Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เมื่อได้อะไรมา ก็ได้ภาระมาด้วย

mp 3 (for download) : เมื่อได้อะไรมา ก็ได้ภาระมาด้วย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทุกวันนี้เรามีความสุขจริงนะ แต่ความสุขที่พวกเรารู้จักนะ เป็นความสุขที่มีภาระทั้งสิ้นเลย มีแฟนซักคนนึงใช่มั้ยก็มีความสุข แต่มีภาระ มีบ้านก็มีความสุขนะ แต่มีภาระนะ มีรถยนต์หรูๆซักคันนึงก็มีภาระมาด้วย มีเงินมากๆก็มีภาระ

ครั้งนึงหลวงพ่อนั่งอยู่กับหลวงปู่สิม มีคนนะเอาธูปมาให้ท่านเสกเยอะเลย บอก หลวงปู่ให้หลวงปู่อธิษฐานนะ จุดธูปแล้วให้ลูกค้าเข้าร้านเยอะ ขอให้หนูรวย ท่านถามว่าจะรวยแค่ไหน เอารวยๆๆรวยเยอะๆเลย รวยไม่จบไม่สิ้น นี่ ขออย่างนี้นะ หลวงปู่ยิ้มหวานเลย ท่านปลุกเสกให้นะแล้วท่านก็สอน รวยๆระวังโจรปล้นนะ คือท่านแย็บธรรมะให้หน่อย

ได้อะไรมานะ ก็ได้ภาระมาด้วยนะ มีเงินมากๆก็ต้องรักษาใช่มั้ย เป็นภาระมั้ย ไปไหนก็ไม่ได้นะต้องเฝ้าสมบัติอยู่ เนี่ยท่านสอน แต่ว่าท่านไม่สอนมากนะ ท่านแย้บๆ ไม่งั้นเดี๋ยวคนอยากรวยจะโกรธท่าน เราฟังปุ๊บเราเข้าใจที่ท่านบอกแล้ว

ทุกสิ่งที่ได้มาเนี่ย มันแถมภาระมาด้วย เพราะงั้นความสุขในโลกนี้ มีความสุขจริงนะ แต่มีภาระมาด้วย มีเครื่องเสียดแทงตามมาด้วย ความสุขในธรรมะนั้น ไม่มีภาระ ไม่มีการเสียดแทง คนละชั้นกัน เอาอะไรมาแลกก็ไม่เอาหรอก

ไปหัดเอานะ หัดไปฝึกจิตใจให้อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วดูขันธ์มันทำงาน แยกขันธ์ไป จนกระทั่งจิตมันยอมรับความจริงของขันธ์ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตก็ไม่เข้าไปก้าวก่ายขันธ์ ไม่เข้าไปหยิบฉวยขันธ์ขึ้นมาอีก ขันธ์ก็ทำหน้าที่ของขันธ์ จิตก็ทำหน้าที่ของจิต ไม่ก้าวก่ายกัน ชีวิตจะมีความสุขขึ้นเยอะเลย จะไม่มีภาระ

ขันธ์ทั้ง ๕ นั่นแหล่ะเป็นภาระ บุคคลนะแบกเอาภาระไป ก็ไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์เนี่ย วางภาระลงแล้ว วางขันธ์ลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านถึงพ้นทุกข์ได้ นี่พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนี้นะ งั้นเราตอนนี้ยังมีภาระก็แบกไปก่อนก็แล้วกัน ค่อยฝึกไป วันนึงค่อยลดๆลง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๗
File: 550317.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๘ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๓๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนามุ่งเอาความจริง ไม่ใช่เอาดี เอาสุข เอาสงบ

mp 3 (for download) : การภาวนามุ่งเอาความจริง ไม่ใช่เอาดี เอาสุข เอาสงบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การภาวนามุ่งเอาความจริง ไม่ใช่เอาดี เอาสุข เอาสงบ

