Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : สติตัวจริง

สติตัวจริง

หลวงพ่อปราโมทย์จึงได้ใช้คำว่า “มีสติตัวจริง” เพื่อแยกให้เห็นว่า การรู้อารมณ์มีสองอย่าง
อย่างที่เป็นการรู้ด้วยสติตัวจริง กับรู้ด้วยสติธรรมดาทั่วไป

การรู้ด้วยสติตัวจริง
จิตจะต้องมีทั้งสติ (สติทำหน้าที่ระลึกรู้) และมีความตั้งมั่น(ไม่ไหลไปจมแช่อารมณ์)
ซึ่งก็ยังแยกออกเป็น รู้สภาวะทางกาย กับรู้สภาวะทางใจหรือจิต

ถ้ารู้สภาวะทางกายด้วยสติตัวจริง จิตจะตั้งมั่นจนรู้สึกได้ในขณะนั้นว่า
มีร่างกายที่กำลังถูกรู้อยู่ เป็นส่วนหนึ่ง และมีจิตที่ทำหน้าที่รู้อีกส่วนหนึ่งอย่างสบายๆ
แต่ถ้ารู้สภาวะทางใจด้วยสติทั่วไปธรรมดา
จิตจะไหลไปจมแช่จนเป็นเนื้อเดียวกับสภาวะทางกาย
เช่นถ้ารู้ลมหายใจ
จิตที่มี่รู้ลมหายใจ แบบรู้สึกว่าลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ถูกรู้
แบบนี้จะเป็นการรู้ด้วยสติตัวจริง

ถ้ารู้สภาวะทางใจ จิตที่มีสติตัวจริงจะเกิดขึ้น
หลังจากที่จิตดวงเก่าซึ่งเป็นจิตฝ่ายอกุศล(จิตที่มีกิเลส)ดับลง
แต่จิตที่มีสติตัวจริงจะยังจำได้ว่า จิตดวงที่เพิ่งดับไปเป็นจิตอย่างไร
เมื่อเกิดสติตัวจริงแล้ว จิตเองจะรู้ด้วยความเป็นกลางต่ออีกชั่วขณะหนึ่ง
แต่ถ้ารู้สภาวะทางใจด้วยสติธรรมทั่วไป
จะรู้ได้แค่ว่ามีอกุศลหรือมีกิเลสอยู่ แต่อกุศลนั้นจะไม่ดับไป
เช่นรู้ว่ากำลังโกรธ แล้วความโกรธก็ยังตั้งอยู่เป็นต้น
และถ้าจิตที่มีสติตัวจริงไปรู้สภาวะทางใจที่เป็นกุศล
ก็จะรู้สึกได้ว่า สภาวะที่เป็นกุศลเป็นสิ่งที่ถูกรู้
ซึ่งสภาวะกุศลไม่จำเป็นต้องดับไปเหมือนอกุศลครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : จิตที่มีสติตัวจริง (มีสัมปชัญญะ) เกิดขึ้นตอนไหน?

จิตที่มีสติตัวจริง (มีสัมปชัญญะ) เกิดขึ้นตอนไหน?

การตามรู้จะหมายถึง เมื่อจิตเผลอไป-เมื่อจิตมีราคะ/โทสะ/โมหะ แล้วจิตเองเกิดจำสภาวะได้ จิตที่เผลอไป-จิตที่มีราคะโทสะโมหะก็จะดับลง เกิดเป็นจิตที่ตั้งมั่น สติตัวจริงจะเกิดตอนที่จิตตั้งมั่น ทำให้รู้สึกได้เองว่า เมื่อกี๊เผลอไป เมื่อกี๊จิตมีราคะ/โทสะ/โมหะ

ส่วนคำว่ารู้ลงปัจจุบันในการรู้จิต ไม่ได้ไปรู้จิตที่ดับไปแล้วนะครับ แต่รู้สึกได้เองว่าเมื่อกี๊จิตเป็นอย่างไร จิตที่รู้สึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี๊จิตเป็นอย่างไร เป็นจิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากจิตดวงเก่าเพิ่งดับลง

มันเหมือนเห็นเป็น 3 จังหวะครับ
จังหวะแรกเห็นว่าจิตมีราคะ/โทสะ/โมหะ
จังหวะที่สอง จิตที่เห็นว่าจิตที่มีราคะ/โทสะ/โมหะ ดับไป เกิดเป็นจิตที่จำสภาวะของราคะ/โทสะ/โมหะได้ขึ้นมาแทน
จังหวะที่สาม จิตที่จำสภาวะราคะ/โทสะ/โมหะได้ ดับลง เกิดเป็นจิตที่มีสติตัวจริง

ส่วนมากจะไม่เห็นจังหวะที่ 2 หรอกครับ มาเห็นอีกทีก็จังหวะที่ 3 แล้ว… แค่นี้ก็ได้ 1 แต้มเหมือนกัน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าเรารู้ทันว่าเผลอ สติจะเกิดเอง

mp 3 (for download) : ถ้าเรารู้ทันว่าเผลอ สติจะเกิดเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ถ้าเรารู้ทันว่าเผลอ สติจะเกิดเอง

