Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร

mp3 (for download) : จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร

จิตที่พร้อมเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทีนี้พอมีศีลแล้วเราก็ต้องมาเรียนบทเรียนที่สองนะ บทเรียนที่สองชื่อ จิตตสิกขา ต้องเรียนเรื่องจิต ใครจะบอกว่าไม่เอาดูจิตไม่อยากเรียนเรื่องจิตก็ปล่อยเขาไป เป็นพวกที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ต้องเรียนเรื่องจิต เพราะบทเรียนที่สองของชาวพุทธชื่อจิตตสิกขา ต้องเรียนเรื่องจิต ต้องแยกให้ออกว่าจิตชนิดไหนเป็นกุศล จิตชนิดไหนอกุศล ไม่เหมือนกัน

ส่วนใหญ่นะมีจิตอกุศล เอาจิตอกุศลไปเจริญวิปัสสนา เป็นไปไม่ได้ จิตไม่มีคุณภาพนะ อย่างจิตที่เป็นอกุศลนะ มันจะหนักๆแน่นๆ แข็งๆ ซึมๆ ทื่อๆ จิตที่เป็นกุศลมี ลหุตา มีความเบา มีมุทุตา มีความนุ่มนวลอ่อนโยน มีปาคุญตา คล่องแคล่วไม่ใช่ซึมซื่อบื้ออยู่ทั้งวัน มีกัมมัญญตา ควรแก่การงาน เห็นมั้ยไม่ใช่จิตขี้เกียจขี้คร้านไม่ยอมรับรู้อะไรสักอย่างเดียว ประคองจิตให้นิ่งให้ว่างแล้วเพลินไปอยู่อย่างนั้น อันนั้นไม่ใช่จิตของดีของวิเศษอะไร จิตต้องคล่องแคล่วในการทำงาน ทำอะไร จิตทำอะไร จิตมีหน้าที่รู้อารมณ์นะ เพราะฉะนั้นจิตรู้อารมณ์ไม่ใช่ฝึกจิตให้ไม่รู้อารมณ์อะไร เนี่ยต้องฝึก จิตต้องมีความซื่อตรงเรียก อุชุกตา ซื่อตรงในการรับรู้นะ ไม่เข้าไปแทรกแซง ถ้ายังอยากแทรกแซง ยินดียินร้ายขึ้นมา ไม่ใช่จิตที่เป็นกุศลแล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒๗ ถึงนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าปราศจากสัมมาสมาธิแล้วปัญญาจะไม่เกิด

mp3 (for download): ถ้าปราศจากสัมมาสมาธิแล้ว ปัญญาจะไม่เกิด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ส่วนตัวสมาธินี่ จิตที่ตั้งมั่นนี่ ตัวนี้ หลายคนไม่เข้าใจคำว่าจิตที่ตั้งมั่น นึกว่าจิตที่ตั้งแบบแข็งกระด้าง แข็งๆ นึกอย่างนี้นะ อย่างนี้ไม่ใช่จิตตั้งมั่นนะ มันเป็นจิตที่แข็งกระด้าง จิตที่ตั้งมั่นนี่หมายถึงเป็นจิตที่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ มีความอ่อนโยนนะ มีความเบา ถ้าหนักๆ แน่นๆ แข็งๆ ใช้ไม่ได้เลย ไม่ใช่จิตที่มีสัมมาสมาธิจริงๆ จิตที่มีสัมมาสมาธิมันจะเบาๆ นะ ไม่ใช่เบาหวิวนะ แต่มันเบาแบบมันไม่มีภาระ สบาย มันมีความอ่อนโยน มีความนุ่มนวล ไม่มีกิเลส ไม่มีนิวรณ์ครอบงำ กระทั่งความอยากปฏิบัติยังไม่มีเลย ความอยากปฏิบัติก็เป็นกิเลสนะ จิตที่มันมีสัมมาสมาธินี่มันว่องไว ไม่ซึมไม่ทื่อนะ ถ้าไปนั่งแล้วก็ซึมอย่างนี้ไม่ใช่นะ นี่มิจฉาสมาธินะ

