Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ฝึกสมาธิ สำคัญที่มีสติรู้ทันจิต ไม่ใช่ท่าทางร่างกาย

mp3 for download : ฝึกสมาธิ สำคัญที่มีสติรู้ทันจิต ไม่ใช่ท่าทางร่างกาย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :ทำสมาธิ ไม่ถนัดนั่งก็เดิน ไม่ถนัดเดินก็นั่ง ตัวสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ท่านั่งท่าเดิน ไม่ใช่เดินท่าไหนถูก นั่งท่าไหนถูก จะเอามือไว้ตรงไหน เรื่องไร้สาระเลย อันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว คนไหนจะถนัดเอามือไว้ตรงไหนก็เอาไป จุดสำคัญคือรู้ทันจิต เพราะฉะนั้นบทเรียนในการทำสมาธิท่านถึงเรียกว่า “จิตตสิกขา” ไม่ใช่ให้เรียนเรื่องกายเรื่องจะเอามือเอาไม้ไว้ที่ไหนหรอก ใครจะถนัดเอามือไว้อย่างไรก็เอาไว้อย่างนั้นแหละ

มีคราวหนึ่งนะ หลวงพ่อไปหินหมากเป้ง ตอนนั้นหลวงปู่เทสก์ยังอยู่ ท่านสรางมณฑปใหม่แล้วท่านไปอยู่ในมณฑป กุฏิเก่ายังไม่รื้อ เป็นไม้ ท่านให้หลวงพ่อไปพักที่กุฏิเก่าของท่าน กุฏิเก่ากับมณฑปนี้ห่างกันนิดเดียว จากกุฎิเก่ามองเข้าไปทะลุ ผนังเป็นกระจก มณฑปนั้นเป็นกระจกนะ มองเห็นท่านได้ทั้งคืนเลย เราไปถึงก็เนื้อยเหนื่อยนะ ไปถึงแต่มืดเลยเดินทางมาทั้งคืนแล้ว ไปถึงหินหมากเป้งตอนเช้า ไม่ได้พักนะ ภาวนาไปอะไรไป กะว่าค่ำๆจะนอน หลวงปู่ให้ไปอยู่กุฏิเก่าของท่าน มองเห็นท่านอยู่ ท่านเดินจงกรมอยู่เราไม่กล้านอนน่ะ ครูบาอาจารย์ยังไม่นอนเลย ลูกศิษย์นอนก่อน เสียสถาบันนักปฏิบัติ ก็นั่งสมาธิ เดินก็ไม่ไหวแล้ว หนาวพิลึกพิลั่นเลย คอยนั่งสมาธิ คอยลืมตา หลวงปู่ยังเดินอยู่ กะว่าสี่ทุ่มท่านคงพักมั้ง ปลอบใจตัวเอง เปล่าสี่ทุ่มก็ไม่พักนะ ห้าทุ่ม ห้าทุ่มแล้วหลวงปู่ พอเสร็จแล้วดึกๆมากนะ เห็นท่านพัก ท่านพักเราก็รีบนอนเลย นอนไปจนถึงตีหนึ่งกว่าๆ ตีสองอะไรอย่างนี้ อู๊ยมันหนาวจัดนะ ตื่นมา ชะโงกดู อุ๊ย..หลวงปู่มาเดินอยู่อีกแล้ว ต้องลุกขึ้นนั่ง หนาวแทบตายเลย

เห็นท่านเดินจงกรม เป็นเงาตะคุ่มๆนะ มืดๆ ท่านไม่ได้เปิดไฟอะไรไว้ ในห้องที่ท่านอยู่มืดๆ แต่พอมองเห็น เพราะผนังมันเป็นกระจก ด้านหนึ่งพระจันทร์มันก็ส่องอะไรอย่างนี้ เห็นท่านเดินตะคุ่มๆ ใจก็สงสัยขึ้นมา เอ๊..หลวงปู่ หลวงปู่เดินจงกรมเนี่ย หลวงปู่เอามือไว้ตรงไหน ไว้อย่างนี้หรือเปล่า หรือว่าเอาไว้อย่างนี้ แต่ละสำนักเขาสอนไม่เหมือนกัน นึกถามท่านนะ ถามจบปุ๊บท่านก็.. เนี่ย เดินอย่างนี้เลยนะ อ๋อเข้าใจแล้วครับ พอใจบอกว่าเข้าใจแล้วครับ ท่านก็เอามือเก็บ