การภาวนามุ่งเอาความจริง ไม่ใช่เอาดี เอาสุข เอาสงบ

หลวงพ่อปราโมทย์ : นี้เรามาดูสิ่งที่เรียกว่าตัวเราเองมันน่ารักแค่ไหน สิ่งที่ประกอบเป็นตัวเราก็คือขันธ์​ 5 พูดย่อๆคือกายกับใจ น่ารักจริงมั้ยร่างกายนี้ มีความสุขจริงมั้ย ตื่นเช้าขึ้นมาใช่มั้ยต้องรีบไปล้างหน้าก่อน หน้าตาดูไม่ได้เลยหน้าเหมือนข้าวมันไก่ ต้องไปขับถ่ายใช่มั้ย มีภาระเยอะแยะเลย ต้องทำอย่างนู้นต้องทำอย่างนี้ ต้องหาข้าวกิน เดี๋ยวก็นั่งอยู่ก็เมื่อยต้องขยับไปขยับมา ลมพัดมาหนาวต้องไปหาเสื้อมาใส่ ใส่มากไปร้อนอีกแล้วก็ถอดอีกอะไรเงี้ย เนี้ยภาระทั้งนั้นเลย มีสติตามดูไปเห็นแต่ทุกข์นะทั้งวันทั้งวันนะ ดูไปแล้วต่อไปมันไม่รัก พอมันเลิกรักตัวเองนะความกลัวมันจะหายไป

โยม : แล้วมีอีกข้อนึงน่ะค่ะคือเวลาลูกทำสมถะนั่งสมาธิแล้วมันถึงจุดที่ว่ามันเหมือนกับมันเริ่มรวมๆ มันเริ่มที่จะเหมือนกับรวมเข้ามาคือมันมีสมาธิมาก แล้วเสร็จแล้วมันก็ไม่รู้จะเดินปัญญาต่อยังไง

หลวงพ่อปราโมทย์ : เฮ้ย เวลาทำสมาธิไม่ใช่เวลาเดินปัญญา ให้มันรวมไปให้มันพักไปให้เต็มที่ พอมันถอยออกจากสมาธิดูกายดูใจมันทำงานเข้าไป เจริญปัญญาตอนนี้ เวลาทำสมาธิเป็นเวลาพักผ่อนไม่ใช่เวลาทำงาน (โยม: แต่ตอนที่เค้าถอนก็คือปล่อยให้เค้าถอนของเค้าทำเอง) ให้เค้าถอนตามธรรมชาติอย่าไปดึงขึ้นมา ถ้าดึงขึ้นมาจะปวดหัว (โยม: เจ้าค่ะ) เอ้าอุทัยวันนี้กับเมื่อวานต่างกันยังไง (โยม: สติเกิดได้เองบ้างแล้วครับ) วันนี้ดีกว่าเมื่อวาน(โยม: ดีกว่าเมื่อวานครับ)เอ้าคุณหมอ (โยม: ก็รู้สึกดูแล้วบางทีเมื่อวานมันยัง เมื่อวานดูแล้วสภาวะมันก็ดับได้ วันนี้มันเหมือนมันเกาะอารมณ์อ่ะครับ มันไม่ค่อยตั้งมั่น) ห้ามไม่ได้นะ หมอดูไปเลยจิตนี้เป็นอนัตตา มันจะเกาะอารมณ์สั่งมันไม่ได้หรอก เห็นมั้ยมันสอนไตรลักษณ์นะ แต่เราไ่ม่ค่อยยอม เราจะเอาดี เราจะเอาดีเราจะเอาสุขนึกออกมั้ย (โยม: ครับ)

โยม: ฟุ้งมากเลยค่ะ ฝันอะไรก็ไม่รู้เสียงดังหนวกหูมากไม่เคยฝัน (หลวงพ่อ: ฝันเสียงดังเลยเหรอ) ฝันเหมือนกับมันยุ่งไปหมดเลยค่ะ รู้สึกว่ามันหนวกหูเลยค่ะ (หลวงพ่อ: อยู่วัดมันเงียบมาก) ก็เลยคิดว่าสงสัยเราพยายามจะไปกดข่มมันหรือเปล่า มันเลยเสียงดัง

