Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

บทสรุป สำหรับการภาวนา

mp3 for download :บทสรุป สำหรับการภาวนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะฉะนั้นพวกเราไปเรียนนะ รักษาศีล ๕ ไว้ รู้สึกตัวบ่อยๆ ฝึกไป จิตไหลไปแล้วรู้ จิตไหลไปแล้วรู้ จิตก็จะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู พอจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูแล้ว ก็ดูกายมันทำงานดูใจมันทำงาน แยกธาตุแยกขันธ์ไป เห็นคนอื่นทำงานไปเรื่อย ถึงวันหนึ่งปัญญาแจ้ง เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเสมอกันด้วยไตรลักษณ์ จิตไม่ดิ้นรนต่อ มรรคผลก็จะเกิดขึ้น ไปเดินต่อนะ ไปทำเอา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
ไฟล์ 540710
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๒๑ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตราบใดที่ยังอยาก จะไม่เกิดมรรคผล

mp 3 (for download) : ตราบใดที่ยังอยาก จะไม่เกิดมรรคผล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอขอบคุณ บ้านจิตสบาย ที่เอื้อเฟื้อภาพ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ : พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจนะ ง่ายๆเลย ทุกข์ให้รู้ ทุกข์คืออะไร ทุกข์คือกายกับใจ หน้าที่ของเราก็คือรู้กายรู้ใจใช่มั้ย ง่ายๆ รู้ไปเรื่อยแล้ววันนึงละสมุทัยเอง ละความอยาก พอหมดความยึดในกายในใจ มันก็หมดความอยากที่จะให้กายให้ใจเป็นสุข หมดความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์ เมื่อไรจิตหมดความอยากนะ จิตก็เห็นนิพพาน นิพพานคือสภาวะที่พ้นจากความอยาก ยังอยากอยู่นะไม่เห็นนิพพาน ยังอยากปฏิบัติยังไม่มีวันเห็นนิพพานหรอก อยากได้ผลนะ ยิ่งไม่มีทางเห็นใหญ่ งั้นตราบใดที่ความอยากยังครองหัวใจอยู่ ตราบนั้นยังไม่เกิดมรรคผลหรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า

สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
Track: ๕
File: 520426B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาไม่มีฟลุ๊ค ไม่มีบังเอิญ มีแต่ต้องทำเอาเอง

mp 3 (for download) : การภาวนาไม่มีฟลุ๊ค ไม่มีบังเอิญ มีแต่ต้องทำเอาเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งทั้งหลายมีเหตุทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรที่ลอยๆมาเกิดหรอก และไม่มีอะไรที่ฟลุ๊ค สังเกตมั้ยหลวงพ่อไม่เคยพูดคำว่า “โชคดี-โชคร้าย” เลย รู้สึกมั้ย ในใจไม่เคยมีคำว่าโชคดีโชคร้าย ตั้งแต่เป็นฆราวาสนะ

มีคนหนึ่งตั้งข้อสังเกต หลวงพ่อเคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่า ไม่เคยพูดคำนี้ มีดอกเตอร์คนหนึ่ง เขารวย ทำงานอยู่อเมริกานะ ไม่กี่ปีนะ มีเงินเป็นร้อยล้านเลย เขาบอกว่าเขาพบว่ามาคุยกับหลวงพ่อแล้วหลวงพ่อแปลกกับคนอื่น คนอื่นจะบอกว่าเขาโชคดีจังเลยนะ โชคดีที่เก่ง โชคดีที่มีโอกาสไปอยู่อเมริกา ทำมาหากินเก่ง เขียนซอฟต์แวร์เก่ง อะไรอย่างนี้ บอกว่ามาคุยกับหลวงพ่อ ไม่เห็นพูดคำว่าโชคดีเลย จริงๆไม่มีหรอก โชคดี มีแต่ชื่อ ชื่อคนว่าโชคดีน่ะมี มีคนชื่อโชคร้ายบ้างมั้ย ไม่ค่อยมีนะ ยังไม่เคยได้ยิน

คอยรู้สึกตัวนะ รู้สึกตัว ดูกายทำงาน ดูใจทำงาน ถึงวันหนึ่งมันก็พัฒนา ค่อยๆก้าวหน้าไป แล้วจะพบว่าไม่ยากหรอก ไม่มีเรื่องบังเอิญ ไม่มีเรื่องโชคดี มีแต่เรื่องที่ต้องทำเอาเองทั้งสิ้น น้ำพักน้ำแรงทั้งนั้นเลย จะดีหรือจะเลว จะบรรลุมรรคผลหรือไม่ อยู่ที่ตัวเอง ต้นทุนทำมามากก็เพราะว่าเขาทำมามาก ชาตินี้เขาง่ายก็เพราะมีเหตุดี เขาทำมาเยอะ

เราทำแล้วรู้สึกย้ากยาก ทำมาหลายปีแล้ว ยังไม่ได้เสียที ไม่ต้องไปเทียบกับคนอื่น ดูตัวเอง ถ้าศีล-สมาธิ-ปัญญาดีขึ้น ก็ถือว่าโอเคแล้วล่ะ เพราะชาติก่อนทำมาน้อย เกิดมา เทียบไปนะ เกิดมายากจน จะทำธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งนะ ลำบาก กว่าจะตั้งตัวได้นาน แต่อดทนพากเพียรไปนะ ก็ตั้งตัวได้

เหมือนเจ้าสัวทั้งหลายนะ แรกๆมาเมืองไทยก็ยากจน สำนวนมีเสื่อผืนหมอนใบ อะไรอย่างนี้ ตั้งตัวได้เป็นเจ้าสัว คนไทยมีไร่มีนา ร่ำรวยนะ คนจีนมารับจ้างหาบน้ำบ้างอะไรบ้าง ตอนนี้กลับข้างนะ คนไทยเป็นลูกจ้างหมดแล้ว

ไม่ได้ฟลุ๊ค ไม่ได้บังเอิญ แต่เพราะกรรม เขาขยัน ของเราก็เหมือนกัน ภาวนาไม่มีฟลุ๊ค ไม่มีบังเอิญ มีแต่เรื่องกรรม ต้องทำเอาเอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
Track: ๑๖
File: 550114.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา

mp 3 (for download) : นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา

นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันคล้ายๆเป็นช่องทางเล็กๆนะที่เราต้องค่อยๆคลำ หลวงพ่อเทียนท่านบอกเหมือนอยู่ในห้องมืด ค่อยคลำไปนะคลำๆ ถ้าอยู่ในห้องมืดแล้วอยากพ้นจากห้องแล้วก็นั่งเข้าสมาธิ(คิดว่า)วันนึงคงหลุดออกจากห้อง หลุดแล้วแหล่ะนั่งนานๆตายเค้าก็มาหามเอาไปเผา