มันไม่ได้อยู่ที่ท่าทาง อยู่ที่สติ พออีกวันไปหาท่าน ท่านก็พูดเรื่องการปฏิบัติ ให้ทำด้วยความมีสติ เพราะฉะนั้นอิริยาบถท่าทางอะไร ใครถนัดอะไรก็เอาอันนั้นแหละ บางคนแกว่งแขนแล้วสติกระเด็นไปหมดเลยใช่มั้ย ก็เลยชอบให้นิ่งๆ มือเคลื่อนไหวมากๆนะจิตใจกระเจิดกระเจิงไป บางคนเดินเร็ว บางคนเดินช้า นั่นไม่สำคัญหรอก สำคัญที่รู้ทันจิต เพราะฉะนั้นเดินไปแล้วให้มีสติรักษาจิตอยู่ จิตหนีไปแล้วรู้ทัน จิตไปคิดแล้วรู้ทัน จิตไปเพ่งรู้ทัน เนี่ยจะได้สมาธิขึ้นมา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันจันทร์ที่ ๓๑ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า
File: 551231A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๒ ถึงนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีสมาธิก็ต้องมีสติกำกับ

mp3 (for download) : มีสมาธิก็ต้องมีสติกำกับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อภาพจากบ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราพยายามตั้งใจรักษาศีล ๕ ใครมันจะหัวเราะก็ช่างมัน ตั้งใจฝึกจิตใจให้อยู่กับเนื้อกับตัว สภาวะที่จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวนั้นแหละ คือสภาวะที่จิตทรงสมาธิที่ถูกต้องอยู่ ความรู้เนื้อรู้ตัวนี่ขาดไม่ได้เด็ดขาดเลย บางคนนั่งสมาธิจนกระทั่งโลกธาตุดับนะ ร่างกายหายไป โลกหายไป เหลือจิตดวงเดียว ก็ยังไม่ขาดความรู้สึกตัว จิตไม่ขาดสติ มีสติรักษาจิตอยู่ เพราะฉะนั้นสมาธิก็ต้องมีสติกำกับ ขาดสติเคลิ้มไป เป็นมิจฉาสมาธิทันทีเลย

มีศีล ตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศลทางกายทางวาจา มาฝึกจิตให้อยู่กับเนื้อกับตัว ได้สมาธิที่ถูกต้อง แล้วก็ไม่ทรงสมาธิอยู่เฉยๆ ต้องน้อมจิต มีสติระลึกรู้ เห็นความเปลี่ยนแปลงของกาย เห็นความเปลี่ยนแปลงของใจเรื่อยไป มาดูความเปลี่ยนแปลง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

File: 551208A
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๔๑ ถึงนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง

mp3 (for download) : อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง

อย่าประมาทกิเลสเล็กๆน้อยๆ ผิดศีลได้เริ่มจากกิเลสเล็กน้อยนี่เอง

คือการพัฒนาคุณภาพของจิตใจเราทิ้งหลักของ”ไตรสิกขา”ไม่ได้ ถ้าทิ้งหลักไตรสิกขาละก็ ไม่ใช่ชาวพุทธแท้หรอก ไตรสิกขาคือเรื่องศีลสิกขา เรื่องจิตสิกขา เรื่องปัญญาสิกขา เราจะเรียนเรื่องศีลเรียนเรื่องจิตเรียนเรื่องการเจริญปัญญา ศีลในเบื้องต้นเนี่ยต้องเจตนา งดเว้นการทำบาปอกุศลทางกายทางวาจาไว้ก่อน เบื้องต้นต้องตั้งใจงดเว้นไว้ก่อน ต่อมาเรามาฝึกอาศัยสตินี่แหล่ะ คอยรู้ทัน ใจมันทำผิดศีลได้นะเพราะกิเลสมันครอบงำจิต ให้เราคอยรู้ทันจิตไว้ กิเลสอะไรเกิดขึ้นเรารู้ทัน กิเลสอะไรเกิดรู้ทันนะ กิเลสจะครอบงำไม่ได้ อย่างโทสะเกิดเนี่ยรู้ทันมัน โทสะครอบงำจิตไม่ได้ มันไม่ฆ่าใครไม่ตีใครไม่ด่าใครไม่เบียดเบียนใคร ราคะเกิดขึ้นเรามีสติรู้ทันไม่ครอบงำจิต เราก็ไม่ไปลักใครขโมยใครไม่เป็นชู้กับใคร ไม่ปลิ้นปล้อนตลบแตลงล่อลวงเค้า เนี่ยกิเลสทั้งนั้นเลยนะ

