Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ความสุขเป็นเพียงภาพลวงตา

mp 3 (for download) : ความสุขเป็นเพียงภาพลวงตา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : วันเวลาจะค่อยๆให้บทเรียนกับแต่ละคน

แต่ละคนแสวงหาความสุข บางคนมุ่งความสุขมากไม่ยอมดูทุกข์ ปฏิบัติไม่เอา ไม่เอาเรื่องปฏิบัติเลย ก็ต้องให้โลกนี้รวมทั้งให้นรกนะอบรมสั่งสอนให้ จิตเราจะผ่านความทุกข์แต่ละคนจะต้องผ่านความทุกข์ครั้งแล้วครั้งเล่าๆ จนกระทั่งวันนึงมันเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต ชีวิตนี้ทุกข์ล้วนๆนะ จะค่อยๆวาง ค่อยๆวางลงไป

เพราะงั้นถ้าจะพูดไปแล้วการเดินทางในสังสารวัฎฎ์นี้ก็คือการอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ความจริงของชีวิตของธรรมชาตินั่นเอง เรียนรู้ไปเรื่อย เที่ยวหาความสุข เที่ยวหนีความทุกข์ไปเรื่อย แต่บทเรียนที่ได้รับก็คือสุขก็ไม่จริงมีแต่ทุกข์ ทุกข์เยอะ สุขน้อย สุขแป๊บเดียวเดี๋ยวทุกข์อีกแล้ว ซำ้ๆๆวันนึงใจ โอ้ มันเข็ดขยาดนะ เข็ด

หลวงปู่เทสก์ท่านเคยเขียนไว้บอกว่า ท่านตายไปท่านคงไม่เกิดอีกแล้วล่ะ นี้ท่านเขียนบันทึกของท่านนะ คนอื่นเอามาเผยแพร่หลังจากท่านมรณะภาพไปแล้ว บอกเราคงไม่ต้องเกิดอีกแล้วล่ะ เพราะว่าเราเห็นแล้วว่ามันมีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย

ตราบใดที่เรายังเห็นว่าทุกข์บ้างสุขบ้างนะ เรายังได้รับบทเรียนไม่พอ มีความสุขขึ้นนิดนึงหลงระเริงไป ระเริงแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวปัญหาใหม่มาอีกแล้ว ความทุกข์ใหม่เข้ามาจ่อเอาอีกแล้ว แก้ปัญหานี้แก้ทุกข์อันนี้ยังไม่เสร็จเลย อีกตัวนึงมารอคิวอีกแล้ว ช่วงไหนความทุกข์ประดังเข้ามามาก เราก็บอกว่าเราทุกข์ ช่วงไหนมันห่างออกไปนิดนึง เราก็บอกช่วงนี้สุข สุขนิดเดียวเพื่อรอจะทุกข์อีกแล้ว

ความสุขของมนุษย์ไม่มีหรอก ความสุขเป็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าตลอดเราวิ่งไม่ทัน ตอนเด็กๆเคยรู้สึกมั้ย ถ้าเรียนหนังสือจบแล้วจะสุข ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข มันถ้าอย่างนี้ตลอดชีวิตเลย ตอนเด็กๆก็ถ้าเรียนหนังสือจบแล้วจะมีความสุข เอ้าจบปริญญาตรีแล้วได้ดอกเตอร์จะมีความสุขอีก จบมาแล้ว เอ้า ได้งานดีๆทำถ้าได้งานดีๆทำจะมีความสุขนะ ได้งานดีแล้วถ้ารวยๆด้วยจะมีความสุข ถ้าตำแหน่งใหญ่ๆจะสุขอีก มีแต่ถ้า…จะสุข ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุขนะ ถ้ามีแฟนสวยๆหล่อๆรวยๆเก่งๆนิสัยดีๆแล้วจะสุข มีแต่ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข มีแฟนแล้ว เอ้า ถ้ามีลูกไบรท์ๆจะมีความสุขอีก มีแต่ถ้าอีกแล้ว วิ่งตามความสุขทั้งชีวิตเลย วิ่งไม่ทัน