แต่ถ้าเราไม่นิ่งนอนใจนะ ใจมันจะสำรวจไปเรื่อย จะลองผิดลองถูก ลองผิดลองถูก วิธีลองผิดลองถูกก็ต้องลองให้ถูกหลัก ไม่ใช่ไปลองมั่วซั่วนะ ลองผิดลองถูกก็คือหัดเจริญสติไปเรื่อย เดี๋ยวมันก็มากไปเดี๋ยวมันก็น่้อยไป เดี๋ยวก็หนักไปเดี๋ยวก็เบาไป เดี๋ยวก็ขยันเกินไปเดี๋ยวก็ขี้เกียจเกินไป เนี่ยคอยสังเกตใจเราไปเรื่อยจนมันพอดีๆนะ

มันพอดีตรงไหนนะเหมือนเราคลำๆไปเจอลูกบิดหรือเจอกลอนประตูเข้าแล้ว ไขแกร๊กเดียวเอง แกร๊กเดียวเองก็เปิดออกมาสู่ความสว่างได้แล้ว

ตอนนี้เราอยู่ในที่มืดนะ อยู่ในที่มืดยังมืดอยู่ แต่ว่าบางคนก็เข้าใกล้ประตูแล้วนะจะบอกให้เหลืออีกไม่กี่ก้าวหรอก บางคนก็ยังคลำ โน่น แทนที่จะคลำหาประตูนะมันคลำหาห้องใต้ดินอยู่ มีนะพวกคลำหาห้องใต้ดินเวลาภาวนารู้สึกมั้ยส่งจิตเข้าไปข้างล่างลึกเลย บางคนมันคลำเพดานส่งจิตขึ้นไป มันไม่ได้อยู่กับปัจจุบันนะ อยู่กลางๆ ประตูมันอยู่ตรงกลางๆนี่แหล่ะ นั้นอยู่ตรงไหน อยู่ต่อหน้า ไม่ใช่อยู่ข้างซ้ายอยู่ข้างขวา อยู่ต่อหน้า เซ่อไปหาข้างซ้ายข้างขวาเอง อยู่ต่อหน้า ข้างซ้ายคือหลงไปทางตามโลกไป ข้างขวาคืออัตตกิลมถานุโยค ข้างซ้ายเป็นกามสุขัลลิกานุโยค ถ้าใครชอบฝ่ายขวาเราก็บอกพวกฝ่ายซ้ายเป็นกามสุขัลลิกานุโยค อะไรไม่ดีโทษคนอื่นไว้ก่อนนะ

ในความเป็นจริงก็คืออย่าหลงไปสู่ความสุดโต่งสองด้าน รู้อยู่กับปัจจุบัน ประตูอยู่ต่อหน้า ไม่เพียงประตูหรอก ประตูนี้เป็นภาพลวงตาจะบอกให้ ในความเป็นจริงนะนิพพานอยู่ต่อหน้า ไม่ใช่ว่าต้องเปิดประตูเข้าไปเห็นหรอก แต่ว่าเซ่อเองไม่เห็นเองนะ นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตานี้เอง แต่อะไรปิดบังไว้ อาสวะกิเลสหรืออวิชชานั่นแหล่ะปิดบังไว้ ความไม่รู้ของเราเอง

งั้นเราต้องพัฒนาความรู้ขึ้นมา รู้อะไร รู้อริยสัจ อริยสัจข้อแรกเรียกว่าทุกข์ ทุกข์คืออะไร ทุกข์คือกายกับใจ นั้นให้เราคอยรู้กายคอยรู้ใจตัวเองเนืองๆ รู้ไปอย่างที่เค้าเป็น รู้ซื่อๆนะ ไม่ใช่บังคับกายบังคับใจนี่สุดโต่งข้างบังคับ ไม่ใช่ลืมกายลืมใจนี่สุดโต่งข้างตามใจกิเลส รู้กายรู้ใจ รู้ซื่อๆ กายเป็นยังไงรู้ว่าเป็นอย่างนั้น จิตเป็นยังไงรู้ว่าเป็นอย่างนั้น รู้ไปอย่างนี้นะ ในที่สุดเรารู้ทุกสิ่งด้วยจิตที่เป็นกลาง เมื่อใดรู้ทุกสิ่งด้วยจิตที่เป็นกลางรู้แล้วไม่ปรุงต่อนะ อีกนิดเดียวเองนะ อีกนิดเดียวเองก็จะพบมรรคผลแล้ว

ไม่ยากเท่าที่คิดหรอก ง่ายกว่าที่คิดนะ พอคิดแล้วยาก ไม่ต้องคิดมาก มีสติรู้กายรู้ใจลงปัจจุบันไปด้วยจิตที่เป็นกลาง ถ้าจิตไม่เป็นกลางรู้ทันไป ฝึกอยู่อย่างนี้นะเจ็ดวันเจ็ดเดือนเจ็ดปีต้องได้ผลบ้างแหล่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๑๐
File: 511108A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๒๖ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การไปสู่มรรคผลนิพพานเหมือนขึ้นภูเขา ขึ้นได้รอบทิศทาง

mp3 (for download) : การไปสู่มรรคผลนิพพานเหมือนขึ้นภูเขา ขึ้นได้รอบทิศทาง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อสอนหลักให้ เราไปลงมือปฏิบัตินะแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนถนัดรู้กายบางคนถนัดรู้เวทนา บางคนถนัดรู้จิต รู้ไม่เหมือนกัน เวลามาส่งการบ้านก็เลยหลากหลาย สิ่งที่หลวงพ่อบอกให้เหมือนแผนที่ เวลาพวกเราลงมือปฏิบัตินะเราไปเจอรายละเอียดในระหว่างทางเยอะแยะไปหมดเลย สนุกมาก บางคนก็เอาแต่ฟังนะสนุกจนลืมปฏิบัติก็มีนะ หรือบางคนก็น้อยใจบางคนก็อิจฉาเพื่อน พวกอิจฉาเยอะมากนะวันๆนึงเนี่ยเท่าที่สังเกต เห็นเค้าส่งการบ้านแล้วทำไมเราไม่เห็นอย่างเค้าบ้างเลยอิจฉา เป็นนะใครเคยเป็นมั้ยฟังเพื่อนแล้วอิจฉา ถ้าไม่เป็นก็แปลกนะ ความจริงไม่แปลกทำไมเราไม่เห็นสภาวะเหมือนของเค้า เพราะว่าทางใครทางมัน การไปสู่มรรคผลนิพพานนะเหมือนกับการขึ้นภูเขา คล้ายๆการขึ้นภูเขาขึ้นได้รอบทิศทาง คนที่เดินมาคนละทางก็เห็นสภาวะที่ต่างๆกันมา แต่ทุกๆสภาวะแสดงไตรลักษณ์เหมือนๆกันหมดเลย งั้นหลวงพ่อสอนให้รู้สภาวะใช่มั้ยให้เห็นไตรลักษณ์​ แต่พอเราจะไปเห็นสภาวะจริงๆเนี่ยแต่ละคนจะไปเห็นด้วยกระบวนการของตัวเองนะมีชั้นเชิงเฉพาะตัวเลียนแบบกันไม่ได้นะ ห้ามเลียนแบบกัน อย่างคนนี้ส่งการบ้านนะว่าเห็นจิตมันไหวๆแล้วมันก็ถอดขึ้นมาแล้วมันก็หลบไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันดับลงไปตรงนี้ หลวงพ่อ(บอก)เอ้ยเก่งๆ แหมเราจะไปอยากเห็นอย่างเค้านะเราก็เป๋เลย เราไม่ต้องสนใจว่าใครเค้าเป็นยังไง เราดูของเรานะให้อยู่ในหลักในเกณฑ์​แล้วมันไปของเราได้ด้วยตัวของเราเอง สุดท้ายเราจะเข้าไปถึงความบริสุทธิ์อย่างเดียวกัน เหมือนคนขึ้นภูเขานะขึ้นมาทางไหนก็ได้แต่ต้องอยู่ในหลักที่พระพุทธเจ้าสอนนะไม่ใช่ขึ้นทางไหนก็ได้นอนชั้นจะนิพพานด้วยการกิน
CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๓
File: 510817.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อยากได้มรรคผลนิพพาน ต้องทำในรูปแบบทุกวัน