คนทำผิดศีลได้เพราะกิเลสครอบงำจิตได้ กิเลสเล็กกิเลสน้อยก็อย่าไปไว้ใจมันนะ อย่ามีข้อยกเว้นแก่กิเลส บางคนเห็นว่ากิเลสเล็กๆน้อยๆไม่เป็นไร แรกๆไม่เป็นไรนะ ตัวเล็กไม่เป็นไรต่อไปตัวกลางๆก็ไม่เป็นไรเหมือนกันนะ สุดท้ายตัวใหญ่ๆก็ไม่เป็นไร

อย่างตอนเด็กๆหัดรังแกสัตว์ตัวเล็กๆก็รังแกสัตว์ตัวใหญ่ได้มากขึ้นๆ สุดท้ายมันก็แกล้งคนได้ ฆ่าคนได้ ใจมันเคยชินที่จะเบียดเบียน นั้นเรามีสตินะ รักษาจิตไว้ให้ดี อย่าให้กิเลสครอบงำจิตได้ คอยรู้ทันมันเข้าไป ศีลมันจะเกิดขึ้น พอจิตเรามีศีลเนี่ยสมาธิจะเกิดง่าย คนที่ไม่มีศีลนะจะฟุ้งซ่าน ฟุ้งไปในกาม ฟุ้งไปในความไม่พอใจ กามและปฏิฆะมายั่วจิตให้ฟุ้งไป เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง อยากได้กลิ่น อยากได้รส ถ้าเรามีสติคุ้มครองจิตอยู่ กิเลสมันครอบงำจิตไม่ได้ กิเลสหยาบๆนะครอบงำไม่ได้ สติปัญญาเร็วขึ้นๆนะ ต่อไปกิเลสอย่างกลางก็ครอบงำจิตไม่ได้ กิเลสอย่างหยาบเนี่ยเอาศีลกั้นไว้ ราคะ โทสะ โมหะแรงๆเกิดขึ้นนะ จะทำผิดศีลไม่ทำ ตั้งใจงดเว้นไม่ทำ ทุกวันต้องคิดว่าเราจะรักษาศีลตื่นเช้าขึ้นมา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การดูจิตที่ถูกต้องได้ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา

mp3 (for download): การดูจิต(ที่ถูกต้อง) ได้ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การดูจิต(ที่ถูกต้อง) ได้ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์: หลวงพ่อขอยกตัวอย่างกรรมฐานอันหนึ่งก็คือการดูจิต ถ้าเราดูจิตเป็นนะเราจะมีทั้งศีลทั้งสมาธิทั้งปัญญา นะ ทำอันเดียวนี้แหละ ได้หมดเลย นะ แต่ต้องทำให้เป็นนะ ทำยากเหมือนกันแหละ

ขั้นแรกเลยเราหัดรู้จักจิตใจของตนเองก่อน นะ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้เกิดลอยๆอยู่ในอากาศหรอกนะ มันอยู่ที่จิตที่ใจเราเนี่ยเราต้องให้พัฒนาขึ้นมาที่จิตที่ใจของเรา คุณงามความดี กุศลทั้งหลาย เกิดที่จิตเรานี่แหละ ไม่ได้ไปเกิดที่ร่างกายหรือเกิดที่อื่น นะ เพราะฉะนั้นเราเรียน ถ้าเรียนเอาให้เร็วๆนะ เรียนเข้ามาให้ถึงจิตถึงใจตนเอง ขั้นแรกเลยหัดสังเกตสภาวะไปเรื่อยๆ จิตมันโลภขึ้นมาคอยรู้ทัน จิตมันโกรธขึ้นมาคอยรู้ทัน จิตมันหลงไปละ คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไป ก็รู้ว่ามันหลงไปคิด จิตฟุ้งซ่านรู้ว่ามันกำลังฟุ้งซ่านอยู่ จิตหดหู่รู้ว่ามันหดหู่อยู่ จิตเป็นสุขรู้ว่ามันเป็นสุขอยู่นะ จิตเป็นทุกข์รู้ว่ามันเป็นทุกข์อยู่ จิตเฉยๆรู้ว่าจิตเฉยๆ นะ หัดรู้ทันสภาวะของจิตใจไปเรื่อยๆ อย่าไปคาดหวังว่าจะรู้ไปถึงเมื่อไร รู้แล้วจะได้อะไร หัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆนะ

ตอนนี้มีคนที่ฟังหลวงพ่อ ฟังด้วยต่อหน้าต่อตาแบบนี้บ้าง ฟังจากซีดีบ้าง คนฟังจากซีดีก็เยอะ นะ เมื่อวันจันทร์หลวงพ่อไปเทศน์ที่สระบุรี มีคนที่อยู่ทางโน้นนะ บางคนไม่เคยมาฟังที่นี่ นะ ไม่เคยเจอหลวงพ่อด้วย ฟังแต่ซีดีนะ เขาฟังแล้ว ได้ยินว่าให้หัดรู้สภาวะ รู้สภาวะ เขาก็หัดดูสภาวะไป นะ อะไรเกิดขึ้นในใจคอยรู้เรื่อยๆนะ คอยรู้ไป โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่านหดหู่ สุขทุกข์ อะไรอย่างนี้ ดีใจ เสียใจ ยินดียินร้าย อะไรๆเกิดขึ้นในจิตในใจเขาคอยดูเรื่อยๆ ปรากฎว่าจิตของเขาตื่นขึ้นมา นะ จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขึ้นมา นะ อันนี้เขาได้สมาธิแล้วนะ ได้สมาธิแล้ว

ถัดจากนั้นคือขั้นเจริญปัญญา นะ ทีนี้เราหัดดูสภาวะบ่อยๆ ต่อไปเนี่ยไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในจิตของเรา แม้แต่นิดเดียว สติจะระลึกได้เอง เราต้องฝึกจนสติเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติถึงจะเรียกว่าใช้ได้ ถ้าสติยังไม่อัตโนมัตินะ หัดดูสภาวะไปเรื่อย มันโลภแล้วก็รู้ รู้บ้างหลงบ้างนะ มันไม่ได้รู้ตลอดเวลาหรอก นะ เราเคยชินที่จะหลง มันหลงตลอดวันน่ะ ส่วนใหญ่นานๆรู้ทีหนึ่ง นะ

วิธีที่จะช่วยให้เรารู้ได้บ่อยๆนะ คือ หาอารมณ์กรรมฐานมาสักอันหนึ่ง เรียกว่า วิหารธรรม นะ หาวิหารธรรมมาสักอันหนึ่ง อาจจะอยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับลมหายใจก็ได้ อยู่กับท้องพองยุบก็ได้ ขยับมืออย่างหลวงพ่อเทียนก็ได้ เดินจงกรมแล้วเห็นร่างกายเดินก็ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน แล้วเห็นร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ไปเรื่อยๆก็ได้ หัดรู้สภาวะอย่างนี้เรื่อยๆ แล้วก็คอยรู้ทันจิตไว้ นะ คอยรู้ทันจิตเป็นตัวหลัก นะ เอาวิหารธรรม เอาเครื่องอยู่นี้เป็น Background เป็นพื้นหลังเท่านั้นเอง เป็นฉากหลัง นะ

เช่น เราคอย พุทโธ พุทโธ ไปนะ แล้วจิตมันหนีไปคิด เราก็รู้ทันว่าจิตหลงไปคิดแล้ว นี่คือการหัดรู้สภาวะ นะ อ้อ..จิตหลงไปคิดหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง มาพุทโธ พุทโธ อีก หลงไปคิด คราวนี้ไม่ทันรู้ทัน หลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเกิดความโลภ มีสติแล้วไปรู้ทันอีก โอ้..นี่โลภเกิดขึ้นแล้ว เนี่ยจิตจำสภาวะของความโลภได้ ต่อไปความโลภเกิดนะ สติก็เกิดเอง

บางทีหลงไปคิด แล้วก็รู้ไม่ทันความโกรธเกิดขึ้น เกิดรู้ทันว่าจิตกำลังโกรธอยู่ อ๋อ..ความโกรธหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง นะ จิตจำสภาวะของความโกรธได้แม่น ต่อไปพอจิตมันโกรธขึ้นมานะ สติระลึกได้เองว่า อ้อ..โกรธไปแล้ว ไม่ได้เจตนารู้เลยนะ มันรู้เอง อ้าวโกรธไปแล้วนี่ โลภไปแล้วนี่ หลงไปแล้วนี่ ฟุ้งซ่านไปแล้ว หดหู่ไปแล้ว ดีใจเสียใจ สุขทุกข์ เฉยๆ ไปแล้ว นะ เฝ้ารู้อย่างนี้เรื่อยๆ

