Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การทำตามรูปแบบ ทำได้ ๓ อย่าง

mp 3 (for download) : การทำตามรูปแบบ ทำได้ ๓ อย่าง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การที่เราปฏิบัติในรูปแบบนั้น ยังทำได้ ๓ อย่าง

  • อันที่ ๑ ถ้าจิตฟุ้งซ่านมาก ทำความสงบ ให้จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว
  • อันที่ ๒ เมื่อจิตอยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้ว รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป ไหลไปคิด เราจะได้สมาธิชนิดที่ ๒ คือจิตตั้งมั่น
  • เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วเวลาที่เราทำในรูปแบบเนี่ย หัดรู้สภาวะไป

สภาวะของร่างกาย สภาวะของเวทนาคือความสุขทุกข์ สภาวะของสังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว เช่นความโลภความโกรธความหลง ความวิตกกังวลต่างๆนะ ให้รู้ทัน แล้วก็รู้สภาวะของจิต จิตเดี๋ยวก็วิ่งไปดู เดี๋ยวก็วิ่งไปฟัง วิ่งไปคิด

แต่ตอนที่ทำในรูปแบบเนี่ย มันจะปิดทวารไปบางส่วน ถ้าเรานั่งสมาธิอยู่นะ มันก็ไม่วิ่งทางตา ไม่วิ่งทางหู เหลือแต่ทางใจ ก็เห็นจิตไหลไปทางใจ เคลื่อนไปเคลื่อนมา ก็รู้ทันอาการของจิต เป็นการหัดรู้สภาวะ การทำในรูปแบบนี้แหล่ะ ฝึกไว้ให้ชำนาญนะ ต่อไปเราจะขึ้นสู่การเจริญปัญญา เจริญปัญญาได้

เมื่อมีจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสติรู้เท่าทันสภาวะที่เกิดขึ้น การที่หัดรู้สภาวะนั่นแหล่ะ จะทำให้เกิดสติ การที่รู้ทันว่าจิตไหลไป จิตหลงไป จะทำให้เกิดสมาธิชนิดตั้งมั่น อาศัยสติและความตั้งมั่นของจิต ๒ อย่างนี้เป็นตัวช่วยกัน จะทำให้เกิดปัญญา คือการเห็นความจริงของกายของใจ

เพราะฉะนั้นต้องมี ๒ สิ่งนี้ อาศัยการทำในรูปแบบนี้มาช่วย เพราะฉะนั้นทำในรูปแบบนะ ถ้าฟุ้งซ่าน ก็ทำความสงบ พุทโธๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้จิตสงบ ถ้าจิตสงบแล้ว ก็ทำกรรมฐานเดิมนั้นแหล่ะ แต่รู้ทันเวลาจิตมันเคลื่อนไป จิตมันไหลไป ถ้ารู้ทันจิตที่เคลื่อนไปไหลไป จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนดู พอจิตตั้งมั่นเนี่ย เราได้สมาธิแล้ว

ต่อไปเราก็มาพัฒนาให้เกิดสติ โดยรู้สภาวะนะ เห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายเดิน จิตเป็นคนดู เห็นความสุขความทุกข์ เกิดขึ้นในกาย จิตเป็นคนดู เห็นความสุขความทุกข์ความเฉยๆ เกิดขึ้นในจิต จิตเป็นคนดู เห็นกุศลอกุศลเกิดขึ้นในจิต จิตเป็นคนดู เห็นจิตเคลื่อนไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จิตเป็นคนดู

ถ้าดูได้อย่างนี้ชำนิชำนาญนะ พอร่างกายขยับกริ๊กเดียวนะ สติเกิดเอง จะรู้สึกตัวขึ้นเองเลย ความรู้สึกแปลกปลอมเข้ามาในร่างกายนิดเดียว สติเกิดเองเลย ความรู้สึกหรือกุศลอกุศลแปลกปลอมเข้ามาในจิตนิดเดียวนะ สติระลึกได้เลย จิตเคลื่อนทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนิดเดียวนะ สติระลึกได้เลย เมื่อเราได้ทั้งสติ ได้ทั้งสมาธิคือความตั้งมั่นแล้วเนี่ย เราเจริญปัญญาได้แล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๒
File: 550421.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๙ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔


เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การรู้สภาวะ

การรู้สภาวะ

สภาวะ คือสิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ในการภาวนาจะหมายถึง กายและจิต เป็นสำคัญ
ดังนั้น การรู้กาย ก็คือ การรู้สภาวะนั่นเองครับ
การรู้กาย จะเป็นการรู้สึกว่ามีร่างกายอยู่
ถ้ารู้สึกได้ว่ามีร่างกายอยู่ (เคลื่อนไหว ยืน นั่ง นอน ฯลฯ) ก็คือการรู้กายนั่นเอง
เช่น ถ้าเดินอยู่แล้วรู้สึกได้ว่ามีร่างกายกำลังเดินอยู่ ก็เป็นการรู้กายครับ

ขณะใดรู้กายอยู่ก็รู้กายไป ขณะใดรู้จิตอยู่ก็รู้จิตไป
ขณะนี้รู้กายอยู่แล้วขณะต่อไปจะรู้กายต่ออีกก็ได้
หรือขณะนี้รู้กายแล้วขณะต่อไปจะไปรู้จิตต่อก็ได้ครับ
ไม่จำเป็นว่า รู้กายแล้วต้องตามด้วยรู้จิตทุกครั้งหรอกนะครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : รู้สึกตัว รู้แค่ไหน?

