Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

พ้นทุกข์เพราะปล่อยวาง ไม่ใช่พ้นทุกข์เพราะฝึกบังคับกายใจจนสำเร็จ

mp3 (for download) : ถ้าเราวางเป้าผิดเราจะเดินผิดด้วย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นตั้งหลักให้ดี ถ้าตั้งเป้าหมายผิดเราจะทำพลาดแล้ว คล้าย ๆ เราวางเป้าผิดเราจะเดินผิดด้วย นักปฎิบัติส่วนใหญ่คิดว่าทำอย่างไรเราจะฝึกจิตของเราให้ดีถาวร ให้สุขถาวร นี่ ต้องการอันนี้ แท้จริงจิตไม่มีคำว่าถาวรนะ ถาวรขัดกับคำว่าอนิจจัง อยากฝึกให้จิตเป็นสุขมันก็ขัดกับคำว่าทุกขัง อยากบังคับมันให้ได้ก็ขัดกับคำว่าอนัตตา งั้นเราเรียนเพื่อให้เห็นความจริง กายนี้ใจนี้นะไม่เที่ยงหรอก เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา พอเห็นว่ามันไม่ใช่เรามันจะปล่อยวาง พอปล่อยวางมันพ้นทุกข์ งั้นพ้นทุกข์เพราะปล่อยวาง ไม่ใช่พ้นทุกข์เพราะไปฝึกบังคับมันจนสำเร็จ คนละเรื่องกันนะ ค่อย ๆ เรียน การปฎิบัติเพื่อจะฝึกจิตให้ดี ให้สงบเนี่ยเรียกว่าสมถะ การปฎิบัติเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจจนปล่อยวางได้เรียกว่าวิปัสสนา คนละอันกัน

CD สวนสันติธรรม 10

480926B

2.45 – 3.48

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คำสอนมีมากมาย เราต้องจับหลักให้ถูก

mp3 (for download) : คำสอนมีมากมาย เราต้องจับหลักให้ถูก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนาบางทีงง คำสอนมันเยอะเหลือเกิน ธรรมะก็เยอะแยะไปหมดเลย จะจับตรงไหน เยอะแยะไปหมด ต้องจับให้ถูกหลักนะ ต้องรู้หลักเลย วัตถุประสงค์ที่เราภาวนานี่เพื่อความพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่น ไม่ใช่เพื่อรู้ เพื่อเห็นสิ่งอื่น ไม่ใช่เพื่อของดีของวิเศษ ไม่ใช่เพื่อความสุขความสงบ ความสบาย หรือความดี แต่เพื่อความพ้นทุกข์อันเดียวนี้แหละ

CD สวนสันติธรรม 19

500302

17.50 – 18.17

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เป้าหมายแรกคือพระโสดาบัน

mp3 (for download) : เป้าหมายแรก คือ เป็นพระโสดาบัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี

หลวงพ่อปราโมทย์: จริงๆ แล้วกรรมฐานมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก เราจับเป้าหมายให้ได้นะ เป้าหมายมันอันแรกเลย ต้องฝึกไป รู้กายรู้ใจเพื่อว่าจะละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นเรา จุดมุ่งหมายอยู่ตรงนี้ เป้าหมายแรกเลยนะ เพราะฉะนั้นเราอย่าภาวนาให้มันฉีกแนวออกไป ส่วนใหญ่จะชอบไปบังคับกายบังคับใจ แทนที่เราจะภาวนาเพื่อให้เห็นว่ากายกับใจไม่ใช่ตัวเรา วางเป้าหมายให้ถูกก่อน เหมือนเราจะทำธุรกิจหรือเราจะทำงานอะไร ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน (objective กับ goal)

วัตถุประสงค์สูงสุดในทางศาสนาพุทธนะ คือ พ้นทุกข์ ต้องพ้นทุกข์จริงๆ จะพ้นทุกข์ได้ต้องไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจ เพราะกายกับใจคือตัวทุกข์ การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจมีเป้าหมายแรก เป้าหมายแรกคือ ต้องละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเราก่อน นี่เป็นจุดแรกเลย ถ้าเรียนเรื่องทางยุทธศาสตร์หรือเรื่องการวางนโยบายวางแผนอะไรอย่างนี้นะจะเข้าใจที่หลวงพ่อพูดง่าย คือวัตถุประสงค์สูงสุดนี่พ้นทุกข์ คือพ้นความยึดถือกายยึดถือใจได้ วางกายวางใจได้ เพราะกายกับใจเป็นตัวทุกข์