หาอารมณ์กรรมฐานมาสักอันหนึ่งเป็นเครื่องอยู่ของจิต แล้วคอยรู้ทันจิต เหมือนเป็นบ้าน เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับบ้านมากกว่าเจ้าของบ้าน จิตคือเจ้าของบ้าน นะ เพราะฉะนั้นเราจะอยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจอะไรก็ได้ หายใจไปแล้วจิตหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ทัน จิตไปเพ่งลมหายใจ รู้ทัน หายใจไปแล้วจิตมีปีติ รู้ทัน หายใจแล้วจิตเป็นสุข รู้ทัน หายใจแล้วจิตสงบ มีอุเบกขา รู้ทัน หายใจแล้วไม่ยอมสงบเลย ฟุ้งลูกเดียวเลย ก็รู้ทัน หัดรู้อย่างนี้เรียกว่าหัดรู้สภาวะนะ ต่อไปสติเกิดขึ้นมา

ทีนี้พอสติเกิดเอง แล้วต่อไป กิเลสมันเกิดอีก สติเห็นได้เอง ทันทีที่สติมันไปเห็นเองนะ กิเลสมันจะหายไปละ มันจะครอบงำจิตไม่ได้ นะ ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านเลยสอน สอนดีมาก หลวงปู่ทา อยู่วัดถ้ำซับมืด นี่ ท่านสิ้นไปแล้ว หลวงปู่ทานะ เจอท่านทีไรท่านพูดนิดเดียว บอก “มีสติรักษาจิต” มีสติรักษาจิตนะ ท่านไม่ได้บอกให้เรารักษาจิตนะ ท่านให้มีสติ แล้วสตินั่นแหละรักษาจิต หมายถึงว่า พอกิเลสใดๆเกิดขึ้นที่จิต เรามีสติรู้ทันนะ กิเลสจะครอบงำจิตไม่ได้ เมื่อกิเลสครอบงำจิตไม่ได้ เราจะผิดศีลได้มั้ย เราจะผิดศีลไม่ได้ จำไว้นะ

คนทั่วๆไปถือศีลอย่างยากลำบาก รู้สึกศีลเป็นของถือยาก เพราะอะไร เพราะไม่มีสติ แต่ถ้าเราฝึกนะ ตามรู้จิตรู้ใจตัวเองไป รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นจนมันรู้อัตโนมัติขึ้นมาเนี่ย การรักษาศีลไม่ใช่ของยากอีกต่อไปแล้ว นะ เช่น ใจอยากคุยฟุ้งซ่าน สังเกตมั้ยพูดมากเนี่ย เป็นศีลที่ด่างพร้อยง่ายที่สุด รู้สึกมั้ย พูดเพ้อเจ้อ ศีลด่างพร้อยง่ายที่สุดเลย เพราะเรารู้สึกไม่มีโทษเท่าไหร่ พูดได้ สนุกดี นะ แต่พอต่อไปเรา สติเราเร็วนะ เราเห็นจิตอยากพูดเพ้อเจ้อ เราเห็นละ ความอยากนั้นดับไปนะ เราก็ไม่พูดเพ้อเจ้อแล้ว นี่เป็นตัวอย่างนะ ความโกรธเกิดขึ้นมา เรามีสติรู้ทัน ความโกรธครอบงำจิตไม่ได้เราก็ไม่ด่าใคร ไม่ตีใคร ไม่ ไม่ไปส่อเสียดใคร ไม่ทำร้ายใคร ไม่ฆ่าใคร เห็นมั้ย เราคอยรู้ทันนะ มีสตินี้แหละ สติรักษาจิตให้มีศีลขึ้นมา นะ

ทีนี้พอเราคอยรู้ทันบ่อยๆนะ ต่อไปเนี่ยจิตจะค่อยๆตั้งมั่น กิเลสนั้นล่ะเป็นตัวลากให้จิตมันไหลไป นะ กิเลสหยาบๆนะมันจะขึ้นมาครอบงำจิตแล้วจะทำให้ผิดศีล ถ้ากิเลสยังไม่หยาบ กิเลสมันละเอียดขึ้นมาเรียกว่านิวรณ์ เช่น กามฉันทนิวรณ์เกิดขึ้น จิตมันอาลัยอาวรณ์ในความสุขทางโลกๆขึ้นมา หรือพยาบาทเกิดขึ้น จิตมันคอยคิดคอยปรุงแต่เรื่องไม่ดี เขาว่าเราเมื่อ ๒๐ ปีก่อน เรายังเจ็บไม่หายเนี่ย เพราะใจมีพยาบาท ถ้าเรามีสติรู้ทันนิวรณ์ที่กำลังปรากฎอยู่ นิวรณ์จะดับไปนะ เมื่อไรนิวรณ์ดับไป เมื่อนั้นจิตตั้งมั่นโดยอัตโนมัติ สมาธิเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

