงแต่งมันจึงเกิดขึ้น ความปรุงแต่งเกิดได้ ๓ แบบ

(๑.) อปุญญาภิสังขาร ความปรุงแต่งฝ่ายชั่ว การที่เราหลงตามกิเลสไป เพราะว่ามีอวิชชาไม่รู้แจ้งตัวเราไม่มีมันรักตัวเอง อยากให้ตัวเองมีความสุขมันก็ดิ้นรนไปแสวงหาความสุขทางหูตาจมูกลิ้นกายฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก แย่งชิงผลประโยชน์  แย่งชิงชื่อเสียงอะไรต่ออะไรมา คิดว่าได้มาแล้วจะดีแย่งชิงชื่อเสียงอะไรต่ออะไรมาายวไป ผิดศีลผิดธรรมะไปุกข์นั่นแหละก็ปรุงแต่งฝ่ายชั่วไป ทำผิดศีลผิดธรรมะไป (๒)อีกพวกหนึ่ง เพราะว่าอวิชามีอยู่จึงปรุงแต่งฝ่ายดี พวกนักปฏิบัติทั้งหลายนี่แหละ ปรุงแต่งฝ่ายดีคือทำอย่างไรจึงจะดี อยากดี พอคิดจะทำนะสิ่งเกิดขึ้นคือการบังคับกายบังคับใจตัวเอง ปรุงแต่งฝ่ายดีมันโน้มไป อัตตกิลมถานุโยค ทางบังคับตัวเอง ปรุงแต่งฝ่ายชั่วก็โน้มไปกามสุขัลลิกานุโยค ตามใจกิเลสไป (๓)มีบางคนว่าอย่าปรุงแต่งอะไรเลย ไปนั่งสมาธิ ไปเดินจงกรม เป็นการปรุงแต่งฝ่ายดี ไม่ดีไม่ต้องทำ ไม่ต้องทำอะไรเลยไม่เอาอะไรเลยไม่เอาอะไรเลยสักอย่าง การปรุงแต่งแบบไม่เอาอะไรเลยสักอย่างเป็นการปรุงแต่งชนิดที่ ๓  ที่อวิชชาพาทำ ชื่อว่าอเนญชาภิสังขาร ปรุงแต่งแบบว่างๆไม่มีอะไรเลยสบาย ว่างๆอันนั้นยังเป็นว่างที่ปรุงขึ้นมา ไม่ใช่ว่างที่เกิดจากจิตที่เห็นความจริงของรูปนามของทุกข์จนปล่อยวาง

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราปรุงแต่งนะ แต่สอนให้เรารู้ อวิชชาก็คือความไม่รู้ สิ่งที่ตรงข้ามกับอวิชชาคือรู้  อวิชชาไม่รู้อะไร อวิชชาไม่รู้อริยสัจจ์ ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สมุทัยไม่รู้นิโรธไม่รู้มรรค วิชชาคืออะไรคือ รู้ทุกข์รู้สมุทัยรู้นิโรธรู้มรรค รู้ทุกข์คือรู้อะไร รู้กายรู้ใจ

กายกับใจมีอยู่เป็นสภาวะธรรม แต่ไม่ใช่ตัวเรา ถ้ายังไม่เห็นความจริงว่า กายกับใจเป็นแค่สภาวธรรมไม่ใช่ตัวเรามันก็ยังยึดว่าเป็นเราอยู่ พอมันเป็นเราขึ้นมาก็อยากมีความสุข อยากจะดี อยากจะอยากโน้นอยากจะอยากนี้ เพราะว่าอยากให้ตัวเราดีมีความสุขจึงเกิดการปรุงแต่งทั้งสามอย่างนี้ขึ้น

คนโง่ก็ปรุงแต่งอปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งกามสุขัลลิกานุโยค   คนดีคนฉลาดก็ปรุงแต่งการบังคับตัวเอง ปรุงแต่งอัตตกิลมถานุโยค  ปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร   พวกที่ปัญญาล้ำหน้าไปก็ปรุงแต่งความว่าง ปรุงแต่งอเนญชาภิสังขาร ไม่ต้องรับรู้ไม่ต้องอะไร ว่างๆโล่งๆ ทำไมต้องเอาว่าง?เพราะมีเรา เราอยู่ในความว่างแล้วเรามีความสุข เราไม่ยึดอะไรเลยเราสบาย สุดท้ายก็มีเราจนได้ มันจะเลิกไม่ให้มีเรามันทำไม่ได้ จนกว่าปัญญาจะเห็นแจ้งลงในรูปนามในกายในใจว่าไม่มีเราจริงๆ

