Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

จิตผู้รู้นี้แหละ ตัวทุกข์

mp3 for download : จิตผู้รู้นี้แหละ ตัวทุกข์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :จิตต้นกำเนิดหรือจิตอวิชา หรือจิตผู้รู้ ตัวเดียวกัน ที่พวกเราต้องฝึกหาจิตผู้รู้นะ ให้มีจิตผู้รู้นะ นั่นแหละจิตผู้รู้นั้นแหละ ยังเป็นจิตอวิชาอยู่ แต่อาศัยมันก่อน แล้ววันหนึ่งก็ค่อยมาทำลายตัวนี้ไปอีกทีหนึ่งก่อน เนี่ยดูแล้วมันละเอี๊ยดละเอียดนะ มันสว่าง มันผ่องใสนะ มันมีอวิชาซ่อนอยู่ ถ้าหยาบๆขึ้นมานะ ไม่ใช่อวิชาแล้ว ตื้น กลายเป็นกิเลสหยาบๆแล้ว

ตรงที่จิตเข้าถึงความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้นแหละ อวิชาซ่อนอยู่ที่นั้นเอง ไม่รู้ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ทุกข์ ทุกข์อะไร ไม่รู้ว่าตัวผู้รู้นี้แหละ ตัวทุกข์ มันบังกันอยู่นิดเดียวเอง ถ้าเห็นตัวผู้รู้เป็นตัวทุกข์ ก็เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไหร่นะ ก็หมดความยึดถือจิต มันจะสลัดคืนจิตให้โลกไปเลย จะสลัดคืนตัวรู้ คืนตัวรู้ให้โลกไป

พอสลัดตัวรู้ทิ้ง ตัณหาจะไม่เกิดอีก ทันที่รู้แจ้งทุกข์นะ มันจะสลัดตัวทุกข์ออกไป พอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วมันจะสลัดทิ้งเอง สลัดคืน เรียกว่าสลัดคืน ปฏินิสสัคคะสลัดคืนจริงๆ คืนโลก เนี่ยคำแต่ละคำในพระไตรปิฎก ในตำรับตำรานะ ตรงเป๊ะๆเลย เห็นทุกข์แจ่มแจ้ง เห็นตัวจิตผู้รู้นี้แหละเป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษหรอก ก็สลัดคืนตัวผู้รู้ให้โลกไป ในขณะนั้นละสมุทัยเรียบร้อยแล้ว ความอยากจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์เมื่อไหร่ก็ละสมุทัยในคราวเดียวกันเลย ในขณะนั้นแจ้งนิโรธคือพระนิพพานเลย ในขณะเดียวกัน ในขณะนั้นเกิดอริยมรรคเลย ในขณะเดียวกัน

อัศจรรย์ อัศจรรย์ที่สุดนะ ธรรมะของพระพุทธเจ้า พวกเราต้องพากเพียรนะ ค่อยๆศึกษาไปเรื่อยๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 560111A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๕๓ ถึงนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีปัญญาดีคือเข้าใจอริยสัจจ์

mp3 for download : มีปัญญาดีคือเข้าใจอริยสัจจ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มีปัญญาดีคือเข้าใจอริยสัจจ์

มีปัญญาดีคือเข้าใจอริยสัจจ์

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตัวสำคัญคือมีสติไว้ พอมีสติจิตเป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลนะมันสว่าง แล้วถ้าเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญานี้จะสว่างมาก ท่านถึงบอกว่า แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี พระอริยเจ้าทั้งหลายนี้แสงมาก เคยฟังสวดมนต์ของสวนโมกข์มั้ย บอกว่า พระอริยเจ้ามีปัญญาดี มีปัญญาดีคือท่านเข้าใจอริยสัจจ์ พวกเราภาวนาเนี่ย วันหนึ่งจะเข้าใจอริยสัจจ์ เรียกว่ามีปัญญาดี ตอนนี้ปัญญายังไม่ดีนะ ยังไม่เห็นอริยสัจจ์