เพราะฉะนั้นถ้าเรามีสติรู้ทันจิตเรื่อยๆนะ จะเกิดศีลอัตโนมัติ แล้วก็รู้ทันลงไปอีกนะ ถ้านิวรณ์กิเลสละเอียดๆผุดขึ้นมาเรารู้ทัน รู้ทัน รู้ทัน ไปเรื่อยนะ กิเลสพวกนี้ลากจิตให้วิ่งไปไม่ได้ กิเลสนิวรณ์นี้จะทำหน้าที่คอยมายั่ว ยั่วยวน นะ จนกระทั่งกลายเป็นกิเลสหยาบๆ ลากเอาจิตกระเจิดกระเจิงลงไป แต่ถ้าเรารู้ตั้งแต่มันยังตัวเล็กๆนี่มันลากเอาไปไม่ได้ จิตใจก็สงบสิ ใช่มั้ย จิตไม่ถูกมันลากให้ไปคิดในเรื่องกาม ไม่ถูกให้มันลากไปคิดในเรื่องที่พยาบาท ไม่ลากไปคิดฟุ้งซ่าน ไม่ลากไปคิดหดหู่ ไม่ลากไปคิดเรื่องธรรมะแล้วก็สงสัยอยู่นั้นแหละ ไม่ยอมดู นะ เมื่อจิตไม่ถูกกิเลสลากเอาไป ไม่ถูกนิวรณ์ลากเอาไป จิตก็สงบสิ จิตก็ตั้งมั่นเห็นมั้ย ดูจิตแล้วมีสมาธิขึ้นมา

เมื่อปี ๒๕ นะ ปลายๆปี หลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดูลย์เป็นครั้งที่ ๓ นะ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๑ เนี่ย ไปช่วงเดือนมาฆะ ช่วงมาฆบูชา ใกล้ๆมาฆบูชา ครั้งที่ ๒ ไปช่วงใกล้ๆวิสาขะ นะ แล้วครั้งที่ ๓ เนี่ย หลังจากออกพรรษาแล้วไป ไปส่งการบ้านท่าน ไปส่งรายงานท่านว่าดูจิตแล้วอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ ท่านก็บอกว่า อ้อ..จิตตรงนี้เข้าสมาธิ นะ จิตเป็นสมาธิ ตอนนั้นหลวงพ่อก็ไปบอกท่านนะ เอ๊..หลวงปู่ผมไม่ได้นั่งสมาธินะ ผมดูจิตอยู่เฉยๆน่ะ ทำไมหลวงปู่ว่าเข้าสมาธิ เราลูกศิษย์ชั้นดีนะ ครูบาอาจารย์บอกอะไร เรายังสงสัยเรายังไม่เชื่อทีเดียว เราฟังแต่ไม่เชื่อ ชาวพุทธต้องหัดนิสัยใหม่นะ ทุกวันนี้เราเน้นเรื่องเชื่อฟัง อย่าเชื่อง่าย เชื่อง่ายไม่ใช่ชาวพุทธแต่ต้องฟังนะ ฟังแล้วพิจารณา ฟังแล้วใคร่ครวญ ฟังแล้วตรวจสอบ นะ เห็นจริงแล้วถึงจะเชื่อ

เพราะฉะนั้นหลวงปู่สอนหลวงพ่อนะ บอกว่าจิตมันทำสมาธิ หลวงพ่อก็ยังสงสัยอยู่ กราบเรียนถามท่าน หลวงปู่ ผมไม่ได้นั่งสมาธินะผมดูจิตอยู่ หลวงปู่บอกว่าการดูจิตนั้นจะได้สมาธิอัตโนมัติ นะ โอ้.. ท่านว่าอย่างนี้นะ น้อมรับมา เดี๋ยวมาดูว่าจริงหรือไม่จริง นะ เนี่ยท่านว่าอย่างนี้เราก็ฟัง นะ ไม่เถียงนะ ไม่ใช่เถียงไม่จริงหรอกครับ ยังไม่ได้พิสูจน์เลยดันไปบอกว่าไม่จริง โง่ อย่างนั้นโง่ นะ ก่อนจะบอกว่าจริงหรือไม่จริงนะต้องพิสูจน์ก่อน

อย่างทุกวันนี้ข่าวลือเยอะนะ ชอบลือว่าคนนั้นเป็นพระอรหันต์ นี่ คนนี้อรหันต์ หลวงพ่อปราโมทย์ก็อรหันต์ หันไปหันมา เชื่อก็โง่แล้ว นะ ถ้าเชื่อก็โง่แล้ว ถ้าไม่เชื่อแล้วก็ไม่จริงหรอก ไม่จริงหรอก อันนี้ก็โง่อีกแบบหนึ่ง ใช่มั้ย ต้อง ต้องดู ใช่มั้ย ต้องตรวจสอบ ต้องพิสูจน์ เนี่ย เราแต่ละคนอย่าเชื่อง่าย