รู้สึกตัว รู้แค่ไหน?

เอาแค่พอรู้สึกว่ามีสิ่งนั้นเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ย่อมดับไปก็พอแล้วครับ
หรือพอเกิดสิ่งนั้นแล้ว จิตเป็นอย่างไรก็รู้ไปตามที่เป็นต่อไปเลย
เช่นตกใจก็รู้ว่าตกใจ ไม่ชอบก็รู้ว่าไม่ชอบ
และถ้าจะเจริญวิปัสสนาก็ไม่ต้องใช้ความคิดไปแก้ไขอะไรเลยครับ
การใช้ความคิดแก้ไขให้จิตสงบ เป็นเพียงการทำสมถะอย่างหนึ่ง
ซึ่งถ้าทำจนเกินจำเป็น ก็จะเสียโอกาสหัดดูสภาวะเพื่อเจริญปัญญาไป
และถ้าทำจนเคยชินก็จะกลายเป็นติดความสงบ อะไรเกิดขึ้นก็คอยทำให้สงบ
ทำให้เจริญปัญญาต่อไม่ได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : รู้แล้วจบลงที่รู้ เป็นเช่นไร?

รู้แล้วจบลงที่รู้ เป็นเช่นไร?
คำว่า “จบลงที่รู้” หมายถึง
พอรู้ว่าจิตเกิดกิเลส หรือเป็นอย่างไรแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรที่มากไปกว่า “รู้”
หรือหมายถึงให้เพียงแค่รู้ อย่าไปเจตนาทำอะไรหลังจากที่รู้
ส่วนตัวสภาวะที่เกิดขึ้น จะเป็นอย่างไรก็ให้เค้าเป็นไปตามที่จะเป็น
เช่น พอรู้ว่าโกรธ ก็ให้แค่รู้ ไม่ต้องทำให้หายโกรธ
ไม่ใช่ว่า รู้แล้วความโกรธหรือกิเลสต้องดับทุกครั้งไปนะครับ
ถ้ารู้แล้วยังโกรธอยู่ก็หัดรู้ครั้งต่อไปอีก (รู้ว่ายังมีโกรธ)
แต่ถ้ารู้แล้วเกิดสติ-รู้สึกตัวได้ จะรู้สึกได้ในขณะนั้นว่าความโกรธดับลงไปครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : อยากจะสลัดใจทิ้ง

อยากจะสลัดใจทิ้ง

ถาม : หนูเดินจงกรมแล้วเห็นสภาวะเห็นผู้รู้ รู้อยู่กับกาย แต่ใจยังยึดอยู่ อยากจะสลัดใจทิ้งได้ยังคะ?

ตอบ : ที่เห็นสภาวะต่างๆได้ ก็ดีแล้วครับ
แต่อย่าจงใจที่จะสลัดอะไรทิ้งนะครับ
ให้แค่รู้สภาวะที่เกิดดับไปเรื่อยๆ
จนกว่าจิตจะทิ้งของเค้าเองครับ
และพอดูๆไปแล้วรู้สึกเหนื่อย ก็ต้องพักก่อนครับ
พักด้วยการทำสมถะ หรือหาอะไรทำให้จิตสงบก็ได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ปัญหาเรื่องการตามรู้จิต และการเดินจงกรมแบบสบายๆ

ปัญหาเรื่องการตามรู้จิต และการเดินจงกรมแบบสบายๆ

ถาม : การรู้จิตนั้น เป็นการตามรู้  หากว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น แรงพอ เช่นเสียใจ สุขใจ โกรธ มักจะรู้ในขณะที่เกิดอารมณ์นั้นๆ  แต่หากเผลอ หรือ หลง มักรู้หลังจากผ่านไปสักพัก ว่าเอ้อ เมื่อกี้ เผลอไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ นะ  ถือว่าเป็นการตามรู้ที่ใช้ได้หรือไม่คะ  หรือว่า จะต้องตามรู้กันแบบหายใจรดต้นคอ ?

ตอบ : พอเกิดสภาวะใดขึ้นแล้ว จะรู้ได้เร็วหรือช้า ก็ไม่เป็นไรครับ
ไม่ใช่ว่าพอเกิดปุ๊บต้องรู้ปั๊บหรอกนะครับ
ที่สำคัญคือ พอรู้แล้ว ให้แค่รู้ก็พอแล้วครับ

ถาม : การเดินจงกรมนั้น หากเราเดินไปเรื่อยๆ รู้ว่าเดิน แบบหย่อนจิตหย่อนใจ  หรือเดินเล่น  พอเผลอไปคิดโน่นนี่ จับได้ว่าเผลอ  พอมั้ยคะ  การเดินแบบนี้ จะได้สมาธิเท่าการกำหนด ซ้ายขวา หรือ ยกย่างเหยียบไหมคะ?