ถ้าเรารู้ทันว่าเผลอ สติจะเกิดเอง

หลวงพ่อปราโมทย์: พวกเราต้องหัดเจริญสติไว้ หัดรู้สึกกายหัดรู้สึกใจบ่อยๆ ใจของเราชอบเผลอ ใครรู้จักเผลอมั้ย มีใครรู้จักมั้ย ถ้าเด็กรุ่นใหม่จะไม่รู้จักคำว่าเผลอรู้จักเหม่อๆ ใครรู้จักเหม่อๆมั้ย คำว่าใจลอยนะเด็กไม่รู้จักแล้วนะ คำว่าใจลอยสูญไปแล้วจากปทานุกรม เด็กรุ่นใหม่จะรู้จักแต่ว่าเหม่อๆ เหม่อๆนั่นแหล่ะขาดสติแล้ว ในขณะที่เราเหม่อไป เราก็ไปคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ เราลืมกายลืมใจตัวเอง วันนึงๆเราเอาเวลาไปเหม่อเยอะ นั่นคือเราขาดสติแล้วนั่นเอง ขาดสติ เพราะนั้นถ้าเมื่อไหร่เราเหม่อไป เราใจลอยเราเผลอไป แล้วเรารู้ทันว่ามันเหม่อไปแล้ว มันใจลอยไปแล้ว สติจะเกิดเองนะ คือเมื่อไหร่มันไม่เผลอ เมื่อนั้นมันก็รู้สึกนั่นแหล่ะ เพราะนั้นหัดสังเกตความเผลอไว้ ความเหม่อ ความใจลอย

หลวงพ่อเคยเห็นอาจารย์สุรวัฒน์  นี่ก็เห็นแว้บๆตอนนั่งอยู่นี่ อ.สุรวัฒน์เขียนหนังสือมาเล่มนึงนะ เรื่องอะไรนะ รู้ตื่น รู้ตื่นเบิกบาน ทั้งเล่มมีแต่เรื่องรู้กับเผลอ ใครยังไม่มีก็ไปขอเค้านะ เอาไปอ่านดูแล้วไปลองดู วันนึงๆเผลอทั้งวันแหล่ะ

ในโลกนี้ไม่มีคนไม่เผลอนะ แต่ไม่มีคนรู้สึกตัวหรอก หลวงพ่อพูดอย่างนี้หลายคนไม่เชื่อ แต่ถ้าฝึกไปช่วงนึงจนสติเกิดเองแล้วจะรู้เลยว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเผลอตลอด คนที่ไปเรียนกับหลวงพ่อที่ไปเรียนหลายๆครั้งหน่อยนะ ส่วนมากพอกลับมารายงานการปฏิบัติเนี่ยจะบอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ได้ปฏิบัติ แต่อะไรเกิดขึ้นในกายอะไรเกิดขึ้นในใจมันรู้เอง สติระลึกขึ้นเอง สติที่ระลึกขึ้นได้เองเนี่ยแหล่ะ สติเกิดจริง สติที่จงใจกำหนดเนี่ยสติตัวปลอม

จงใจกำหนดแล้วจิตจะแข็งๆ หนักๆ แน่นๆ ซึมๆ ทื่อๆ เมื่อไหร่จิตหนักจิตแน่น จิตแข็งจิตซึมจิตทื่อเนี่ย จิตเป็นอกุศลแน่นอน ถ้าสติตัวจริงเกิดนะ ใจจะโปร่งโล่งเบาสบาย รู้เนื้อรู้ตัวนะ จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไม่เผลอไป มีแต่ความสุขนะ แค่มีสติก็มีความสุขแล้ว มีคนมารายงานทุกวันล่ะ ว่าอยู่ๆก็มีความสุขโชยขึ้นมาโชยแผ่วๆขึ้นมา พอรู้สึกตัวปุ๊บความสุขก็โชยขึ้นมาแล้ว

ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะจิตเนี่ยธรรมชาติของมันนะมันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่เพราะเราเอากิเลสไปทับถมมันต่างหากล่ะ มันเลยไม่รู้ตื่นเบิกบาน มันก็เหี่ยวๆแห้งๆหนักๆแน่นๆแข็งๆซึมๆทื่อๆ ไปอย่างนั้นเอง

แต่ถ้าเรารู้ทันสภาวะธรรมนะ เช่นใจลอยเรารู้ว่าใจลอย ใจเราเผลอไปคิดรู้ว่าเผลอไปคิดอย่างงี้ เราจะตื่นขึ้นมาในฉับพลัน พอเราตื่นปั๊บเนี่ย ใจจะโปร่งโล่งเบาทันทีนะ สงบสะอาดสว่างรู้ตื่นเบิกบานจะเกิดโดยอัตโนมัติเลย พอตื่นขึ้นมาแว้บนึงเนี่ย เราก็ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อเอาความตื่นด้วย แต่เดิมเราเผลอทั้งปีทั้งชาติ เผลอตั้งแต่ตื่นจนหลับ ตั้งแต่เกิดจนตาย เราจะไม่รู้สึกตัวว่าเราเผลออยู่ แต่เราจะรู้สึกว่าเรารู้สึกตัวอยู่แล้ว

คล้ายๆกับว่าสมมตินะ ในห้องนี้ทุกคนนะรวมทั้งหลวงพ่อด้วยเป็นคนชั่วเราชั่วทุกคนชั่วเท่ากัน เชื่อมั้ยในห้องนี้จะไม่มีคนชั่วจะมีแต่คนดีเหมือนกันหมดเลย เกิดท่านอาจารย์มหาประจวบท่านดีขึ้นมาคนนึง พวกที่เหลือรวมทั้งหลวงพ่อด้วยชั่วหมดเลย นึกออกมั้ย การที่เราหัดมีสติก็ด้วยเหตุผลอันเดียวกันนี้แหล่ะ แต่เดิมเราไม่เคยรู้สึกตัวว่าเราหลง เราเผลอตลอดเวลาเพราะเราไม่เคยรู้สึกตัวเลย แต่พอเราฝึกนะเราฟังธรรมะเราสังเกตสภาวะจนใจเราตื่นขึ้นมาชั่วขณะ ตื่นแว้บเดียวนะ ตื่นได้ทีละแว้บ พอเราตื่นขึ้นมาแป๊บเราจะรู้เลย เราหลงมาตลอดชีวิต
CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓
File: 490716.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๔๔ ถึง นาทีที่ ๔๖ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง

