Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เคล็ดลับในการภาวนา

mp3 (for download) : เคล็ดลับในการภาวนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ : เราจะต้องหัดแยกธาตุแยกขันธ์ให้ได้ก่อน พอใจเราเป็นผู้รู้ผู้ดูนะ งานต่อมาที่จะเดินปัญญาเนี่ยต้องแยกขันธ์ให้ได้ แยกธาตุให้ได้ ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ได้เดินปัญญาไม่ได้

ครูบาอาจารย์สอนเลยว่า ถ้าพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ได้นะ อย่ามาอวดเรื่องเจริญปัญญา ไม่มีหรอก อย่างนั่งสมาธิไปแล้วก็สงบไปอะไรงี้ ขันธ์ไม่แยก ขันธ์ไม่แยกเดินปัญญาไม่ได้ นี่ขันธ์จะแยกได้ใจต้องเป็นคนดู ถ้าใจเราเป็นคนดูได้นะ มันแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ยาก อย่างพวกเรานั่ง ขณะนี้รู้สึกมั้ย เรานั่งอยู่ เห็นมั้ยร่างกายมันนั่ง รู้สึกมั้ยร่างกายกำลังนั่งอยู่ รู้สึกมั้ยมีคนนึงเป็นคนดูเห็นร่างกายนั่งอยู่รู้สึกมั้ย หัดแยกไปงี้ หัดแยกงี้นะ

นั่งสมาธินั่งหายใจ เห็นร่างกายหายใจออก ใจเราเป็นคนดู เห็นร่างกายหายใจเข้า ใจของเราเป็นคนดู เห็นร่างกายนี้หายใจเหมือนเห็นคนอื่น เหมือนเห็นคนอื่นหายใจอยู่ ต้องหัดนะตัวนี้ ถ้าไม่หัดนะ เดินปัญญาไม่ได้ แต่ถ้าหัดก็ไม่นานนะ ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปีอะไรนี้ ต้องได้ ได้อะไรบ้างแหล่ะ

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ถ้ายังมีผู้เจริญสติปัฏฐานอยู่ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์​ เจริญสติปัฏฐานไม่ใช่นั่งคิดเรื่องกายเรื่องใจ เจริญสติปัฏฐานเนี่ยทำวิปัสสนา เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของใจ จิตเป็นคนดู เคล็ดลับของการภาวนาเนี่ย ที่ว่าเราจะได้มรรคได้ผลในชีวิตนี้หรือไม่นะ อยู่ที่จิตเรามีคุณภาพในการเป็นผู้รู้ผู้ดูจริงหรือเปล่า เป็นผู้เห็นจริงหรือเปล่า หรือเป็นผู้คิด ถ้าจิตเป็นผู้คิดทำวิปัสสนาไม่ได้ ถ้าจิตเป็นผู้ดูจิตเป็นผู้เห็นถึงจะทำวิปัสสนาได้ เพราะงั้นเราต้องมาฝึกจิตให้ตื่นขึ้นมานะ เป็นผู้รู้ให้ได้ เป็นผู้เห็นให้ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลราชบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ธรรมเทศนานอกสถานที่ โรงพยาบาลราชบุรี
File:
541207
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติทางโลก สติทางธรรม

mp3 (for download) : สติทางโลก สติทางธรรม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติทางโลก สติทางธรรม