นี่หลวงพ่อก็มาดูๆ ผ่านมา ฝึกมาเรื่อยๆ อ๋อ เราดูจิตดูใจเนี่ย มันพลิกไปพลิกมานะ ระหว่างการเดินปัญญากับการทำสมาธิ ถ้าเมื่อไรจิตไปจับอารมณ์อันเดียวไว้ล่ะก็นิ่ง..หยุดอยู่ในอารมณ์อันเดียวนั้น ในความสงบ ในความว่าง ในความไม่มีอะไร อันนั้นคือการทำสมาธิด้วยการดูจิต นะ หรืออย่างเรารู้ทันกิเลส รู้ทันนิวรณ์ที่จะมาย้อมจิต พอรู้ทันนะ กิเลสนิวรณ์ดับไปเนี่ย จิตสงบ จิตตั้งมั่น มีสมาธิขึ้นมาโดยอัตโนมัติ นี่ดูจิตก็ได้สมาธิจริงๆอย่างที่ครูบาอาจารย์บอก เห็นมั้ยท่านบอกไม่ผิด ท่านบอกถูก แต่ตอนที่ท่านบอกเรายังรู้ไม่ถึง นะ เราก็มาฝึกเอา ไม่ใช่รู้ไม่ถึงแล้วเถียงไว้ก่อน แล้วก็ไม่ลองทำ อันนั้นใช้ไม่ได้ นะ

ทีนี้ ดูจิตนะ กิเลสหยาบครอบงำจิตไม่ได้ ต่อไปก็มีศีล ดูจิตนะ นิวรณ์เกิดขึ้น รู้ทันนิวรณ์ นิวรณ์สลายไป จิตก็ตั้งมั่น มีสมาธิ เรามาดูจิตต่อไปให้เกิดปัญญาทำได้มั้ย ทำได้ เราจะเห็นว่าจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น จิตดวงหนึ่งดับไป อย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน นะ จิตนี้ไม่คงที่เลย จิตนี้แต่ละดวง แต่ละดวงเนี่ย เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ จิตไม่ได้มีดวงเดียว มิจฉาทิฎฐิจะเห็นว่าจิตมีดวงเดียวแล้วก็เที่ยง คงที่ถาวร จิตนี้คือตัวเรา เป็นอัตตาตัวตนถาวร

แต่ถ้าเราหัด มีสติ รู้ทันจิตเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าจิตไม่เที่ยงหรอก จิตบางดวงมีความสุข จิตบางดวงมีความทุกข์ จิตบางดวงเฉยๆ จิตบางดวงเป็นกุศล จิตบางดวงมีกิเลส นะ คนละดวงกัน จิตที่เป็นกุศลก็อย่างหนึ่ง จิตที่มีกิเลสก็อย่างหนึ่ง จิตที่เป็นกุศลก็ยังมีหลายแบบ เป็นกุศลเฉยๆ เป็นกุศลธรรมดา หรือเป็นกุศลที่ประกอบด้วยสติปัญญา นะ มีสติอย่างเดียว หรือมีสติและปัญญา เนี่ย จิตที่เป็นกุศลก็จะมีสองแบบ นะ

จิตที่เป็นอกุศลก็มีหลายแบบ จิตที่โลภก็เป็นแบบหนึ่ง จิตที่โกรธก็เป็นแบบหนึ่ง จิตที่หลงก็เป็นแบบหนึ่ง นะ แล้วจิตที่หลงมีความพิเศษ จิตอกุศลทั้งหมดจะเป็นจิตที่หลง จิตจะโกรธได้ก็ต้องหลงด้วย จิตจะโลภได้ก็ต้องหลงด้วย เพราะฉะนั้นความโกรธและความโลภไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลง เกิดร่วมกับโมหะเสมอ ทีนี้บางทีจิตมีโมหะเฉยๆ ฟุ้งซ่านเฉยๆ ยังไม่โลภไม่โกรธ บางทีลังเลสงสัยอยู่ ยังไม่โลภไม่โกรธ บางทีมีโมหะขึ้นมา นะ แล้วก็โลภ แล้วก็โกรธ นะ ไม่แน่ แต่ละดวง แต่ละดวง ไม่เหมือนกัน