ที่นี้ก่อนที่จะบรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดอันนี้ได้เราต้องกำหนดเป้า เหมือนอย่างเราจะทำธุรกิจมุ่งกำไรสูงสุดจริงนะ แต่แต่ละปีต้องมีเป้าว่าปีนี้จะเพิ่มยอดขายเท่าไร จะขยายลูกค้าไปทางไหน ต้องมีทิศทาง การภาวนาก็ต้องมีทิศทางเหมือนกัน ไม่ใช่สะเปะสะปะตามบุญตามกรรม ทำไปเถอะแล้ววันหนึ่งรู้เอง รู้ได้เหมือนกันนะ ถ้าบารมีแก่กล้าพอ ถ้าบารมีไม่แก่กล้าพอนะ ก็คงคลำไปเรื่อยๆ หลายภพหลายชาติเสียเวลา

จุดแรกที่เราต้องมุ่งไปนะ คือละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นเรา ละสักกายทิฏฐินั่นเอง ถ้าละสักกายทิฎฐิได้เป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้น ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ เป้าหมายแรกของเรานะ ในชีวิตนี้ต้องเป็นพระโสดาบัน ส่วนจะบรรลุวัตถุประสงค์สุดท้าย เป็นพระอรหันต์แล้วพ้นทุกข์ถาวรหรือไม่นี่ ถ้าเป้าหมายแรกไม่สำเร็จนะ วัตถุประสงค์สุดท้ายนั้นก็ไม่สำเร็จ

เพราะฉะนั้นเราอย่าเพิ่งสับสนอลหม่าน หลายคนภาวนาไร้ทิศทาง เช่น อยู่ๆ ก็มาถามหลวงพ่อนะ จะละกามได้อย่างไร จะละกามมันเรื่องของพระอนาคามี ไม่ใช่เรื่องของเรา หรือบางคนหนักข้ออีกนะ จะปล่อยวางจิตได้อย่างไร จะเลิกยึดถือจิตได้อย่างไร อันนั้นไว้ให้คนที่เขาจะเป็นพระอรหันต์เขาว่ากัน หรือบางคนก็มาถามหลวงพ่อ ทำอย่างไรจะนั่งสมาธิได้นานๆ ไม่ปวดไม่เมื่อย นั่งแล้วข้ามเวทนาได้ ข้ามเวทนาได้ก็ไม่ใช่เป้าหมายแรก เราไม่ได้ภาวนาเพื่อที่จะนั่งได้นานๆ ไม่ปวดไม่เมื่อย ร่างกายมีหน้าที่ปวดเมื่อย ไม่ใช่ไปนั่งให้มันไม่ปวดไม่เมื่อย

เพราะฉะนั้นถ้าตั้งเป้าหมายผิดการเดินทางจะผิด ถ้าตั้งเป้าหมายถูกและวิธีการถูกก็ไปถูก มีแค่เป้าหมายถูกแต่วิธีการผิดก็ใช่ไม่ได้อีก อันแรกเลยต้องเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันละสักกายทิฎฐิ ละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา เพราะฉะนั้น ขอบเขต (scope) ของการศึกษาศาสนาพุทธ ศึกษาอยู่ที่กายกับใจนี้ จนละความเห็นผิดได้ว่ากายกับใจเป็นตัวเรา อย่าให้ออกนอกกรอบนี้ ออกนอกกรอบ นอก scope อันนี้ ก็อ้อมค้อมเสียเวลา บางคนมาตั้งหน้าตั้งตาจะมานั่งถกแถลงทางปรัชญานะ เมื่อวานก็มี ดีว่าหลวงพ่อไม่ได้คุยด้วยเป็นบุญวาสนา (หัวเราะ) จะมาชวนคุยนะ สายโน้นอย่างอย่างนี้ สายนี้ว่าอย่างโน้น ต้องทำอย่างโน้น ต้องทำอย่างนี้ เสียเวลา

อันแรกต้องรู้นะ เราจะต้องมารู้กายรู้ใจของเราจนเห็นความจริงว่ากายกับใจไม่ใช่ตัวเรา เป้าหมายนี้จะบรรลุได้ด้วยวิธีอะไร พูดถึงวิธีการ วิธีการก็คือ เราต้องมาคอยรู้กายมาคอยรู้ใจตัวเอง รู้บ่อยๆ รู้จนกระทั่งเห็นความจริงว่ามันไม่ใช่ตัวเรา เพราะฉะนั้น การปฏิบัตินี่ถ้าหากออกนอกกรอบของการที่คอยรู้กายรู้ใจตัวเองตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่วิปัสสนา ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายแรกที่จะละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นเรา