mp 3 (for download) : อยากได้มรรคผลนิพพาน ต้องทำในรูปแบบทุกวัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อยากได้มรรคผลนิพพาน ต้องทำในรูปแบบทุกวัน

อยากได้มรรคผลนิพพาน ต้องทำในรูปแบบทุกวัน

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อเก่งมาสอนเรื่องดูจิตได้ เพราะสังคมมันเปลี่ยน สังคมเป็นสังคมของคนเมือง สังคมที่คิดมาก สังคมที่เหน็ดเหนื่อย แต่ละวันนะกว่าจะซมซานกลับบ้านเหมือนนกปีกหักทุกวันเลย ใครรู้สึกมั้ย

บางคนไม่ใช่ปีกหักนะ หางก็หักคอจะหักมิหักแหล่อยู่แล้ว พอไปนั่งสมาธิก็เป็นนกคอหักแล้ว หักไปเลยนะ หลับ มันทำไม่ไหว สภาพแวดล้อมที่มันไม่เอื้ออำนวยที่จะให้เราหาความสงบของจิตมากๆนะ ลึกๆเนี่ยมันไม่มีโอกาส เราต้องพากเพียรเอาเท่าที่เรามีทรัพยากรอันจำกัด เพราะงั้นเราพยายามเจริญสติในชีวิตประจำวันให้มากๆนะ

แต่ว่าถ้าคนไหนอยากได้มรรคผลนิพพานให้ไวๆหน่อยต้องใจเด็ดนะ ใจเด็ดจริงๆเลย มาตื่นเช้าให้เช้าขึ้นหน่อยนะแล้วก็มาทำในรูปแบบนั่งสมาธิเดินจงกรมเนี่ย ฝึกอย่างนี้นะ ตอนค่ำก็อดทนหน่อยนะอย่าพึ่งรีบหลับ ตัดไอ้สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป รายการละครหลังข่าวอะไรไม่จำเป็นนะไม่ดูก็ไม่ตาย

หลวงพ่อไม่เคยดูไม่เห็นตายเลยนะ เอาเวลาที่เหลือก่อนจะสลบเนี่ย มาเจริญสตินะ เนี่ยฝึกอย่างนี้แล้วเวลามีชีวิตประจำวันก็พยายามดูของเราไป จะกิน จะดื่ม จะทำ จะพูด จะคิด จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนเนี่ย คอยมีสติเรื่อยๆไป

อาศัยการฝึกอย่างเนี่ย พวกเราก็จะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นในชีวิตนี้ได้ อาศัยปัญญานำอาศัยสตินำไปก่อนเพราะว่ามันจำเป็นที่ต้องทำ

นี่บอก professor ญี่ปุ่นไปนะว่าเราไม่ใช่คนเก่งนะ สังคมมันเปลี่ยน คนไม่มีทางเลือกยังจะให้พวกเรานั่งสมาธิวันละสามชั่วโมง นั่งไม่ไหว นั่งเดี๋ยวก็หลับนะ งั้นเรามีปัญญาอยู่แค่นี้แหล่ะ เรามีทรัพยากรอยู่เท่านี้แหล่ะ ก็สู้เอานะ

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๒
File: 520816.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๓ ถึงนาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

Mp3 for download จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอยินดีขึ้นมาก็รู้ ยินร้ายขึ้นมาก็รู้ ยินดียินร้ายตามหลังการกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ใจคิดขึ้นมาก็ยินดียินร้ายได้ ก็รู้ทันความยินดียินร้าย เพราะงั้นเวลาเราดูจิตนะ เราเห็นสภาวะก่อน พอเห็นสภาวะแล้วจิตยินดีก็ให้รู้ทัน จิตยินร้ายก็ให้รู้ทัน รู้อย่างนี้นะ

พอรู้มากๆเข้าปัญญามันจะเริ่มเกิด  มันจะเห็นเลยว่าทุกอย่างชั่วคราว ความสุขที่เกิดขึ้นในใจเราก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลอกุศลก็ชั่วคราว พวกเราเริ่มเห็นแล้วใช่มั้ย ทุกอย่างมันมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป วันนึงจิตยอมรับว่าทุกอย่างชั่วคราว ตัวนี้จะเป็นกลางด้วยปัญญาละ ปัญญารู้ความจริงว่าทุกอย่างมันชั่วคราว สุขก็ชั่วคราวทุกข์ก็ชั่วคราว ดีก็ชั่วคราว ชั่วก็คราว เพราะมันเป็นของชั่วคราวจะเอามันทำไม มันเป็นของชั่วคราวจะเกลียดมันทำไม ใจก็เข้าไปสู่ความเป็นกลาง ไม่รักไม่เกลียด

ความเป็นกลางด้วยปัญญาตัวนี้สำคัญมาก ปัญญาตัวนี้ชื่อสังขารุเบกขาญาณ แปลว่า มีปัญญาเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งดีทั้งชั่ว ทั้่งสุขทั้งทุกข์ ความปรุงแต่งทั้งปวง จิตจะเป็นกลางเพราะมีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราว ทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ ทุกอย่างตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตเลยเป็นกลาง พอจิตเป็นกลางแล้ว คราวนี้ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นนะ จิตจะไม่ปรุงแต่งต่อ อย่างเห็นความโกรธเกิดขึ้น ก็สักว่าเห็นความโกรธ ไม่ต้องหาทางทำให้ความโกรธหาย เพราะไม่ได้เกลียดมัน รู้นี่ว่าความโกรธก็ชั่วคราว เห็นความสุขเกิดขึ้นนะก็ไม่ดิ้นรนเพื่อจะรักษามัน เพราะรู้ว่ามันอยู่ชั่วคราว ตรงที่จิตหมดความดิ้นรนตัวนี้แหละคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล

จิตหมดความดิ้นรน จิตสักว่ารู้ จิตสักว่าเห็นสภาวะอย่างแท้จริง รู้แล้วไม่ได้ทำอะไรต่อ  เพราะจิตเป็นกลางซะแล้ว รู้แล้วไม่ต้องทำอะไร ถ้าจิตไม่เป็นกลางเรียกว่าจิตมีอคติอยู่นะ จะเข้าไปแทรกแซง จิตจะทำงานอีก สร้างภพสร้างชาติปรุงแต่งต่อ

งั้นเราภาวนานะ ถึงจุดนึงจิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา เห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ เห็นทุกอย่างมันเป็นของชั่วคราวนั่นแหละ จิตหมดความดิ้นรน  จิตที่หมดความดิ้นรนนี้แหละคือประตูที่จะก้าวสู่มรรคผลในขณะต่อไป

สักว่ารู้สักว่าเห็นที่เราชอบพูดว่าสักว่ารู้สักว่าเห็น เราไม่มีหรอก จนกว่าปัญญาเราแก่รอบจริงๆนะ  สังขารุเบกขาญาณเกิดแล้วน่ะถึงจะสักว่ารู้สักว่าเห็นได้ ก่อนหน้านี้ไม่เป็นหรอกพูดแต่ปากหรอก ใจไม่เป็น

งั้นเราฝึกไปนะ ฝึกดูสภาวะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วก็หายไป เกิดแล้วก็หายไป จนปัญญามันเกิด จิตจะสักว่ารู้ว่าเห็นทุกอย่างละ ไม่ดิ้นรนละ สุขทุกข์ดีชั่วเสมอกันหมดเลย เกิดแล้วดับนี่ เสมอกันหมดด้วยความเป็นไตรลักษณ์ ถัดจากนั้นอริยมรรคจะเกิดขึ้น กระบวนการแห่งอริยมรรค…จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธินะ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนน่ะ เดี๋ยวมันเป็นเองนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ ที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๙
File: 520829A
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

Mp3 for download: 520808B klangduaipanya

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์: เวลาที่เรามีสติตามดูไปเรื่อยนะ เห็นสภาวะทั้งหลายเกิดดับไปเรื่อย เห็นจิตเป็นกลางบ้าง ไม่เป็นกลางบ้าง ยินดีบ้าง ยินดีร้ายบ้างนะ ทั้งเป็นกลางทั้งยินดี ทั้งยินร้าย ก็มีแต่เกิดดับอีก ในที่สุดปัญญามันเกิด จะเห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ พอปัญญาเกิด เห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับเนี่ย จิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา ความทุกข์มาก็ไม่ทุรนทุรายเพราะรู้ว่าไม่นานก็ดับ ความสุขมาก็ไม่ติดใจรักใคร่พัวพัน เพราะรู้ว่าอยู่ไม่นานก็ดับ เนี่ยอย่างนี้ เป็นกลางอย่างนี้ใช้ได้เลย

พวกเราที่ภาวนานะ วันนึงเราจะต้องมาสู่จุดนี้ให้ได้ คือความเป็นกลางด้วยปัญญา เพราะถัดจากการเป็นกลางด้วยปัญญาแล้วเนี่ย ถัดนั้นขึ้นไปนะ อริยมรรคจะเกิดละ

จุดสุดท้ายที่พวกเราจะภาวนาได้นะ ก็คือ ภาวนาจนกระทั่งจิตเป็นกลางด้วยปัญญา เป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างเลย ความสุขความทุกข์ กุศลอกุศล เกิดแล้วดับๆ ดูไปวันนึงจิตมีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ จิตจะเป็นกลาง จิตเป็นกลางตัวนี้เรียกว่าจิตมีสังขารุเบกขาญาณ ญาณแปลว่าปัญญา สังขารุเบกขา ก็คือ มีอุเบกขาต่อความปรุงแต่งทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสุขทั้งทุกข์

จิตที่เดินมาถึงสังขารุเบกขาญาณเนี่ยจะมีรอยแยกสองทาง มีทางแยก ทางที่หนึ่งนะ พวกเห็นภัยในสังสารวัฏ พวกนี้จะพลิกไปสู่การเกิดมรรคผล พวกที่สองนะ เกิดความกรุณาสงสารสัตว์โลก จิตจะพลิกไปสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์ มีพลิกไปได้สองทาง แล้วพวกที่เป็นโพธิสัตว์ ที่เข้ามาถึงตรงนี้ได้นะ ถ้าไปเจอพระพุทธเจ้าเนี่ย อาจจะได้รับพยากรณ์ว่าอีก 16 อสงไขยแสนมหากัปป์จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง อีกนาน โลกแตกหลายรอบ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๒ 520808B
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรามีหน้าที่เพียงเจริญไตรสิกขา จิตบรรลุหรือไม่เป็นเรื่องของเขา

mp3 for download : เรามีหน้าที่เพียงเจริญไตรสิกขา จิตบรรลุหรือไม่เป็นเรื่องของเขา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงพ่อไม่เจอท่านนานเลย หลายปี จนก่อนท่านมรณภาพไม่นาน ท่านไปเทศน์ที่องค์การโทรศัพท์ ปีสี่เท่าไหร่ ปี ๔๑ ประมาณนี้ จำไม่ได้แล้ว พอเข้าไป ท่านมาเทศน์เสร็จก็คลานเข้าไป กราบท่าน บอกว่า หลวงพ่อผมไม่เจอหลวงพ่อนานแล้ว ท่านบอกว่า หลวงพ่อจำได้นักปฏิบัติมีไม่มากหรอก

หลวงพ่อผมยังทำลายผู้รู้ไม่ได้เลย โอ้..คราวนี้นะ ท่านเปลี่ยนไปเลยนะ เหมือนท่านเป็นคนอีกคนหนึ่งเลย กริยาท่าทางของท่านองอาจผึ่งผายนะ ท่านบอกว่า จิตผู้รู้เหมือนฟองไข่ เมื่อลูกไก่เติบโตเต็มที่แล้ว จะเจาะทำลายเปลือกออกมาเอง พูดห้าวหาญมากเลย โห..เราฟังปุ๊บเราเข้าใจแล้ว ท่านทำลายเปลือกออกมาได้แล้ว ท่านห้าวหาญมากเลย ท่านบอกวิธีให้นะ ไม่ได้ทำอะไรนะ รอให้ลูกไก่นี้โตขึ้นมา แล้วลูกไก่จะเจาะเปลือกเอง

