Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

Video Clips : อริยสัจจ์ – ทุกขสัจจ์และหน้าที่ต่อทุกข์

Link : youtu.be/NV-4knfsu-U

หลวงพ่อปราโมทย์ :พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าตราบใดที่ยังไม่เห็นอริยสัจจ์ ไม่รู้แจ้ังอริยสัจจ์ ยังเวียนว่ายตายเกิด ยังไม่พ้นจากทุกข์ไม่ได้ เนี่ยคำสอนของพระพุทธเจ้าสูงสุดเลยคือเรื่องของอริยสัจจ์ ถ้าเราเข้าใจอริยสัจจ์อย่างถ่องแท้นะ จึงจะถอนตัวเองออกจากวัฏฏะ พ้นจากการเกิดหมุนเวียนไปเรื่อยๆ

ถ้าเราภาวนานะ บางคนภาวนาไปแล้วระลึกชาติได้ ย้อนไปได้ชาติหนึ่ง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ หรือบางคน รู้ได้นะ เห็นคนนี้ตาย ไปเกิดที่นี่ๆอะไรอย่างนี้ เราจะรู้เลยว่าวัฏฏะมันมีจริงๆ แล้วก็ชาติใดนะเกิดมาแล้วเราไม่ได้พบพระพุทธศาสนา เราจะรู้สึกวังเวงในใจเรา เราไม่ได้ชั่วนะ แต่มันวังเวง คือชีวิตนี้มันไม่มีทิศทาง เราไม่รู้ว่าเราอยู่ไปเพื่ออะไร เกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาทำอะไร ไม่รู้เลย แค่เกิดมาแล้วเขาให้เรียนหนังสือก็เรียนตามเขาไป เขาก็ทำงานก็ตามเขาไป ทำงาน เขามีครอบครัวก็มีกับเขาบ้าง เขามีลูกก็มีอย่างเขาบ้าง สุดท้ายเขาตายก็ตายอย่างเขาบ้าง ชีวิตก็มีอยู่แค่นั้นเอง

ชาติใดที่มีบุญวาสนาได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ชีวิตจะมีเป้าหมาย เรารู้เลยว่าเราเกิดมาทำไม ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ล่องลอยไร้สาระไปวันหนึ่งๆ ชีวิตจะมีเป้าหมาย คือการถอดถอนตัวเองออกจากความทุกข์ ถึงถอดถอนได้ไม่เด็ดขาดในชีวิตนี้นะ แต่อย่างน้อยก็ต้องใกล้ความพ้นทุกข์เป็นลำดับๆ ก็ยกระดับจิตใจนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งใจเข้าถึงธรรมะ จะรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจ์นะ

เพราะฉะนั้นวันนี้ในฐานะที่ส่วนใหญ่เป็นพวกที่เรียนมากับหลวงพ่อพอสมควรแล้ว ดูที่ว่าสามารถแยกธาตุแยกขันธ์ได้หลายสิบคนแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้หลวงพ่อจะพูดเรื่องอริยสัจจ์ให้ฟัง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

แสดงธรรมที่‏ โรงแรมโนโวเทล สนามบินสุวรรณภูมิ
๙๙๙ หมู่ ๑ ตำบลหนองปรือ
อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
สนามบินสุวรรณภูมิ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๗
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๘ ถึงนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๔๔
full video : youtu.be/RqtJc2ZNRkg
full audio : 570112

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตผู้รู้นี้แหละ ตัวทุกข์

mp3 for download : จิตผู้รู้นี้แหละ ตัวทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :จิตต้นกำเนิดหรือจิตอวิชา หรือจิตผู้รู้ ตัวเดียวกัน ที่พวกเราต้องฝึกหาจิตผู้รู้นะ ให้มีจิตผู้รู้นะ นั่นแหละจิตผู้รู้นั้นแหละ ยังเป็นจิตอวิชาอยู่ แต่อาศัยมันก่อน แล้ววันหนึ่งก็ค่อยมาทำลายตัวนี้ไปอีกทีหนึ่งก่อน เนี่ยดูแล้วมันละเอี๊ยดละเอียดนะ มันสว่าง มันผ่องใสนะ มันมีอวิชาซ่อนอยู่ ถ้าหยาบๆขึ้นมานะ ไม่ใช่อวิชาแล้ว ตื้น กลายเป็นกิเลสหยาบๆแล้ว

ตรงที่จิตเข้าถึงความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้นแหละ อวิชาซ่อนอยู่ที่นั้นเอง ไม่รู้ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ทุกข์ ทุกข์อะไร ไม่รู้ว่าตัวผู้รู้นี้แหละ ตัวทุกข์ มันบังกันอยู่นิดเดียวเอง ถ้าเห็นตัวผู้รู้เป็นตัวทุกข์ ก็เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไหร่นะ ก็หมดความยึดถือจิต มันจะสลัดคืนจิตให้โลกไปเลย จะสลัดคืนตัวรู้ คืนตัวรู้ให้โลกไป

พอสลัดตัวรู้ทิ้ง ตัณหาจะไม่เกิดอีก ทันที่รู้แจ้งทุกข์นะ มันจะสลัดตัวทุกข์ออกไป พอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วมันจะสลัดทิ้งเอง สลัดคืน เรียกว่าสลัดคืน ปฏินิสสัคคะสลัดคืนจริงๆ คืนโลก เนี่ยคำแต่ละคำในพระไตรปิฎก ในตำรับตำรานะ ตรงเป๊ะๆเลย เห็นทุกข์แจ่มแจ้ง เห็นตัวจิตผู้รู้นี้แหละเป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษหรอก ก็สลัดคืนตัวผู้รู้ให้โลกไป ในขณะนั้นละสมุทัยเรียบร้อยแล้ว ความอยากจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์เมื่อไหร่ก็ละสมุทัยในคราวเดียวกันเลย ในขณะนั้นแจ้งนิโรธคือพระนิพพานเลย ในขณะเดียวกัน ในขณะนั้นเกิดอริยมรรคเลย ในขณะเดียวกัน

อัศจรรย์ อัศจรรย์ที่สุดนะ ธรรมะของพระพุทธเจ้า พวกเราต้องพากเพียรนะ ค่อยๆศึกษาไปเรื่อยๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 560111A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๕๓ ถึงนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เมื่อจิตตื่นแล้ว ให้แยกธาตุแยกขันธ์

mp3 for download : เมื่อจิตตื่นแล้ว ให้แยกธาตุแยกขันธ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : ในขั้นของการเดินปัญญานั้นคือขั้นรู้ทุกข์ ไม่ใช่ขั้นเสพสุข พอใจเรามีความสุข ใจเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว ต้องเจริญปัญญา วิธีเจริญปัญญา ขั้นแรกสุดเลย ต้องแยกธาตุแยกขันธ์ให้เป็น ให้เห็นเลยว่า ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง รูปกับนามเป็นคนละอันกัน

ถ้าสมาธิเรามาก และเราชำนาญในการดูกาย แยกกายต่อไปอีก ร่างกายก็แยกเป็นธาตุ ๔ ดินน้ำไฟลม แยกธาตุออกไป

ถ้าเราชำนาญการดูจิต เรามาแยกขันธ์ จิตใจของเราไม่ใช่อยู่ลำพัง จิตใจประกอบด้วย ความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์นี้เรียกว่า เวทนาขันธ์ ความจำได้หมายรู้เรียกว่าสัญญาขันธ์ ความปรุงดีปรุงชั่วปรุงไม่ดีไม่ชั่วเรียกว่าสังขารขันธ์

จิตที่เกิดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เรียกว่าวิญญาณ วิญญาณทางตาคือจิตที่ไปรับรู้รูป วิญญาณทางหูคือจิตที่ไปรับรู้เสียง วิญญาณทางทวารทั้ง ๖ ไม่ได้มีจิตดวงเดียว คือจิตเกิดดับทางทวารทั้ง ๖ เรียกจักขุวิญญาณจิต โสตวิญญาณจิต เป็นมโนวิญญาณ จิตเกิดทางใจ รับรู้อารมณ์ทางใจ เช่นเรื่องราวที่เราคิด