มันน่าสงสารนะ คนในโลกนะมันถูกหลอก มารเอาความสุขมาหลอกให้เราวิ่งพล่านๆๆไปตกเป็นขี่ข้ามันจิกหัวเราตลอดเวลาเลย เห็นแล้วน่าอนาถ เห็นแล้วสังเวชนะ จนวันนึงแก่แล้ว แก่แล้วมันเนี่ยจะปวดจะเมื่อยนะ อยู่เฉยๆมันก็ปวดก็เมื่อยโดยตัวของมันนั่นแหล่ะ เนี่ยนึกเลยว่าวันไหนมันไม่เจ็บไม่ปวดไม่เมื่อยนะ มันคงมีความสุขนะ พอเจ็บหนักๆนะ เจ็บหนักๆเนี่ย โอ้ รักษาไม่ไหวแล้วทรมานมากเลย รู้สึกอีกถ้าตายซะได้จะมีความสุข เนี่ย ไปโน่นแล้วข้ามไปอีกชาตินึงแล้ว

เห็นมั้ยไล่หาความสุขตั้งแต่เล็กๆลงมาเลย ถ้าได้อย่างนี้จะสุข ได้อย่างนี้จะสุข จนสุดท้ายเนี่ยถ้าตายซะได้คงจะมีความสุข นั้นความสุขเนี่ยเป็นของที่หลอกๆเหมือนภาพลวงตา พวกมิราจ หลอกตาอยู่ไกลๆ วิ่งไปเรื่อยนะ หาไปเรื่อย ตะครุบไป เดี๋ยวหนีออกไปอีกแล้ว

เนี่ยการที่เราเข้ามารู้ใจของเรานะ เรียนรู้กายรู้ใจเนี่ย เราจะเห็นความจริงของชีวิตเรานี้ ชีวิตเราๆอยากได้่มีความสุข อยากให้จิตใจมีความสุข หาทางตอบสนองตลอดเวลาเลย แล้วก็ไม่อิ่มไม่เต็ม จะขาดตลอดจะพร่องตลอดเลย พระพุทธเจ้าถึงสอน นัตถิ ตัณหา สมานที ห้วงน้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี อยากยังไงก็ไม่สมอยากหรอก อยากไปเรื่อยแล้วก็ดิ้นไป อยากแล้วก็ดิ้นไป ทุกข์ตั้งแต่เกิดยันตาย เที่ยวหาความสุขเที่ยววิ่งหนีความทุกข์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๘ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๙
Track: ๘
File: 480709B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๒๐ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

VDO Clip หลวงพ่อปราโมทย์ : ภาวนาแล้วเห็นชีวิตเหมือนมายา

ภาวนาแล้วเห็นชีวิตเหมือนมายา

ภาวนาแล้วเห็นชีวิตเหมือนมายา

โยม : นมัสการค่ะหลวงพ่อ คือ เมื่อเดือนที่แล้วมาฟังที่นี่ (ศาลากาญจนาภิเษก-ศาลาลุงชิน) แล้วก็ ปกติหนูก็ฟังซีดีอยู่ที่บ้านอะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ พอเดือนที่แล้วที่มาเนี่ย ตอนที่ท่านเทศน์เรื่องที่ว่า มีคนมาส่งการบ้านแล้วบอกว่า เห็นโลกเหมือนแบบมันไม่ใช่ของจริง คือตอนนั้นน่ะค่ะ ที่เห็นขึ้นมาเหมือนกับว่า อยู่ๆขึ้นมาเห็นคนรอบๆข้าง เห็น คือ เหมือนกับตัวเราถอยออกมาค่ะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ…) แล้วก็เห็นเหมือนกับว่า คนรอบๆข้างนี้เหมือนเป็นก้อนอะไรที่มี บอกว่าๆ ก้อนๆแบบนี้คือคน แล้วก็โลกนี้มันเหมือนอยู่ในหนัง มันไม่ใช่หนังที่ถ่ายคน มันเหมือนหนังการ์ตูน เหมือนกับว่า โอเค ฉากประมาณนี้แหละคือโลก แล้วก็มีคนอยู่ประมาณนี้อะไรอย่างนี้ แล้วก็…