ก็คือธรรมะอันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าเคยสอนนั่นเอง ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรผลนิพพานได้นะ จิตบรรลุเอง เรามีหน้าที่เจริญศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา เจริญไตรสิกขานั่นเอง เมื่อเจริญเต็มที่แล้วนี่นะ จิตมีพลัง มีพลานุภาพเต็มที่แล้วนี่นะ จะเจาะทำลายอาสวะออกมาเอง

พระพุทธเจ้าท่านเทียบเหมือนคนทำนา บอกว่าชาวนานไม่สามารถทำให้ข้าวออกรวงได้ ข้าวมันออกรวงของมันเอง สิ่งที่ชาวนาทำได้คือไถนา ไถอยู่ที่ดินไม่ได้ไปไถต้นข้าว หว่านเมล็ดข้าวลงไปในนา แล้วก็เอาน้ำเข้านา ช่วงไหนน้ำน้อยก็เติมน้ำ ช่วงไหนน้ำมากก็ไขน้ำออก ถึงเวลาแล้วข้าวก็ออกรวง ข้าวออกเมล็ด ข้าวก็ออกของมันเอง ชาวนาไม่ได้ออกเมล็ดข้าวมา

จิตนี้ก็เหมือนกันนะ เราเจริญไตรสิกขา ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา เจริญอย่างนี้แหละ ถึงวันที่เขาพอเพียงแล้ว อริยมรรคก็จะเกิดขึ้นเอง ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของพวกเรานะ ค่อยฝึกไป คอยรู้กายคอยรู้ใจนะ ถือศีล ๕ ไว้เป็นเบื้องต้น วันไหนจิตใจฟุ้งซ่านมากก็ทำความสงบเข้ามา ให้จิตใจได้พักผ่อนบ้าง พอจิตใจสงบแล้วและพักผ่อนพอสมควรแล้วก็ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ให้เจริญปัญญาด้วยการมีสติรู้กายอย่างที่กายเขาเป็น มีสติรู้จิตอย่างที่จิตเขาเป็น ไม่เข้าไปแทรกแซงเขา

เวลารู้ ให้รู้อยู่ห่างๆ อย่าถลำลงไปรู้ อย่ากระโจนลงไปรู้ รู้อยู่ห่างๆเหมือนดูคนอื่น ดูกายนี้เหมือนดูกายคนอื่น ดูเวทนานี้เหมือนดูเวทนาคนอื่น ดูจิตนี้เหมือนดูจิตคนอื่นไป ดูเหมือนดูคนอื่นเรื่อยๆ ทั้งกายทั้งเวทนาทั้งจิตนี้เป็นแต่สภาวธรรมซึ่งถูกรู้ถูกดู สิ่งใดถูกรู้สิ่งใดถูกดูสิ่งนั้นก็ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นของอยู่นอกๆนะไม่ใช่ตัวเราหรอก

ให้เฝ้ารู้เฝ้าดูไป กระทั่งต่อมาเราจะเห็นว่า แม้กระทั่งผู้รู้ผู้ดูเองก็เกิดๆดับๆ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง ใช่มั้ย เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง ผู้รู้เองก็เกิดดับๆเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆไม่มีอะไรคงที่สักอันเดียวเลย เนี่ยดูอย่างนี้เรื่อยๆไปนะ วันหนึ่งลูกไก่ก็จะหลุดออกมาจากเปลือกได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510324B
ระหว่างนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๔๒ ถึงนาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ก่อนลงมือทำในรูปแบบ ให้รู้ทันใจที่อยากปฎิบัติก่อน

mp3 (for download): ก่อนลงมือทำในรูปแบบ ให้รู้ทันใจที่อยากปฎิบัติก่อน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ก่อนลงมือทำในรูปแบบ ให้รู้ทันใจที่อยากปฎิบัติก่อน

ก่อนลงมือทำในรูปแบบ ให้รู้ทันใจที่อยากปฎิบัติก่อน

หลวงพ่อปราโมทย์ : เวลาเราภาวนา อยากได้มรรคผลมั้ย เวลาภาวนานะ ทำไปด้วยความอยากได้มรรคผล ความอยากเป็นกิเลส กิเลสทำให้เกิดการกระทำกรรม ก็คือการภาวนา ตัวกิเลสนี่น่ะเกิดร่วมพร้อมๆกับกรรมนะ มีกิเลสแล้วทำกรรม มันเป็น “สหชาตปัจจัย” กัน เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่แล้วลงมือทำกรรมฐานน่ะ กิเลสแทรกตลอดเลย สติไม่เกิด ทำแล้วเหนื่อยเปล่าๆเลย ถูกมันหลอกแล้ว

เพราะฉะนั้นอันแรกเลย เวลาเราจะทำกรรมฐานน่ะ ไม่ใช่เพราะอยาก ให้รู้ทันใจที่อยากทำกรรมฐานก่อน พอเรารู้ทันนะ กิเลสมันจะดับ โดยธรรมชาติแล้ว ทันทีที่สติระลึกรู้ได้ กิเลสจะดับอัตโนมัติ พอกิเลสดับแล้วเหลือเหตุผล สมควรทำกรรมฐานมั้ย สมควรทำเพื่อที่จะได้เรียนรู้ความจริงของชีวิต ไม่ใช่ทำกรรมฐานเพราะอยากโน้นอยากนี้ อยากรู้อยากเห็นอยากเป็นอยากได้ อยากเป็นพระอริยะ อยากพ้นทุกข์ อยากนิพพาน ไม่ได้ทำเพราะอยาก แต่ทำเพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่ควรทำ มีหน้าที่ที่ควรทำ เป็นสิ่งที่ควรทำ พระพุทธเจ้าสอนไว้ เราเคารพพระพุทธเจ้า ทำตามที่ท่านบอก นี่สมควรทำ เราก็ทำกรรมฐานแต่ไม่ได้ทำด้วยความอยากที่จะได้รับผล

คนที่ทำกรรมฐานด้วยความอยากน่ะ จริงๆไม่ได้อยากทำกรรมฐาน แต่อยากได้ผล แต่ถ้าเรารักพระพุทธเจ้า เราเคารพเชื่อถือท่าน ท่านสอนให้เราทำกรรมฐาน เราอยากทำกรรมฐาน ไม่ใช่อยากได้ผล เราพอใจที่จะทำเหตุ ไม่ได้หวังที่จะเอาผล จะต่างจากคนที่ไม่อยากทำเหตุ แต่อยากได้ผล ยกตัวอย่างคนที่ขี้เกียจทำงาน แต่อยากเลื่อนขั้นเลื่อนซี มีมั้ยพวกนี้ ทำงานแล้วหวังนะว่าปลายปีจะได้หลายขั้น ให้สองขั้น ให้แปดขั้นก็ไม่เอานะ ได้เลื่อนยศด้วย อย่างนั้นไม่เอานะ เอาสองขั้นพอ สามขั้น