เพราะฉะนั้นจิตไม่ได้มีดวงเดียว เป็นกลุ่มเป็นกองเหมือนกัน เรียกว่า วิญญาณขันธ์ เป็นกองของวิญญาณ กลุ่มของวิญญาณ แต่เวลามันเกิด มันเกิดทีละตัว เกิดทีละดวง เรามาแยก

พอใจเราเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว แยกร่างกายกับใจออกจากกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๓๘ ถึงนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กิเลสทุกตัวทำให้เราเลิกรู้กายรู้ใจ

mp3 for download: กิเลสทุกตัวทำให้เราเลิกรู้กายรู้ใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: จิตเนี่ยนะ กิเลสเนี่ย เราตามใจครั้งที่หนึ่งนะ เราจะอ่อนแอลงไปนิดนึง

โยม: เราจะอ่อนแอลงน่ะครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: อ้า เราจะอ่อนแอไปเรื่อยนะ ถ้าทุกครั้งที่อยากดูหนังเราดูทุกทีเลย สุดท้ายเราสู้มันไม่ได้หรอก ก็ต้องค่อยๆ ฝึกใจให้มันแข็งแรงขึ้น ลองไปดูนะ ทุกครั้งที่ไปดูหนังนะ ลองกลับมาพิจารณาดู มันมีความสุขตรงไหน นึกออกมั้ย ไปดูหนังมันมีความสุขตรงไหน

โยม: มันหิวๆ น่ะครับ มันเหมือนแบบอยากได้อารมณ์

หลวงพ่อปราโมทย์: ที่จริงนะ มันหนีการรู้ทุกข์ มันกลัว จิตมันกลัวว่าเราจะรู้ทุกข์มากๆ นะ มันพาให้เราหนี ไปดูหนังซะ ขณะที่ดูหนังเนี่ยไม่ได้ดูกายดูใจละ เวลาช่วงนี้หายไปจากโลกเลย เพลินๆไป มันต้องการให้เราลืมตัวเราเอง มันหลอกเรานะ มารมันหลอกเรานะ

คนในโลกนี้นะอยู่กับทุกข์ คืออยู่กับรูปกับนาม ถ้ารู้ทุกข์บ่อยๆ นะ เราก็จะได้มรรคผลนิพพาน แต่กิเลสเนี่ยมันกลัว มารมันกลัวว่าเราจะรู้ทุกข์ มันพาเราหนีเรื่อยๆ

บางคนหนีทุกข์ไปหางานทำบางคนหนีทุกข์ไปเที่ยว ไปเล่นไปกิน ไปคุยกับเพื่อน อะไรก็ได้ที่มันจะมาหลอกล่อให้เราเลิกที่จะรู้กายรู้ใจตัวเอง มันกลัวอย่างยิ่งเลยว่าถ้าเรารู้กายรู้ใจตัวเองแล้ว เราจะพ้นจากอำนาจของมัน

เมื่อเช้านี้ก็มีด็อกเตอร์ตู่เนี่ยส่งการบ้าน จิตมันจะหนีไปทำงานตลอดเวลาเลย เพราะมันไม่อยากรู้ทุกข์ มันหนีการรู้กายรู้ใจ

ใจถึงๆ สิ

โยม: แต่ที่ดูอยู่คือถูกหรือเปล่าครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: ถูก แต่ต้องใจเด็ดเดี่ยวนะ อย่าเลิกดู ดูมันไปเรื่อยๆ พอมันดูไปสักพักนะ มันจะพยายามหนีน่ะ ไม่อยากดู ดูมากกว่านี้เดี๋ยวบรรลุมรรคผล มันเลยไม่อยากให้ดู มันเลยชวนไปดูหนังแทน ดูรูปดูนาม กิเลสมันหลอกน่ะ

กิเลสทุกตัวเขาก็ทำหน้าที่ของเขา ไม่เกลียดเขานะ เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างขยันขันแข็งเลย กิเลสทุกตัวทำให้เราเลิกรู้กายรู้ใจ เขาจะพาหนี หนีทุกข์ตลอดเวลา หนีการรู้รูปนามตลอดเวลา เราจะได้ตกเป็นทาสของเขาเรื่อยๆไป เขาฉลาดนะ มารฉลาดที่สุดเลย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันเสารที่ ๔ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531204B
ระหว่างนาทีที่ ๓๔วินาทีที่ ๒๔ ถึงนาทีที่ ๓๖ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความจริงของความทุกข์

mp 3 (for download) : ความจริงของความทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : นมัสการเจ้าค่ะหลวงพ่อ (หลวงพ่อปราโมทย์ : อยู่ไหน) อยู่นี่ค่ะ ไม่ได้ส่งการบ้านมาประมาณ ๙ เดือนแล้วค่ะ ช่วงที่ผ่านมา ใหญ่ๆก็มีเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจอยู่มากน่ะค่ะ แล้วทีนี้ เผลอไปทีไรใจก็จะเข้าไปอยู่ในโลกของการปรุงแต่งเรื่องที่ทำให้เราทุกข์ ซึ่ง..

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันห้ามไม่ได้นะ (โยม : ค่ะ) เราไปห้ามมัน มันก็ไม่ฟังหรอก แต่มันไม่ได้ทุกข์ตลอดไปหรอก หนูอย่าไปกังวลเลย ไม่มีหรอกความทุกข์ถาวรนะ ความทุกข์มันก็อยู่ชั่วคราว ถึงวันหนึ่งมันก็ผ่านไป ใจเย็นๆ เดี๋ยวมันก็ไป

โยม : ค่ะ แล้วก็พอดีมีอยู่วันหนึ่ง หนูสังเกตว่าจริงๆแล้วมันเหมือนกับว่าใจมันมีความอยากที่จะเข้าไปยึดการปรุงแต่งอย่างนี้อยู่ (หลวงพ่อปราโมทย์ : ใช่) แล้วหนูไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่งว่าทำไม ทั้งๆที่มันเห็นว่า ยึดเมื่อไหร่ก็ทุกข์แล้วทำไมมันยังถึงเข้าไปยึดอยู่ล่ะคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : อ้าว.. มันยังไม่รู้จริงนะ มันยังคิดว่าตัวเรามีอยู่จริงๆนะ แล้วก็มันคิดว่าถ้าเรายึดเราก็จะทุกข์นะ เพราะฉะนั้นเราอยากจะไม่ยึด อะไรอย่างนี้ ยังภาวนาไม่พอหรอก ถ้าเราภาวนาพอนะ ใจไม่ยึดถือในสิ่งแรกเลยที่จะไม่ยึดนะ ไม่ยึดจิตนะ พอไม่ยึดจิตอันเดียวก็ไม่ยึดกาย แล้วก็ไม่ยึดอะไรในโลกอีก ถ้ายังยึดอยู่ที่จิตจะยังมี(การหมายว่าเป็น-ผู้ถอด)ตัวเราอยู่นะ ยึดอยู่ อยากให้มันมีความสุข รู้สึกมั้ยว่าหนูยังอยากได้ความสุข รู้สึกมั้ย (โยม : ค่ะ) เพราะฉะนั้นยังยึดอยู่นะ ถึงอยากได้ความสุข เพราะมันมีตัวเรา เราอยากมีความสุข ใจเรายังยึดอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่ยึดหรอก ทั้งๆที่ทุกข์นั่นแหละ ก็ยังอยากให้หายทุกข์ เพราะเราไม่รู้ความจริงของชีวิต ว่าชีวิตนี้คือตัวทุกข์นะ เพราะเราจะไม่รู้ความจริงของชีวิต เราอยากให้มันหาย เราไปอยากในสิ่งซึ่งไม่มีวันมี คือเราอยากได้ความสุขในโลก มันไม่มีหรอก มันมีสำหรับคนหลง คนซึ่งมีสติปัญญาแก่รอบจริงๆ จะรู้ว่าโลกนี้ทุกข์ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่แสวงหาความสุขในโลกนี้ เพราะไม่มี ส่วนใจหนูยังหาอยู่ รู้สึกมั้ย หนูท่องคาถาของหลวงพ่อไว้นะ “ไม่นานมันก็ผ่านไป” ท่องไว้ (โยม : ค่ะ) ใจเราสงบลงมาแล้วค่อยมาเจริญสติเจริญปัญญาใหม่ ตอนนี้ใจเราไม่มีสมาธิพอ เจริญปัญญาไม่ได้จริงหรอก เพราะมันทุกข์มาก

โยม : แล้วเวลาที่มันทุกข์ขึ้นมาค่ะหลวงพ่อ มันไม่ค่อยยอมดู แต่มันจะหนีทุกข์ (หลวงพ่อปราโมทย์ : นั่นล่ะ มันหนี) คือ มันก็รู้แล้วเหมือนกันน่ะค่ะว่า ถ้ามันวิ่งไปหาสิ่งอื่นภายนอกมาเพื่อจะดับทุกข์ มันจะไม่หายทุกข์จริงๆ แต่ว่า.. (หลวงพ่อปราโมทย์ : มันทนไม่ได้) ขา..