หลวงพ่อปราโมทย์: รู้ไปอย่างที่มันเป็นสินะ(โยม: ค่ะ) จิตฟุ้งซ่านรู้ว่าฟุ้งซ่าน เอาอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนน่ะง่าย ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตฟุ้งซ่านให้รู้ว่าฟุ้งซ่าน ไม่ใช่ให้ทำอะไร รู้อย่างที่เค้าเป็นไป เค้าก็สอนธรรมะเรานะ จิตฟุ้งเค้าก็ฟุ้งได้เองรู้สึกมั้ย สั่งให้สงบก็ไม่สงบ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ งั้นการภาวนาที่เราเจริญปัญญาเนี่ยดูความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจไป ไตรลักษณ์ของกายของใจนั้นแสดงอยู่ตลอดเวลาแล้ว แต่เราไม่ชอบเอาไตรลักษณ์ของกายของใจนะ เราอยากเอาดีเอาสุขเอาสงบต่างหาก ดีมีมั้ยในโลก มีชั่วคราว สุขมีมั้ย มีชั่วคราวใช่มั้ย สงบมีมั้ย มีชั่วคราว หมอรีบบอกไม่มีก่อนทุกอย่างว่างเปล่า ไม่ใช่ สิ่งทั้งหลายถ้ามีเหตุมันก็มีขึ้นมา คำว่าอนัตตาไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเลย อนัตตาหมายถึงว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับ สิ่งทั้งหลายถ้ามีเหตุมันก็มีหมดเหตุมันก็ดับบังคับไม่ได้ นี่คืออนัตตา ดีมี แต่ไม่เที่ยง สุขมี แต่ไม่เที่ยง สงบมี แต่ไม่เที่ยง

ถ้าเรามุ่งภาวนาจะเอาดีเอาสุขเอาสงบก็คือมุ่งภาวนาเอาของไม่เที่ยง ได้มาแล้วก็เสียไป ได้มาแล้วก็เสียไป วันนี้สงบพรุ่งนี้ก็ฟุ้งได้อีก วันนี้ดีพรุ่งนี้ก็ชั่วได้อีกใช่มั้ย วันนี้สุขพรุ่งนี้ก็ไม่สุขได้อีก มันหมุนอย่างนี้ งั้นเราไปภาวนาเราไม่ได้มุ่งเอาของไม่เที่ยงมาเป็นที่พึ่งที่อาศัย เรามุ่งเอาความจริง ดูให้เห็นความจริงของชีวิตเลย ขันธ์นี้มีแต่ของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ความจริงคือไตรลักษณ์ ไม่ใช่ความจริงเป็นปฏิกูลอสุภะนะ อันนั้นยังไม่ใช่สภาวะที่แท้จริง ดูลงเป็นไตรลักษณ์ให้ได้ เค้าแสดงตัวอยู่แล้วตลอดเวลาในกายในใจนี้ ดูจนใจยอมรับความเป็นไตรลักษณ์ของธาตุขันธ์ของกายของใจ ยอมรับความจริงได้ใจก็อยู่กับโลกที่แปรปรวน แปรปรวนยังไงก็ได้เพราะว่าใจยอมรับความจริงแล้วว่าโลกนี้แปรปรวน ทุกสิ่งทุกอย่างชั่วคราวหมดเลย นี่ภาวนาจนกระทั่งเราอยู่กับโลกได้อย่างมีความสุขนะ เค้าเรียกคนพ้นโลก พ้นจากโลกนะแต่อยู่กับโลก แต่พ้นโลก ครูบาอาจารย์ท่านเทียบบอกเหมือนดอกบัวอยู่ในน้ำแต่ไม่เปียก ผุดขึ้นมาจากโคลนตมแต่ไม่เปื้อน จิตที่ฝึกดีแล้วนี่อยู่กับโลกนี่แหล่ะแต่ไม่คลุกกับโลกหรอก อยู่แล้วมีความสุขสว่างไสวอยู่ โลกก็มืดๆของมันไปตามเรื่องของมันนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๘
Track: ๕
File: 531225B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