ตอบ : เดินจงกรมแล้วรู้ไปสบาย ๆ ไม่เพ่งจ้อง แล้วเห็นว่าจิตเผลอไปคิด
แบบนี้เป็นการเดินเพื่อการฝึกเจริญสติ เจริญปัญญาที่ถูกต้องแล้วครับ
ส่วนการเดินแบบกำหนดจนจิตไหลไปแช่แต่ที่เท้า ใช้ฝึกเจริญปัญญาไม่ได้ครับ
เพราะจิตจะไม่มีความตั้งมั่น (ไม่มีสัมมาสมาธิ) ครับ
แต่ถ้าตามรู้ไปสบาย ๆ แล้วจิตมาตั้งมั่นรู้กายทั่ว ๆ เองอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่เผลอไปคิด ไม่ไหลไปอยู่ที่เท้าจึงจะเป็นสมถะ เป็นสมาธิที่ถูกต้องครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การรู้สภาวะ

การรู้สภาวะ

ถาม : ปกติผมจะรู้นะครับเวลาสติระลึกรู้ว่าเมื่อกี้มีสภาวะเกิดขึ้นมาถึงจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามว่ามันคือสภาวะอะไร แต่มีอยู่ 2-3 ครั้งน่ะครับที่แปลกๆ คือ ตอนสติเขาระลึกรู้ขึ้นมาแต่เรารู้สึกว่ามันไม่ได้มีสภาวะอะไรเลยครับ เขาระลึกขึ้นมาของเขาเอง แต่แน่ใจมากๆ ว่าเมื่อกี้น่ะไม่มีสภาวะครับ

ตอบ : เวลารู้สภาวะจะมีอยู่สองแบบ

แบบแรก เกิดสภาวะที่เป็นกุศลอกุศลก่อน(จิตหลงไปกับสภาวะนั้นก่อน)
แล้วจิตจึงระลึกรู้ได้ว่ามีสภาวะนั้น

แบบที่สอง จิตหลงไปแต่ไม่ได้มีสภาวะอะไรที่หยาบๆแรงๆจนเห็นได้ชัด
พอเกิดสติรู้สึกตัว ก็เลยเหมือนไม่มีสภาวะอะไรให้รู้
ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จิตจะรู้แบบไม่มีสภาวะอะไรเลย
จริงๆแล้ว มีสภาวะอยู่แต่ดูไม่ออก เช่นพวกความว่างๆเฉยๆ ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เห็นสภาวะแล้วรู้อย่างที่มันเป็น

mp3 for download: เห็นสภาวะแล้วรู้อย่างที่มันเป็น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เห็นสภาวะแล้วรู้อย่างที่มันเป็น

เห็นสภาวะแล้วรู้อย่างที่มันเป็น

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันเป็นยังไงนะ ยอมรับมันลงไปเลย มันเป็นอย่างนี้แหละ หมดความคิดที่จะแก้ไข ถ้ายอมรับมันได้นี่นะ ใจจะพลิกตัวขึ้นมาเองเลย เป็นกลางขึ้นมาฉับพลันนะ แล้วสภาวะที่เป็นอกุศลทั้งหลายจะดับลงทันทีเลย แต่ถ้าเราไม่ยอมรับเนี่ย ใจมีโทสะแล้ว สติจะไม่เกิด ถ้ากิเลสเกิดแล้วสติมันจะไม่เกิด แต่ถ้าสติเกิดนะ กิเลสก็จะไม่เกิด เพราะฉะนั้นอย่างพอเราเห็นสภาวะแล้วเราไม่ชอบนะ อยากแก้ กิเลสเกิด สติจะไม่มีหรอก ทำยังไงแก้ไม่ตก

แต่ถ้าใจถึงๆนะ เห็นสภาวะแล้วรู้มันอย่างที่มันเป็น ไม่ยินดีกับมัน ไม่ยินร้ายกับมัน ใจจะตื่นขึ้นฉับพลันเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ ที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๑
Track: ๑
File: 500707A
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๔๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติคือความระลึกได้

mp3 (for download): สติ คือ ความระลึกได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติคือความระลึกได้

สติคือความระลึกได้

หลวงพ่อปราโมทย์ :

สติแท้ๆ เป็นความระลึกได้ สติมันระลึกถึงรูปธรรมนามธรรม สติทำหน้าที่ระลึก สติไม่ได้ทำหน้าที่กำหนด สติคือความระลึกได้ สติไม่ได้แปลว่าความกำหนดได้ สติเป็นความระลึก อะไรทำให้สติเกิดขึ้น ในพระอภิธรรมก็สอนนะ ถิรสัญญาคือการที่จิตจำสภาวะธรรมได้แม่นยำเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ ถิรสัญญาคือการที่จิตจำสภาวะธรรมได้แม่น หน้าที่เราต้องหัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ นะ ความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ ความโลภเกิดก็รู้ ความหลงเกิดก็รู้ ร่างกายยืนอยู่ก็รู้ เดินอยู่ก็รู้ นั่งอยู่ก็รู้ นอนอยู่ก็รู้ เป็นสุขก็รู้ เป็นทุกข์ก็รู้ เฉยๆ ก็รู้ อะไรเกิดขึ้นในกายในใจคอยรู้ไปเรื่อยๆ อย่าไปแทรงแซง ให้ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ต้องตามรู้นะ