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันทนดูต่อไปไม่ได้ มันก็หนีไป แล้วคนในโลกก็หนีอย่างนั้นแหละ เขาไม่กล้าหันมาเผชิญกับความทุกข์ พระพุทธเจ้านะอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ทุกข์ เป็นนักปราชญ์คนเดียวล่ะมั้งที่สอนให้รู้ทุกข์ นอกนั้นมีแต่พาหนีทุกข์ทั้งนั้นเลย

โยม : คือมันรู้อยู่เหมือนกันแหละค่ะ รู้ว่าทางดับทุกข์ก็ไม่ได้อยู่เกินกายใจนี้ออกไปน่ะค่ะ แต่มันดูเหมือนมันอ่อนกำลัง…

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันทำไม่ได้หรอก มันทำไม่ได้นะ เพราะว่าสมาธิของเราไม่มีละ ตอนนี้ ใจเราเศร้าหมอง ใจเราฟุ้งซ่าน หนูสังเกตมั้ยเรื่องที่ทำให้เราทุกข์นะ เรายิ่งคิดถึงบ่อย เราอยากลืมแต่เรายิ่งคิด รู้สึกมั้ย เพราะในความเป็นจริงจิตเป็นอนัตตา เราสั่งจิตไม่ได้ว่าอย่าไปคิดเลย จิตจะคิด

โยม : แล้วก็หนูทำในรูปแบบสม่ำเสมอค่ะหลวงพ่อ แต่ก็คล้ายๆว่าจิตไม่มีกำลัง

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่มีแรงนะ หนูท่องคาถาไปก่อน “ไม่นานมันก็ผ่านไป” ไปท่องคาถาบริกรรมไว้อย่างนี้แหละ (โยม : ค่ะ) พอมันมีแรงแล้วค่อยมาทำต่อ เพราะฉะนั้นเวลาที่ปฏิบัติเนี่ย เราต้องปฏิบัติตั้งแต่ก่อนจะทุกข์นะ ถ้าทุกข์หนักอยู่แล้วเนี่ยจะภาวนาไม่ไหว มันเหมือนเวลาที่เราหัดว่ายน้ำ เราต้องหัดว่ายน้ำก่อนที่จะตกน้ำ ต้องว่ายน้ำให้เป็นก่อน เดี๋ยวเรือล่มเราจะว่ายได้ เพราะถ้าเรือล่มแล้วมาหัดว่ายน้ำจะไม่ทัน ยกตัวอย่างตอนนี้ความทุกข์เข้าถึงตัวเราแล้ว เราจะมาฝึกกรรมฐานให้พ้นทุกข์ เราไม่มีแรงพอแล้ว แต่ว่าความทุกข์ก็ไม่ใช่ของถาวร ไม่นานเขาก็ผ่านไป ไม่มีหรอกคนที่ทุกข์ตลอดกาลน่ะไม่มีหรอก

โยม : ขอบพระคุณค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ :
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ สวนสันติธรรม
เมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๐ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File: 541210B
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่  ๓๖ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๐๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ที่ยังแบกขันธ์อยู่เพราะไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์

Mp3 for download: ที่ยังแบกขันธ์อยู่เพราะไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ที่ยังแบกขันธ์อยู่เพราะไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์

ที่ยังแบกขันธ์อยู่เพราะไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ : เคยได้ยินคำว่าวิปัสสนามั้ย วิปัสสนา วิปัสสนาก็คือการรู้ทุกข์นั่นแหละ รู้ความจริงของธาตุของขันธ์ ก็คือรู้ทุกข์นั่นแหละ

ถ้าเราทำวิปัสสนานะ เราก็รู้ทุกข์ไป ดูกายดูใจมันทำงานไป เห็นแต่ทุกข์ล้วนๆ เลย เมื่อไหร่เห็นกายเห็นใจเป็นทุกข์ล้วนๆ จิตก็วางของมันเอง ไม่ต้องทำอะไร มันวางของมันเอง ใครมันจะไปแบกไว้ให้โง่นะ แบกทุกข์ไปแบกทำไม

ทุกวันนี้ที่แบกขันธ์อยู่เพราะว่าไม่เห็นว่าขันธ์มันเป็นทุกข์นะ เห็นว่ามันเป็นของดีของวิเศษ เห็นว่าขันธ์มันนำความสุขมาให้เรา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ
วันอาทิตย์ที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๘
File: 540102A
ระหว่างนาทีที่  ๑๒วินาทีที่
๓๘ ถึง นาทีที่ ๑๓วินาทีที่ ๒๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เหตุใดรู้ทันความทุกข์แล้วจึงยังทุกข์อยู่ ?

เหตุใดรู้ทันความทุกข์แล้วจึงยังทุกข์อยู่ ?

เห็นทุกข์ก็หัดรู้ทุกข์ไปนะครับ
ไม่ใช่ว่าเห็นทุกข์แล้วจะไม่ให้ทุกข์ จะให้หายทุกข์หรอกครับ
ตอนนี้จิตยังไม่เป็นกลางกับทุกข์ที่เกิดขึ้น ก็เลยยังดิ้นรนจะให้หาย
หัดดูจิตที่ดิ้นรนที่ไม่เป็นกลางไปด้วย พอเป็นกลางได้ก็จะไม่ดิ้นรน
แล้วจะแค่รู้ต่อไปได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : รู้ทุกข์กับจิตเห็นจิต

รู้ทุกข์กับจิตเห็นจิต

ถาม : ช่วงนี้พบทุกข์จนหมดแรง ก็พยายามตามรู้ ตามดูไปเรื่อย… ทุกข์ที่ยากและใช้เวลานานในการยอมรับ คือทุกข์ทางใจ..ทุกข์จากการพลัดพรากจากสิ่งบางสิ่งและคนบางคนที่เรารัก..ใจที่คิดวนเวียน และตามดูซ้ำๆในทุกๆวัน..ทำให้เหมือนเข้าใจทุกข์ค่ะ ทุกข์ทยอยเบาบางลงและยอมรับว่ามันก็เป็นเช่นนี้  วันนี้เลยได้ส่งการบ้านหลวงพ่อ เพราะจู่ๆก็ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้คือการรู้ทุกข์..คือจิตที่เห็นจิต..หรือว่าจริงๆแล้วจิตเราแค่ชินชา… หลวงพ่อตอบว่ายังไม่ใช่จิตเห็นจิต..

ที่ดิฉันเข้าใจความทุกข์ตัวเองมากขึ้น และยอมรับว่ามันเป็นเช่นนี้ แล้วมันจะอยู่อีกไม่นาน คือการเห็นไตรลักษณ์หรือเปล่าคะ… การที่เห็นทุกข์ตรงนั้นค่อยๆริบหรี่ลง ต่างกับจิตเห็นจิตอย่างไร?