ปัญญาก็เป็นชั้นๆนะ ปัญญาเป็นขั้นๆไป สมาธิก็เป็นขั้นๆไป ยกตัวอย่างปุถุชนนะ ศีลนี่น้อย ปุถุชนที่มีศีลนี่มีน้อย สมาธิก็ไม่ค่อยมี ปัญญาก็ไม่มี พอได้เป็นพระโสดาบันนะ มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย ดูสิขนาดพระโสดาบันยังบอกว่ามีปัญญาเล็กน้อยเลย ปัญญาเล็กน้อยของพระโสดาบันก็คือ ท่านเห็นความจริงว่าตัวเราไม่มี ของเรายังเห็นว่ามีตัวเรา รู้สึกมั้ย เพราะฉะนั้นพูดซื่อๆว่าไม่มีปัญญา พูดตรงๆก็คือ ยังไม่มีปัญญา ถ้าเป็นพระโสดาบันเนี่ยมีปัญญาเล็กน้อย คือ เห็นความจริงแล้วตัวเราไม่มี

พอได้พระสกทาคาฯนะ ก็มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิปานกลาง มีปัญญาเล็กน้อย สมาธิปานกลางหมายถึงใจจะตั้งมั่น ไม่แฉลบซ้ายแฉลบขวา ใจของพวกเรารู้สึกมั้ยแฉลบตลอดเวลา วับ วับ วับ วับ วับ ตลอดเวลานะ ใจเราไม่มีคำว่าตั้งมั่น ทำสมาธิก็ตั้งขึ้นมาได้ด้วยการเพ่งเอาไว้ แต่ที่จะตั้งด้วยตัวเองมันไม่ตั้ง มันแฉลบตลอดเวลา กระทั่งพระโสดาฯยังแฉลบเลย พระสกทาคาฯนี่ใจมีสมาธิปานกลาง หมายถึงว่ามันตั้งมั่นอยู่ได้ โดยที่ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ประคอง ยกตัวอย่างเวลาหลงไปนะ จะหลงสั้น ไหลแว้บไปก็รู้สึกแล้ว แล้วใจก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ไหลแว้บก็รู้สึกแล้ว ใจก็ตั้งมั่นขึ้นมา เวลาของความตั้งมั่นมันเยอะ

ของเรานึกออกมั้ย เวลาหลงเยอะ เวลารู้ตัว เวลาตั้งมั่น มีนิดเดียว นึกออกมั้ย หลงทีหนึ่ง ๕ นาที แล้วรู้สึกตัวทีหนึ่ง ๑ แว้บ ใช่มั้ย หลงไป ๓ นาที รู้สึกแว้บหนึ่ง อะไรอย่างนี้ อันนี้พวกภาวนาเก่งแล้วนะ คนภาวนาไม่เป็นมันหลงทั้งวันเลย หลงตั้งแต่ตื่นจนหลับเลย ไม่มีรู้สึกตัวสักแว้บเดียวเลย เพราะฉะนั้นปุถุชนนั้นลำบาก พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า คนส่วนใหญ่ตายแล้วไปอบาย เพราะไม่ค่อยมีสติ

ถ้าเป็นพระโสดาฯนะ ศีลบริบูรณ์แล้ว สมาธิเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อย เป็นพระสกทาคาฯก็มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิปานกลาง มีป้ญญาเล็กน้อย ปัญญายังน้อยนะ พระสกทาคาฯ นี่ขนาดสกทาคาฯปัญญายังน้อย แล้วพวกเราล่ะจะขนาดไหน สรุปพวกเรายังไม่ได้มีปัญญานะ

ถ้าได้พระอนาคาฯนะ ท่านบอกว่า มีศีลบริบูรณ์ มีสมาธิบริบูรณ์ มีปัญญาปานกลาง สมาธิของพระอนาคาบริบูรณ์แล้ว เพราะว่าอะไร เพราะว่ากามมันมายั่วไม่ได้แล้ว ท่านเห็นความจริงในกายนี้แจ่มแจ้งเลย กายนี้ทุกข์ล้วนๆเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็เป็นตัวทุกข์นะ ไม่เห็นจะเป็นของดีของวิเศษเลย เพราะฉะนั้นใจท่านไม่ไหลไปในกามคุณอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ใจของท่านตั้งมั่นนะ เพราะใจไม่ไหลไป ใจก็ตั้งมั่นอยู่ โดยไม่ต้องประคองไม่ต้องรักษา อย่างนี้ถือว่ามีสมาธิบริบูรณ์แล้ว