หลวงพ่อปราโมทย์ : นึกได้มั้ย โลกเหมือนความฝัน (โยม : ค่ะ มันๆเหมือน…) เหมือนภาพมายา เหมือนพยับแดด เหมือนความฝัน เหมือนภาพลวงตา (โยม : ค่ะ พอเห็น…) นั่นแหละ พระพุทธเจ้าบอกไว้อย่างนั้นแหละ

โยม : พอเห็นแบบนั้นแล้วกลับมาดู แล้วรู้สึกว่าใจมันสะท้าน แล้วก็มันพยายามดึงว่าแบบ ไม่ได้นะ แยกๆแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องแนบกลับไปติด มันพยายามจะแนบกลับไป (หลวงพ่อปราโมทย์ : มันแนบไม่ลง) ค่ะ แล้วก็ตอนนั้นก็แอบคิดว่า เอ๊ะ คือๆ ก็ใคร่ครวญใหญ่เลยว่า เอ๊ะ หรือว่าเราคิด หรือว่าเราเป็นพวกลอบฟังแล้วก็ คือฟังแล้วตีความไปจากความคิด หรือไปเห็นจริงๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ :
มันไปเห็นจริงๆนะ แต่ต่อไปจะเห็นหรือไม่เห็น ก็อย่าไปว่ามัน อย่าจงใจให้เห็นตลอดเวลา ถ้าจงใจให้เห็นจะผิดนะ (โยม : ค่ะ) ให้เขาเห็นเองถึงจะใช้ได้ (โยม : ค่ะ) ทำถูกแล้วล่ะ (โยม : ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ) แต่ต้องมีความสงบเป็นพื้นมากกว่านี้หน่อยนึง ฟุ้งไป (โยม : ตื่นเต้นมากค่ะ)

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความสุขอยู่ที่ไหน?

mp3 (for download): ความสุขอยู่ที่ไหน?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความสุขอยู่ที่ไหน?

ความสุขอยู่ที่ไหน?

หลวงพ่อปราโมทย์ : คือธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เป็นของดีของวิเศษ เป็นมรดกที่สำคัญของมนุษยชาติเลย ถ้าเราเข้าใจศึกษาและเข้าใจแล้ว น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติ เราจะมีความสุข ใครๆ ก็ต้องการความสุขนะ ดิ้นรนหาความสุขกันแทบเป็นแทบตาย เมื่อความสุขมาอยู่ต่อหน้าแล้วก็หลุดมือไปทุกที เหมือนวิ่งไล่จับเงาไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตนะ

ตอนเด็กๆก็คิดนะว่าโตขึ้นเรียนหนังสือจบแล้วคงจะสบายขึ้น มีอิสระมากขึ้น ปรากฏว่าอิสระน้อยลงอีก ก็คิดว่าถ้ามีงานดีๆ ทำจะมีความสุข ยิ่งทำงานนะยิ่งใหญ๋ยิ่งโตขึ้นมายิ่งเครียดกว่าเก่าอีก คิดว่ามีครอบครัวจะมีความสุข มีครอบครัวมีลูกมีอะไร ก็มีเรื่องกลุ้มใจเยอะแยะ เปลี่ยนจากอิสระชนเป็นคนที่มีภาระมาก มีพันธะมาก ยิ่งเลี้ยงลูกยุคนี้นะเหมือนเลี้ยงบอล รับลูกส่งลูกเลี้ยงลูก เหมือนนักฟุตบอลนะ วิ่ง วิ่ง วิ่ง ตกเย็นก็พาลูกวิ่งไปเรียนพิเศษอะไรต่ออะไร มีสารพัดจะมี ภาระทั้งนั้นเลย มีบ้านก็กลัวขโมยมางัด กลัวไฟจะไหม้ กลัวน้ำจะท่วม