ในสติปัฏฐานท่านถึงใช้คำว่ากายานุปัสสนา กายานุปัสสนา การตามเห็นกายเนืองๆ เวทนานุปัสสนา การตามเห็นเวทนาเนืองๆ จิตตานุปัสสนา การตามเห็นจิตเนืองๆ ธัมมานุปัสสนา การตามเห็นสภาวะธรรมเนืองๆ ตามเห็นเนืองๆ ตามเห็นบ่อยๆ ก็จะจำสภาวะได้แม่น พอมันจำสภาวะได้แม่นสติจะเกิดเอง สติจะเกิดโดยไม่ได้จงใจให้เกิด ไม่ได้กำหนด ไม่ได้อะไรทั้งสิ้น มันเกิดเอง ถ้าสติตัวจริงตัวแท้เกิดเนี่ย สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิชนิดที่เป็นขณิกสมาธิก็จะเกิดได้ เพราะอะไร เพราะทันที่สติเกิด จิตจะเป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลเนี่ยมีความสุขอยู่ในตัวเอง ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ ใจมันจะเกิดสมาธิมาอัตโนมัตินะ แต่จะอยู่ชั่วขณะ เรียกว่าขณิกสมาธิ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๕๑

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
File: 510216A
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จุดประสงค์ของการตรวจการบ้าน

mp3 for download: จุดประสงค์ของการตรวจการบ้าน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การบ้าน

การบ้าน

หลวงพ่อปราโมทย์: เอ้า ต่อไป ตรวจการบ้าน เวลาตรวจการบ้านเนี่ยนะ เป็นการทดสอบเรา ว่าเราเข้าใจหลักของการปฎิบัติแม่นหรือเปล่า หรือคลาดเคลื่อน สิ่งที่คลาดเคลื่อนนะ ถ้าไม่เผลอไปก็เพ่งเอาไว้ ส่วนใหญ่ก็มีแค่นั้น ไม่ก็ไปเกยตื้น ไปติดอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่ง ซึ่งเป็นผลจากการเพ่ง เช่นไปติดในความว่าง เพราะฉะนั้นมันเป็นแค่การทดสอบว่าเรายังเดินอยู่ในทางสายกลางมั้ย สุดโต่งไปข้างบังคับตัวเอง หรือสุดโต่งไปในข้างหลงตามกิเลสมั้ย นี้อันหนึ่ง

อีกอันหนึ่งก็คือ สภาวะที่เรารู้เราเห็นเนี่ย ถูกต้องมั้ย เพราะฉะนั้นอย่ามาถามหลวงพ่อนะว่า จิตหนูเป็นยังไง ถ้าถามว่าจิตหนูเป็นยังไง ตัวเองไม่ได้บอกเลยว่า ตัวเห็นสภาวะยังไง ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คำถามชนิดนี้เหลวไหลที่สุดเลย คำถามที่ไม่มีความรับผิดชอบนะ อย่าถามนะ “หนูเป็นยังไง” อะไรอย่างนี้ เฉิ่มมากเลย ส่วนมากผู้หญิง เพราะเห็นมั้ยว่าใช้คำว่าหนู บางคนงั่กเลยนะยัง “หนู” เลย หนูอย่างนั้น หนูอย่างนี้ อ้าว เดือดร้อน เดือดเนื้อร้อนใจ

ถ้าเรารู้ เราเห็น สภาวะอะไร บอกมา สภาวะที่เห็นอยู่นี้ ตอนนี้เป็นอย่างนี้ๆ นะ ถูกต้องหรือไม่ อย่างนี้เป็นการทดสอบว่าเราน่ะเห็นสภาวะมั้ย นี่อันหนึ่งนะ อีกอันหนึ่ง พอรู้สภาวะแล้ว รู้ถูกต้องมั้ย เผลอไปมั้ย เพ่งไปมั้ย ก็เดินอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นคำถาม ควรเป็นคำถามที่เกิดประโยชน์ คำถามที่ไม่มีประโยชน์ไม่ต้องถาม

คำถามที่ไม่มีประโยชน์อีกอันหนึ่งนะ หนูมีจริตอย่างไร หรือผมมีจริตอย่างไร อันนี้เริ่มมีผู้ชายถามบ้าง จริตยังไง สอนหลักให้แล้วนะ เป็นพวกโลภมาก รักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม ก็ให้ดูกายไป เพราะกายจะสอนว่า ไม่สุข ไม่สบาย ไม่สวย ไม่งาม