ตอบ : ถ้ายังมีความคิดเจือปนในการรู้ความทุกข์ ก็ยังไม่ใช่การรู้ที่ถูกต้อง
ส่วนจิตเห็นจิตนั้น ในเบื้องต้นต้องเกิดจิตดวงใหม่
มารู้ได้ว่าจิตดวงที่ดับไปเมื่อกี้เป็นอย่างไร
เช่นพอทุกข์ใจแล้วมารู้ว่าจิตไหลไปจมแช่ความทุกข์
จิตที่ไหลไปจะดับ เกิดจิตดวงใหม่ที่รู้ได้ทันทีว่า เมื่อกี้จิตไหลไป
และรู้ได้โดยไม่เจือด้วยการคิดครับ
ส่วนจิตเห็นจิตอีกนัยหนึ่งตือ จิตเห็นจิตตอนเกิดอริยมรรค
ซึ่งเป็นจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง ตามที่หลวงปู่ดูลย์กล่าวไว้นั่นเองครับ
ลองสังเกตดูนะครับว่า ที่เราดูความทุกข์ใจอยู่
เรายังมีความคิดเจือปนอยู่หรือเปล่า

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การรู้ทุกข์

การรู้ทุกข์

ถาม : วิธีรู้ทุกข์คือเข้าไปรู้ตรงกลางหน้าอกว่าสภาวะทุกข์เป็นแบบนี้ ทำแบบนี้ถูกหรือไม่ ?

ตอบ : ไม่ใช่ครับ การู้ทุกข์คือการมีสติรู้กาย มีสติรู้จิต
ไม่ใช่ต้องรู้ตรงกลางอกหรอกครับ นอกจากว่า
มีสภาวะบางอย่างเกิดขึ้นแถวกลางอก แล้วจึงค่อยไปรู้ตรงนั้น
ถ้าสถาวะไม่ได้เกิดขึ้นกลางอก ก็ไม่ต้องรู้ลงที่กลางอกครับ

ถาม : เมื่อรู้ทุกข์แล้ว ความทุกข์ต้องดับทันทีเลยหรือไม่?

ตอบ : ตัวทุกข์คือกายกับจิต ถ้าเป็นการรู้กายก็ไม่ดับทันที
ถ้าเป็นการรู้จิตที่เป็นอกุศล จิตที่เป็นอกุศลจะดับลงทันที
ถ้าจิตเป็นกุศล การรู้จิตที่เป็นกุศลไม่จำเป็นต้องดับทันทีครับ

ถาม : การเดินจงกรม ถ้าไม่ฟังเสียงหลวงพ่อไปด้วย จะเดินได้แป๊บเดียว แล้วก็จะง่วงได้ง่าย จะเดินไปฟังไป ผิดหรือไม่ ?

ตอบ : ถ้าเดินไปฟังไปแล้วไม่ง่วงก็ใช้ได้ครับ
แต่เวลาเดินนั้น ควรใช้กายเป็นเครื่องอยู่ เนื่องจากจะรู้กายเคลื่อนไหวได้ชัด
แล้วพอจิตลืมรู้กายแต่ไปฟังหลวงพ่อ ก็ให้รู้ว่าจิตเผลอลืมกายไป
แล้วก็กลับมารู้ที่การเดินต่อไป จึงจะเป็นการเดินจงกรมครับ
(เดินจงกรมคือเดินแล้วคอยรู้สึกกายที่เดินอยู่)

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้ทุกข์จะละสมุทัย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: 530726A_ruu tuk la samutai

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง มันจะละสมุทัยได้ ละความอยากได้ละได้อัตโนมัติ ละแล้วไม่เกิดอีกเลยนะ เรารู้ความจริงแล้วว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ กายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขจะไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้น เห็นมั๊ยพอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัยคือความอยากไม่เกิดขึ้นอีก

การละสมุทัยเพราะการรู้ทุกข์เนี่ยเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่สุดอีกเรื่องหนึ่งนะ ปกติเวลาความอยากใดๆเกิดขึ้นในใจเรามีสติรู้ทัน ความอยากนั้นจะดับไปรู้สึกมั๊ย หัดมาภาวนารู้สึกมั๊ย เวลาเช่นอยากจะจีบสาวนี่ สติรู้ทันปึ๊บ ความอยากก็หายไป เดี๋ยวอาจจะเกิดใหม่อีกแล้วนะ อยากจีบอีก เนี่ยมันดับไม่สนิท มันดับ ดับแล้วก็โผล่ขึ้นมาได้อีกนะ เหมือนตำรวจดับไฟนะแต่ดับแบบประมาท เอาน้ำไปฉีดๆ แล้วก็กลับไป ขับรถหวอกลับไปไม่นานไฟคุขึ้นมาอีกแล้วเพราะเชื้อยังอยู่ แต่ถ้าเราดับไฟด้วยการรู้ทุกข์นะ มันจะดับสนิทจริงๆ มันจะดับสนิท ดับแล้วไม่เกิดขึ้นอีก คือถ้าเมื่อไหร่เรารู้ความจริงว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์ รูปธรรมนามธรรมนี้เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของดีไม่ใช่ของวิเศษเหมือนที่เคยคิดไว้ อันนั้นแหล่ะความอยากจะให้ขันธ์ห้าเป็นสุขจะไม่มีอีกแล้วเพราะรู้ว่ามันไม่มีจริง

ความอยากจะให้ขันธ์ห้าพ้นทุกข์จะไม่มีอีกแล้วเพราะรู้ว่าไม่มีจริง ขันธ์ห้าเป็นตัวทุกข์ยังไงก็พ้นทุกข์ไม่ได้ ขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวสุขยังไงก็สุขไปไม่ได้ ความอยากที่ไร้เดียงสาจะไม่มีขึ้นมาอีก ถ้าเมื่อไหร่รู้ทุกข์แจ่มแจ้งจะละสมุทัยเด็ดขาด ละแล้วไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อไรละสมุทัยได้เด็ดขาด เมื่อนั้นนิโรธคือนิพพานจะปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
File: 530726A
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ถามตอบเรื่องการรู้ทุกข์

ถามตอบเรื่องการรู้ทุกข์

ถาม : วิธีรู้ทุกข์คือเข้าไปรู้ตรงกลางหน้าอกว่าสภาวะทุกข์เป็นแบบนี้ ทำแบบนี้ถูกหรือไม่ ?

ตอบ : ไม่ใช่ครับ การู้ทุกข์คือการมีสติรู้กาย มีสติรู้จิต
ไม่ใช่ต้องรู้ตรงกลางอกหรอกครับ นอกจากว่า
มีสภาวะบางอย่างเกิดขึ้นแถวกลางอก แล้วจึงค่อยไปรู้ตรงนั้น
ถ้าสถาวะไม่ได้เกิดขึ้นกลางอก ก็ไม่ต้องรู้ลงที่กลางอกครับ

ถาม : เมื่อรู้ทุกข์แล้ว ความทุกข์ต้องดับทันทีเลยหรือไม่ ?

ตอบ : ตัวทุกข์คือกายกับจิต ถ้าเป็นการรู้กายก็ไม่ดับทันที
ถ้าเป็นการรู้จิตที่เป็นอกุศล จิตที่เป็นอกุศลจะดับลงทันที
ถ้าจิตเป็นกุศล การรู้จิตที่เป็นกุศลไม่จำเป็นต้องดับทันทีครับ

ถาม : การเดินจงกรม ถ้าไม่ฟังเสียงหลวงพ่อไปด้วย จะเดินได้แป๊บเดียว แล้วก็จะง่วงได้ง่าย จะเดินไปฟังไป ผิดหรือไม่ ?