เราคิดว่าจะมีอะไรต่ออะไรแล้วเราจะมีความสุข สุดท้ายมีอะไรแล้วก็ไม่เห็นมันจะสุขเท่าไร สุขมันเหมือนภาพลวงตาที่หลอกให้เราวิ่งไปเรื่อย คิดว่าทำอย่างโน่นจะมีความสุข ทำอย่างนี่จะมีความสุข เราวิ่งตลอดชีวิตเลย วิ่งจนแก่นะ พอทำงานมากๆเข้า คิดว่าถ้าเกษียณหรือ early ได้ก็จะมีความสุข early ออกมา เกษียณออกมา ก็ไม่มีความสุขอีก อย่างแก่มากๆ ก็ไม่มีความสุข จนตายก็วิ่งหาความสุขมาตลอดชีวิต เหมือนๆจะได้แล้วก็ไม่ได้

ชีวิตของคนในโลกเป็นแบบนี้ น่าสงสารที่สุดเลย มันไม่มีทางออก เราไม่รู้ว่าทางออกของชีวิตอยู่ที่ไหน เราดิ้นรนหาความสุข คล้ายๆ เป็นเหยื่อล่อให้เราวิ่ง วิ่งชั่วชีวิตแล้วก็ว่างเปล่า ไม่ได้ ได้ภาพลวงตามา มีความสุขประเดี๋ยวประด๋าว มีความทุกข์ มีภาระอะไรต่ออะไรตามมาเยอะแยะเลย

พระพุทธเจ้าให้ทางออกกับชีวิตเรา ถ้าเรายอมรับท่าน เปิดใจรับธรรมะขึ้นมา ท่านแจกให้ฟรีๆนะ ประกาศธรรมะให้ด้วยความกรุณาของท่าน ท่านเองเคยลำบากแบบพวกเรานี่เอง เวียนว่ายตายเกิด ทนทุกข์ทรมานมากมาย ดิ้นรน แสวงหาทางพ้นทุกข์ ทำยังไงชีวิตจะพ้นจากความทุกข์ได้ ทำยังไงชีวิตจะมีความสุขที่สมบูรณ์แบบได้จริงๆ ไม่ใช่ความสุขแบบวิ่งไล่ตามแล้วไม่เจอ หลอกเราให้วิ่งๆๆ ทั้งชีวิตนะ เราก็ไม่ได้มาหรอก

ศาสนาพุทธนะเรียนไปเพื่อจะได้เข้าถึงความพันทุกข์ หรือเข้าถึงความสุขอย่างยิ่ง ความสุขอย่างยิ่ง ไม่มีสุขอะไรเสมอเหมือนกับพระนิพพาน เราอย่าไปวาดภาพนิพพานว่าไกลเกินไป นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหา นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหา ถ้าเมื่อไรใจเราหมดความอยาก ใจก็หมดความดิ้นรน เมื่อไรใจหมดความดิ้นรน ใจก็หมดความเร้าร้อน หมดความทุกข์ เมื่อไรใจมีความอยาก ใจก็มีความดิ้นรน เมือไรมีความดิ้นรนนะ ก็มีความเร่าร้อน มีความทุกข์ขึ้นมา

พระพุทธเจ้าสอนเราให้รู้จักละตัณหาเสีย ถ้าเราละตัณหาได้ ละความอยากได้ จิตใจก็จะไม่ดิ้นรน จิตใจก็จะไม่เร่าร้อน เข้าสู่ความสงบสุขที่ไม่มีอะไรเสมอเหมือน ไม่มีอะไรเหมือนจริงๆ มันเป็นความสุขที่สัมผัสได้ ทีอยู่กับความสุขอย่างนั้นได้ มันไม่เหมือนความสุขอย่างโลกq เหมือนๆ จะมี แล้วก็ไม่มี หลอก