คนพวกนี้ไม่มีความสุข ไม่ได้รักงาน แต่รักผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าทำงานโดยหวังผลประโยชน์นะ ในขณะที่ทำงานนั้นน่ะ ไม่มีความสุข แต่ถ้าเรารักงานนะ เราทำงานไปเรามีความสุขไป เราได้รับผลตอบแทนทันทีที่ทำงานแล้ว มีความสุขที่ได้ทำ

ยกตัวอย่างถ้าเรารักกรรมฐาน ทันทีที่เราทำกรรมฐานเรามีความสุข ไม่ใช่ทรมานใจ พวกเรา เวลาทำกรรมฐานทำในรูปแบบรู้สึกทรมานบ้าง มีมั้ย ยกมือดูสิ นี่ยังไม่ได้รักการทำกรรมฐาน แต่อยากได้ผลใช่มั้ย อดทนทำหวังว่าวันหนึ่งจะได้มรรคได้ผล รู้มั้ยมรรคผลเป็นอย่างไร ไม่รู้ไม่เคยเห็น แต่อยากได้ ดีหรือเปล่ายังไม่รู้เลยนะ แต่เขาว่าดีก็ดีตามเขาไปเนาะ

ถ้าเราพอใจที่จะทำเหตุนะ ไม่มุ่งผลนะ ไม่อยากได้ผลนะ งานมันจะปราณีตกว่ากัน กระทั่งเวลาทำงานทางโลก ถ้าเรารักในงานนั้น เราทำทำงานนั้นได้ดี ผลออกมาจะดีมั้ย ผลออกมามีแนวโน้มที่จะดี ไม่ดีร้อยเปอร์เซนต์ ไม่แน่ ไม่มีอะไรแน่หรอก แต่มีแนวโน้มว่าจะดี

เวลาเราทำกรรมฐานนะ เรามาเรียนรู้กายเรียนรู้ใจ เรียนรู้เพื่อจะเรียนรู้นะ เพราะงานหลักของเราคือเรียนรู้กายเรียนรู้ใจ เรียนรู้ธาตุเรียนรู้ขันธ์ ถ้าเราเรียนรู้เพื่อจะเรียนรู้นะ เราจะเรียนรู้ได้ดี แต่ถ้าเราเรียนรู้เพื่ออยากโน้นอยากนี้นะ อยากรู้อยากเห็นอยากเป็นอยากได้ อยากได้หูทิพย์ตาทิพย์ อยากได้ทิพโสตทิพจักษุ อยากได้เจโตปริยญาณรู้ใจคนอื่น เป็นไปได้มั้ยที่จะรู้ รู้ได้แต่ไม่ค่อยรู้ใจตนเอง รู้ใจคนอื่นง่ายนะ แต่รู้ใจตนเองนี่ยากที่สุดเลยนะ คนชอบคิดว่าบรรลุมรรคผลมาหาหลวงพ่อนี่นะ มีเนืองๆ ชวนคุยไปสักพักหนึ่งให้เขาสังเกตกิเลสน่ะ สังเกตกิเลสตัวเองออก พระอริยะระดับนี้ไม่ควรมีกิเลสตัวนี้ ถ้ามันมีก็ไม่ใช่แล้ว พอเห็นของตัวเองก็รู้แล้วว่าไม่ใช่

คนทั่วไปไม่สนใจที่จะเรียนรู้ตัวเอง แต่อยากได้ผล อยากได้อันโน้นอยากได้อันนี้ ลองมาทำใจใหม่ ต่อไปนี้ลองภาวนาแบบไม่หวังผลบ้าง ได้มั้ย ไม่ได้หรอก แต่เมื่อมันหวังขึ้นมา รู้ว่ามันอยากนะ รู้ทันใจตนเอง ภาวนาด้วยความอยากก็ให้รู้ทันไป พอเรารู้ทันนะ ความอยากจะดับอัตโนมัตินะ คราวนี้เราก็ภาวนาต่อไป บางคนถูกหลอกกิเลสซ้ำซ้อน อยากภาวนา พอรู้ว่าอยากนะ ไม่สนองกิเลส นอนเลย นี่ถูกกิเลสหลอกซ้ำซ้อนนะ ใครเคยเป็นมั้ย กิเลสบอกเราอยากเดินจงกรม สติรู้ว่าอยาก กิเลสสอนเลย นอนเถอะอย่าไปเดิน ดัดสันดานมันเสียบ้าง นอนดัดสันดานให้เข็ดไปเลย นี่ ใครเคยป็นมั้ย เพราะฉะนั้นเราคอยรู้ทันนะ กิเลสนี่ตัวร้ายเลย ศัตรูสำคัญของชีวิตเราเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๙
ลำดับที่  ๑๘
File: 540416
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๕๖ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาคือการเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่การดัดแปลงตัวเอง

mp3 for download : การภาวนาคือการเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่การดัดแปลงตัวเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มนุษย์ดัดแปลง

มนุษย์ดัดแปลง

หลวงพ่อปราโมทย์ : โยนิโสมนสิการ ไม่ใช่แปลว่า คิดส่งเดช คิดตามใจชอบ นึกจะคิดก็คิดเอาเอง ไม่ใช่ แต่ต้องคิดให้อยู่ในหลัก อยู่ในแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรก่อน

พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจจ์นะ ง่ายๆเลย ทุกข์ให้รู้ ทุกข์คืออะไร ทุกข์คือกายกับใจ หน้าที่ของเราก็คือ รู้กายรู้ใจ เห็นมั้ยง่ายๆ รู้ไปเรื่อยแล้ววันหนึ่งละสมุทัยเอง ละความอยาก พอหมดความยึดในกายในใจก็หมดความอยากที่จะให้กายให้ใจเป็นสุข หมดความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์

เมื่อไรจิตหมดความอยาก จิตก็จะเห็นนิพพาน นิพพานคือสภาวะที่พ้นจากความอยาก ยังอยากอยู่นะไม่เห็นนิพพาน ยังอยากปฏิบัติยังไม่มีวันเห็นนิพพานหรอก อยากได้ผลนะยิ่งไม่มีทางเห็นใหญ่ ตราบใดที่ความอยากยังครองหัวใจอยู่ ตราบนั้นยังไม่เกิดมรรคผลหรอก

เนี่ยเราสังเกตของเราไปเรื่อยๆ อยู่ในหลักนี้แหละ รู้ทุกข์ไป รู้กายรู้ใจอย่างที่เขาเป็น รู้ไปเรื่อย ท่านให้รู้นี่ ท่านไม่ได้ให้บังคับ ไปเพ่งกายเพ่งใจเรียกว่ารู้กายรู้ใจหรือเปล่า? เพ่งกายเพ่งใจก็ไม่ใช่รู้กายรู้ใจ