หรืออย่างบางคนนั่งภาวนา ทำอย่างไรใจจะไม่คิด ทำอย่างไรจะเลิกคิดได้ ทำอย่างไรใจจะสงบ ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยนะกับการที่จะเห็นกายเห็นใจไม่ใช่ตัวเรา เพราะฉะนั้น อันแรกปรับทิฎฐิก่อนนะ ปรับทิฎฐิปรับความเห็นของเราให้ถูกตรงก่อน การฟังธรรมะก็เพื่อปรับสัมมาทิฎฐิในภาคปริยัติ ขณะนี้เรากำลังปรับสัมมาทิฎฐิในภาคปริยัติ ต่อไปเราจะหัดเจริญสติจนกระทั่งเราเกิดสัมมาทิฎฐิในภาคปฏิบัติ สัมมาทิฎฐิในภาคปฏิบัตินี่ถึงจุดสุดท้ายนะคือ การรู้แจ้งอริยสัจ ถ้ารู้แจ้งอริยสัจได้จะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจได้ จะข้ามภพข้ามชาติได้ พ้นทุกข์ถาวรได้ ชีวิตที่เหลืออยู่นี่เป็นชีวิตที่คิดไม่ถึงจริงๆ ชีวิตของพระอรหันต์ที่ยังดำรงขันธ์อยู่มันมีแต่ความสุขล้วนๆ นะ มันไม่น่าเชื่อ จิตใจมันมีแต่ความสุขล้วนๆ ได้

ก่อนที่เราจะไปถึงตรงนี้นะ ต้องรู้ก่อน ต้องรู้กายต้องรู้ใจ รู้ไปจนเห็นความจริงเลย มันไม่ใช่ตัวเรา รู้ให้เห็นความจริงไม่ใช่ให้คิดเรื่องกายเรื่องใจ การนั่งคิดเรื่องกายเรื่องใจว่ากายกับใจไม่ใช่ตัวเราก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ได้แต่ใจสงบชั่วครั้งชั่วคราว ต้องเห็นความจริงว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่คิดเอาเอง การคิดเอากับการเห็นความจริงนี้คนละเรื่องกัน อย่างเราจะคิดนะว่าเรา อย่างเก่งนี่มันยังหนุ่มอยู่ มันมีเมียเป็นนางงามจักรวาล คิดได้ใช่ไหม จริงๆ นางงามเฉาก๊วยยังไม่ได้เลย ยังหาไม่ได้ เพราะฉะนั้น จริงๆ กับเรื่องที่คิดเอานี่คนละเรื่องกัน

ทำวิปัสสนาต้องข้ามพ้นความคิดให้ได้ ดูของจริงให้ได้ ดูลงมาจริงๆ เลย ร่างกายนี้เป็นเราหรือไม่เป็น จิตใจนี้เป็นตัวเราหรือไม่เป็น ต้องเห็นของจริง เห็นของจริงก็ต้องไม่คิดเอา ต้องรู้เอา เพราะฉะนั้น รู้กับคิดเป็นศัตรูกัน หลวงปู่ดูลย์เคยสอนนะ คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงจะรู้ คิดเท่าไรก็ไม่รู้ แต่หยุดคิดแล้วรู้ หยุดคิดแล้วดูลงไป ในกายนี้จริงๆ เป็นอย่างไร จิตใจนี้จริงๆ เป็นอย่างไร

การรู้นี่คล้ายๆ เราทำตัวเป็นนักวิจัย เหมือนเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย อย่าไปนั่งคิดเอาเองว่าคำตอบคืออะไร เราต้องไปดูว่าของจริงเป็นอย่างไร เหมือนอย่างเราทำวิจัย ทางศาสนาพุทธก็เป็นงานวิจัยนะ ท่านเรียกว่า ธรรมวิจัย ธัมมวิจยะ ก็คือ ธรรมวิจัย นั่นเอง approach ในทางวิจัยนี่ พระพุทธเจ้าสอนมาก่อนฝรั่งอีก เราก็แตกตื่นไปเรียนของฝรั่งนะ ตื่นเต้น ไม่เห็นมีอะไรเลยถ้าเข้าใจศาสนาพุทธจริงๆ approach ทั้งหลายนะไม่ได้หนีพ้นกรอบที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เลย ให้เรารู้อย่างที่มันเป็นไม่ใช่ให้คิดเอา