ความสุขที่อมตะจริงๆ ที่แท้จริง คือความสุขที่จิตมันพ้นความดิ้นรนปรุงแต่งนั่นเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่การไฟฟ้าผ่านผลิตแห่งประเทศไทย
ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย นนทบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
File: 540530
ระหว่างนาทีที่  ๐ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๑๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

mp3 for download : ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราเห็นสภาวะ กระจายสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกมา มันจะเป็นตัวสภาวะ

ทุกวันนี้เราคิดว่า “ตัวเรา” มีอยู่จริงๆ นี่ อันนี้คือตัวเรา นี่ความรู้สึกของเรา นั่นอะไรต่ออะไรของเรา พอมีตัวเรา มันมีตัวเขา มีของๆเราขึ้นมาด้วย มีของๆเขาขึ้นมาด้วย มันมีตัวเราจริงๆ พอตัวเรานี้แปรปรวนไป ไม่ได้อย่างใจ ก็มีความทุกข์ขึ้นมา

แต่ถ้าแยกออกไป สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ก็คือสภาวะนั่นเอง สภาวะที่เป็นรูปธรรม ที่เป็นนามธรรม เราจะเห็นเลยว่ารูปธรรมก็ไม่ใช่ตัวเรา นามธรรมก็ไม่ใช่ตัวเรา มันจะแยกออกไป มันจะเห็นว่าไม่มีตัวเรา

คล้ายๆรถยนต์ มีรถยนต์อยู่คันหนึ่ง เราคิดว่ามีรถยนต์จริงๆ เรามาถอดออกเป็นชิ้นๆ อันนี้ลูกล้อ ลูกล้อก็ไม่ใช่รถยนต์ ใช่ไหม พวงมาลัยก็ไม่ใช่รถยนต์ ตัวถังก็ไม่ใช่รถยนต์นะ เบาะก็ไม่ใช่รถยนต์ เบรคก็ไม่ใช่รถยนต์ กันชนก็ไม่ใช่รถยนต์ หลอดไฟสายไฟ ไม่ใช่รถยนต์สักอันเดียว เห็นไหม ถังน้ำมันก็ไม่ใช่รถยนต์ ดูไปๆเราก็รู้ อ๋อ..รถยนต์เป็นแค่ภาพลวงตา

นี่ถ้าเราสามารถแยกกายแยกใจออกไป เราก็จะเห็น ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก ทุกวันนี้เราสำคัญมั่นหมายว่ามันมีตัวเราจริงๆ พอตัวนี้มันแก่ ร่างกายมันแก่ เราก็ว่าเราแก่ ร่างกายมันเจ็บ เราก็ว่าเราเจ็บ ร่างกายมันตาย เราก็ว่าเราตาย มันมีเราขึ้นมา

พอมีเรา เรารักมัน หวงแหนมัน อยากให้มันดีตลอด อยากให้มันสุขตลอด มันอยู่ไม่ได้เราก็กลุ้มใจ ใจก็มีความทุกข์ขึ้นมา เนี่ย เพราะไม่เห็นความจริงว่ามันไม่ใช่เรา ไปคิดว่ามันเป็นเราขึ้นมา ก็มีความทุกข์

จิตใจก็เหมือนกันนะ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เราก็สำคัญผิด ยกตัวอย่างจิตมันโกรธ เราก็สำคัญผิดว่าเราโกรธ จิตมันโลภเราก็สำคัญผิดว่าเราโลภ จิตมันหลงนะ จิตมันไปคิด เราก็สำคัญผิดว่าเราคิด นี่สำคัญผิด

พอมันเป็นเราขึ้นมา เราก็อยากให้จิตนี้มันเป็นเราขึ้นมา เราก็อยากให้จิตมีแต่ความสุขความสบาย มีแต่กุศลอะไรอย่างนี้ คนดีก็อยากให้เป็นกุศลทั้งวัน พอมันไม่เป็นอย่างที่ต้องการนะ มันก็ทุกข์แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะดีตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะสุขตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะสงบตลอด พอมันแปรปรวนขึ้นมา เราก็ทุกข์