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า สติปัฏฐาน เป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น สติปัฏฐานไม่ใช่แค่ปุญญาภิสังขารเพียงอย่างเดียว   สติปัฏฐานไม่ใช่อปุญญาภิสังขารแน่นอนไม่ใช่ความปรุงแต่งฝ่ายชั่วแน่นอน   สติปัฏฐานไม่ใช่อเนญชาภิสังขาร ไม่ใช่ปรุงว่างๆขึ้นมา   การเจริญสติปัฏฐานเป็นปุญญาภิสังขาร เป็นการปรุงแต่งฝ่ายดีอยู่ แต่เบื้องต้นอาศัยการปรุงแต่งนี้แหละค่อยๆพัฒนา ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งหลายมันไม่เกิดขึ้นลอยๆในอากาศแต่มันเกิดขึ้นในภพ  มีภพเพื่อวันหนึ่งจะหลุดจากภพ มีภพเพื่อที่จะเรียนรู้ภพ มีภพเพื่อที่จะรู้ว่าทั้งหลายนั้นเป็นทุกข์ทั้งหมดเลย   มีกายมีใจเกิดการดิ้นรนการทำงานของจิตขึ้นมา  ไม่ใช่อยู่ๆไม่เอาอะไรเลย ไม่เอาอะไรเลยก็ไม่ได้ จิตมันจะต้องเอาเพราะจิตยังมีอวิชชา

อยากจะล้างอวิชชาก็ฝึกให้มีสติ ฝึกให้มีสติเป็นภพไหมเป็น ?เป็น เป็นภพที่ดี

แต่ภพที่ดีมี ๒ ระดับ (๑)ภพที่ดีที่จะติดข้องอยู่ในโลก (๒)ภพที่ดีภพที่จะข้ามโลก เราก็ต้องเป็นภพที่ดีที่อยู่ในโลกด้วย เพราะเรายังอยู่ในโลก เรียกว่า โลกียธรรม   ในขณะเดียวกันเราก็ต้องหัดเจริญสติ จนกระทั่งสามารถมีสติ รู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ด้วยจิตที่มีสัมมาสมาธิ คือ มีความตั้งมั่นเป็นกลาง แล้วปัญญาจะเกิด ตัวปัญญาหรือตัววิชชาจะเกิด จะเห็นความจริง   ทั้งรูปทั้งนามทั้งกายทั้งใจ ไม่ใช่ตัวเรา ได้พระโสดาบัน    ต่อมาภาวนาไปอีก รู้กายรู้ใจไปเรื่อยๆ ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่จะไม่ทุกข์ แต่ถ้าไหลไปมันส่งออกไปจิตไปยึดโน่นยึดนี่จิตจะทุกข์ ในที่สุดจิตจะไม่ไปไหนเลยมันทรงตัวเด่นอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน นี่คือภูมิของพระอนาคามี ยังปรุงแต่งอยู่   ตามรู้กายรู้ใจต่อไปอีก จนเห็นความจริง กระทั่งตัวธาตุรู้ผู้รู้ก็ยังทุกข์อีก ก็จะปล่อยวางจิต คราวนี้จะเรียกว่ารู้จริงแล้ว มีวิชชา เห็นความจริงคือเห็นทุกข์แจ่มแจ้ง คือเห็นว่าทั้งกายทั้งจิตเป็นตัวทุกข์ ทั้งรูปทั้งนามนี้เป็นตัวทุกข์  ความรักในกายในใจจะหมดไป ความยึดถือในกายในใจจะหมดไป   ความอยากที่จะให้กายให้ใจเป็นสุข ความอยากที่จะให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีก   อันนี้เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วละสมุทัย ละแบบเด็ดขาดเลยละถาวรเป็นสมุเฉท ไม่ใช่รู้ทันเป็นขณะๆ ดับทันเป็นขณะๆ