ตอบ : ถ้าเดินไปฟังไปแล้วไม่ง่วงก็ใช้ได้ครับ
แต่เวลาเดินนั้น ควรใช้กายเป็นเครื่องอยู่ เนื่องจากจะรู้กายเคลื่อนไหวได้ชัด
แล้วพอจิตลืมรู้กายแต่ไปฟังหลวงพ่อ ก็ให้รู้ว่าจิตเผลอลืมกายไป
แล้วก็กลับมารู้ที่การเดินต่อไป จึงจะเป็นการเดินจงกรมครับ
(เดินจงกรมคือเดินแล้วคอยรู้สึกกายที่เดินอยู่)

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตไม่มีที่ตั้ง

mp3 for download : จิตไม่มีที่ตั้ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอ.. ไปพยายามแยกมันเนี่ยผิดนะ นึกขึ้นได้ว่าท่านบอกให้ “ดูจิต” นี่ ท่านบอกให้ดู ไม่ได้บอกให้แยกนะ เราเสือกไปแยกเอง นี่ ต้องคำนี้นะ เราเสือกไปแยกเองน่ะ ท่านบอกให้ดูต่างหากล่ะ เอาใหม่วะ คราวนี้มันเป็นยังไง รู้ ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันโลภเห็นมันโลภนะ มันโกรธเห็นมันโกรธนะ บางทีใจก็แยกออกมาบางทีก็ไหลเข้าไปรวมกัน ยังไงก็ได้ จริงๆแล้วยังไงก็ได้ ฝึกไปๆนะ จนวันหนึ่งแจ้งขึ้นมา มันไม่มีเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่เรา อะไรก็ไม่ใช่เรา

เสร็จแล้วความสงสัยก็ยังมีอยู่นะว่า การปฏิบัติที่ละเอียดปราณีตขึ้นไปเนี่ย เราต้องให้ตัวนี้แยกอยู่ตลอดหรือเปล่า? มันมี ๒ ตัวแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่าอารมณ์ จิตผู้รู้มันแยกออกมาอยู่ต่างหาก เสร็จแล้วยังเกิดสงสัยได้อีกนะ เราควรจะดูตัวไหนดี เราจะเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนดี? จะตั้งไว้ที่ตัวรู้นี่ หรือจะตั้งไว้ตรงนี้? ถ้าตัวนี้ก็เห็นมันเกิดดับไปเรื่อยๆ ถ้าตั้งไว้ตรงนี้ก็ว่างๆนิ่งๆ ไม่มีอะไร

เอ..ถ้าตั้งไว้ตรงนี้ก็นิ่งๆนะ หลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต พระพุทธเจ้าบอกให้ดูขันธ์ พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ ให้รู้รูปนาม ท่านไม่ได้ให้ไปจ้องใส่ตัวจิต ทำไมหลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต หลวงปู่ดูลย์กับพระพุทธเจ้าทำไมสอนไม่เหมือนกัน ชักงงๆนะ ขนาดเห็นตัวเราไม่มีนะ จะภาวนาที่ยากลำบากที่ปราณีตขึ้นไป ก็ยังต้องลูบๆคลำๆอีก เพราะอยู่ห่างครูบาอาจารย์ สงสัยน่ะ

จิตมันอาจอยู่ตรงนี้ก็ได้ ไอ้นี่มันเป็นตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้กับจิตอาจเป็นคนละตัวก็ได้ นี่คิดไปอย่างนั้นอีกนะ เสร็จแล้วมาดูอยู่ตรงนี้ อีกคราวหนึ่งไปหาหลวงปู่ดูลย์อีก หลวงปู่จิตมันตั้งอยู่ที่ไหนแน่ ไปให้ท่านชี้ขาดนะ ว่ามันตั้งอยู่ที่นี่หรือตั้งอยู่ที่นี่ เราก็คิดว่าต้องดูตรงนี้ เพราะพระพุทธเจ้าบอกให้ดูขันธ์มันทำงาน มันเกิดดับ กะว่าคำตอบสุดท้ายที่ท่านจะฟันธงนะ จะต้องอยู่กลางหน้าอกนี่ ท่านบอก “จิตไม่มีที่ตั้ง” ฟังแล้ว หา..ไม่มีที่ตั้ง แล้วจะดูที่ไหนล่ะ คราวนี้งงอยู่หลายปีเลย

จนสิ้นหลวงปู่ดูลย์ไป จะถามท่านอีกนะว่า หลวงปู่ครับ ผมควรจะดูไอ้ตัวนี้ หรือผมควรจะดูตัวนี้ สงสัย เอาไว้ดูเองก่อนน่ะ เดี๋ยวค่อยถามทีหลัง ถามมากนักเดี๋ยวหลวงปู่ว่าเราขี้เกียจดู ดูไปๆจนหลวงปู่มรณภาพไป หลังจากนั้นไปอยู่กับหลวงปุ่เทสก์ ขยับจะถามหลวงปู่เทสก์หลายทีนะ ขยับถามแต่เรื่องอื่นน่ะ พอมาถึงเรื่องนี้ว่าจะเอาจิตไปดูที่ไหนดี จะดูที่นี่หรือดูที่ตัวรู้นี่ ขยับจะถามอยู่นั่นล่ะนะ แต่ไม่ถามนะ จนหลวงปู่เทสก์ก็มรณภาพไป

ไปเรียนกับหลวงปู่สิมอีกนะ หลวงปู่สิมมรณภาพไปอีกองค์หนึ่ง ครูบาอาจารย์ค่อยๆทะยอยมรณภาพไปเรื่อยๆเราก็ไม่ได้ถามใคร จนมาบวชนะ ตั้งแต่มาบวชนี่เรียนกับหลวงปู่สุวัจน์ ให้หลวงปู่สุวัจน์เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สุดท้าย ให้ชี้เป็นชี้ตายเราได้ ถามดีไม่ดีๆ นี่อุตส่าห์อดกลั้นมา ๒๐ ปีแล้ว อดกลั้นอีกหน่อยก็แล้วกัน ดูไปๆนะ เห็นแต่ทุกข์ล้วนๆนะ ไอ้นี่ก็ทุกข์ๆ ไม่เห็นมีตัวไหนไม่ทุกข์เลย ถึงเข้าใจว่าจริงๆแล้วไม่ได้ดูตัวไหนหรอก ทุกๆตัวล้วนแต่แสดงไตรลักษณ์ ทำไมจะต้องเพ่งเล็งไปดูตัวใดตัวหนึ่ง ทั้งหมดนั้นแสดงไตรลักษณ์เหมือนๆกันหมดเลย เราดูสภาวะทั้งหลายเสมอภาคกันหมดนะ สลัดทิ้งหมดเลย ใจไม่ได้เอา ไม่ใช่ทิ้งตัวนี้แล้วเอาตัวนี้ไว้ ถ้าทิ้งตัวนี้แล้วเอาตัวนี้ไว้ มันเป็นภูมิธรรมของพระอนาคา ไปติดอยู่ตรงนั้นน่ะไปไม่รอดแล้ว

สมัยที่หลวงปู่ดูลย์ยังอยู่ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ยี่สิบหกปี วันหนึ่งท่านก็เปรยๆบอกว่า ผู้ปฏิบัติส่วนมาก กระทั่งที่มีชื่อเสียงมากๆเลยเนี่ย ส่วนมากเป็นผีใหญ่ ท่านว่าอย่างนี้ คำว่าผีใหญ่ของท่านหมายถึงเป็นพระอนาคา ตายแล้วไปเป็นพรหม เราก็ฟังไว้นะ ส่วนมากยังไม่จบหรอก ทำไมมันยากเย็นแสนเข็ญนะ

ผู้ปฏิบัตินั้นมีเยอะ ท่านบอกว่าเหมือนขนวัวนะ วัวทั้งตัวมีขนเยอะ แต่ที่บริสุทธิ์หลุดพ้นไปเลยเหมือนเขาวัว เขาวัวมีนิดเดียวนะ ขนวัวมีเยอะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อริยสัจจ์ ๔ ความจริงของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เริ่มด้วยการรู้ทุกข์

mp3 (for download) : อริยสัจจ์ ๔ ความจริงของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เริ่มด้วยการรู้ทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อริยสัจจ์ ๔ ความจริงของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เริ่มด้วยการรู้ทุกข์

อริยสัจจ์ ๔ ความจริงของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เริ่มด้วยการรู้ทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลักของการปฎิบัติ อันแรกสุดเลย ท่านบอกให้รู้ทุกขฺ์ หลักของอริยสัจจ์ ความจริงของพระอริยะทั้งหลาย ความจริงข้อที่ ๑ คือ ทุกข์ ทุกข์ให้ทำอะไร ให้รู้ อะไรคือทุกข์ ขันธ์ ๕ คือ ทุกข์ คือ กายกับใจเราเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นรู้ลงที่กายที่ใจนี้