แต่ถ้าเราเห็นความจริง จิตก็เป็นแค่สภาวะอันหนึ่ง ไม่ใช่เราหรอก จิตมันโลภไม่ใช่เราโลภ จิตมันโกรธไม่ใช่เราโกรธ จิตมันหลงไม่ใช่เราหลง เห็นอย่างนี้เรื่อยๆ ต่อไปมันโกรธขึ้นมาก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเรา จิตมันโกรธต่างหาก ไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันโลภไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันสุขไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันทุกข์ไปยุ่งอะไรกับมัน จะเห็นว่ามันไม่ใช่เรา เห็นขันธ์มันไม่ใช่เรา

ฝึกมากเข้าๆ เห็นขันธ์มันทำงานของมันเอง ไม่ใช่เราเลย เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่ใช่เรานะ ขันธ์มันจะแก่ ขันธ์มันจะเจ็บ ขันธ์มันจะตาย ขันธ์มันจะพลัดพรากจากสิ่งที่มันรัก ขันธ์มันจะเจอสิ่งที่มันไม่รัก ขันธ์มันจะอยากแล้วมันไม่สมอยาก ขันธ์มันจะเหี่ยวแห้งใจ เศร้าโศกเสียใจ เป็นเรื่องของขันธ์ทั้งหมดเลยนะ เราไม่เกี่ยว เราค่อยๆฝึกไปนะจนกระทั่งเราสามารถไม่เกี่ยวกับมันได้

เบื้องต้นจะไม่เกี่ยวกับกายก่อน พวกเราที่ฝึกกับหลวงพ่อสักช่วงหนึ่ง สักเดือนหนึ่ง บางคนเริ่มเห็นแล้ว ร่างกายมันแยกออกไปต่างหาก ร่างกายเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า ร่างกายเป็นสภาวะอันหนึ่ง ร่างกายไม่ใช่ตัวเราหรอก ต่อไปเวลาจะเจ็บจะแก่จะตายอะไรขึ้นมา จะเห็นร่างกายมันแก่มันเจ็บมันตาย ไม่ใช่เราแล้ว หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ มีสติ รู้สึกตัว เห็นสภาวะมันทำงาน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๕ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ขันธ์เหมือนภาพลวงตา เหมือนภาพในจอหนัง

mp 3 (for download) : ขันธ์เหมือนภาพลวงตา เหมือนภาพในจอหนัง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

การปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เราชอบไปวาดภาพให้มันเกินจริง แค่เรามีสติ เรารู้ทันการทำงานของกายของใจ โดยเฉพาะของใจ กายมันเคลื่อนไปได้เพราะว่าใจมันสั่งนั่นแหละ พอรู้ทันเข้ามาถึงจิตถึงใจนะ ถึงต้นตอของมัน แล้ววางตัวต้นตอไปได้ก็สบาย ส่วนมากเราชอบไปแก้อาการ แก้ปรากฏการณ์ซึ่งบังคับไม่ได้