สติทางโลก สติทางธรรม

โยม : ผมได้มีโอกาสได้สอนแฟนครับ เรื่องมีสติครับ แต่ว่าผมยังสอนเค้าไม่เข้าใจครับ ว่าสติแบบทางธรรม กับสติแบบทางโลกว่าเป็นยังไง ขอโอกาสหลวงพ่อครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : คือสตินะ สติแปลว่าความระลึก ความระลึกได้ เป็นตัวที่คอยรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจของเรา อันนี้เป็นสติในการปฏิบัติธรรม สติอย่างโลกๆนะ คือเมื่อไรที่จิตเป็นกุศลนะ เมื่อนั้นมีสติอยู่แล้ว แต่เป็นสติโลกๆ แต่ถ้าเมื่อไรจิตเป็นอกุศล เมื่อนั้นไม่มีสติ เราสนใจ ถ้าสอนเพื่อนนะ สอนให้มาทำสติปัฏฐานไว้ สติรู้กาย สติรู้ใจสอนตัวนี้บ่อยๆ แล้วสติโลกๆ ก็จะดีขึ้นเองแหละ เราเอาสติชั้นยอดก่อน เดี๋ยวสติชั้นรองมันก็ได้เองแหละ ส่วนที่คนในโลกพูดเรื่องคำว่าสติ มันยืมคำว่าสติของพระพุทธเจ้าไปใช้ คนในโลกไม่มีสติ ขาดสติเป็นส่วนใหญ่ อย่างเมาเหล้า เมาเหล้าขับรถให้มีสติอะไรแบบนี้ ไม่มีหรอก เค้าแค่บอกว่า อะไรนะ อย่าใจลอย อย่าลืมตัว จริงๆ คนเราใจลอยตลอดเวลาไม่เห็นหรอก ในโลกนะหาคนมีสตินะหายากจริงๆ จิตหนีไปคิดหรือยัง

โยม : หนีไปคิดแล้วครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอ่อขาดสติแหละ ให้รู้แบบนี้บ่อยๆ นะ ถ้าไปสอนเพื่อนนะ เวลาเพื่อนหนีไปคิดนะ ถ้าเค้ารู้ตรงนี้ได้ เค้าก็จะมีสติขึ้นมา จิตหนีไปคิดแล้วรู้บ่อยๆ จะมีทั้งสติ มีทั้งสมาธิเลย ไปสอนกรรมฐานนะ สอนเบื้องต้นเลยนะ ง่ายที่สุดเลย บอกให้รักษาศีล 5 ไว้ก่อน ถัดจากนั้นนะถ้าจิตหนีไปคิดแล้วคอยรู้ไว้ ตัวนี้จะได้ทั้งสติ จะได้ทั้งสมาธิเลย ถ้าเมื่อไรเค้ารู้ทัน ว่าจิตหนีไปคิดนะ ตรงที่รู้ทันนั้นมีสติ ทันทีที่รู้ทันนะ จิตก็จะตั้งมั่น มีสมาธิขึ้นมา พอจิตเค้าตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูได้แล้ว ถ้ดจากนั้นก็สอนให้เค้าเดินวิปัสสนาต่อ ให้เค้ารู้กายรู้ใจไป ดูกายดูใจมันทำงาน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า
CD: ๔๑
File: 540730B
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

mp 3 (for download) : การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

การปฏิบัติธรรมคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงพ่อปราโมทย์: พวกเราทุกคนที่เป็นชาวพุทธนะ เรามีบุญ เรามีวาสนาแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าบอกวิธีให้เรา ถ้าเราเดินตามวิธีการที่พระพุทธเจ้าบอก เราจะสัมผัสความสุขเป็นลำดับๆไป ไม่ใช่ว่าตอนนี้ต้องทุกข์ยากไปก่อน แล้วอีกหลายๆปี บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ถึงจะมีความสุข ไม่ใช่

ไม่ใช่ว่าต้องปฏิบัติไปก่อนชาตินี้ แล้วชาติต่อๆไปถึงจะมีความสุขนะ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่อัศจรรย์ที่สุดเลย ถ้าเราเจริญสติเป็นเนี่ย ความทุกข์มันจะกระเด็นออกไปต่อหน้าต่อตาเราเลย ความทุกข์กระเด็นออกไปจากหัวใจเราต่อหน้าต่อตาเลย เนี่ยพระพุทธเจ้าบอกวิธีการไว้ให้เรานะ

วันหนึ่ง ถ้าเราเดินตามทางที่พระพุทธเจ้าบอก เราก็พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ชีวิตจะมีแต่ความโปร่ง โล่ง เบา มีความสุข อะไรจะเกิดขึ้นนะ เราก็ยังมีความสุขของเราอยู่ได้อย่างนั้นน่ะ เพราะความสุขของเราไม่อิงอาศัยอะไร เพียงแต่มีสติขึ้นมา