ยกตัวอย่างบางคนไปดูท้องพองยุบนะ เพ่งอยู่ที่ท้อง ทำไมต้องเพ่ง เบื้องหลังการเพ่งคือโลภะ อยากปฏิบัติ เบื้องหลังโลภะก็คือความเห็นผิดว่ามันเป็นตัวเรา เราอยากให้เราพ้นทุกข์นะ อวิชามีอยู่ เห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นเรา ยึดถือว่าเป็นตัวดีตัววิเศษ เพราะมีอวิชาก็เลยมีตัณหา-อยาก พออยากแล้วก็ทำตามอยาก สนอง

คนทั่วๆไป สัตว์ทั่วๆไป พอเกิดความอยากก็ตามใจมัน สนองกิเลสไปเรื่อย ความอยากก็หมดไป เช่น อยากไปดูหนังแล้วไปดูหนังก็หายอยาก

ทีนี้นักปฏิบัตินะ ชอบบังคับตัวเอง จิตมีความอยากปฏิบัติอยากอะไรนะ ลงมือปฏิบัติ ลงมือบังคับตัวเอง คิดถึงการปฏิบัติเมื่อไหร่ก็ลงมือบังคับตัวเองเมื่อนั้น บังคับกายบังคับใจ กายก็ต้องเรียบร้อย นิ่งๆ ทำอะไรต้องช้าๆ ไปสังเกตดู ครูบาอาจารย์ที่ท่านภาวนาดี ไม่เห็นมีองค์ไหนท่านช้า ยกเว้นแต่ท่านช้าของท่านเอง ช้ามาแต่ไหนแต่ไร ยกตัวอย่างหลวงปู่เทสก์ท่านนุ่มนวล ท่านทำอะไรก็ช้าๆหน่อย ท่านนุ่มนวล อาจารย์มหาบัว ชึบชับๆ ว่องไว แก่ป่านนี้ท่านยังว่องไวอยู่เลย เห็นมั้ย ท่านไม่ได้ดัดจริตทำเป็นช้าๆให้ดูน่านับถือ ไม่มีหรอกไม่มีเสแสร้งเลย

เพราะฉะนั้นการภาวนาไม่ใช่ไปดัดแปลง คิดถึงการปฏิบัติก็ดัดแปลง เคยเดินท่านี้ก็เปลี่ยนท่าเดิน เคยนั่งอย่างนี้ก็เปลี่ยนท่านั่ง เคยกินอย่างนี้ก็ต้องเปลี่ยนวิธีกิน บางคนกินข้าวนะ กินข้าวเช้ากว่าจะเสร็จข้าวบูดไปแล้ว กินนาน…มากเลยนะ แปรงฟันมื้อเช้านะจนเพื่อนเขากินมื้อกลางวันเสร็จแล้วยังแปรงไม่เสร็จเลยก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี อะไรจะดัดแปลงตัวเองมากขนาดนั้น

การภาวนาคือการเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่คือการดัดแปลงตัวเอง รู้กายลงไป รู้ใจลงไป ดูของจริงในกายในใจ กายนี้ไม่เที่ยงหรอก เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด กายนี้ทนอยู่ในสภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ กายเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุนะ ไม่ใช่ตัวเราหรอก ดูลงไป

จิตก็เหมือนกันนะ มันไม่เที่ยง เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ถูกตัณหาบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เพราะเราบังคับมันไม่ได้ สั่งมันไม่ได้จริงหรอก

เรียนจนเห็นของจริงนะ พอเห็นความเป็นจริงแล้วจะเบื่อ เพราะเห็นตามความเป็นจริงก็เบื่อหน่าย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520426B.mp3
ลำดับที่ ๕
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๘ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องสม่ำเสมอ

mp 3 (for download) : การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องสม่ำเสมอ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :พวกเราก็ฝึกไปนะ วันนี้ยังทุกข์อยู่ ไม่เป็นไร อนาคตต้องให้ดีกว่านี้ให้ได้ ต้องเดินใกล้ มรรค ผล นิพพาน เข้าไปทุกวันๆ ไม่ต้องรีบเดินก็ได้นะ ถ้ารีบเดิน รีบจ้ำๆ จะตกถนนทุกรายเลย แต่ต้องทำสม่ำเสมอ รู้สึกกาย รู้สึกใจ ทำทุกวันสม่ำเสมอ ความสม่ำเสมอดีกว่าความรีบร้อน

ต้องสม่ำเสมอ มีวินัยในตัวเอง รักษาศีลไว้ก่อน มีศีล ๕ ศีล ๕ จำเป็นที่สุด ถ้าไม่มีศีล จิตจะไม่มีความสงบเลย เพราะฉะนั้นถ้าจิตใจเรามีสุขมีความสงบแล้วนะ มีสติคอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของกาย มีสติรู้ความเปลี่ยนแปลงของใจ วันหนึ่งจะเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ ตัวความเข้าใจนั้นแหละเรียกว่า “วิปัสสนาปัญญา” เข้าใจความเป็นจริงของกายของใจว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อมันเข้าใจความเป็นจริงนะ จิตจะคลายความยึดถือ ไม่ยึดในกายไม่ยึดถือในใจ พอไม่ยึดถือมันก็หลุดพ้นออกไป ขันธ์ส่วนขันธ์นะ จิตที่พ้นจากความยึดถือขันธ์ก็อยู่ต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกัน ภาวนาแล้ววันหนึ่งพวกเราจะถึงความสิ้นทุกข์ ต้องอดทนนะ วันนี้ยังทุกข์อยู่ไม่เป็นไร ฝึกไปเรื่อย.. วันหนึ่งต้องพ้นทุกข์ให้ได้ ถึงจะสมเป็นลูกพระพุทธเจ้า


CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๐
File: 520621.mp3
ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๐ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา ไม่มีสภาวธรรมรองรับ ไม่มีวันเกิดมรรคผล

mp3 for download: คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา ไม่มีสภาวธรรมรองรับ ไม่มีวันเกิดมรรคผล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา

คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์: การภาวนามันไม่ใช่เรื่องนั่งคิดเอา ไม่ใช่ปรัชญา มันเป็นศาสตร์ที่ต้องเข้าไปสัมผัสจริงๆ เข้าไปรู้ไปเห็นสภาวธรรมจริงๆ ถ้าไม่เห็นสภาวธรรมนะ ไปหลงอยู่ในโลกของความคิดเพราะคิดถึงสภาวธรรม

คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา ไปหมายๆ เอา ไม่มีสภาวธรรมรองรับ ไม่มีวันเกิดมรรคผลอะไร พอใจเข้าไปหมาย ใจก็เข้าไปเกาะ ไปยึด ไปติดอยู่นะ เหมือนๆจะดีนะ เหมือนๆจะมีความสุข ใจจะทื่อๆ แข็งๆทื่อๆ ไม่สดชื่น มานะอัตตามันก็เพิ่มขึ้น กิเลสแรงนะ แต่ไม่เห็นหรอก