พวกคิดมาก วันหนึ่งก็คิดทั้งวันเลย วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ วิพากษ์ จนสุดท้ายวิกลจริต สารพัดวิ วิ วิ วิ พวกนี้ให้ดูจิต พวกดูจิตนี้เป็นพวกช่างคิด ถึงได้เกิดเรื่องมากมาย ใช่มั้ย พวกที่ทำสมาธิไม่ค่อยมีเรื่องหรอก วันหนึ่งๆไปยุ่งกับใครเขาล่ะ อยู่อย่างนี้ ไม่มีเรื่อง ไม่เดือดร้อนครูบาอาจารย์ ก็นั่งอยู่อย่างนั้น ส่วนพวกทิฎฐิจริต พวกคิดมากเนี่ย มาเรียนที่นี่ มาเรียนที่นี่เยอะมาก พวกนี้แหละเจ้าความคิดเจ้าความเห็น เที่ยวไปวุ่นวายที่อื่น ไม่ดูตัวเอง นี่แหละจุดอ่อนของพวกที่ปัญญามาก พวกปัญญามากนะ ฟุ้งซ่าน จำไว้นะ ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามควบคุมตัวเองให้ได้ ไม่ใช่ฟุ้งไปเรื่อยๆ อยากคุยก็คุยไปเรื่อยๆ พยายามทำความสงบเข้ามาบ้าง แต่ไม่ใช่สงบจนกระทั่งซึมกระทือ สงบพอมีเรี่ยวมีแรง มาเดินปัญญาต่อ มารู้กาย มารู้ใจ มาแยกธาตุแยกขันธ์ไปเรื่อย อย่างนั้นถึงจะเรียกว่า”เดินปัญญา”

ส่วนพวกศรัทธามากก็จะงมงาย พวกสมาธิมากก็ช้านะ ซึมๆอยู่อย่างนั้น ติดในความสุขความสบายไป พวกความเพียรมากก็เคร่งเครียด พวกปัญญามากก็ฟุ้งซ่านนะ เนี่ย มันมีจุดอ่อนทั้งนั้นแหละ แต่ละคน เพราะฉะนั้นมีสติบ่อยๆนะ รู้ไป

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
File: 510427B.mp3
ลำดับที่ ๔
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์: เทคนิคการหัดรู้สภาวะ และการสักแต่ว่ารู้

เทคนิคการหัดรู้สภาวะ และการสักแต่ว่ารู้

สภาวะไหนที่ยังรู้ได้ยาก ก็ค่อยๆหัดรู้ไปครับ
แต่อย่าตั้งเป้าว่า ต้องรู้ได้ทัน ต้องไม่หลง ต้องไม่ปรุงแต่งเพิ่ม
เพราะเราต้องหัดรู้แบบ
“ให้มีสภาวะเกิดไปก่อนแล้วจึงหัดรู้สภาวะที่กำลังปรากฏอยู่”
ตรงนี้แหละครับที่ว่าเป็นการหัดรู้จักสภาวะ หัดให้จิตจำสภาวะได้
เมื่อรู้จักเมื่อจำสภาวะได้ ต่อไปเมื่อเกิดสภาวะ ก็จะเกิดสติได้อัตโนมัติ
(ตรงนี้เป็นขั้นต้นของการหัดรู้สภาวะ)

ส่วน “สักว่ารู้” หรือสักแต่รู้นั้น
ต้องภาวนาต่อจากการเห็นสภาวะจนจิตเป็นกลาง
ไม่แก้ไข ไม่แทรกแซง ไม่ทำอะไรต่อสภาวะที่กำลังปรากฏอยู่
แล้วจะเห็นไตรลักษณ์ได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลวงพ่อสอนอะไร? หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ

mp3 (for download) : หลวงพ่อสอนอะไร? หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ถ้าเมื่อไรรู้สภาวะตรงตามความเป็นจริงลงปัจจุบัน เมื่อนั้นสติก็เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าอยากให้สติเกิดนะ ไม่มีใครสั่งให้สติเกิดได้ สติเป็นอนัตตา สติเองก็ตกอยู่ใต้อนัตตา ไม่มีใครสั่งสติให้เกิด แต่ถ้ามีเหตุสติถึงจะเกิด เพราะฉะนั้นมาเรียนที่หลวงพ่อนะ ถ้ามาเรียนบ่อยๆ จะรู้เลย หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ เหตุให้เกิดสติก็คือการที่จิตนี้จำสภาวะธรรมได้

เพราะฉะนั้นมาเรียนที่หลวงพ่อ ไม่ได้มาเรียนเรื่องอื่นหรอก เรียนเรื่องสภาวะธรรม เช่น ความโลภเป็นอย่างนี้ ความโกรธ ความหลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ อิจฉา ดีใจ เสียใจ เป็นสุข เป็นทุกข์ หัดรู้สภาวะแต่ละอย่างๆ สภาวะอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจคอยหัดรู้หัดดูไป ต่อไปจิตมันจำสภาวะได้ พอสติมันจำสภาวะได้นี่ พอสภาวะอันนั้นเกิดขึ้นสติจะเกิดเอง ทันทีที่สติเกิดเอง สัมมาสมาธิก็เกิดเอง จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเลย จิตจะรู้ ตื่น เบิกบาน จิตจะสงบ สะอาด สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ตั้งมั่นขึ้นมา แล้วก็จะเห็นสภาวะธรรมทั้งหลายเกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป นี่เป็นการเจริญปัญญา