mp3 for download: 460331A_made-up consciousness

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง

ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความรู้สึกตัวที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง แต่อย่างเราเผลออยู่ แล้วเราเกิดสติระลึกขึ้นได้แว้บ โอ้ะเผลออยู่ ในขณะนั้นไม่เผลอแล้ว ในขณะนั้นความรู้สึกตัวตัวจริงก็ปรากฎขึ้นมา ไม่มีน้ำหนัก แต่ความรู้สึกตัวที่เราสร้างขึ้นมายังมีน้ำหนักอยู่ มีหนักๆหน่วงๆ ตื้อๆอยู่หน่อยนึง จะเป็นของปลอม

เพราะฉะนั้นหน้าที่ไม่ใช่ไปทำความรู้สึกตัวขึ้นมา หน้าที่รู้ทัน อะไรแปลกปลอมเข้ามานะ คอยรู้ทันไป รู้ทันอย่างแท้จริงแล้วเนี่ย จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา เรารู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น รู้ทันจิตที่ไหลไปตามทวารทั้งหก พอเรารู้ทันว่ามันหลงไปแล้วปั๊บ มันตั้งขึ้นมาเลย อัตโนมัติ เพราะฉะนั้นสติทำขึ้นไม่ได้ แต่ปัญญาต้องอาศัยการอบรมอาศัยการเจริญ ปัญญาก็คืออาศัยการที่เรามีสติเนืองๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒
File: 460331A
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว

 mp 3 (for download) : การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว

การปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด จะเร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว

โยม: มันจะเศร้า ๆ เพราะว่ามันกลัวว่าเวลามันมีน้อย

หลวงพ่อปราโมทย์: คือเวลาจะมีน้อย มีมาก มันช่วยไม่ได้ ในการปฏิบัติถ้าสติตัวจริงเกิด เร่งกว่านั้นไม่ได้แล้ว  มีแต่ว่าต้องรู้ไป ๆ ใจเขาพอ เขาก็ตัดสินความรู้เอง จะเร่งเอาตามใจชอบไม่ได้ ที่เห็นว่าเวลามีน้อยแล้วไม่ประมาท หัดเจริญสติ อย่างนี้ดี แต่พอเจริญสติแล้วรู้สีกเวลามีน้อยลุกลี้ลุกรน อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ยิ่งช้า

ต้องใจถึง ๆ ต้องตั้งหลักแค่ว่าเรารู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะรู้ได้ ผลจะเป็นอย่างไรช่างมันเราเรียนเพื่อจะรู้ว่าวันนึง กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตอนนี้ก็ฟังว่ามันไม่ใช่เราไว้ก่อน ไม่ต้องรีบร้อนให้มันดีหรอก ใจถึง ๆ นะ ถ้าใจไม่ถึงนะก็ช้า ใจไม่ถึงก็จะดิ้นๆๆ ยิ่งดิ้นใหญ่

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๙
File:
491118A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๗ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม

mp 3 (for download) : การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: เรื่องการเจริญสติในชีวิตประจำวัน เรื่องนี้เป็นเรื่องหัวใจของการปฏิบัติธรรมทีเดียว พวกเราเวลาคิดถึงการปฏิบัติธรรมนะ เราจะวาดภาพว่า ต้องไปนั่งสมาธิ ต้องไปเดินจงกรม จะทำอะไรก็ต้องไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดา ต้องช้าๆ ต้องนุ่มนวล ต้องช้าๆ ค่อยๆขยับ ยกตัวอย่างจะเดินก็ต้องช้าๆนะ จะทำอะไรทุกอย่างต้องช้าๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม นั่งก็ต้องหลับตา ถึงจะเรียกว่าปฏิบัติธรรม นั่งลืมตาก็ไม่ได้ ต้องนั่งในท่านี้ด้วย ต้องเดินในท่านี้ด้วย ถึงจะเรียกว่าการปฏิบัติ

ในความเป็นจริงการปฏิบัติธรรมไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก การปฏิบัติธรรมจริงๆคือการมีสติ เมื่อไรมีสติเมื่อนั้นมีการปฏิบัตินะ มีความเพียร เมื่อไรขาดสติ เมื่อนั้นขาดการปฏิบัติ ขาดความเพียร เพราะฉะนั้นหลวงปู่มั่นท่านสอนไว้ดีมากเลย ท่านบอกว่า ถ้าเราทำสมาธิมาก จะเนิ่นช้า ถ้าเราค้นคว้าพิจารณาธรรมะมาก พิจารณากาย พิจารณาอะไรมากเนี่ย จิตจะฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติเนี่ย คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน

การเจริญสติในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่นั่งสมาธิ ไม่เดินจงกรม ไม่ทำในรูปแบบ ไม่ใช่ อาศัยการทำในรูปแบบในเบื้องต้นนี้เอง เป็นการฝึกให้เกิดสติ เมื่อมีสติแล้ว เราเอาสติมาใช้ในชีวิตประจำวัน จะแตกหักกันก็ตรงที่ว่า ใครจะเจริญสติในชีวิตประจำวันได้ คนไหนเจริญสติในชีวิตประจำวันไม่ได้เนี่ย โอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานในชีวิตนี้นะ ยังห่างไกลเหลือเกิน