หลวงพ่อแต่ก่อนเคยยกตัวอย่างเรื่อย หลวงพ่อเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดในกรุงเทพฯนะ โตอยู่ในกรุงเทพฯจนแก่อยู่ในกรุงเทพฯ ไปบวชอยู่เมืองกาญจน์ ที่เมืองกาญจน์เป็นท้องไร่ท้องนาที่ไปอยู่ทีแรก แล้วก็ไปปลูกต้นไม้จนเป็นป่าขึ้นมา หลวงพ่อไปเห็นนก นกเยอะแยะเลย เราคนกรุงเทพฯเรารู้จักแต่นกกระจอกนกพิราบ คนกรุงเทพฯกระจอกมากนะ (หัวเราะ) นกอื่นไม่มี กระจอกเยอะ คนกรุงเทพฯ หรืออย่างมากก็มีนกนางแอ่นมาเกาะสายไฟ รู้อยู่ไม่กี่อย่าง พอไปอยู่เมืองกาญจน์นะเห็นนกเพียบเลย ไม่รู้นกอะไร ไปถามพวกช่างก่อสร้างว่านี่นกอะไร ชื่อช่างแดง ช่างแดงบอกนี่นกกะลิ้ง ฟังแล้วก็ว่างเปล่าเท่าเดิมนะ (หัวเราะ) นกกะลิ้ง ความรู้ที่เกิดจากการถามคนอื่นเขาได้แค่นี้เอง เสร็จแล้วเราก็มานั่งคิดเอา นกนั่นหรือเปล่า นกนี่หรือเปล่า ความรู้ที่เกิดจากกการคิดเอา คิดเอาๆ เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าจริงไม่จริงอีก เรื่องที่คิดเอาเอง

มันมีวิธีการศึกษาอีกชนิดหนึ่ง คือการสังเกตการณ์ หลวงพ่อแทนที่จะมานั่งคิดว่ามันเป็นนกอะไรนะ ไม่สนใจแล้วว่ามันชื่ออะไร หลวงพ่อก็ไปดูนกนี่มีพฤติกรรมอย่างไร อยู่ตัวเดียว อยู่เป็นคู่ หรืออยู่เป็นฝูง อยู่กันอย่างไร กินอะไร มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ตามรู้ตามดูมันไปเรื่อยๆ นะ วันหนึ่งหลวงพ่อเป็นผู้เชี่ยวชาญนกกะลิ้งซึ่งจริงๆ มันชื่ออะไรยังไม่รู้เลยนะ

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติก็เหมือนกันนะ ไม่ใช่ไปถามคนอื่น มานั่งฟังหลวงพ่อนี่เหมือนที่หลวงพ่อไปถามช่างแดงว่านกอะไร บอกว่านกกะลิ้ง พวกเราฟังแล้วก็ว่างเปล่า มาฟังหลวงพ่อนะ หลวงพ่อก็บอกรู้อริยสัจสิ เจริญสติปัฏฐานสิ ไม่เห็นมีอะไรเลย ง่ายจะตายไป ของเราทำได้ไหม มันยังไม่ได้ ความรู้ที่ถามเขาใช้ไม่ได้ ความรู้ที่อ่านมาใช้ไม่ได้จริง ความรู้ที่คิดเอาเองใช้ไม่ได้จริง ต้องเป็นความรู้ที่ลงมือสังเกตการณ์ ทำตัวเป็น observer นะ เป็นผู้สังเกตการณ์ คอยสังเกตสิร่างกายนี้เป็นอย่างไร จริงๆ แล้วร่างกายเป็นตัวเราหรือไม่เป็น คอยสังเกตสิจิตใจนี้เป็นอย่างไร เป็นตัวเราหรือไม่เป็น

อย่างร่างกายเราสั่งอะไรมันได้จริงไหม อย่างเรานั่งนะนั่งให้สบายเลย สั่งห้ามเมื่อยนะ ห้ามเมื่อย ไม่ได้เห็นไหม ความทุกข์บีบคั้นทนไม่ได้ สั่งมันไม่ได้จริง ห้ามหิวนะ ห้ามปวดอึห้ามปวดฉี่นะ สั่งอะไรไม่ได้ซักอันหนึ่ง คอยดูของจริงลงไปนะ เห็นเลยเราบังคับมันไม่ได้จริงๆ หรอก ไม่ใช่ไปนั่งกำหนดนะ ไปกำหนดลมหายใจ กำหนดเท้า กำหนดท้อง กำหนดมือ กำหนดความเคลื่อนไหว กำหนดอิริยาบถ การเที่ยวไปไล่กำหนดจดจ้องไม่ใช่การตามดูแล้ว มันเป็นการจับผิด