เพราะฉะนั้นเราจะเรียนนี่ ต้องเรียนจนสติตัวจริงเกิด ถ้ามาเรียนที่หลวงพ่อ จะเห็นว่าหลวงพ่อไม่ได้เน้นว่าให้นั่งท่าไหน ให้เดินท่าไหน หรือว่าห้ามกินข้าว หรือว่าห้ามนอนอะไรอย่างนี้ ไม่ได้เน้นตรงนั้น เพราะจริตนิสัยคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ใครเคยทำกรรมฐานอะไรก็ทำอย่างนั้นแหละ ถนัดอะไรก็ใช้กรรมฐานอันนั้นแหละ เพียงแต่ว่าทำให้สติตัวจริงมันเกิด

ส่วนใหญ่ที่เราทำกรรมฐานแล้วสติไม่ค่อยเกิดเพราะอะไร เพราะเราชอบไปเพ่ง เราไปเพ่งใส่ตัวอารมณ์กรรมฐาน เช่น เราดูท้อง เราก็ไปเพ่งท้อง เราดูลมหายใจ เราก็ไปเพ่งลมหายใจ เราขยับมือทำจังหวะ เราก็ไปเพ่งใส่มือ เราเดินจงกรม เราก็ไปเพ่งใส่เท้า พอไปเพ่งใจมันก็แข็งๆ ทื่อๆ นะ มันจงใจปฏิบัติ สติตัวจริงไม่ได้เกิดขึ้นมา สติตัวจริงไม่เกิด จิตใจก็ไม่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่น ไม่อ่อนโยน ไม่นุ่มนวล ไม่คล่องแคล่วว่องไว ไม่ควรแก่การงาน

เพราะฉะนั้นเรียนกับหลวงพ่อ บางคนฟังแล้วจะงง มาใหม่ๆ จะงงนะ ว่าหลวงพ่อพูดอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง บอกให้ก็ได้ หลวงพ่อสอนให้พวกเราหัดดูสภาวะธรรมนั่นเอง ต้องหัดรู้สภาวะธรรม สภาวะธรรมก็คือตัวรูปธรรม นามธรรม ถ้ามาเรียนที่หลวงพ่อบางคนหลวงพ่อก็สอนให้ดูกาย ทำสมาธิก่อนแล้วก็ดูกาย แต่ส่วนมากจะสอนให้ดูจิตใจตัวเอง เพราะอะไร เพราะคนที่มาที่นี่ส่วนมากเป็นพวกคิดมาก พวกทิฏฐิจริต พวกคิดมาก วันๆ นะนั่งคิดทั้งวัน พวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต

การดูจิตนี้ให้ตามรู้ตามดูไปเลย จิตใจเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย คอยรู้คอยดูไปเรื่อย ในที่สุดจิตจะจำสภาวะธรรมได้ เมื่อจิตจำสภาวะธรรมได้แล้ว พอสภาวะธรรมใดๆ ปรากฏขึ้นมานี่สติจะเกิดเอง ไม่ต้องแกล้งให้เกิดนะ เกิดเอง สติที่เกิดเองเพราะมีเหตุคือจิตจำสภาวะได้นี่อัศจรรย์ อกุศลจะดับทันทีเลย กุศลจะเกิดขึ้นทันทีเลย อย่างเรากำลังเผลอๆ อยู่ จิตมันรู้จักว่าเผลอเป็นอย่างไร มาเรียนที่หลวงพ่อๆ ชอบไล่นะว่า เผลอไปแล้วๆ นี่เพราะอะไร เพราะเผลอนี่เป็นกิเลสที่เกิดบ่อยที่สุด ความหลง โมหะ เกิดบ่อยที่สุด ถ้าเรารู้ว่าเผลอคืออะไร เราจะปฏิบัติได้แทบทั้งวันแล้ว เพราะเราเผลอทั้งวัน

ทีนี้พอเราจำสภาวะได้ เช่น จำว่าเผลอเป็นแบบนี้ ใจเราเผลอ เราหลงไปคิดเป็นแบบนี้ พอมันเผลอไปคิดปั๊บ สติจะเกิดเลย จะระลึกได้นะว่าเผลอไปแล้ว อ้อ เผลอไปแล้วๆ นี่จิตจะตื่นขึ้นในฉับพลันโดยที่ไม่ต้องเจตนาจะตื่นเลยนะ จิตจะตื่นในฉับพลัน จะรู้สึกตัวขึ้นมาเลย ใจก็จะตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว สัมมาสมาธิก็เกิดขึ้น เราก็จะเห็นเลยทุกสิ่งล้วนแต่ไหลมาแล้วไหลไป ผ่านมาแล้วผ่านไป นี่เป็นขั้นเจริญปัญญา เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี่ขั้นต้นทำให้มีสติ ขั้นกลาง ขั้นปลายนี่ทำให้มีปัญญา คอยรู้ไปเรื่อย

