Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : สติตัวจริง

สติตัวจริง

หลวงพ่อปราโมทย์จึงได้ใช้คำว่า “มีสติตัวจริง” เพื่อแยกให้เห็นว่า การรู้อารมณ์มีสองอย่าง
อย่างที่เป็นการรู้ด้วยสติตัวจริง กับรู้ด้วยสติธรรมดาทั่วไป

การรู้ด้วยสติตัวจริง
จิตจะต้องมีทั้งสติ (สติทำหน้าที่ระลึกรู้) และมีความตั้งมั่น(ไม่ไหลไปจมแช่อารมณ์)
ซึ่งก็ยังแยกออกเป็น รู้สภาวะทางกาย กับรู้สภาวะทางใจหรือจิต

ถ้ารู้สภาวะทางกายด้วยสติตัวจริง จิตจะตั้งมั่นจนรู้สึกได้ในขณะนั้นว่า
มีร่างกายที่กำลังถูกรู้อยู่ เป็นส่วนหนึ่ง และมีจิตที่ทำหน้าที่รู้อีกส่วนหนึ่งอย่างสบายๆ
แต่ถ้ารู้สภาวะทางใจด้วยสติทั่วไปธรรมดา
จิตจะไหลไปจมแช่จนเป็นเนื้อเดียวกับสภาวะทางกาย
เช่นถ้ารู้ลมหายใจ
จิตที่มี่รู้ลมหายใจ แบบรู้สึกว่าลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ถูกรู้
แบบนี้จะเป็นการรู้ด้วยสติตัวจริง

ถ้ารู้สภาวะทางใจ จิตที่มีสติตัวจริงจะเกิดขึ้น
หลังจากที่จิตดวงเก่าซึ่งเป็นจิตฝ่ายอกุศล(จิตที่มีกิเลส)ดับลง
แต่จิตที่มีสติตัวจริงจะยังจำได้ว่า จิตดวงที่เพิ่งดับไปเป็นจิตอย่างไร
เมื่อเกิดสติตัวจริงแล้ว จิตเองจะรู้ด้วยความเป็นกลางต่ออีกชั่วขณะหนึ่ง
แต่ถ้ารู้สภาวะทางใจด้วยสติธรรมทั่วไป
จะรู้ได้แค่ว่ามีอกุศลหรือมีกิเลสอยู่ แต่อกุศลนั้นจะไม่ดับไป
เช่นรู้ว่ากำลังโกรธ แล้วความโกรธก็ยังตั้งอยู่เป็นต้น
และถ้าจิตที่มีสติตัวจริงไปรู้สภาวะทางใจที่เป็นกุศล
ก็จะรู้สึกได้ว่า สภาวะที่เป็นกุศลเป็นสิ่งที่ถูกรู้
ซึ่งสภาวะกุศลไม่จำเป็นต้องดับไปเหมือนอกุศลครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เทคนิคในการมีวิหารธรรม

เทคนิคในการมีวิหารธรรม

เป็นธรรมดาของเราที่ยังยากที่จะรู้อาการต่างๆ ด้วยความเป็นกลางได้ เพราะส่วนมากถ้าไม่ยินดีจนลืมตัว ก็จะยินร้ายจนลืมตัว ครูบาอาจารย์จึงแนะนำให้เราหาวิหารธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เป็นเครื่องอาศับระลึกรู้ด้วยความเป็นกลาง วิหารธรรมนั้นจะเป็นบรรพะใดๆ ก็ได้ในสติปัฏฐาน 4 ที่พอเราระลึกแล้ว จิตจะรู้ได้ด้วยความเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย แต่เนื่องจากวิหารธรรมนั้นมีมากมายหลายอย่าง เราจึงต้องสังเกตดูเอาเองว่า สิ่งใดที่พอเราระลึกแล้วจิตเป็นกลางไม่ยินดียินร้ายได้ง่าย เราก็เลือกเอาสิ่งนั้นเป็นวิหารธรรม

ถ้าเรามีวิหารธรรมและเพียรระลึกรู้มันบ่อยๆ จิตก็จะเกิดความเคยชินที่จะรู้สิ่งที่เป็นวิหารธรรมนั้น และจะสามารถใช้เป็นเครื่องระลึกได้ง่ายไม่ว่าจะอยู่ในสถานะการณ์ใด ดังนั้นจึงควรที่จะมีวิหารธรรมเอาไว้สักอย่างหนึ่ง และจะสามารถใช้เป็นอุบายในการทำให้จิตบรรเทาความอ่อนไหวได้เมื่อถึงคราที่จิตเกิดอ่อนไหวขึ้น โดยคราใดที่รู้สึกเหนื่อยล้าและไม่อาจตามรู้จิตที่กำลังอ่อนไหวได้ ก็เพียงแค่หันไประลึกรู้สิ่งที่เป็นวิหารธรรมที่ถนัด เพียงเท่านี้จิตก็จะละจากความอ่อนไหวไปตั้งมั่นเป็นกลางได้ครับ

วิหารธรรม หมายถึงสิ่งใดๆ ก็ได้ที่จิตใช้เป็นเครื่องอาศัยระลึกรู้อยู่โดยส่วนมาก เป็นวิหารธรรมอย่างหนึ่งได้ครับ คือเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เรียกว่าพุทธานุสสติ บางคนก็ชอบใช้ลมหายใจเป็นเครื่องระลึกรู้ เรียกว่า อานาปานุสสติ การนึกว่าพระพุทธเจ้า ท่านยังดูอยู่ ท่านยังอยู่ข้างๆ ยังไม่ไปไหน อันนั้นจะเป็นการคิดนะครับ ซึ่งพอคิดแล้วเรามักลืมตัว ไม่ควรมีการคิดครับ เพราะการคิดมักทำให้ลืมตัว แต่ถ้าหันไปมองพระพุทธรูปแล้วรู้ตัว ก็เรียกว่าระลึกรู้พระพุทธรูปครับ จะให้จิตจดจ่อไว้ แล้วปล่อยว่างๆ ทำอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่อย่าบังคับให้จิตจดจ่อตลอด เอาแค่แวบเดียวแล้วปล่อย ปล่อยแล้วลืมตัว ก็ทำใหม่ หรือจะพูดว่า ให้เจตนาดูแวบนึงแล้วปล่อยก็ได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่