รู้ไปเพื่ออะไร เพื่อวันหนึ่งเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ เรารู้เลยกายกับใจนี้จริงๆ เป็นของโลกนะ เป็นสมบัติของโลก ยกตัวอย่างร่างกายของเรานี้เป็นแค่วัตถุธาตุเท่านั้นเอง อาศัยธาตุของพ่อแม่เป็นจุดเริ่มต้น อาศัยอาหาร อาศัยน้ำ อาศัยอากาศ อะไรอย่างนี้ หล่อเลี้ยง ตัวโตขึ้นมา แต่ละวันก็มีธาตุไหลเข้าไหลออก กินอาหารแล้วขับถ่าย หายใจเข้าแล้วหายใจออก อะไรอย่างนี้ เฝ้ารู้เฝ้าดู

วันหนึ่งแจ่มแจ้ง ร่างกายของเรานี่กับวัตถุทั้งหลายนี่ อันเดียวกันนั่นแหละ ความไม่รู้มันทำให้เราแบ่งแยกเอา มาเป็นกายของเรา นี่เป็นใจของเรา มันมีตัวเราขึ้นมา มันก็อยากหาความสุขให้ตัวเรา อยากจะสุขถาวร อยากจะอย่างโน้น อยากอย่างนี้ เกิดการดิ้นรน เกิดการปรุงแต่งตั้งมากมาย เพื่อที่จะหาความสุขมาให้ต้วเรา

ถ้าเฝ้ารู้ ลงไปที่กาย เฝ้ารู้ลงไปที่ใจ วันหนึ่งเห็น ตัวเราไม่มี ตัวเราไม่มี การที่ ถ้ามันมีตัวเรานี่คือ ‘อวิชชา’ นั่นเอง ความไม่รู้ทุกข์ อวิชชาข้อที่ ๑ ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวเราจริงๆเป็นแค่ รูปนาม ขันธ์ ๕ เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ หรือเป็นวิญญาณธาตุ เป็นธาตุรู้ เป็นของโลก ไม่ใช่ของเรา

เนี่ย เฝ้ารู้กาย เฝ้ารู้ใจ มันจะเห็นความจริงนะ มันจะสลัดคืนความยึดถือกาย ยึดถือใจ มันหวง มันรัก มันอยากให้ดี อยากให้สุขถาวร เฝ้ารู้ พอไม่ใช่ของเรา เห็น เบื้องต้นเห็นไม่ใช่ของเราก่อน ไม่ใช่ของเรานี้เรียกว่าพระโสดาบัน พระโสดาบันเห็น กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง เป็นของโลก แต่ว่า คล้ายๆเป็นสมบัติคนอื่นนะ แต่งกนะ ไม่คืนหรอก

มาเฝ้ารู้เฝ้าดู เราคิดว่าเป็นของดีของวิเศษ กายนี้ ใจนี้ เป็นของดีของวิเศษ เฝ้ารู้เฝ้าดู นานไป นานไป ปัญญาแจ้งนะ มันไม่ใช่ของดีของวิเศษ มันเป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย กายนี้หาความสุขตรงไหนก็ไม่เจอ จิตนี้หาความเที่ยง หาการบังคับได้สักนิดหนึ่งก็ไม่มี มีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย พอเห็นขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ล้วนๆเนี่ย เห็นตรงที่พระพุทธเจ้าบอกล่ะ เห็นทุกข์ละ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

พวกเราไม่มีทางเห็นขันธ์ ๕ เป็นทุกข์เลย เราเห็นว่ามันทุกข์บ้าง สุขบ้าง กายนี้ทุกข์บ้าง สุขบ้าง จิตนี้ทุกข์บ้าง สุขบ้าง ถ้าเจริญสติเข้มข้นขึ้นจริงๆ เห็นแต่ทุกข์ล้วนๆ แล้วมันจะสลัดคืน มันจะเห็นว่าไม่ใช่ของดี มันคล้ายๆเรา หยิบของมาอันหนึ่ง เรานึกว่านี่ของวิเศษเลย วันหนึ่งมาหัดสังเกตมัน อ้าว.. มันไม่ใช่ของดีหรอกนี่ นะ อาจจะเป็นจิ้งจก ตุ๊กแก อะไรนี่ มันเห็นว่าไม่ใช่ของดี มันจะสลัดทิ้ง

คำว่า ‘สลัดทิ้ง’ ภาษาบาลีเรียกว่า ‘ปฏินิสสัคคะ’ การสลัดคืน จะสลัด ใจเราจะหมดภาระทางใจนะ มันจะโล่งไปหมดเลย ความทุกข์มันจะเข้ามาไม่ถึงใจอีกแล้ว คือความอยาก การดิ้นรนทางใจทั้งหลายไปหมดเลย เป็นเพราะรู้ความจริงแล้ว กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เราจริงๆนะ แบกเอาไว้ก็เป็นทุกข์ล้วนๆ

ท่านจึงสอนบอกว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ คนทั้งหลายนี้แบกภาระ แบกทุกข์นี้ไปเรื่อยๆ คนยังต้องแบกของหนัก ไม่พ้นจากความทุกข์ แต่พระอริยะเจ้าทั้งหลายเนี่ย วางภาระ วางของหนักลงแล้ว คือวางความยึดถือกายยึดถือใจลงแล้ว แล้วไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ความพ้นทุกข์ที่แท้จริงอยู่ที่ตรงนี้

เพราะฉะนั้นรู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้งนะ ก็จะละสมุทัยไปโดยอัตโนมัติ ที่ท่านสอนอริยสัจจ์ บอกว่า ให้รู้ทุกข์ ให้ละสมุทัย ถ้าเรารู้ทุกขฺ์แจ่มแจ้งเลย เห็นกายเห็นใจนี้ เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ นะ มันปล่อยวาง พอปล่อยวาง ความดิ้นรน ความทะยานอยากของใจ ที่จะอยากให้จิตใจเรามีความสุข จิตใจเราดี อย่างโน้นอย่างนี้นะ ความดิ้นรน ความทะยานอยาก พวกนี้ถูกทำลายไปหมด จิตใจมันจะมีอิสรภาพ ทุกวันนี้เราตกเป็นทาสของความอยาก ความอยากเป็นเจ้านายตัวจริง สั่งให้เราทำอะไรต่ออะไรทั้งวันเลย เพื่อจะให้มันมีความสุข เพื่อจะหาความสุข

เฝ้ารู้ลงมาเห็นจริง จิตใจนี้ทุกข์ ไม่ใช่ตัวดี ปล่อยวางได้ ความอยากที่จะให้จิตใจนี้ดี อยากให้จิตใจนี้สุข ก็หมดไป สมุทัยเป็นอันถูกละไป การดิ้นรนต่างๆก็หมดไป ภาระทางใจ การงานทางใจ ก็หมดไปเลย จิตใจเข้าถึงภาวะที่พ้นจากความปรุงแต่ง พ้นจากภาระ ภาวะแห่งความพ้นความปรุงแต่งนั้นแหละเรียกว่านิโรธ นิโรธ หรือ นิพพาน

เพราะฉะนั้นรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็เป็นอันถูกละไป นิโรธก็แจ้งขึ้นตรงนั้นเลย เพราะฉะนั้นการรู้ทุกข์นี้แหละ คือการเจริญอริยมรรค นี่คืออริยสัจจ์ ๔ นะ อริยสัจจ์ ๔

รู้ทุกข์ รู้กาย รู้ใจ รู้จนเห็นความจริง กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ตัวดี เป็นตัวทุกข์ ก็ปล่อยวาง พอปล่อยวาง ความอยากจะให้กายนี้ ใจนี้ มีความสุขถาวร ก็หมดไป หมดการดิ้นรน หมดความอยาก สมุทัยถูกละ จิตใจเข้าถึงความสงบสุข พ้นจากการดิ้นรน แผดเผา ของความอยาก พ้นจากการยึดถือทุกข์ เรียกว่า ‘นิโรธ’ หรือ ‘นิพพาน’