ทีนี้ทำอย่างไร วิธีที่จะเดินตามเส้นทางสายนี้ วิธีที่จะเดินตามทางสายนี้นะ ก็เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน หรือจะพูดให้ตรงที่สุดนะ คือการทำวิปัสสนากรรมฐาน การปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธนี้ มี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่า สมถกรรมฐาน อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน

สมถกรรมฐานเนี่ย ทำไปเพื่อให้จิตใจสงบ ให้มีความสุข ให้จิตใจดี ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเนี่ย ไม่ได้มุ่งเอาความสุข ความสงบ ความดี

วิปัสสนากรรมฐานนะ มุ่งให้เห็นความจริงของกายของใจ ให้เราเรียนรู้จนเห็นความจริงของกายของใจ ว่ากายนี้ใจนี้มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง มิใช่ตัวเรา

ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วมันจะวางความยึดถือ แล้วมันจะสัมผัสกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ เมื่อไรพ้นกายพ้นใจนะ เมื่อนั้นจะสัมผัสกับนิพพาน เพราะฉะนั้นอยากรู้จักนิพพานต้องรู้กายรู้ใจจนแจ่มแจ้ง แล้วจะเห็นนิพพานด้วยตัวของเราเอง

เพราะฉะนั้นเราต้องคอยรู้สึกนะ มัน มันมี ๒ อย่างนี้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
เมื่อ วันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒


CD: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 520429.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา แต่มีทางขึ้นได้หลายทางสำหรับแต่ละบุคคล

mp3 (for download) : สติปัฎฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา แต่มีทางขึ้นได้หลายทาง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา

สติปัฏฐาน ๔ เหมือนทางเดินขึ้นเขา

หลวงพ่อปราโมทย์ : เป็นแต่ทางปฎิบัติไม่มีทางที่สอง มีทางเดียวแค่นี้เอง ที่นี้ทางแต่ละคนเนี่ย ทาง main (หลัก) นี้มีอันเดียวนะ อย่างสมมุติว่าเราจะขึ้นยอดเขา ขึ้นภูเขา ทางมีทางเดียวต้องสูงขึ้นไป ไม่ใช่ลงมาต่ำ แต่ทางขึ้นภูเขามีรอบทิศทางเลย ทางเดินเฉพาะของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน เลียนแบบกันไม่ได้

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเลยสอนธรรมะเอาไว้เยอะแยะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เพราะคนมันเยอะ จริตนิสัยต่างๆกัน บางคนต้องรู้กาย บางคนต้องรู้เวทนา บางคนต้องรู้จิต บางคนรู้ธรรม

ทิศทางใหญ่ๆจะขึ้นเขาเนี่ย ทิศทางใหญ่ๆมันก็ ๔ ทิศ เวลาเดินจริงๆไม่ได้เดินทีละทิศหรอกนะ เดินสะเปะสะปะ เดี๋ยวก็ขยับหลบซ้าย เดี๋ยวหลบขวา เดี๋ยวหมดแรงก็นั่งพัก ขึ้นเขาไปเหนื่อยนั่งพัก นั่งพักคือสมถะ มีแรงแล้วเดินขึ้นไปอีก อย่าท้อถอย วันหนึ่งก็ถึงยอดเขา

แต่ถ้าทิศทางไม่ถูกต้อง ไม่รู้ว่าเราจะต้องรู้กายรู้ใจตนเองนะ คิดแต่ว่าจะต้องทำจิตให้ดี ทำจิตให้สงบ เรียกว่าไม่รู้จักเป้าหมายละ ยิ่งเดินยิ่งไปไกลนะ ไปพรหมโลก เพราะฉะนั้นรู้ทิศทาง ว่าเราปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ทุกข์ก็คือกายกับใจนี่แหละตัวทุกข์ เรียนรู้กายรู้ใจ หันหน้ามาเผชิญความจริงของกายของใจ เรียนรู้มัน จนเข้าใจมัน เข้าใจมันแล้วจิตเขาปล่อยวางของเขาเอง


CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๙
ลำดับที่ ๓
File: 480618A
นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๐๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์: บทบาทและหน้าที่ของจิตต่อการเจริญสติปัฎฐาน4 กับการไม่ปรุงแต่งของจิต