ปัญญาของท่านปานกลาง ปัญญาปานกลางเป็นอย่างไร คือท่านเห็นความจริงแล้วว่า กายนี้มันทุกขฺ์ล้วนๆนะ นี่คือปัญญาปานกลาง พวกเราเห็นกายเป็นทุกข์ล้วนๆมั้ย ไม่เห็นนะ เราเห็นว่ากายนี้เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง แถมยังเห็นอีกว่ากายนี้เป็นตัวเรา ใจนี้เป็นตัวเรา เบื้องต้นก็ไม่มีนะ เบื้องกลางก็ไม่มี ตัวปัญญา

ทีนี้พอภาวนาจนสุดขีดเลย ศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ปัญญาบริบูรณ์ เต็มบริบูรณ์ คือ ภูมิของพระอรหันต์ พระอรหันต์มีปัญญาบริบูรณ์ได้อย่างไร ปัญญาบริบูรณ์ของท่าน คือท่านเห็นว่าตัวจิตนี้แหละตัวทุกข์ ท่านหมดความยึดถือจิต เมื่อไม่ยึดถือจิตก็จะไม่ยึดถือสิ่งใดอีกแล้ว เพราะสิ่งที่เรายึดถือเหนียวแน่นที่สุดก็คือตัวจิตนั่นเอง เพราะท่านเห็นจิตเป็นตัวทุกข์ ท่านก็ปล่อยวาง ไม่ยึดถือ มีปัญญาแก่รอบแล้ว เห็นแจ่มแจ้งในขันธ์ ๕ ทั้งรูป ทั้งนาม ทั้งกาย ทั้งใจ ว่าเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ นี้เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

เมื่อรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ท่านละสมุทัยอัตโนม้ติ ความอยากให้กายให้ใจเป็นสุข ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์ไม่เกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ ก็ละสมุทัย เป็นสมุจฺเฉทปหานฺ*เลย ไม่เกิดขึ้นอีกแล้วสมุทัย ละแล้วละเลยนะ

เมื่อสมุทัยถูกละ นิโรธ คือนิพพาน ก็ปรากฎเต็มบริบูรณอยู่ต่อหน้าต่อตา เพราะนิโรธคือความสิ้นตัณหา นิพพานคือความสิ้นตัณหา สิ้นตัณหาได้เพราะรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

*สมุจเฉทปหาน การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดด้วยอริยมรรค
อ้างอิงจาก : พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520425.mp3
ลำดับที่ ๓
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาคือการเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่การดัดแปลงตัวเอง

mp3 for download : การภาวนาคือการเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่การดัดแปลงตัวเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

มนุษย์ดัดแปลง

มนุษย์ดัดแปลง

หลวงพ่อปราโมทย์ : โยนิโสมนสิการ ไม่ใช่แปลว่า คิดส่งเดช คิดตามใจชอบ นึกจะคิดก็คิดเอาเอง ไม่ใช่ แต่ต้องคิดให้อยู่ในหลัก อยู่ในแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรก่อน

พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจจ์นะ ง่ายๆเลย ทุกข์ให้รู้ ทุกข์คืออะไร ทุกข์คือกายกับใจ หน้าที่ของเราก็คือ รู้กายรู้ใจ เห็นมั้ยง่ายๆ รู้ไปเรื่อยแล้ววันหนึ่งละสมุทัยเอง ละความอยาก พอหมดความยึดในกายในใจก็หมดความอยากที่จะให้กายให้ใจเป็นสุข หมดความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์

เมื่อไรจิตหมดความอยาก จิตก็จะเห็นนิพพาน นิพพานคือสภาวะที่พ้นจากความอยาก ยังอยากอยู่นะไม่เห็นนิพพาน ยังอยากปฏิบัติยังไม่มีวันเห็นนิพพานหรอก อยากได้ผลนะยิ่งไม่มีทางเห็นใหญ่ ตราบใดที่ความอยากยังครองหัวใจอยู่ ตราบนั้นยังไม่เกิดมรรคผลหรอก

เนี่ยเราสังเกตของเราไปเรื่อยๆ อยู่ในหลักนี้แหละ รู้ทุกข์ไป รู้กายรู้ใจอย่างที่เขาเป็น รู้ไปเรื่อย ท่านให้รู้นี่ ท่านไม่ได้ให้บังคับ ไปเพ่งกายเพ่งใจเรียกว่ารู้กายรู้ใจหรือเปล่า? เพ่งกายเพ่งใจก็ไม่ใช่รู้กายรู้ใจ