นิพพานมีหลายนัยยะ อันหนึ่งก็คือ ‘วิสังขาร’ พ้นการปรุงแต่ง พ้นจากรูปนาม พ้นจากตัวทุกข์ อีกอันหนึ่งคือ ‘วิราคะ’ พ้นจากความอยาก ก็คือ พ้นจากตัณหา พ้นจากตัวสมุทัย

เพราะฉะนั้น การรู้ทุกข์ สำคัญที่สุด ถ้าพวกเราละเลย เราไม่เรียน เรื่องการรู้ทุกข์ หรือ การรู้กาย รู้ใจ จะห่างไกลจากศาสนาพุทธมากเลยนะ

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๙
ลำดับที่ ๑๕
File: 480821A
นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๕๗ ถึงนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๑๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

กลัวความชั่ว แต่อย่ากลัวความทุกข์

mp3 (for download) : กลัวความชั่ว แต่อย่ากลัวความทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

กลัวความชั่ว แต่อย่ากลัวความทุกข์

กลัวความชั่ว แต่อย่ากลัวความทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกเราอย่ากลัวทุกข์นะ พวกเราอย่ากลัวทุกข์ กลัวความชั่ว กลัวความชั่วนะ อย่ากลัวทุกข์  อย่ากลัวปัญหาในชีวิต  ปัญหาในชีวิตเกิดตลอดเวลา พอมีปัญหาแล้วเนี่ย ถ้าเราภาวนาไม่เป็น ใจมันจะทุกข์ ความทุกข์เกิดขึ้น ก็อย่ากลัวมัน เรียนรู้มัน   คนพ้นทุกข์ได้ ก็เพราะรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าถึงสอนว่า ทุกข์น่ะ ให้ “รู้”    สมุทัยคือความอยากน่ะ ให้ “ละ”

ของเรากลับข้างนะ เราอยากละทุกข์  กลับหัวกลับหางเลย  เราอยากใช่ไหม อยากอะไร อยากละทุกข์   ท่านให้ “รู้” ทุกข์ แต่เราจะ “ละ” ทุกข์ กลับหัวกลับหางนะ ฉะนั้นเราไม่พ้นหรอก ถ้าเราอยากพ้นทุกข์จริงๆนะ  เรียนรู้ทุกข์ไป ทุกข์อยู่ทีกาย เรียนรู้อยู่ที่กาย   ทุกข์อยู่ที่ใจ เรียนรู้อยู่ที่ใจ เรียนรู้ลงไปเรื่อย จนปัญญามันเกิด มันค่อยพ้นเป็นลำดับๆ ไป ต้องเห็นทุกข์นะ จึงจะเห็นธรรม

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่  ๓๔
File: 530228A
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์

mp3 for download: การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: โลกนี้จริงๆว่างเปล่านะ ไม่มีแก่นสารไม่มีสาระอะไร เพราะเราไปเข้าใจผิด เราไปตามเห็นผิดๆ เลยรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมามีแก่นสารสาระขึ้นมา ผู้มีสติผู้มีปัญญามองเห็นโลกตามความเป็นจริงว่าไร้แก่นสารไร้สาระ เห็นไปเรื่อย ไม่ต้องไปคิดว่ามันมีแก่นสารหรือไม่มีนะ ตามรู้มันไปเรื่อยๆแล้วจะเห็นว่ามันไม่มีแก่นสารสาระหรอก พอได้รู้อย่างแจ่มแจ้งถึงอกถึงใจ รู้แล้วรู้อีกถึงอกถึงใจแล้วจะวาง  พอวางก็พ้นทุกข์แล้ว วางก็ว่าง ใจก็เข้าถึงว่าง

ว่างอันแรก ว่างจากกิเลส ว่างจากกิเลสก่อน คือกิเลสนี้มาย้อมใจไม่ได้เพราะอาสวะดับไปแล้ว ไม่มีขึ้นมา เกิดขึ้นมาใหม่มาย้อมใจไม่ได้ ต่อไปว่างจากขันธ์นะในวันที่ชีวิตแตกดับไป ว่างจากขันธ์ หมดภาระที่จะแบกหามขันธ์ เพราะฉะนั้นเวลาพระอรหันต์คิดถึงความตายนะ คิดถึงด้วยความร่าเริงใจ โอ๊..หมดภาระ ถ้ายังมีขันธ์อยู่มีภาระนะ

อย่างครูบาอาจารย์บางองค์อายุมาก เก้าสิบกว่าใช่มั้ย เราก็อยากให้ท่านอยู่ไปเรื่อยๆ อยู่จนเราแก่ตายไปก่อนท่าน อะไรอย่างนี้ ท่านก็อยู่ไปท่านก็ต้องแบกภาระ ถ้าวางภาระไปแล้วสบาย มีบางคนนะชอบไปนิมนต์ครูบาอาจารย์ อย่างหลวงปู่ขาว นอนแซ่วอยู่อย่างนั้นนะ นอนทรมาน ไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้ทำอะไรจนกระทั่งเนื้อหนังของท่านเนี่ยใสไปหมดเลย ทรมาน ในที่สุดคนที่ไปอาราธนานะทนดูไม่ไหว เห็นท่านทรมานมากนะก็ไปบอกเลิกท่านนะ ท่านก็ไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าไปยื้อๆไว้ ก็ต้องไปแบกขันธ์

ขันธ์นี้เป็นตัวทุกข์นะ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษ ทุกวันนี้เรายังไม่เห็นว่าขันธ์เป็นตัวทุกข์หรอก เรายังเห็นว่ามันทุกข์บ้างสุขบ้าง ถ้ายังหนุ่มยังสาวก็รู้สึกว่ามันสุขมากกว่าทุกข์ พอแก่แล้วก็รู้สึกว่ามันทุกข์มากกว่าสุข แต่มันก็ยังมีสุขอยู่ดี แก่ขนาดไหนก็ยังรู้สึกว่าขันธ์มันก็ยังมีสุขอยู่

ยกตัวอย่างนะ แก่หง่อมนะ หายใจแขม่วๆ ลุกขึ้นมาก็ไม่ไหวแล้ว ลูกหลานมาเยี่ยมใช่มั้ย ก็ยังมีความสุข เนี่ยใจมันยัง..ขันธ์นี้ยังมีความสุขได้อยู่ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังเห็นขันธ์มีความสุขได้อยู่นะ ไม่วาง วันใดเห็นว่าขันธ์มีแต่ความทุกข์ล้วนๆถึงจะวาง นี่เรียกว่าเห็นทุกข์ เห็นขันธ์เป็นทุกข์ รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์ ถ้าทำกิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์เสร็จนะ อันที่สอง สาม สี่ จะเสร็จโดยอัตโนมัติ จะเสร็จพร้อมกันเลย เป็นเรื่องอัศจรรย์

ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ ก็ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เกิดอริยมรรค ในขณะเดียวกันนั้นเลย พร้อมๆกัน หรือถ้าเกิดอริยมรรคนะ ในขณะนั้นก็รู้ทุกข์ละสมุทัยแจ้งนิโรธพร้อมๆกัน ในขณะที่แจ้งนิโรธนะก็รู้ทุกข์ละสมุทัยเกิดอริยมรรคในขณะเดียวกันนั่นเอง ในขณะละสมุทัยนะ ก็รู้ทุกข์ แจ่มแจ้งในนิโรธ เกิดอริยมรรคเหมือนๆกัน พร้อมๆกัน เป็นธรรม

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มนต์กลับใจ

mp3 (for downloaded): มนต์กลับใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: พวกเดียรถีย์ทั้งหลายสั่งกัน บอกว่าอย่าไปคุยกับพระสมณโคดมนะ ถ้าคุยกับพระสมณโคดมแล้วเสร็จหมดเลย

ถามว่าเสร็จอะไร อะไรเป็นมนต์กลับใจ คือความสมบูรณ์ด้วยอรรถะ พยัญชนะ ด้วยเหตุด้วยผลน่ะ ของธรรมะ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง ลำพังธรรมะของหลวงพ่อก็คงกลับใจใครไม่ได้หรอก กลับใจตัวเองยังไม่ได้เลย แต่ละคนก็มีธรรมะของตัวเองนะ บางคนชอบคิดธรรมะเอาเอง กลับใจตัวเองยังกลับไม่ได้เลย สู้กิเลสไม่ไหว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเนี่ย คนแรกที่กลับใจได้คือตัวเราเอง