สัมมาสมาธินี่ จิตจะเบา จิตจะอ่อน จิตจะนุ่มนวล คล่องแคล่วว่องไว จิตจะสามารถรู้สภาวธรรมทั้งหลายตรงตามความเป็นจริง รู้ได้อย่างซื่อๆ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง จิตจะตั้งมั่นสักว่ารู้สักว่าเห็นอยู่ ถ้าเรามีจิตชนิดนี้แหละ ปัญญามันถึงจะเกิด ถ้าเราไม่มีจิตที่เป็นสัมมาสมาธิที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้เป็นผู้ดูนะ ถึงเอาสติไปจ่อเข้าในกายในใจมันได้แต่สมถะ มันไม่เกิดปัญญา ถ้าจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ต่างหากนะ เห็นร่างกายนี้หายใจเข้า ร่างกายหายใจออก จิตเป็นคนดูอยู่ เห็นร่างกายยืนเดินนั่งนอนจิตเป็นคนดูอยู่ เห็นท้องพองยุบจิตเป็นคนดูอยู่ เห็นยกเท้าย่างเท้าอะไรอย่างนี้จิตเป็นคนดูอยู่ ต้องแยกรูปกับนามออกจากกัน ให้ใจมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่

หลายคนเข้าใจผิดในการปฏิบัติ อย่างไปรู้ลมหายใจนี่ไปเพ่งใส่ลมหายใจ ตั้งใจให้รู้แต่ลมหายใจอย่างเดียว ไม่ให้รู้อย่างอื่น การตั้งใจให้รู้อันใดอันหนึ่งไม่ให้รู้อย่างอื่น มันเป็นการบิดเบือนความเป็นจริง ในความเป็นจริงก็คือ ในสภาวะแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ แต่ละขณะที่เกิดขึ้นนั้นมีสภาวธรรมจำนวนมาก ไม่ใช่ไปเลือกเอาอันใดอันหนึ่งนะ เพราะฉะนั้น อย่างเวลาที่เรารู้ลมหายใจเข้าออก ถ้าเราจงใจไปเพ่งใส่ลม รู้แต่ลมอย่างเดียว มันส่งเสริมอัตตานะ ไม่ใช่จะเห็นอนัตตา มันจะรู้สึกว่ากูเก่ง กูเก่ง กูบังคับจิตของกูได้ หรือจะไปเพ่งใส่ท้องอันเดียวนะ ท้องพองยุบรู้หมดเลยนะ แต่ว่าจิตใจของตัวเองนี่ลืมมันไปแล้ว มีแต่รูป ไม่มีนาม เพ่งเอาเพ่งเอา อันนี้จะส่งเสริมอัตตาไม่ใช่เห็นอนัตตา เพราะฉะนั้น ในแต่ละสภาวธรรม ในแต่ละขณะมีสภาวธรรมจำนวนมากเกิดขึ้น เราก็เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหวไป เห็นรูปมันเคลื่อนไหวไป ในขณะเดียวกันก็มีใจเป็นคนดูอยู่ มีใจเป็นคนดู เราจะเห็นเหมือนเห็นคนอื่นกำลังยืนเดินนั่งนอน เห็นคนอื่นหายใจเข้าหายใจออก ไม่ใช่เห็นตัวเรายืนเดินนั่งนอน ใจที่ตั้งมั่นขึ้นมามันจะทำให้เห็นสภาวธรรมตรงตามความเป็นจริง ว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา จิตที่มีสัมมาสมาธินี่เป็นจิตที่สำคัญมาก ถ้าปราศจากสัมมาสมาธิแล้วปัญญาจะไม่เกิด

CD ศาลาลุงชินครั้งที่ 9

500218

3.22 – 6.48

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่