มันยากมากเลยที่คนๆหนึ่งจะมีสติขึ้นมา สติที่แท้จริง แต่ไม่ยากเลยที่คนที่มีสติที่แท้จริงแล้ว จะบรรลุมรรคผลนิพพานในชีวิตนี้ มรรค ผล นิพพาน มีจริงๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
เมื่อ วันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
File: 520429.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๕๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติคือความระลึกได้ ไม่ใช่เจตนาระลึก

สติคือความระลึกได้ ไม่ใช่เจตนาระลึก

mp3 for download : สติคือความระลึกได้ ไม่ใช่เจตนาระลึก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สติเป็นความระลึกได้ ไม่ได้เจตนาระลึก นะ ถ้าเจตนาระลึกอยู่ล่ะก็ ไม่เจอของจริงหรอก ไปเพ่งเอา ปัญญาจะไม่เกิด เพราะฉะนั้น ยกตัวอย่าง เจตนาระลึกรู้กาย เจตนาระลึกรู้ใจ อะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่เจตนาธรรมดา มันเป็นโลภเจตนา มันเจือด้วยความอยากด้วย เช่นอยากปฏิบัติแล้วมาคอยรู้กาย อยากปฎิบัติแล้วมาคอยรู้ใจ เนี่ยความอยากมันนำหน้า ถ้ามีความอยากนำหน้าอยู่ เจตนาตัวนั้นไม่บริสุทธิ์แล้ว เรียกโลภเจตนา นะ

โลภเจตนาเป็นความจงใจทางใจที่จะทำสิ่งบางสิ่ง ภาษาปริยัติมีทรัพย์อีกคำหนึ่งชื่อ มโนสัญญเจตนา เป็นมโนสัญญา มโนสัญญเจตนา หมายรู้ทางใจ มันจะจงใจไปหมายรู้ทางใจ เบื้องหลังมันจริงๆส่วนใหญ่ก็โลภะนั้นแหละ มันก็เลยจงใจไปหมายรู้ พอจงใจไปหมายรู้นะ โลภะแทรก สติแท้ๆมันไม่เกิดหรอก เนี่ยเราต้องค่อยๆพัฒนาจนสติอัตโนมัติเกิดขึ้นมา นะ ถ้าสติอัตโนมัติเกิดขึ้นมาเนี่ย ไม่ได้จงใจจะรู้ แต่มันรู้ของมันเอง แต่อยู่ดีๆจะให้มันรู้ของมันเองน่ะรู้ไม่ได้ ต้องฝึก ต้องทำเหตุ เหตุใกล้ที่ทำให้สติเกิด คือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น เพราะฉะนั้นให้หัดรู้สภาวะบ่อยๆ

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
CD แผ่นที่  ๓๓
ลำดับที่ ๑๒
File: 521227
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๑๒ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๔๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าเราจงใจให้สติเกิด เรียกว่ามีโลภเจตนา จะไม่เกิดสติแท้ ๆ

mp3 (for download) : ถ้าเราจงใจให้สติเกิด มีโลภะเจตนา จะไม่เกิดสติแท้ ๆ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การที่เราหัดรู้สภาวะไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนี่งสติจะเกิดเอง ถ้าเราจงใจให้ เกิด เช่น เราตั้งใจ ต่อไปนี้เราจะไม่เผลอเลย เราก็มารู้ลมหายใจหายใจออก คอยรู้หายใจเข้าคอยรู้ เราจ้องไม่ให้เผลอไปที่อื่นเลย อันนี้มี โลภเจตนา ซ่อนอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติ มีความโลภนะ โลภอะไร โลภอยากจะดี อยากจะรู้สึกตัว อยากจะให้เกิดสติ อยากจะให้เกิดปัญญา มีความโลภอยู่

ตราบใดที่ยังมีโลภะอยู่สติแท้ ๆ ไม่มีหรอก สติแท้ๆ ไม่เกิดร่วมกับโลภะหรอก ที่นี้เราต้องหัดจนกระทั้งจิตมันเคยชินที่จะเกิดสติ หัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ แล้ววันหนี่งสติเกิดเอง ตรงที่สติเกิดได้เองนี่ครูบาอาจารย์แต่ก่อนท่านชอบใช้คำว่า มหาสติ พวกเราเคยได้ยินไหม มหาสติ มหาปัญญา บางทีครูบาอาจารย์ใช้ มหาสติ คือสติอัตโนมัติ มหาปัญญา ปัญญารู้แจ้งความจริงของกายของใจโดยอัตโนมัติ ก่อนจะมีปัญญาอัตโนมัติ ต้องฝึกให้มีสติอัตโนมัติก่อน ถ้าขาดสติไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้น เราค่อยๆฝึกหัดดูสภาวะไปเรื่อย แล้ววันหนี่งจิตมันจะเห็นสภาวะได้เอง พอจิตมันเห็นสภาวะปุ๊บ โดยที่ไม่เจตนานะ จิตมันจ ะรู้เนื้อรู้ตัว มันจะตื่นขึ้นมาเต็มที่เลย มันจะเห็นความจริงเลยว่า สภาวะทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา

ศาลาลุงชิน ๓๒

520816

11.07 – 12.31

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวัน

mp 3 (for download) : วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: ใจจริงก็อยากจะ เหมือนที่หลวงพ่อเคยเขียนไว้นะครับ ควรจะฝึกให้ได้ตลอด กลมกลืนกับชีวิต ไม่ใช่ว่าเวลานี้ฝึก เวลานี้ไม่ฝึก แต่มันก็โดนบั่นทอน…