อย่างเราหัดภาวนานะ เราเป็นคนไม่มีศีลมีธรรมอะไร เราหัดภาวนาไป พอเราเห็นคุณงามความดี เห็นประโยชน์ ของการปฎิบัติธรรมขึ้นมา มันจะเกิดมีศีลมีธรรมขึ้นมาเอง จะทำกรรมชั่วอะไรเล็กๆน้อยๆก็ไม่ทำแล้วละอายใจ เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตในใจตัวเอง เพราะฉะนั้นคนแรกเลย ที่ถูกกลับใจนะ คือตัวเราเองนี่เอง ทีนี้เมื่อเราเข้าใจธรรมะที่ถึงพร้อมด้วยเหตุด้วยผลแล้วนะ พิสูจน์ได้ทุกขั้นทุกตอน ไม่ใช่ธรรมะฟลุ๊คๆ ไม่ใช่ของฟลุ๊คๆ ทำๆไปเถอะแล้วเดี๋ยวก็แจ้งเอง เชื่อๆไปเถอะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านบอก สมบูรณ์ด้วยอรรถะคือเนื้อหา และพยัญชนะคือถ้อยคำนั่นเอง มีเหตุ มีผล สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจธรรมะเต็มที่แล้วนะ มันจะองอาจกล้าหาญ ไม่หวั่นไหว สามารถพูดชี้แจงแสดงเหตุผลได้ กับคนซึ่งไม่ใช่พวกดื้อรั้น กับพวกดื้อรั้นก็ต้องปล่อยไป

ถ้าไม่ดื้อรั้น เป็นคนยอมรับในเหตุผลนะ ฟังแล้วจะรู้เลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย เต็มไปด้วยเหตุผล เหตุผลของธรรมะเรียกว่า ‘ปัจจยาการ’ เรียก ‘อิทัปปัจจยตา’ ท่านพุทธทาสเรียกหลายอย่าง เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ไม่มี

ทำไมท่านสอนให้รู้ทุกข์ เพราะถ้าไม่รู้ทุกข์จะเกิดสมุทัย ถ้ามีสมุทัยจิตจะมีความทุกข์ สมบูรณ์ด้วยเหตุด้วยผล พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ตรรกะลอยๆด้วย แต่พิสูจน์ได้จริงๆ ผู้ใดมาหัดเจริญสติ พอสติตัวจริงเกิดแล้วเนี่ย เราจะอัศจรรย์ในธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้รู้สึกกูเก่งนะ แต่จะรู้สึกอัศจรรย์ในธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านถ่ายทอดมา ธรรมะจริงๆก็ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ธรรมะเป็นของกลาง พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรกที่ไปค้นพบกฎของธรรมะนี้เข้า แล้วเอามาถ่ายทอดต่อ เราก็ยกย่องว่าเป็นธรรมะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่ถ้าพูดเต็มยศนะ ก็คือธรรมะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อๆเลยเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าไป

พอเราภาวนาไปเราจะเห็นเลย โอ้โฮอัศจรรย์ พอเรามีสติขึ้นมาปั๊บ ความทุกข์กระเด็นหายไปจากใจเราได้ เป็นเรื่องแปลกนะ พอเรามีสติขึ้นมา เราจะเห็นเลย โลกนี้ว่างเปล่า เห็นเข้าไปได้อย่างไร แปลก จากเคยเห็นทุกสิ่งทุกอย่างมีตัวมีตน มีคน มีสัตว์ มีเรา มีเขา พอมีสติมีปัญญาที่แท้จริงเกิดขึ้น กลับเห็นโลกนี้ว่างเปล่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเรา ไม่มีเขา มีแต่สภาวธรรมล้วนๆ ที่เป็นรูปธรรมบ้าง นามธรรมบ้าง

สภาวธรรมทั้งหลายก็ไม่เคยหยุดนิ่ง สภาวธรรมทั้งหลายเนี่ย สัมพัทธ์ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง แล้วก็ไม่ใช่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามยถากรรม แต่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและปัจจัยของมัน เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายที่ปรากฎในจักรวาลนี้ ล้วนแต่เป็นปรากฎการณ์ทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นการทำงานของสภาวธรรมที่เป็นรูปธรรม นามธรรม ทั้งสิ้น นี่เห็นเลยทั้งจักรวาล ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ มีแต่สภาวธรรมของรูปธรรมและนามธรรม มันทำงานไป มันเคลื่อนไหวไป มันเปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลา บังคับให้หยุดนิ่งไม่ได้ ไม่มีใครสั่งได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเหตุของมัน

พระพุทธเจ้าไปค้นพบสิ่งเหล่านี้เข้า เอามาสอนเรา เราก็ตามรู้ตามดู มีสติขึ้นมา พอเรามีสติขึ้นมา เราก็เห็นเลย ทุกอย่างเป็นตามเหตุตามปัจจัยของมัน พอเห็นแล้วอะไรเกิดขึ้น ใจก็ไม่ไปยึดถืออะไรในโลก ไม่ยึดถือตัวเองก่อน พอไม่ยึดถือตัวเองปั๊บ ลบตัวเองออกไปปุ๊บ ก็คือจะไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกอีก

แต่เดิมนะ เราอยู่ในธรรมชาติ เราก็ไปขีดวงของรูปธรรมนามธรรมจำนวนหนึ่งขึ้นมา ว่านี่คือตัวเรา ทันทีที่ขีดวงของตัวเราขึ้นมันก็เกิดตัวเขาขึ้นมาอัตโนมัติเลย เหมือนเราจุดไฟขึ้นมา ก็เกิดแสงสว่างขึ้นมาอัตโนมัติเลย มีตัวเราก็มีตัวเขา มีตัวเราก็มีของเรา มีตัวเราก็มีของเขา พอลบความมีตัวเราออกไปเสียอย่างเดียวนะ อันอื่นก็สูญไปหมดเลย

หลวงปู่มั่นท่านเคยสอนนะ เหมือนนับเลข บอกว่า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า แล้วก็ศูนย์ สะสมเข้าไปตั้งมากมาย นึกว่าจะมีอะไรมากมาย สุดท้ายศูนย์ ศูนย์ชนะนะ ถามว่าศูนย์มีค่าบวกค่าลบมั้ย ไม่มี ไม่ได้บวก ไม่ได้ลบอะไร เป็นกลาง เป็นกลาง

เพราะฉะนั้นเราคอยฝึกนะ แล้วเราจะพบว่า น่าอัศจรรย์ที่สุด จะอุทานว่า อัศจรรย์พระเจ้าข้า ถ้าเจอพระพุทธเจ้านะ ธรรมะของพระองค์ง่ายๆ อัศจรรย์ตรงนี้แหละ เหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย (มีเสียงเครื่องแก้ว/กระเบื้องกระทบกัน) ของคว่ำเปิดให้หงาย นี่ต้องเปิดให้ดังๆ จะได้แก้ง่วง นะ ไม่ยาก เหมือนคนจุดไฟขึ้นมา หวังว่าคนที่มีตาดีๆจะมองเห็น ไม่ยากอะไร อย่างเราอยู่ในห้องมืดนะ พระพุทธเจ้าท่านจุดไฟขึ้นมา สว่าง เราก็มองเห็น จุดไฟแล้วสว่างแล้วมองเห็น ก็เรื่องธรรมดา ใช่มั้ย เรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนะจึงเป็นธรรมะที่ง่ายๆ แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า เหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย ง่าย

เพราะฉะนั้นเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อสอนให้นะ ไม่ใช่ธรรมะหลวงพ่อหรอก ถ้าเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อบอกให้เนี่ย การปฎิบัติของเราจะเหลือสั้นนิดเดียว การปฎิบัติธรรมจะไม่ยาว ไม่ยืดเยื้อ ไม่ใช่ว่าจะต้องข้ามภพข้ามชาติ อีกแสนๆชาติ…

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕ Track ที่ ๓
File: 510420
วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑
ระหว่างวินาทีที่ ๕๕ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่