คล้ายๆ เคยเห็นเขาฉายหนังกลางแปลงไหม เดี๋ยวนี้ยังมีบ้างไหม หนังตามงานวัดใครเคยเห็นไหม ทำไมต้องหนังงานวัด มันเห็นเครื่องฉาย มันมีเครื่องฉายตั้งอยู่ จออยู่โน่น คนทั้งหลายนะไปหลงภาพในจอ ทวนเข้ามาไม่ถึงต้นตอของมัน ไปเห็นตัวนางเอกในหนัง ไปไล่คว้า คว้าเงานั่นแหละ ขันธ์มันก็เหมือนภาพลวงตา ขันธ์นะเหมือนภาพลวงตา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เราพบเราเห็นนั้นก็แค่ภาพลวงตาเหมือนภาพในจอหนังนั่นเอง จริงๆ เราบังคับมันไม่ได้ งั้นเราจะไปไล่ตะครุบไล่จับไล่ควบคุมขันธ์น่ะทำไม่ได้ เหมือนไล่ตะครุบภาพในจอหนัง ทำไม่ได้ ถ้าทวนกระแสเข้ามาถึงตัวต้นตอของมันคือจิตนั่นเอง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นปรุงออกไปจากจิตนั่นเอง ถ้าเราแค่เอามือปิดเครื่องฉายหนังซะ ไม่ให้ทำงานต่อ ภาพในจอทั้งหมดก็ว่างเปล่า ตามสภาพเดิมของมัน งั้นการปฏิบัติไม่ใช่นั่งแก้อาการทีละอาการ การปฏิบัติถ้าจะให้ได้ผลรวบรัดนะ เรียนรู้เข้ามาให้ถึงต้นตอของความปรุงแต่ง ถ้ารู้เข้ามาถึงต้นตอของความปรุงแต่ง มันอยู่ที่จิตนั่นเอง จิตมันปรุงแต่ง ถ้ารู้ถึงความปรุงแต่งจนความปรุงแต่งขาดไปนะ ไม่ต้องไปตามแก้อาการอีกแล้ว คนทั้งหลายได้แต่แค่พยายามแก้อาการ พยายามทำได้แค่นั้นเองเพราะสติปัญญาไม่แก่รอบ ไม่รู้ว่าวิธีจัดการกับความทุกข์ที่จะพ้นทุกข์อย่างแท้จริงนั้นคือทวนกระแสเข้ามา มาเรียนรู้ที่ต้นตอของมัน จนเราเห็นเลย กระทั่งจิตนี้ก็ไม่ใช่เรานะ คืนให้ธรรมชาติไป งั้นโยนเครื่องฉายหนังทิ้งไปด้วย ใครก็เอามาฉายอีกไม่ได้แล้ว แต่สติปัญญาของคนในโลกมันทำได้แค่ตะครุบภาพในจอหนัง เผอิญรูปภาพในจอมันยืนอยู่นิ่งๆ บางทีมันยืนคุยกันนิ่งๆ ไม่ได้เคลื่อนไหว ไปจับไว้ นึกว่าจับได้แล้ว หยุดได้ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็หนีไปอีก หนีอีกก็วิ่งไล่จับอีก โง่นะ ศาสนาพุทธเราเรียนย้อนเข้ามาหาต้นตอของมัน ต้นตอของความปรุงแต่งอยู่ที่จิตนี่เอง วันหนึ่งรู้ทันต้นตอของมันนะ คล้ายๆ เอามือไปปิดไอ้ตรงที่มันฉายไฟออกมา ภาพในจอหนังก็หายไป ไม่หลงออกไปข้างนอกแล้ว สุดท้ายนะโยนเครื่องฉายหนังลงน้ำไป สุดท้ายคือเราโยนจิตทิ้งไปนั่นเอง สลัดทิ้ง มันก็จะฉายอีกไม่ได้ ทีนี้เราเอามือปิดไว้นะ พอหมดแรงปิดมันก็ฉายอีก พวกที่เดินฌาน ไม่หลงไปกับความปรุงแต่งทางตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว แต่เครื่องฉายหนังยังเดินอยู่ เพียงแต่ไม่ทำงานออกไปสู่กามภพ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดอยู่ หมดแรงปิดเมื่อไหร่นะ เผลอหลุดมือเมื่อไหร่นะ มันฉายออกไปอีกแล้ว พวกพรหมสำรวมจิตเข้ามานะ สำรวมจิตเข้ามา แต่ว่าจิตก็ยังปรุงแต่งอยู่ คือหนังยังฉายอยู่แต่ว่ามันไปที่จอไม่ได้เท่านั้นเอง รูปมันไปไม่ถึงจอ งั้นภาวนานะเป็นขั้นเป็นตอน คนทั้งหลายมันไล่จับเงา ไล่ในกามนั่นเอง รู้สึกสนุกสนานเอร็ดอร่อยสวยงาม รูปในจอหนังสวยกว่าตัวเครื่องฉายหนังใช่มั้ย แต่ไม่ใช่ของจริง กามก็เป็นอย่างนั้นแหละ สวยงามล่อลวงให้วิ่งไล่จับ เหมือนๆ จะได้แต่ไม่เคยได้ ไม่เคยอิ่มไม่เคยเต็มหรอก สำรวมจิตสำรวมใจเข้ามานะ ไม่ออกไปภายนอก สงบอยู่ภายใน อันนี้ก็ได้ความสงบ ได้ความสุข แก้ปัญหาได้ชั่วครั้งชั่วคราว เหมือนการทำสมถะ ถ้ามาเรียนรู้จนเราทำลายเครื่องฉายไปนะ คือเราสามารถปล่อยวางขันธ์ห้าได้ ขันธ์ห้าตัวสุดท้ายที่จะวางคือจิตนั่นเอง ตราบใดที่ยังปล่อยวางจิตไม่ได้นะ ก็จะเกิดขันธ์ห้าใหม่ๆ ขึ้นมาอีก เพราะจิตดวงเดียวนี่แหละสร้างขันธ์ห้าขึ้นมาใหม่ได้ทั้งขันธ์ห้าแน่ะ จิตดวงเดียวนี่แหละเหมือนเมล็ดพันธุ์ เดี๋ยวไปงอกเป็นต้นไม้ใหญ่ๆ ออกลูกออกหลานได้อีกเยอะแยะ งั้นเรียนเข้ามาถึงจิตถึงใจ วันหนึ่งทำลายเมล็ดพันธุ์คืออวิชชาลงไป ทำลายเชื้อพันธุ์ของมัน เป็นเมล็ดที่ไม่งอกอีกแล้ว มันก็ยังทรงรูปของเมล็ดที่ไม่งอกไปอีกช่วงหนึ่ง ต่อไปก็แตกสลายหายไป