หลวงพ่อปราโมทย์ : คือ เราจะฝึกใช้ชีวิตได้ เราต้องรู้หลักของการปฏิบัตินะ หัดสังเกตสภาวะไปเรื่อย จนสติมันเกิดเองในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น เริ่มต้นนี่เราหัดสังเกตสภาวะธรรม คือหัดสังเกตความรู้สึกของเราไปเรื่อยๆ สังเกตความรู้สึกของเรา แต่ละขณะๆ ไม่เหมือนกัน คือจุดตั้งต้นนี่ อย่าไปภาวนาเพื่อให้ดี ให้สุข ให้สงบ แต่ภาวนาเพื่อหัดสังเกตสภาวะ ตั้งใจไว้อย่างนี้ ว่าเราจะหัดเรียนรู้จิตใจตัวเอง จิตใจเราฟุ้งซ่าน เราก็รู้ จิตใจสงบเราก็รู้ เราคอยรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เอาดีนะ ไม่ได้เอาอะไรหรอก

แต่ว่าทางที่ดีมันต้องมีรูปแบบของการปฏิบัติไว้ซักอันหนึ่ง เราจะหัดพุทโธก็ได้ หัดเดินจงกรมก็ได้ หรือจะดูท้องพองยุบก็ได้ อะไรก็ได้ซักอย่างหนึ่ง ขยับมืออย่างสายหลวงพ่อเทียนก็ได้ มีอยู่ ๑๔ จังหวะ ขยับมือ พอเราทำกรรมฐานขึ้นมาอันหนึ่งแล้ว ให้เราคอยรู้ทันใจของเรา อย่างเช่น เราพุทโธๆ อยู่ ใจเราแอบไปคิดเรื่องอื่น รู้ทันว่ามันหนีไปแล้ว หรือเราพุทโธๆ อยู่ ใจมันฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน ใจสงบ รู้ว่าสงบ พุทโธแล้วใจเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น หัดไปเรื่อยๆ อย่างนี้แล้วถึงจะเจริญสติในชีวิตประจำวันได้

การที่เราหัดดูจิตใจตัวเองนะ พุทโธแล้วก็ดูไป หลงไปก็รู้ เพ่งไว้ก็รู้ เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกุศล อกุศล แต่ละอย่างก็รู้ จิตมันจะจำสภาวะแต่ละอย่างๆ ได้ พอมันจำสภาวะแต่ละอย่างได้แล้ว พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวันนี่ สภาวะที่เราจำได้แล้วเกิดขึ้น สติจะระลึกขึ้นเอง ไม่ต้องเจตนาระลึก พอสติระลึกได้เองนะ ถ้าเป็นอกุศลนะ มันจะขาดสะบั้นต่อหน้าต่อตาเลย จิตจะรู้ ตื่น เบิกบาน สงบ สะอาด สว่าง ตั้งมั่นขึ้นมาเลย

ทำไมมันอยู่ๆ มันดีฉับพลัน เพราะโดยธรรมดานั้น จิตมันดีอยู่แล้ว จิตมันมีธรรมชาติพื้นเดิมของมัน คือมันผ่องใส มันประภัสสร แต่ว่ามันหมองไป มันเศร้าหมองไปเพราะกิเลสต่างหาก ทีนี้ถ้าเรารู้ทัน กิเลสไหลแว๊บมา สติระลึกได้นะ จิตจะผ่องใสอัตโนมัติเลย สงบ สะอาด สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ขึ้นมาฉับพลันเลย เราก็จะสามารถอยู่กับโลกอย่างคนที่รู้ทันโลก ถูกโลกกัดน้อยลงๆ นะ แต่อย่าไปกัดกับโลกนะ คอยดูเอา

สวนสันติธรรม 19

500223A

24.17 – 27.02

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลวงพ่อสอนอะไร? หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ

mp3 (for download) : หลวงพ่อสอนอะไร? หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ถ้าเมื่อไรรู้สภาวะตรงตามความเป็นจริงลงปัจจุบัน เมื่อนั้นสติก็เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าอยากให้สติเกิดนะ ไม่มีใครสั่งให้สติเกิดได้ สติเป็นอนัตตา สติเองก็ตกอยู่ใต้อนัตตา ไม่มีใครสั่งสติให้เกิด แต่ถ้ามีเหตุสติถึงจะเกิด เพราะฉะนั้นมาเรียนที่หลวงพ่อนะ ถ้ามาเรียนบ่อยๆ จะรู้เลย หลวงพ่อสอนเหตุให้เกิดสติ เหตุให้เกิดสติก็คือการที่จิตนี้จำสภาวะธรรมได้

เพราะฉะนั้นมาเรียนที่หลวงพ่อ ไม่ได้มาเรียนเรื่องอื่นหรอก เรียนเรื่องสภาวะธรรม เช่น ความโลภเป็นอย่างนี้ ความโกรธ ความหลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ อิจฉา ดีใจ เสียใจ เป็นสุข เป็นทุกข์ หัดรู้สภาวะแต่ละอย่างๆ สภาวะอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจคอยหัดรู้หัดดูไป ต่อไปจิตมันจำสภาวะได้ พอสติมันจำสภาวะได้นี่ พอสภาวะอันนั้นเกิดขึ้นสติจะเกิดเอง ทันทีที่สติเกิดเอง สัมมาสมาธิก็เกิดเอง จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเลย จิตจะรู้ ตื่น เบิกบาน จิตจะสงบ สะอาด สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ตั้งมั่นขึ้นมา แล้วก็จะเห็นสภาวะธรรมทั้งหลายเกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป นี่เป็นการเจริญปัญญา