ถ้ารู้แจ้งอริยสัจจ์เกิดวิชชาขึ้นมาจะละตัณหาถาวร  ตัณหาจะไม่มีขึ้นอีกเลย ตัณหาจะมีขึ้นได้เพราะรักตัวเอง มันรักกายรักใจมันรักตัวเองได้เพราะมันยังไม่เข้าใจความเป็นจริง ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เราเราเป็นตัวทุกข์  คิดว่าเป็นดีตัววิเศษตัวเราเป็นตัวเรา มันเลยรัก มันเลยอยาก อยากให้มันดี อยากให้มันสุข อยากมันสงบ อยากให้มันไม่ทุกข์ อยากให้มันไม่ชั่ว ตัวสมุทัยมันเกิดขึ้นมาเพราะไม่รู้ทุกข์

เมื่อสมุทัยทุกข์ละจิตจะหมดความดิ้นรน  จิตจะแจ่มแจ้งจะสดชื่นเบิกบานในตัวเอง จิตเข้าถึงความไม่ปรุงแต่ง ความไม่ปรุงแต่งนั่นแหละคือนิพพาน  เห็นอสังขตธรรมความไม่ปรุงแต่ง  เป็นวิสังขารธรรมพ้นจากความปรุงแต่ง เป็นวิมุตติคือหลุดออกจากขันธ์  เป็นอนารโย อนารยะไม่ผูกพันธ์พัวพันอยู่ในความปรุงแต่งในสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายในภพทั้งหลาย  เป็นวิราคะคือดับราคะสนิทไม่มีความอยากอีก   นิพพานมีชื่อเยอะแยะ ภาวะที่จิตมันพ้น

ไม่ใช่ตัวจิตนะจิตไม่ใช่นิพพาน  นิพพานเป็นสภาะที่พ้นจากความปรุงแต่ง   จิตที่พ้นจากความปรุงแต่งจะไปพ้นนิพพาน นี่เรียกว่านิโรธ การไปเห็นนิพพานเรียกว่าทำให้แจ้ง การทำให้แจ้งนิโรธ ท่านถึงบอกว่านิโรธต้องทำให้แจ้ง สัจฉิกริยา

ทุกข์ให้รู้นะ   สมุทัยให้ละ   นิโรธคือนิพพานทำให้แจ้ง

ถ้าเมื่อไรตัณหาถูกละ นิโรธจะแจ้งเมื่อนั้น สมุทัยดับนิโรธจะปรากฏขึ้นตรงนั้น  ตรงที่เราคอยรู้ทุกข์จนละสมุทัยแจ้งนิโรธตรงนั้นคือมรรค เวลามรรคเกิด เกิดเพียงขณะเดียว แว้บเดียวรู้ทุกข์แจ่มแจ้งละสมุทัยในขณะนั้นเห็นนิพพานขณะนั้นเลย  ทางที่พระพุทธเจ้าสอนเดินแบบนี้  เจริญสติหรือทำวิปัสสนากรรมฐาน  มีสติรู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย  ไม่ทำอะไรเลยแล้วบรรลุเอง ไม่งั้นหมาก็บรรลุแล้ว  ไม่ทำอะไรเลยไม่บรรลุนะ ต้องเจริญสติปัฏฐานเป็นทางเดียวสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พระโสดาบันตายแล้วต้องเริ่มใหม่หรือไม่?

MP3 (for download) : พระโสดาบันตายแล้วต้องเริ่มใหม่หรือไม่?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ลูกศิษย์ส่งการบ้านและถามว่าพระโสดาบันตายแล้วเกิดชาติใหม่ต้องเริ่มใหม่หรือไม่?

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่ต้องใหม่หรอก เป็นแล้วก็เป็นเลย แต่จะลืมนะ เพราะโสดาบันยังขี้ลืมอยู่ พอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ยินธรรมะนิดนึง จิตก็จะกลับมาที่เดิม มันไม่ได้ตัดเกิดอริยมรรคอีกแล้ว เกิดแล้วเกิดเลยไม่มีเกิดซ้ำ ในสังสารวัฏเรามีโอกาสเกิดอริยมรรคได้แค่ 4 ครั้ง ไม่มีครั้งที่ 5 นะ ไม่ต้องไปกังวลนะ ได้โสดาบันแล้วตายไปไม่ต้องเริ่มใหม่ มันจะง่าย ใจมันจะคืนมาอย่างรวดเร็ว ได้ยินธรรมะนิดเดียวก็จะคืนมาแล้ว

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรื่องของพระอริยะ

mp3: พระอริยะ

Media Player:

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หมายเหตุ

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่