ยกตัวอย่างบางคนไปดูท้องพองยุบนะ เพ่งอยู่ที่ท้อง ทำไมต้องเพ่ง เบื้องหลังการเพ่งคือโลภะ อยากปฏิบัติ เบื้องหลังโลภะก็คือความเห็นผิดว่ามันเป็นตัวเรา เราอยากให้เราพ้นทุกข์นะ อวิชามีอยู่ เห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นเรา ยึดถือว่าเป็นตัวดีตัววิเศษ เพราะมีอวิชาก็เลยมีตัณหา-อยาก พออยากแล้วก็ทำตามอยาก สนอง

คนทั่วๆไป สัตว์ทั่วๆไป พอเกิดความอยากก็ตามใจมัน สนองกิเลสไปเรื่อย ความอยากก็หมดไป เช่น อยากไปดูหนังแล้วไปดูหนังก็หายอยาก

ทีนี้นักปฏิบัตินะ ชอบบังคับตัวเอง จิตมีความอยากปฏิบัติอยากอะไรนะ ลงมือปฏิบัติ ลงมือบังคับตัวเอง คิดถึงการปฏิบัติเมื่อไหร่ก็ลงมือบังคับตัวเองเมื่อนั้น บังคับกายบังคับใจ กายก็ต้องเรียบร้อย นิ่งๆ ทำอะไรต้องช้าๆ ไปสังเกตดู ครูบาอาจารย์ที่ท่านภาวนาดี ไม่เห็นมีองค์ไหนท่านช้า ยกเว้นแต่ท่านช้าของท่านเอง ช้ามาแต่ไหนแต่ไร ยกตัวอย่างหลวงปู่เทสก์ท่านนุ่มนวล ท่านทำอะไรก็ช้าๆหน่อย ท่านนุ่มนวล อาจารย์มหาบัว ชึบชับๆ ว่องไว แก่ป่านนี้ท่านยังว่องไวอยู่เลย เห็นมั้ย ท่านไม่ได้ดัดจริตทำเป็นช้าๆให้ดูน่านับถือ ไม่มีหรอกไม่มีเสแสร้งเลย

เพราะฉะนั้นการภาวนาไม่ใช่ไปดัดแปลง คิดถึงการปฏิบัติก็ดัดแปลง เคยเดินท่านี้ก็เปลี่ยนท่าเดิน เคยนั่งอย่างนี้ก็เปลี่ยนท่านั่ง เคยกินอย่างนี้ก็ต้องเปลี่ยนวิธีกิน บางคนกินข้าวนะ กินข้าวเช้ากว่าจะเสร็จข้าวบูดไปแล้ว กินนาน…มากเลยนะ แปรงฟันมื้อเช้านะจนเพื่อนเขากินมื้อกลางวันเสร็จแล้วยังแปรงไม่เสร็จเลยก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี อะไรจะดัดแปลงตัวเองมากขนาดนั้น

การภาวนาคือการเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่คือการดัดแปลงตัวเอง รู้กายลงไป รู้ใจลงไป ดูของจริงในกายในใจ กายนี้ไม่เที่ยงหรอก เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด กายนี้ทนอยู่ในสภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ กายเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุนะ ไม่ใช่ตัวเราหรอก ดูลงไป

จิตก็เหมือนกันนะ มันไม่เที่ยง เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ถูกตัณหาบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เพราะเราบังคับมันไม่ได้ สั่งมันไม่ได้จริงหรอก

เรียนจนเห็นของจริงนะ พอเห็นความเป็นจริงแล้วจะเบื่อ เพราะเห็นตามความเป็นจริงก็เบื่อหน่าย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520426B.mp3
ลำดับที่ ๕
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๘ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์

mp3 for download: การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: โลกนี้จริงๆว่างเปล่านะ ไม่มีแก่นสารไม่มีสาระอะไร เพราะเราไปเข้าใจผิด เราไปตามเห็นผิดๆ เลยรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมามีแก่นสารสาระขึ้นมา ผู้มีสติผู้มีปัญญามองเห็นโลกตามความเป็นจริงว่าไร้แก่นสารไร้สาระ เห็นไปเรื่อย ไม่ต้องไปคิดว่ามันมีแก่นสารหรือไม่มีนะ ตามรู้มันไปเรื่อยๆแล้วจะเห็นว่ามันไม่มีแก่นสารสาระหรอก พอได้รู้อย่างแจ่มแจ้งถึงอกถึงใจ รู้แล้วรู้อีกถึงอกถึงใจแล้วจะวาง  พอวางก็พ้นทุกข์แล้ว วางก็ว่าง ใจก็เข้าถึงว่าง