เพราะฉะนั้นเราจะเรียนนี่ ต้องเรียนจนสติตัวจริงเกิด ถ้ามาเรียนที่หลวงพ่อ จะเห็นว่าหลวงพ่อไม่ได้เน้นว่าให้นั่งท่าไหน ให้เดินท่าไหน หรือว่าห้ามกินข้าว หรือว่าห้ามนอนอะไรอย่างนี้ ไม่ได้เน้นตรงนั้น เพราะจริตนิสัยคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ใครเคยทำกรรมฐานอะไรก็ทำอย่างนั้นแหละ ถนัดอะไรก็ใช้กรรมฐานอันนั้นแหละ เพียงแต่ว่าทำให้สติตัวจริงมันเกิด

ส่วนใหญ่ที่เราทำกรรมฐานแล้วสติไม่ค่อยเกิดเพราะอะไร เพราะเราชอบไปเพ่ง เราไปเพ่งใส่ตัวอารมณ์กรรมฐาน เช่น เราดูท้อง เราก็ไปเพ่งท้อง เราดูลมหายใจ เราก็ไปเพ่งลมหายใจ เราขยับมือทำจังหวะ เราก็ไปเพ่งใส่มือ เราเดินจงกรม เราก็ไปเพ่งใส่เท้า พอไปเพ่งใจมันก็แข็งๆ ทื่อๆ นะ มันจงใจปฏิบัติ สติตัวจริงไม่ได้เกิดขึ้นมา สติตัวจริงไม่เกิด จิตใจก็ไม่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่น ไม่อ่อนโยน ไม่นุ่มนวล ไม่คล่องแคล่วว่องไว ไม่ควรแก่การงาน

เพราะฉะนั้นเรียนกับหลวงพ่อ บางคนฟังแล้วจะงง มาใหม่ๆ จะงงนะ ว่าหลวงพ่อพูดอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง บอกให้ก็ได้ หลวงพ่อสอนให้พวกเราหัดดูสภาวะธรรมนั่นเอง ต้องหัดรู้สภาวะธรรม สภาวะธรรมก็คือตัวรูปธรรม นามธรรม ถ้ามาเรียนที่หลวงพ่อบางคนหลวงพ่อก็สอนให้ดูกาย ทำสมาธิก่อนแล้วก็ดูกาย แต่ส่วนมากจะสอนให้ดูจิตใจตัวเอง เพราะอะไร เพราะคนที่มาที่นี่ส่วนมากเป็นพวกคิดมาก พวกทิฏฐิจริต พวกคิดมาก วันๆ นะนั่งคิดทั้งวัน พวกคิดมากเหมาะกับการดูจิต

การดูจิตนี้ให้ตามรู้ตามดูไปเลย จิตใจเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย คอยรู้คอยดูไปเรื่อย ในที่สุดจิตจะจำสภาวะธรรมได้ เมื่อจิตจำสภาวะธรรมได้แล้ว พอสภาวะธรรมใดๆ ปรากฏขึ้นมานี่สติจะเกิดเอง ไม่ต้องแกล้งให้เกิดนะ เกิดเอง สติที่เกิดเองเพราะมีเหตุคือจิตจำสภาวะได้นี่อัศจรรย์ อกุศลจะดับทันทีเลย กุศลจะเกิดขึ้นทันทีเลย อย่างเรากำลังเผลอๆ อยู่ จิตมันรู้จักว่าเผลอเป็นอย่างไร มาเรียนที่หลวงพ่อๆ ชอบไล่นะว่า เผลอไปแล้วๆ นี่เพราะอะไร เพราะเผลอนี่เป็นกิเลสที่เกิดบ่อยที่สุด ความหลง โมหะ เกิดบ่อยที่สุด ถ้าเรารู้ว่าเผลอคืออะไร เราจะปฏิบัติได้แทบทั้งวันแล้ว เพราะเราเผลอทั้งวัน

ทีนี้พอเราจำสภาวะได้ เช่น จำว่าเผลอเป็นแบบนี้ ใจเราเผลอ เราหลงไปคิดเป็นแบบนี้ พอมันเผลอไปคิดปั๊บ สติจะเกิดเลย จะระลึกได้นะว่าเผลอไปแล้ว อ้อ เผลอไปแล้วๆ นี่จิตจะตื่นขึ้นในฉับพลันโดยที่ไม่ต้องเจตนาจะตื่นเลยนะ จิตจะตื่นในฉับพลัน จะรู้สึกตัวขึ้นมาเลย ใจก็จะตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว สัมมาสมาธิก็เกิดขึ้น เราก็จะเห็นเลยทุกสิ่งล้วนแต่ไหลมาแล้วไหลไป ผ่านมาแล้วผ่านไป นี่เป็นขั้นเจริญปัญญา เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี่ขั้นต้นทำให้มีสติ ขั้นกลาง ขั้นปลายนี่ทำให้มีปัญญา คอยรู้ไปเรื่อย

สวนสันติธรรม 12

490505A

15.04 – 19.38

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถิรสัญญาและการฝึกให้เกิดสติตัวจริง

MP3(for download): ถิรสัญญาและการฝึกให้เกิดสติตัวจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ต้องฝึกให้สติแท้ๆ เกิดขึ้นมา วิธีที่จะให้สติเกิดก็ไม่ใช่บังคับให้เกิด ไม่ใช่กำหนดให้เกิดนะ พระอภิธรรมสอนไว้ชัดเลย เหตุใกล้ของสติคือ ถิรสัญญา คือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น