แม้มีภาระทางโลกมาก ก็ภาวนาได้ (และได้ดีด้วย)

mp 3 (for download) : แม้มีภาระทางโลกมาก ก็ภาวนาได้ (และได้ดีด้วย)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

แม้มีภาระทางโลกมาก ก็ภาวนาได้ (และได้ดีด้วย)

แม้มีภาระทางโลกมาก ก็ภาวนาได้ (และได้ดีด้วย)

โยม : กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะ โยมเคยฟังซีดีอยู่เจ้าค่ะ โยมมีอาชีพค้าขายแล้วกลับบ้านก็ต้องดูแลลูก อันนี้โยมอยากจะได้กรรมฐานจากหลวงพ่อไปใช้ในชีวิตประจำวันน่ะค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดูใจของเราไปเลยนะ อย่างเราค้าขายอยู่วันนี้ไม่มีลูกค้ามาเนี่ยเราไม่สบายใจ วันนี้เห็นลูกค้ามาเราพอใจ เห็นลูกค้าคนนี้หน้าตากวนมากเลยชักเกลียดมันแล้วแต่ต้องแกล้งยิ้มไว้อะไรงี้ เราก็รู้ทันว่าเกลียดเค้า

กลับมาบ้านลูกซนลูกร้องเสียงดังบ้านวุ่นวาย ใจเราไม่มีความสุขรู้ว่าไม่มีความสุข รู้ทุกอย่างไป จำไว้เรื่องนึงนะคนเราจะสุขจะทุกข์เนี่ย ถ้าเรายอมรับสิ่งที่เกิดกับตัวเราเองได้นะ ใจเรายอมรับได้นะ เราจะทุกข์น้อย ถ้าใจเรายอมรับไม่ได้ใจจะทุกข์เยอะ

เช่นเรากลับมาบ้านแล้วบ้านเราวุ่นวายเลยเรารู้สึกเบื๊อเบื่อใจเรายอมรับไม่ได้ ใจมันจะยิ่งมีความทุกข์มากขึ้น เราดูลงไปเลยใจมันเบื่อขึ้นมาแล้วรู้ทัน ใจมันรำคาญแล้วรู้ทันนะ

หลวงพ่อก็เห็นใจนะงานหนัก (โยม : ขอบพระคุณเจ้าค่ะ) มีคุณมาลีเนี่ยนะก็ดูแลบ้านเองนะแล้วก็ทำงานด้วย งานหนัก ดูแลบริษัทอยู่คนเดียวเนี่ย ๕ แห่งนะ เพราะงั้นเหนื่อยมากเลยแต่ละวันแต่ละวันแต่เค้าก็ภาวนา ดูแลบ้านเสร็จให้สามีนอนให้ลูกนอนแล้วตัวเองยังมาเดินจงกรมอยู่เลยนะพากเพียรต่อสู้ เพราะอะไร เพราะว่าชีวิตเนี่ยเห็นเลยมันไม่มีสาระแก่นสาร เอาอะไรเป็นที่พึ่งไม่ได้เลย มีเงินเยอะๆก็ไม่ใช่จะเป็นที่พึ่งให้พ้นทุกข์นะ อย่าไปนึกว่าถ้าเรารวยรวยแล้วเราจะไม่ทุกข์ ไม่จริงหรอก คนรวยนี่ทุกข์เยอะเลย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๓
File: 520920.mp3
ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๕๑ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความสุขอยู่ที่ไหน?

mp3 (for download): ความสุขอยู่ที่ไหน?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความสุขอยู่ที่ไหน?