เนี่ยเราค่อยเฝ้ารู้ลงไปนะ จิตที่มีความสุขมันก็แบบหนึ่ง จิตที่มีความทุกข์มันก็แบบหนึ่ง จิตที่เฉยๆก็แบบหนึ่ง จิตที่มีปัญญาก็แบบหนึ่ง จิตที่ไม่มีปัญญานะ มีแต่ความรู้สึกตัวอยู่เฉยๆก็แบบหนึ่ง นะ จิตที่โลภ จิตที่โกรธ จิตที่หลง จิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่หดหู่ จิตที่ลังเลสงสัย แต่ละอัน แต่ละอัน คนละแบบกันทั้งนั้นเลย จิตที่กลัวกับจิตที่อิจฉาเหมือนกันมั้ย เอ้อ.. กลัวก็เป็นโทสะเหมือนกันนะ อิจฉาก็เป็นโทสะ แต่เห็นมั้ย ไม่เหมือนกัน ยังมีสไตล์ที่แยกออกไป มีรูปแบบย่อยๆออกไปอีก เพราะฉะนั้นกิเลสนานาชนิด ก็อยู่กับจิตนานาชนิด

เราเห็นลงไป ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ จิตแต่ละดวงไม่เหมือนกัน จิตที่เป็นกุศล จิตที่เป็นอกุศล แต่ละดวงไม่เหมือนกัน ดูจากอายตนะก็ได้ จิตที่ไปดูกับจิตที่ไปฟังก็ไม่เหมือนกัน จิตที่ไปดู จิตที่ไปฟัง กับจิตที่ไปคิด ก็ไม่เหมือนกัน เนี่ยดูอย่างนี้นะ เราจะเห็นว่าจิตแต่ละดวง แต่ละดวง ไม่เหมือนกัน

เนี่ยวิธีดูจิตที่จะทำให้เกิดปัญญา คือ ดูให้เห็นเลยว่าจิตแต่ละดวง แต่ละดวง ไม่เหมือนกันหรอก พอเราเห็นว่าจิตแต่ละดวงไม่เหมือนกันแล้วเนี่ย ต่อไปปัญญามันจะเกิดละ มันจะเห็นว่า อ้อ..จิตที่โลภอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไปนะ กลายเป็นจิตเฉยๆ จิตเฉยๆอยู่ชั่วคราวแล้วก็กลายเป็นจิตที่โกรธนะ จิตที่โกรธอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป เกิดเฉยๆอีกละ อะไรอย่างนี้ เนี่ยมันจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย แล้วจะเห็นเลยจิตนี้เกิดดับอยู่เรื่อยๆ

หรือบางทีจิตก็เกิดที่ตา เกิดที่หู เกิดที่ใจ เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น นะ เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อย เราจะเห็นว่าจิตแต่ละดวงเกิดแล้วดับ จิตแต่ละดวงเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ดวงเดียวกัน นะ เห็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราจะรู้เลยว่า จิตทุกชนิด ทั้งที่เป็นกุศล ทั้งที่เป็นอกุศล เกิดแล้วดับทั้งสิ้น การที่เห็นจิตที่เป็นกุศลอกุศลเกิดแล้วดับทั้งสิ้น มันจะไม่ได้รู้แค่จิต เราจะรู้สิ่งที่ประกอบจิตด้วย นะ คือ เจตสิก นะ ความสุข ความทุกข์ กุศล อกุศล เราก็จะเห็นด้วยว่ามันเกิดดับไปพร้อมๆกับจิตนั่นแหละ นะ นี่เราจะเห็นทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ นะ ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว นะ ทั้งรู้ ทั้งไม่รู้ นี่ เกิดแล้วดับหมดเลย

การที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันหนึ่งจิตเกิดปัญญาขึ้นมา มันรู้เลยว่าสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา โดยการที่เราเรียนรู้จิตนี่แหละเป็นตัวหลัก นะ ความจริงเรียนอย่างอื่นก็ได้ ดูกาย ดูเวทนา อะไรอย่างนี้ก็ใช้ได้นะ แต่วันนี้พูดเรื่องการดูจิตมาตั้งแต่เรื่อง ดูจิตให้เกิดศีล ดูจิตจนเกิดสมาธิ นี่ดูจิตจนเกิดปัญญา เราเห็นจิตเขาเกิดดับ เกิดดับ ไปเรื่อย ในที่สุดปัญญามันเกิด สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวร ละสักกายทิฎฐิ ละความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้ พอละความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้ มันจะละมิจฉาทิฎฐิอื่นๆขาดไปด้วย

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๕ (วันอาทิตย์ ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๒)

File: 521220

ระหว่างนาทีที่ ๒๓ ถึงนาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่