ทำตัวแค่ตามรู้ตามดูมันไป ดูร่างกาย เห็นมันเดินมันยืนมันนั่งมันนอนไป เห็นมันเปลี่ยนอิริยาบถไปเพราะมันถูกความทุกข์บีบคั้นไปเรื่อยๆ เห็นมันหายใจออก เห็นมันหายใจเข้า  ทำไมมันต้องหายใจ ก็เพราะมันถูกความทุกข์บีบคั้นให้ต้องหายใจ พอไม่หายใจก็ทุกข์ใช่ไหม หายใจออกอย่างเดียวก็ทุกข์ หายใจเข้าอย่างเดียวก็ทุกข์ ดูลงมานี่กายนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ เลย ทุกๆ อิริยาบถ ทุกๆ การหายใจเข้าการหายใจออก มีแต่ทุกข์ล้วนๆ เลย นี่ค่อยเห็นความจริงหน่อย

หรือเห็นเลยกายนี้เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุไม่ใช่ตัวเราจริงๆ หรอก มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออกนะ เช่น หายใจเข้าหายใจออก กินอาหารแล้วก็ขับถ่าย ดื่มน้ำไปแล้วก็ขับถ่ายออกมาอีก เป็นแต่วัตถุเป็นแต่ก้อนธาตุ นี่ดูของจริงๆ ลงไป เรายืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว หรือบางคนภาวนาเห็นร่างกายเป็นโพรง เห็นเป็นถ้ำที่จิตอาศัยอยู่ พระพุทธเจ้าก็สอนอย่างนี้ แค่วัตถุเท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง

ถ้าจะดูจิตดูใจนะ ก็ตามดูความรู้สึกของเราที่เปลี่ยนแปลงไป จิตเราเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น คอยตามรู้ไปเรื่อยๆ เราจะเห็นเลยจิตใจของเราทำงานทั้งวันทั้งคืน เดี๋ยวก็คิดเดี๋ยวก็นึก เดี๋ยวก็ปรุงเดี๋ยวก็แต่ง เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายนะ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่คือความไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วมันก็บังคับไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ ห้ามชั่วก็ไม่ได้ นี่ตามดูลงไปจนถึงจุดหนึ่งจะเห็นเลย ทั้งกายทั้งใจนี่ไม่ใช่ตัวเราที่เราสั่งได้เลย เป็นแต่ธาตุแต่ขันธ์ล้วนๆ เลย กายก็เป็นธาตุ จิตใจก็เป็นธาตุอีกชนิดหนึ่ง เป็นวิญญาณธาตุ มโนธาตุ อะไรพวกนี้ ดูไปเราจะเห็นไม่มีตัวเรา ละความเห็นผิดได้ ได้โสดาบัน ตามรู้ตามดูต่อไปจนหมดความยึดถือกายนะ ได้พระอนาคามี หมดความยึดถือจิต ก็จบหลักสูตรในศาสนาพุทธ แล้วมีชีวิตที่เหลืออยู่อย่างคิดไม่ถึงเลย มีแต่ความสุขล้วนๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

CD : สวนสันติธรรมแผ่นที่ 20
File: 500513A
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปัญญาคืออะไร ?

mp3: ปัญญาคือ?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ปัญญาคืออะไร? ปัญญาคือความเข้าใจ ปัญญาคือตัวความเข้าใจนะ ความเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ ไม่ใช่ความเข้าใจผิด เป็นความเข้าใจความเป็นจริง ต้องของกายของใจด้วย ถ้าเข้าใจเรื่องอื่นไม่จัดว่าเป็นวิปัสสนาปัญญา ถ้าปัญญาแท้ๆเลยที่จะเอาตัวเราให้พ้นทุกข์ได้นะ ต้องเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ

ทำอย่างไรจะเข้าใจความจริงของเขา ต้องดูเขาบ่อยๆ ดูเขาจนเข้าใจเขา เหมือนอย่างเราจะศึกษาพฤติกรรมของใครสักคนหนึ่งนะ เราต้องตามดูเขาบ่อยๆแล้ววันหนึ่งเราจะเข้าใจเขา ว่าความจริงเขาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราก็คอยตามรู้กายตามรู้ใจบ่อยๆ ดูอย่างที่มันเป็น อย่าไปดัดแปลงให้มันผิดจากที่มันเป็น