ความสุขอยู่ที่ไหน?

หลวงพ่อปราโมทย์ : คือธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เป็นของดีของวิเศษ เป็นมรดกที่สำคัญของมนุษยชาติเลย ถ้าเราเข้าใจศึกษาและเข้าใจแล้ว น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติ เราจะมีความสุข ใครๆ ก็ต้องการความสุขนะ ดิ้นรนหาความสุขกันแทบเป็นแทบตาย เมื่อความสุขมาอยู่ต่อหน้าแล้วก็หลุดมือไปทุกที เหมือนวิ่งไล่จับเงาไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตนะ

ตอนเด็กๆก็คิดนะว่าโตขึ้นเรียนหนังสือจบแล้วคงจะสบายขึ้น มีอิสระมากขึ้น ปรากฏว่าอิสระน้อยลงอีก ก็คิดว่าถ้ามีงานดีๆ ทำจะมีความสุข ยิ่งทำงานนะยิ่งใหญ๋ยิ่งโตขึ้นมายิ่งเครียดกว่าเก่าอีก คิดว่ามีครอบครัวจะมีความสุข มีครอบครัวมีลูกมีอะไร ก็มีเรื่องกลุ้มใจเยอะแยะ เปลี่ยนจากอิสระชนเป็นคนที่มีภาระมาก มีพันธะมาก ยิ่งเลี้ยงลูกยุคนี้นะเหมือนเลี้ยงบอล รับลูกส่งลูกเลี้ยงลูก เหมือนนักฟุตบอลนะ วิ่ง วิ่ง วิ่ง ตกเย็นก็พาลูกวิ่งไปเรียนพิเศษอะไรต่ออะไร มีสารพัดจะมี ภาระทั้งนั้นเลย มีบ้านก็กลัวขโมยมางัด กลัวไฟจะไหม้ กลัวน้ำจะท่วม

เราคิดว่าจะมีอะไรต่ออะไรแล้วเราจะมีความสุข สุดท้ายมีอะไรแล้วก็ไม่เห็นมันจะสุขเท่าไร สุขมันเหมือนภาพลวงตาที่หลอกให้เราวิ่งไปเรื่อย คิดว่าทำอย่างโน่นจะมีความสุข ทำอย่างนี่จะมีความสุข เราวิ่งตลอดชีวิตเลย วิ่งจนแก่นะ พอทำงานมากๆเข้า คิดว่าถ้าเกษียณหรือ early ได้ก็จะมีความสุข early ออกมา เกษียณออกมา ก็ไม่มีความสุขอีก อย่างแก่มากๆ ก็ไม่มีความสุข จนตายก็วิ่งหาความสุขมาตลอดชีวิต เหมือนๆจะได้แล้วก็ไม่ได้

ชีวิตของคนในโลกเป็นแบบนี้ น่าสงสารที่สุดเลย มันไม่มีทางออก เราไม่รู้ว่าทางออกของชีวิตอยู่ที่ไหน เราดิ้นรนหาความสุข คล้ายๆ เป็นเหยื่อล่อให้เราวิ่ง วิ่งชั่วชีวิตแล้วก็ว่างเปล่า ไม่ได้ ได้ภาพลวงตามา มีความสุขประเดี๋ยวประด๋าว มีความทุกข์ มีภาระอะไรต่ออะไรตามมาเยอะแยะเลย