ที่มาเรียนที่หลวงพ่อ ทำไมพวกเราพัฒนารวดเร็ว หลวงพ่อพาดูสภาวะ สอนให้หัดรู้จักสภาวะ สอนเข้าประเด็นเลยนะ ตรงกับที่อภิธรรมเป๊ะเลย

หัดดูสภาวะไป ความโลภเกิดขึ้นก็รู้สึก ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นรู้สึกนะ ความสุขความทุกข์เกิดขึ้นรู้สึก อะไรๆ เกิดขึ้นรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก

คอยรู้สึกไป ไม่ได้เพ่งไม่ได้กำหนดนะ คอยรู้สึก พอจิตจำสภาวะได้แม่นต่อไปสติจะเกิดเอง

เช่น เราคอยดูใจของเราเรื่อยๆ ใจเราแอบไปคิดแล้วรู้ ใจเราแอบไปคิดแล้วรู้ เราซ้อมทุกวันนะ

วิธีซ้อมก็เช่น ไหว้พระไป สวดมนต์ไป อรหังสัมมา สัมพุทโธ ภควา ใจแอบไปคิดแล้วรู้ทันว่าใจหนีไปคิด แล้วก็ พุทธัง ภควันตัง ยังไม่ทัน อภิวา เลย หนีไปคิดอีกแล้ว รู้อีกว่าหนีไปคิด ฝึกอย่างนี้ จิตมันจำได้ว่าหลงไปคิดเป็นยังไง

หรือคนไหนดูท้องพองยุบนะ ดูเล่นๆ อย่าให้ใจไหลไปอยู่ที่ท้อง ดูเล่นๆ ไป เห็นใจไหลไปที่ท้องก็รู้ทัน ใจแอบไปคิดก็รู้ทัน นี่คือการซ้อมรู้สภาวะ

คนไหนเคยฝึกลมหายใจก็รู้ลมหายใจไป เห็นร่างกายมันหายใจไป นี่ก็รู้สภาวะนะ เห็นร่างกายหายใจ ไม่ใช่เราหายใจแล้ว

หายใจไปๆ จิตไปเพ่งอยู่ที่ลม ก็รู้ว่าจิตไปเพ่งลมหายใจ นี่ก็เป็นการรู้สภาวะของจิต หายใจแล้วจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตไปคิด นี่ก็เป็นการรู้สภาวะของจิต 

หัดรู้สภาวะของกายของใจเรื่อยๆ ไปแล้วสติจะเกิดนะ

.

หลวงพ่อมีวันหนึ่งนะ หาหลวงพ่อเทียนเห็นท่านนั่งขยับมือก็ลองมาทำเล่นบ้าง วันหนึ่งเดินอยู่ริมถนนเห็นเพื่อนมันเดินอยู่อีกฝั่งถนนนะ ดีใจไม่เจอนานแล้ว

ก้าวขาจะไปคุยกับมัน ดีใจแล้วไม่เห็นว่าดีใจ พอเท้าเคลื่อนไหวนี่นะ เราเคยขยับมือแล้วรู้สึก คราวนี้มือยังไม่ทันขยับเลย ขาขยับนี่นะ รู้สึกตัวขึ้นมาเลย

หลุดออกจากโลกของความหลงรู้สึกตัวขึ้นมาได้ ดูกายก็รู้สึกตัวเป็นนะ ดูจิตใจไปก็รู้สึกตัวได้

เพราะฉะนั้น รู้ว่าใจเผลอไป รู้บ่อยๆ นะ พอใจเผลอไปเมื่อไหร่ สติเกิดเอง หัดดูสภาวะกายก็ได้ สภาวะของจิตก็ได้ สติที่เกิดขึ้นจะเหมือนกันเปี๊ยบเลย เป็นอันเดียวกัน

พอสติเกิดแล้ว มันจะรู้กายบ้าง รู้เวทนาบ้าง รู้จิตบ้าง เลือกไม่ได้หรอกว่ามันจะรู้อะไร มันรู้ของมันเอง ไม่มีแล้วนะสายกายสายจิต สายโน้นสายนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

มีแต่ว่าขณะนี้มีสติหรือขณะนี้ขาดสติเท่านั้นเอง ที่ว่าเริ่มต้นด้วยกาย เริ่มต้นด้วยเวทนา เริ่มต้นด้วยจิต อันนั้นแค่จุดเริ่มต้นเพื่อฝึกให้มีสติเท่านั้น

ทำไมต้องเริ่มต้นด้วยอันไหนอันหนึ่ง เพื่อจะได้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก จะได้จำสภาวะได้แม่น

ถ้าเริ่มต้นอย่างจับจด เดี๋ยวก็รู้กาย เดี๋ยวก็รู้เวทนา เดี๋ยวรู้ลม เดี๋ยวรู้ท้อง เดี๋ยวรู้เท้า เดี๋ยวไปรู้ใจที่มีสุข ใจมีทุกข์ ใจหนัก ใจเบา เดี๋ยวรู้โลภโกรธหลง รู้ฟุ้งซ่าน เดี๋ยวรู้โน่นรู้นี่มั่วซั่วไป สติเกิดยากเพราะจิตจำสภาวะไม่แม่น

.

เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ หาอะไรมาทำซักอันหนึ่ง ทำเล่นๆ นะ อย่าทำด้วยความคาดหวังว่าจิตจะสงบ

รู้ลมหายใจก็รู้เล่นๆ ดูท้องพองยุบก็ดูเล่นๆ จะเดินจงกรมก็เดินเล่นๆ ทำอะไรทำเล่นๆ ไว้ ทำเล่นๆ ไปแล้วค่อยๆ ดูไป

ร่างกายมันเคลื่อนไหวก็รู้สึก ร่างกายมันหยุดนิ่งก็รู้สึกนะ แต่ไม่เพ่งนะ ต้องระวังอย่าไปเพ่งกายอย่าไปเพ่งจิต

หรือสวดมนต์ก็ได้อย่างที่ว่านะ อรหังสัมมา ใจลอยแว๊บ รู้สึก สัมพุทโธ ภควา ลอยอีกแว๊บ รู้สึก หัดไป เบื้องต้นเอาอันใดอันหนึ่งก่อน

หรือเดินจงกรมนะ เดินจงกรม เห็นร่างกายมันเดินไปเรื่อยๆ ใจเราเป็นคนดูสบายๆ เดินไปอย่างนี้ ดูไปสบายๆ เห็นรูปมันเคลื่อนไหวไป ใจเราอยู่ต่างหาก ต่อไปมันก็จะรู้ทั้งกายรู้ทั้งจิต

เบื้องต้นนะ รู้อันใดอันหนึ่ง เช่น เห็นร่างกายมันเดินไป ถ้าดูได้ถูกต้องไม่ไปเพ่งกายนะ ต่อไปก็รู้ทั้งกายรู้ทั้งจิต

เห็นท้องมันพองท้องมันยุบ ถ้าไม่ไปเพ่งท้องนะ ต่อไปก็จะรู้ทั้งกายรู้ทั้งจิต

หัดดูจิตที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปเรื่อย ต่อไปก็รู้ทั้งกายรู้ทั้งจิต มันรู้ทั้งหมดไม่ได้รู้อันเดียวหรอก

.

เวลาที่สติที่แท้จริงเกิดนะ เดี๋ยวก็รู้กาย เดี๋ยวก็รู้เวทนา เดี๋ยวก็รู้จิต แต่ทุกสิ่งแสดงธรรมะเรื่องเดียวกัน คล้ายๆ มีครูหลายคนนะ ครูเวียนกันเข้ามาสอนเราตลอดเวลาเลย

เดี๋ยวครูยิ้มหวานมา เดี๋ยวครูหน้ายักษ์มา เดี๋ยวครูใจดี เดี๋ยวครูใจร้าย หมุนเวียนเข้ามาสอนเราทั้งวันเลย

สอนเรื่องเดียวกันคือสอนไตรลักษณ์ทั้งหมดเลย สอนถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

โลภ โกรธ หลง ก็สอนไตรลักษณ์ มีโลภแล้วมันก็ไม่มี มีโกรธแล้วก็ไม่มี มีหลงแล้วก็มันไม่มี กุศลทั้งหลายก็สอนไตรลักษณ์ใช่ไหม

จิตมีสติขึ้นมาแล้วก็ขาดสติ มีปัญญาขึ้นมาบางทีก็ไม่มีปัญญา เอาแน่เอานอนไม่ได้

บางทีก็มีฉันทะ บางทีก็ขี้เกียจ บางทีก็มีศรัทธา บางทีก็เสื่อมศรัทธา มันหมุนเวียนอยู่ คอยรู้มันไปเรื่อย รู้มันไป

ทุกสิ่งทุกอย่างสอนไตรลักษณ์ทั้งสิ้นเลย สอนให้เห็นเลยว่า มีแล้วก็ไม่มี มีแล้วก็ไม่มี

การที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างนะ สอนไตรลักษณ์ไปเรื่อย มีแล้วก็ไม่มี มีแล้วก็ไม่มี ถึงจุดหนึ่งจะได้พระโสดาบัน เพราะพระโสดาบันคือท่านผู้เห็นความจริง ผู้ยอมรับความจริงว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาดับทั้งสิ้นเลย สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา

เราฝึกให้มีสตินะ แล้วทุกอย่างมันจะไหลเข้ามา เราก็รู้ไปเรื่อยๆ อย่าไปเพ่งมัน มันจะแสดงไตรลักษณ์

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ดูอย่างไรถึงเกิดสติตัวจริง?

MP3 (for download): ดูอย่างไรถึงเกิดสติตัวจริง?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: บางครั้งก็รู้สึกว่ามีสติ แต่ว่ารู้สึกว่าสติแต่ละครั้งที่เกิดมันไม่เหมือนกันครับ บางครั้งมันก็แว๊บขึ้นมา หรือบางครั้งมันก็เหมือนกับแค่คิดๆ อยู่แล้วความคิดมันก็ดับไปเอง เหมือนไม่มีอาการอะไรเลย

หลวงพ่อปราโมทย์: ห้ามมันไม่ได้หรอก เลือกไม่ได้

โยม: ครับ เลยไม่รู้ว่าที่เกิดขึ้นเป็นสติตัวจริงหรือเปล่าครับ

หลวงพ่อปราโมทย์: คืออะไรเกิดขึ้นนะ ถ้าเรารู้ตรงตามความเป็นจริงได้ก็เรียกว่ามีสติแล้ว เช่น มันมัวๆ รู้ว่ามัว ก็เรียกว่ามีสติเหมือนกันนะ มันเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น

อย่างตอนนี้ตื่นเต้น ดูออกไหม ตื่นเต้นเราก็รู้ว่ามันตื่นเต้น จิตแอบไปคิดแล้วดูออกไหม เราก็รู้ว่าไปคิด จิตไปอีกแล้วรู้สึกไหม รู้ทันอย่างนี้นะ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่