เนี่ยการภาวนานะ เราจะทิ้งสภาวธรรมไม่ได้ ต้องรู้จักสภาวะ สิ่งทีเรียกว่าสภาวธรรม บางทีก็เรียกว่าปรมัตถธรรม สิ่งที่เรียกว่าปรมัตถธรรมมีสองส่วน ส่วนที่เป็น ‘โลกียะ’ กับส่วนที่เป็น ‘โลกุตตระ’

“ปรมัตถธรรม” หรือ “สภาวธรรม” ๔ อย่าง มีจิต มีเจตสิก มีรูป มีนิพพาน ‘จิต’ คือธรรมชาติรู้อารมณ์ ‘เจตสิก’ คือธรรมชาติที่ประกอบจิต ‘รูป’ เป็นธรรมชาติที่มันแตกสลายได้ ด้วยความร้อนความเย็นอะไรพวกนี้ ‘นิพพาน’ เป็นสภาวะที่พ้นจากความทุกข์ พ้นจากความปรุงแต่ง นี่เป็นของจริง

เวลาเรียน ทำวิปัสสนาเนี่ย เราต้องรู้จักสภาวะ ๓ อย่าง จิต เจตสิก รูป สภาวะฝ่ายโลกียะนี้แหละ นิพพานไม่ต้องหรอก ถ้าเข้าใจสภาวะถ่องแท้นะ เมื่อไรไม่ยึดถือสภาวะ เมื่อนั้นก็จะถึงนิพพาน แต่นิพพานก็ไม่ใช่คิดเอา

เรียนเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สิ่งใดเป็นผู้รู้อารมณ์เรียกว่าจิตนะ คำว่าอารมณ์ไม่ใช่อารมณ์ในภาษาไทย คนไทยยืมภาษาบาลีมาใช้ ยืมคำว่าอารมณ์มาใช้ แล้วความหมายเคลื่อนไป อารมณ์ ไม่ใช่ emotion เป็นตัว objective เป็นตัวสิ่งที่ถูกรู้ อะไรถูกรู้อันนั้นเรียกว่าอารมณ์ทั้งหมดเลย

สิ่งที่เป็นอารมณ์มีหลายอย่างนะ อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ เรื่องราวที่คิดขึ้นมา สมมุติขึ้นมา กับอารมณ์ปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน พวกนี้เป็นอารมณ์ปรมัตถ์

เราต้องภาวนานะ หลุดออกจากบัญญัติให้ได้นะ หลุดออกจากสมมุติให้ได้ ในสภาวธรรมจริงๆ ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ตัวปรมัตถธรรมนั้นตัวสภาวธรรม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ร่างกายนี้เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ แต่สมมุติขึ้นมา ถ้าธาตุมันมารวมตัวกันรูปร่างแบบนี้นะ ก็เรียกว่าคน อย่างนี้เรียกว่าสัตว์ นี่เรียกผู้ชาย นี่เรียกว่าผู้หญิง พอตายแล้วเห็นมั้ย มันกลับไปเป็นเหมือนๆกันหมด ไม่ใช่คนใช่สัตว์อะไร มันเป็นภาพลวงตาขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว เห็นสมมุติแล้วมันทำให้เราไม่เห็นสภาวะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
File: 530103.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จะเอาแก่นไม้ ก็ต้องอาศัยเปลือกด้วย

จะเอาแก่นไม้ ก็ต้องอาศัยเปลือกด้วย

จะเอาแก่นไม้ ก็ต้องอาศัยเปลือกด้วย

mp3 (for download) : จะเอาแก่นไม้ ก็ต้องอาศัยเปลือกไม้ด้วย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่มีใครสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้นะ  จิตบรรลุของมันเอง  เมื่อศีล  สมาธิ  ปัญญานี้แก่รอบพอ  จะต้องสะสมนะ     ท่านบอกว่า ไม่เอาศีลเป็นเป้าหมาย ไม่เอาสมาธิ  ไม่เอาปัญญา    แต่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ไม่เอาเลย เพียงแต่ว่าไม่เอามาเป็นเป้าหมาย    บางคนฟังหลวงพ่อบอกว่า  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  เป็นสะเก็ดไม้  เป็นเปลือกไม้  เป็นกระพี้ไม้   นั้นแสดงว่าไม่ต้องเอา  จะเอาวิมุติ  อยากหลุดพ้นอย่างเดียวไม่หลุดหรอก  ต้นไม้จะมีแก่นขึ้นมาได้  ต้องมีใบใช่ไหม  มีกิ่ง  มีเปลือก  มีกระพี้  ไม่อย่างนั้นจะมีแก่นขึ้นมาได้อย่างไร   เราจะภาวนาให้เกิดวิมุติ  เราก็ต้องมีเปลือกพวกนี้   ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ต้องอบรมไปเรื่อย  ให้แก่รอบนะ   แต่ไม่ใช่เป้าหมาย  มันคือเครื่องมือ เครื่องมือกับเป้าหมายไม่เหมือนกันนะ  อย่างเป้าหมายของหมอต้องรักษาโรคให้ได้  แต่หมอมีเครื่องมือเยอะแยะเลย  ถ้าหมอคนนี้เป็นหมอพิกลพิการทางจิตใจ  จะซื้อเครื่องมือมาเยอะเลย  แต่คนไข้จะอยู่หรือจะตายไม่สนหรอก  ขอให้ได้ใช้เครื่องมือ  อย่างนี้ก็ไม่ไหวใช่ไหม    เรียกว่าผิดเป้าหมายแล้ว    อย่างนั้นเป้าหมายเราจริง ๆ  การหลุดพ้นนะ   แต่เครื่องมือต้องสะสม  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ต้องสะสมไปเรื่อย

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่  ๓๓
File: 521227
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๔๑ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตตื่นยังไม่ใช่มรรคผล

จิตตื่นยังไม่ใช่มรรคผล

จิตตื่นยังไม่ใช่มรรคผล

mp3 (for download): จิตตื่นยังไม่ใช่มรรคผล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอจิตตื่นขึ้นมาแล้ว คราวนี้เราได้เป็นพุทธะน้อยๆ  เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นแล้ว  แต่ยังไม่ใช่มรรคผลนิพพาน จิตตื่นขึ้นมา จิตเป็นผู้รู้ขึ้นมา  จิตมีสมาธิขึ้นมาแล้ว ถัดจากนี้ต้องเดินปัญญา ต้องเดินปัญญานะ

วิธีเดินปัญญา ก็คือ มีสติรู้ความเปลี่ยนแปลงของกาย  มีสติรู้ความเปลี่ยนแปลงของใจ ดูกายดูใจอย่างที่เขาเป็น แต่ดูด้วยจิตที่ตั้งมั่น มีสมาธิ

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่  ๓๔
File: 530423B
ระหว่างนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๓๘ ถึงนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๐๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่