ยกตัวอย่างบางคนนะจะดูจิต ก็ไปจ้องไว้ไม่ให้คลาดสายตา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ จิตจะนิ่งผิดความจริง เด็กนั้นเหมือนเด็กนะ ถ้าเราไปถือไม้เรียว เราเฝ้าจ้อง มึงขยับกูจะตี เด็กเครียดก็กดเอาไว้เฉยๆ จิตนี้เหมือนกัน ถ้าเราจ้องเอาไว้ตลอดเวลานะมันจะเครียด แล้วมันจะอยู่เฉยๆ ไม่ยอมกระดุกกระดิก ไม่มีไตรลักษณ์ให้ดู

เราอยากดูตัวจริงของเด็กนะ ปล่อยให้มันซนแล้วแอบดู ปล่อยให้มันซนไปแล้ว แล้วเราก็แอบชำเลืองๆไป ยกเว้นว่ามันจะไปตกน้ำตกท่า จะถูกรถทับตายอะไรอย่างนี้ ก็ค่อยไปดูแลมัน

จิตนี้ก็เหมือนกันนะ ถ้ามันยังไม่ได้มีปัญหาร้ายแรงเราก็ปล่อยให้มันทำงานไป เดี๋ยวมันก็โลภ เดี๋ยวมันก็โกรธ เดี๋ยวมันก็หลง อะไรอย่างนี้ ไม่เป็นไร ตามรู้ไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากิเลสมันรุนแรงแล้วนะ มันจะไปตีเขา จะไปฆ่าเขา จะผิดศีล อันนี้ต้องไปห้ามมันแล้ว ไปจัดการไปห้ามมัน เหมือนเด็กจะไปตกน้ำตาย เราก็ต้องไปช่วยมันหน่อย ถ้ามันไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงนะ ไม่ได้ไปผิดศีลร้ายแรง เราก็ปล่อยให้จิตนี้มันทำงานไป ปล่อยเด็กคนนี้ให้มันซนไป

เคยมีนายพลคนหนึ่งนะ นายพล พลเอกเสียด้วย มาหาหลวงพ่อ แล้วก็บอกว่า ทหารของผมทุกคนเรียบร้อย เวลาผมเดินเข้าไปเนี่ยนะ เรียบร้อยหมดเลย หลวงพ่อก็บอกว่า ท่านอยากเห็นทหารของท่านเรียบร้อยหรือเปล่า ท่านต้องแอบดูนะ ถ้าท่านนายพลเดินเข้าไปนะ ทหารมันเห็นมันเรียบร้อยหมดเลย ต้องแอบดู ต้องแอบชำเลืองๆ อย่าไปจ้องอย่างนี้ จ้องอย่างนี้มันก็ตัวแข็งหมด

จิตนี้ก็เหมือนกันนะ อยากดูตัวจริงว่าเรียบร้อยหรือไม่เรียบร้อยนะ ต้องแอบดูมัน ชำเลืองๆ ทำไม่รู้ไม่ชี้ แล้วก็นานๆชำเลืองทีหนึ่ง ไม่ใช่อย่างนี้นะ อย่างนี้มันไม่กล้ากระดุกกระดิก

เพราะฉะนั้นอย่าไปบังคับมัน ถ้าเราไปจ้องตลอดเวลา นั่นคือการเพ่งที่หลวงพ่อห้าม ไปจ้องไว้แล้วมันก็เพ่งมันก็นิ่ง ใช้ไม่ได้นะ ไม่มีปัญญาหรอก ชำเลืองดูมันเป็นระยะๆ ไม่ใช่ดูตลอดเวลา รู้บ้างเผลอบ้าง ไม่ใช่ไม่ให้เผลอเลย ถ้าไม่ให้เผลอเลยจะเป็นการเพ่ง ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ อย่างคุณเสื้อสีฟ้าเนี่ย เผลอ เห็นมั้ย รู้บ้างเผลอบ้างไม่ว่ามันหรอก ต้องเห็นอย่างนี้ ในที่สุดจะเกิดปัญญา เออ..จิตมันจะเผลอ ห้ามมันไม่ได้ จิตมันจะรู้ตัว สั่งรู้ตัวไม่ได้ รู้ตัวแล้วรักษาไว้ก็ไม่ได้ มันเผลออีกแล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

*หมายเหตุ*

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 2 of 212