ว่างอันแรก ว่างจากกิเลส ว่างจากกิเลสก่อน คือกิเลสนี้มาย้อมใจไม่ได้เพราะอาสวะดับไปแล้ว ไม่มีขึ้นมา เกิดขึ้นมาใหม่มาย้อมใจไม่ได้ ต่อไปว่างจากขันธ์นะในวันที่ชีวิตแตกดับไป ว่างจากขันธ์ หมดภาระที่จะแบกหามขันธ์ เพราะฉะนั้นเวลาพระอรหันต์คิดถึงความตายนะ คิดถึงด้วยความร่าเริงใจ โอ๊..หมดภาระ ถ้ายังมีขันธ์อยู่มีภาระนะ

อย่างครูบาอาจารย์บางองค์อายุมาก เก้าสิบกว่าใช่มั้ย เราก็อยากให้ท่านอยู่ไปเรื่อยๆ อยู่จนเราแก่ตายไปก่อนท่าน อะไรอย่างนี้ ท่านก็อยู่ไปท่านก็ต้องแบกภาระ ถ้าวางภาระไปแล้วสบาย มีบางคนนะชอบไปนิมนต์ครูบาอาจารย์ อย่างหลวงปู่ขาว นอนแซ่วอยู่อย่างนั้นนะ นอนทรมาน ไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้ทำอะไรจนกระทั่งเนื้อหนังของท่านเนี่ยใสไปหมดเลย ทรมาน ในที่สุดคนที่ไปอาราธนานะทนดูไม่ไหว เห็นท่านทรมานมากนะก็ไปบอกเลิกท่านนะ ท่านก็ไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าไปยื้อๆไว้ ก็ต้องไปแบกขันธ์

ขันธ์นี้เป็นตัวทุกข์นะ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษ ทุกวันนี้เรายังไม่เห็นว่าขันธ์เป็นตัวทุกข์หรอก เรายังเห็นว่ามันทุกข์บ้างสุขบ้าง ถ้ายังหนุ่มยังสาวก็รู้สึกว่ามันสุขมากกว่าทุกข์ พอแก่แล้วก็รู้สึกว่ามันทุกข์มากกว่าสุข แต่มันก็ยังมีสุขอยู่ดี แก่ขนาดไหนก็ยังรู้สึกว่าขันธ์มันก็ยังมีสุขอยู่

ยกตัวอย่างนะ แก่หง่อมนะ หายใจแขม่วๆ ลุกขึ้นมาก็ไม่ไหวแล้ว ลูกหลานมาเยี่ยมใช่มั้ย ก็ยังมีความสุข เนี่ยใจมันยัง..ขันธ์นี้ยังมีความสุขได้อยู่ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังเห็นขันธ์มีความสุขได้อยู่นะ ไม่วาง วันใดเห็นว่าขันธ์มีแต่ความทุกข์ล้วนๆถึงจะวาง นี่เรียกว่าเห็นทุกข์ เห็นขันธ์เป็นทุกข์ รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

การรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็คือ กิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์ ถ้าทำกิจอันที่หนึ่งในอริยสัจจ์เสร็จนะ อันที่สอง สาม สี่ จะเสร็จโดยอัตโนมัติ จะเสร็จพร้อมกันเลย เป็นเรื่องอัศจรรย์

ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ ก็ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เกิดอริยมรรค ในขณะเดียวกันนั้นเลย พร้อมๆกัน หรือถ้าเกิดอริยมรรคนะ ในขณะนั้นก็รู้ทุกข์ละสมุทัยแจ้งนิโรธพร้อมๆกัน ในขณะที่แจ้งนิโรธนะก็รู้ทุกข์ละสมุทัยเกิดอริยมรรคในขณะเดียวกันนั่นเอง ในขณะละสมุทัยนะ ก็รู้ทุกข์ แจ่มแจ้งในนิโรธ เกิดอริยมรรคเหมือนๆกัน พร้อมๆกัน เป็นธรรม

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่