งั้นการปฏิบัติมีความสุขอยู่ข้างหน้ามากมาย เรามัวแต่ตะครุบเงานะ อย่าหลงนะเสียเวลา ไม่ฉลาดเลย ความสุขที่เป็นภาพลวงตา พระพุทธเจ้าบอกขันธ์มันเป็นภาพลวงตา เหมือนพยับแดดนะ พยับแดด อย่างเราขับรถไปมองเห็นไกลๆ เห็นเหมือนเป็นน้ำบ้าง เห็นเหมือนไอน้ำเต้นยิบยับๆ เข้าใกล้ๆ แล้วหายไปหมดเลย ความสุขก็ล่อเราอย่างนี้แหละ ให้วิ่งไป พอเข้าไปใกล้ๆ นะก็หายไปละ ไปอยู่ข้างหน้าอีกแล้ว เราก็วนเวียนนะ น่าสงสารมาก ถ้ายังวนเวียนอยู่ก็ยังไม่รู้สึกน่าสงสารหรอก ยังรู้สึกว่าบางครั้งก็เอร็ดอร่อย สนุก บางครั้งก็เศร้าโศก บางครั้งก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดีใจ เดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เวียนอยู่อย่างนั้น ก็ยังพอทน รู้สึกทุกข์บ้างสุขบ้าง รู้สึกไม่ใช่เราทุกข์คนเดียว ใครๆ เขาก็เป็นอย่างนี้เหมือนๆ กันหมดทั้งโลก นี่เพราะว่าไม่มีสติปัญญาที่จะพ้นไปจากวังวนของความปรุงแต่งอันนี้ ค่อยๆ เรียนเข้ามานะ เข้ามาหาจิตหาใจตัวเอง ไม่หลงปรุงแต่งออกไปภายนอก แล้ววันหนึ่งหมดความปรุงแต่งสิ้นเชิง มันจะหมดความปรุงแต่งสิ้นเชิงเมื่อมันปล่อยวางความยึดถือจิตได้

สวนสันติธรรม
CD: 16
File: 491116A.mp3
Time: 4.39 – 11.35

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่