พระพุทธเจ้าให้ทางออกกับชีวิตเรา ถ้าเรายอมรับท่าน เปิดใจรับธรรมะขึ้นมา ท่านแจกให้ฟรีๆนะ ประกาศธรรมะให้ด้วยความกรุณาของท่าน ท่านเองเคยลำบากแบบพวกเรานี่เอง เวียนว่ายตายเกิด ทนทุกข์ทรมานมากมาย ดิ้นรน แสวงหาทางพ้นทุกข์ ทำยังไงชีวิตจะพ้นจากความทุกข์ได้ ทำยังไงชีวิตจะมีความสุขที่สมบูรณ์แบบได้จริงๆ ไม่ใช่ความสุขแบบวิ่งไล่ตามแล้วไม่เจอ หลอกเราให้วิ่งๆๆ ทั้งชีวิตนะ เราก็ไม่ได้มาหรอก

ศาสนาพุทธนะเรียนไปเพื่อจะได้เข้าถึงความพันทุกข์ หรือเข้าถึงความสุขอย่างยิ่ง ความสุขอย่างยิ่ง ไม่มีสุขอะไรเสมอเหมือนกับพระนิพพาน เราอย่าไปวาดภาพนิพพานว่าไกลเกินไป นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหา นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหา ถ้าเมื่อไรใจเราหมดความอยาก ใจก็หมดความดิ้นรน เมื่อไรใจหมดความดิ้นรน ใจก็หมดความเร้าร้อน หมดความทุกข์ เมื่อไรใจมีความอยาก ใจก็มีความดิ้นรน เมือไรมีความดิ้นรนนะ ก็มีความเร่าร้อน มีความทุกข์ขึ้นมา

พระพุทธเจ้าสอนเราให้รู้จักละตัณหาเสีย ถ้าเราละตัณหาได้ ละความอยากได้ จิตใจก็จะไม่ดิ้นรน จิตใจก็จะไม่เร่าร้อน เข้าสู่ความสงบสุขที่ไม่มีอะไรเสมอเหมือน ไม่มีอะไรเหมือนจริงๆ มันเป็นความสุขที่สัมผัสได้ ทีอยู่กับความสุขอย่างนั้นได้ มันไม่เหมือนความสุขอย่างโลกq เหมือนๆ จะมี แล้วก็ไม่มี หลอก

ความสุขที่อมตะจริงๆ ที่แท้จริง คือความสุขที่จิตมันพ้นความดิ้นรนปรุงแต่งนั่นเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่การไฟฟ้าผ่านผลิตแห่งประเทศไทย
ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย นนทบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
File: 540530
ระหว่างนาทีที่  ๐ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๑๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ

จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ

จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ

mp3 (for download) : จะยากลำบากอย่างไร ถ้าทำแล้วสติเกิดก็ต้องทำ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: ตอนนี้ได้ทดลองทำ ทำรูปแบบอันหนึ่ง คือสวดอิติปิโสเท่ากับอายุบวกหนึ่ง

หลวงพ่อ: อายุเท่าไหร่ล่ะ

โยม: ๒๘ ครับ

หลวงพ่อ: สวด ๒๘ จบเองเหรอ ถ้ำคำว่าเครื่องอยู่นี่นะ หมายถึงอยู่ทั้งวันอยู่ทั้งคืนนะ ไม่ใช่อยู่ ๒๘ จบนะ (หัวเราะ)

โยม: เป็นรูปแบบทดลองทำ ก็พบว่า มันมีความขัดแย้งกันอยู่นิดนึง ก็คือว่ามันรู้สึกเป็นภาระครับ

หลวงพ่อ: ไม่ชอบ เป็นภาระ เอาอันอื่น

โยม: แต่ว่ามันเห็นจิตหลงไปคิดได้บ่อย

หลวงพ่อ: ถ้างั้นต้องยอมเป็นภาระ เพราะสิ่งที่เราต้องให้ได้มานะ คือสติ จะยากจะลำบากยังไง ถ้าทำแล้วสติเกิดต้องเอา ไปสวด แต่อย่าเอาแค่ ๒๘ นะ สวดน้อยไป สวดไปทั้งวันแหละ ว่างๆก็สวดไปเรื่อย นะ

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๒
ลำดับที่ ๑๙
File: 521128B

ระหว่างนาทีที่  ๖ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่