สวนสันติธรรม 12

490505A

15.04 – 19.38

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถิรสัญญาและการฝึกให้เกิดสติตัวจริง

MP3(for download): ถิรสัญญาและการฝึกให้เกิดสติตัวจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ต้องฝึกให้สติแท้ๆ เกิดขึ้นมา วิธีที่จะให้สติเกิดก็ไม่ใช่บังคับให้เกิด ไม่ใช่กำหนดให้เกิดนะ พระอภิธรรมสอนไว้ชัดเลย เหตุใกล้ของสติคือ ถิรสัญญา คือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น

ที่มาเรียนที่หลวงพ่อ ทำไมพวกเราพัฒนารวดเร็ว หลวงพ่อพาดูสภาวะ สอนให้หัดรู้จักสภาวะ สอนเข้าประเด็นเลยนะ ตรงกับที่อภิธรรมเป๊ะเลย

หัดดูสภาวะไป ความโลภเกิดขึ้นก็รู้สึก ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นรู้สึกนะ ความสุขความทุกข์เกิดขึ้นรู้สึก อะไรๆ เกิดขึ้นรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก

คอยรู้สึกไป ไม่ได้เพ่งไม่ได้กำหนดนะ คอยรู้สึก พอจิตจำสภาวะได้แม่นต่อไปสติจะเกิดเอง

เช่น เราคอยดูใจของเราเรื่อยๆ ใจเราแอบไปคิดแล้วรู้ ใจเราแอบไปคิดแล้วรู้ เราซ้อมทุกวันนะ

วิธีซ้อมก็เช่น ไหว้พระไป สวดมนต์ไป อรหังสัมมา สัมพุทโธ ภควา ใจแอบไปคิดแล้วรู้ทันว่าใจหนีไปคิด แล้วก็ พุทธัง ภควันตัง ยังไม่ทัน อภิวา เลย หนีไปคิดอีกแล้ว รู้อีกว่าหนีไปคิด ฝึกอย่างนี้ จิตมันจำได้ว่าหลงไปคิดเป็นยังไง

หรือคนไหนดูท้องพองยุบนะ ดูเล่นๆ อย่าให้ใจไหลไปอยู่ที่ท้อง ดูเล่นๆ ไป เห็นใจไหลไปที่ท้องก็รู้ทัน ใจแอบไปคิดก็รู้ทัน นี่คือการซ้อมรู้สภาวะ

คนไหนเคยฝึกลมหายใจก็รู้ลมหายใจไป เห็นร่างกายมันหายใจไป นี่ก็รู้สภาวะนะ เห็นร่างกายหายใจ ไม่ใช่เราหายใจแล้ว

หายใจไปๆ จิตไปเพ่งอยู่ที่ลม ก็รู้ว่าจิตไปเพ่งลมหายใจ นี่ก็เป็นการรู้สภาวะของจิต หายใจแล้วจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตไปคิด นี่ก็เป็นการรู้สภาวะของจิต 

หัดรู้สภาวะของกายของใจเรื่อยๆ ไปแล้วสติจะเกิดนะ

.

หลวงพ่อมีวันหนึ่งนะ หาหลวงพ่อเทียนเห็นท่านนั่งขยับมือก็ลองมาทำเล่นบ้าง วันหนึ่งเดินอยู่ริมถนนเห็นเพื่อนมันเดินอยู่อีกฝั่งถนนนะ ดีใจไม่เจอนานแล้ว

ก้าวขาจะไปคุยกับมัน ดีใจแล้วไม่เห็นว่าดีใจ พอเท้าเคลื่อนไหวนี่นะ เราเคยขยับมือแล้วรู้สึก คราวนี้มือยังไม่ทันขยับเลย ขาขยับนี่นะ รู้สึกตัวขึ้นมาเลย

หลุดออกจากโลกของความหลงรู้สึกตัวขึ้นมาได้ ดูกายก็รู้สึกตัวเป็นนะ ดูจิตใจไปก็รู้สึกตัวได้

เพราะฉะนั้น รู้ว่าใจเผลอไป รู้บ่อยๆ นะ พอใจเผลอไปเมื่อไหร่ สติเกิดเอง หัดดูสภาวะกายก็ได้ สภาวะของจิตก็ได้ สติที่เกิดขึ้นจะเหมือนกันเปี๊ยบเลย เป็นอันเดียวกัน

พอสติเกิดแล้ว มันจะรู้กายบ้าง รู้เวทนาบ้าง รู้จิตบ้าง เลือกไม่ได้หรอกว่ามันจะรู้อะไร มันรู้ของมันเอง ไม่มีแล้วนะสายกายสายจิต สายโน้นสายนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

มีแต่ว่าขณะนี้มีสติหรือขณะนี้ขาดสติเท่านั้นเอง ที่ว่าเริ่มต้นด้วยกาย เริ่มต้นด้วยเวทนา เริ่มต้นด้วยจิต อันนั้นแค่จุดเริ่มต้นเพื่อฝึกให้มีสติเท่านั้น

ทำไมต้องเริ่มต้นด้วยอันไหนอันหนึ่ง เพื่อจะได้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก จะได้จำสภาวะได้แม่น

ถ้าเริ่มต้นอย่างจับจด เดี๋ยวก็รู้กาย เดี๋ยวก็รู้เวทนา เดี๋ยวรู้ลม เดี๋ยวรู้ท้อง เดี๋ยวรู้เท้า เดี๋ยวไปรู้ใจที่มีสุข ใจมีทุกข์ ใจหนัก ใจเบา เดี๋ยวรู้โลภโกรธหลง รู้ฟุ้งซ่าน เดี๋ยวรู้โน่นรู้นี่มั่วซั่วไป สติเกิดยากเพราะจิตจำสภาวะไม่แม่น

.

เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอะไรมาทำซักอันหนึ่ง ทำเล่นๆ นะ อย่าทำด้วยความคาดหวังว่าจิตจะสงบ

รู้ลมหายใจก็รู้เล่นๆ ดูท้องพองยุบก็ดูเล่นๆ จะเดินจงกรมก็เดินเล่นๆ ทำอะไรทำเล่นๆ ไว้ ทำเล่นๆ ไปแล้วค่อยๆ ดูไป

ร่างกายมันเคลื่อนไหวก็รู้สึก ร่างกายมันหยุดนิ่งก็รู้สึกนะ แต่ไม่เพ่งนะ ต้องระวังอย่าไปเพ่งกายอย่าไปเพ่งจิต

หรือสวดมนต์ก็ได้อย่างที่ว่านะ อรหังสัมมา ใจลอยแว๊บ รู้สึก สัมพุทโธ ภควา ลอยอีกแว๊บ รู้สึก หัดไป เบื้องต้นเอาอันใดอันหนึ่งก่อน

หรือเดินจงกรมนะ เดินจงกรม เห็นร่างกายมันเดินไปเรื่อยๆ ใจเราเป็นคนดูสบายๆ เดินไปอย่างนี้ ดูไปสบายๆ เห็นรูปมันเคลื่อนไหวไป ใจเราอยู่ต่างหาก ต่อไปมันก็จะรู้ทั้งกายรู้ทั้งจิต

เบื้องต้นนะ รู้อันใดอันหนึ่ง เช่น เห็นร่างกายมันเดินไป ถ้าดูได้ถูกต้องไม่ไปเพ่งกายนะ ต่อไปก็รู้ทั้งกายรู้ทั้งจิต

เห็นท้องมันพองท้องมันยุบ ถ้าไม่ไปเพ่งท้องนะ ต่อไปก็จะรู้ทั้งกายรู้ทั้งจิต

หัดดูจิตที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปเรื่อย ต่อไปก็รู้ทั้งกายรู้ทั้งจิต มันรู้ทั้งหมดไม่ได้รู้อันเดียวหรอก

.

เวลาที่สติที่แท้จริงเกิดนะ เดี๋ยวก็รู้กาย เดี๋ยวก็รู้เวทนา เดี๋ยวก็รู้จิต แต่ทุกสิ่งแสดงธรรมะเรื่องเดียวกัน คล้ายๆ มีครูหลายคนนะ ครูเวียนกันเข้ามาสอนเราตลอดเวลาเลย

เดี๋ยวครูยิ้มหวานมา เดี๋ยวครูหน้ายักษ์มา เดี๋ยวครูใจดี เดี๋ยวครูใจร้าย หมุนเวียนเข้ามาสอนเราทั้งวันเลย

สอนเรื่องเดียวกันคือสอนไตรลักษณ์ทั้งหมดเลย สอนถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

โลภ โกรธ หลง ก็สอนไตรลักษณ์ มีโลภแล้วมันก็ไม่มี มีโกรธแล้วก็ไม่มี มีหลงแล้วก็มันไม่มี กุศลทั้งหลายก็สอนไตรลักษณ์ใช่ไหม

จิตมีสติขึ้นมาแล้วก็ขาดสติ มีปัญญาขึ้นมาบางทีก็ไม่มีปัญญา เอาแน่เอานอนไม่ได้

บางทีก็มีฉันทะ บางทีก็ขี้เกียจ บางทีก็มีศรัทธา บางทีก็เสื่อมศรัทธา มันหมุนเวียนอยู่ คอยรู้มันไปเรื่อย รู้มันไป

ทุกสิ่งทุกอย่างสอนไตรลักษณ์ทั้งสิ้นเลย สอนให้เห็นเลยว่า มีแล้วก็ไม่มี มีแล้วก็ไม่มี

การที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างนะ สอนไตรลักษณ์ไปเรื่อย มีแล้วก็ไม่มี มีแล้วก็ไม่มี ถึงจุดหนึ่งจะได้พระโสดาบัน เพราะพระโสดาบันคือท่านผู้เห็นความจริง ผู้ยอมรับความจริงว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาดับทั้งสิ้นเลย สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา

เราฝึกให้มีสตินะ แล้วทุกอย่างมันจะไหลเข้ามา เราก็รู้ไปเรื่อยๆ อย่าไปเพ่งมัน มันจะแสดงไตรลักษณ์

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่