บทบาทและหน้าที่ของจิตต่อการเจริญสติปัฎฐาน4 กับการไม่ปรุงแต่งของจิต

จิตทำหน้าที่ “รู้อารมณ์”
บทบาทของจิตในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็คงเป็นการ
“มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต รู้ธรรม
เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม มีความเกิดขึ้น เสื่อมไปเป็นธรรมดา
ละยึดมั่นถือมั่น ละความยินดียินร้ายในโลก”
แต่ต้องฝึกให้จิตคุ้นเคยที่จะมาเจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้ได้ครับ

ปัจจุบันขณะใดที่จิตมีสติ มีความตั้งมั่น จิตก็จะไม่ดิ้นรนปรุงแต่งแล้วครับ
เหลือแต่สังขารความปรุงแต่งที่ทำหน้าที่ไปตามปกติ
เมื่อจิตรู้เห็นความปรุงแต่ง โดยไม่กระโจนไปดิ้นรนปรุงแต่งซ้อนลงไป
ก็จะค่อยๆ เห็นไตรลักษณ์ของรูปนามได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนธรรมะอย่างนักวิจัย เลือกตัวอย่างมาศึกษาเพื่อเข้าใจทั้งหมด

mp3 (for download) : เรียนธรรมะอย่างนักวิจัย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :

คือ การเรียนศาสนาพุทธนะ อย่างนักรบเป็นนักวิชาการเรียน อย่างเวลาเราจะศึกษาอะไรสักอย่างหนึ่ง เราหาตัวอย่าง หากรณีมาศึกษา เป็นตัวแทนของความรู้ทั้งหมด เรียนศาสนาพุทธก็ศึกษาแบบมีตัวแทนเหมือนกัน อย่างตัวแทนสิ่งที่เรียกว่า ตัวเรานี้ ถ้าซอยออกไปก็คือ สติปัฎฐาน ทั้งหลายนั่นเอง แค่รู้หายใจเข้ารู้หายใจออก รู้แค่นี้ก็รู้ทั้งหมดได้แล้ว หายใจเข้าหายใจออกนะ เราจะเห็นเลย ร่างกายหายใจไป จิตเป็นคนดู ร่างกายที่หายใจอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเรา แค่หายใจอย่างเดียว เอาลมหายใจมาเป็นตัวอย่างในการศึกษา แค่ศึกษาตัวเดียวนี้แหล่ะ ก็บรรลุมรรคผลได้ หรือบางคนรู้ อิริยาบถสี่ เอาอิริยาบถสี่มาเป็นตัวแทนในการศึกษา เป็นตัวอย่างที่จะศึกษา แทนที่จะต้องรู้รูปทั้งหมดก็มารู้รูป ยืน เดิน นั่ง นอน นี้ เรียกว่า กายในกาย เรียนอย่างมีตัวอย่างนั่นเอง สุ่มตัวอย่างมาเรียน เพื่อเป็นตัวแทนของความรู้ทั้งหมด ที่เรียกว่า ในกาย ในเวทนา ในจิต เนี้ยไม่ใช่เรียนทั้งหมด แต่เรียนแค่บางอันซึ่งเป็นตัวอย่าง

อย่างเราจะทำแบบสอบถามอยากรู้ความเห็นของคนล้านคนทำไม่ได้ เราก็สุ่มตัวอย่าง นี่ตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าให้สุ่มก็คือ สติปัฎฐาน นั่นเอง อารมณ์ในสติปัฎฐานนั่นแหล่ะ แค่รู้กายที่มันยืน มันเดิน มันนั่ง มันนอน นี้ ก็จะเห็นเลย ไอ้ร่างกายมันยืน มันนั่ง มันนอน ไม่ใช่ตัวเราหรอก มันเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆเหมือนหุ่นยนต์ เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ใจที่เป็นคนรู้ก็อยู่ต่างหาก จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเราอีกแล้ว  รู้ทั้งกาย รู้ทั้งใจได้ แค่ทำอันเดียวก็พอแล้ว

บางคนรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย และการหยุดนิ่ง เรียกว่า เจริญสัมปชัญญะบรรพ รู้การเคลื่อนไหว การหยุดนิ่ง เคลื่อนไหวก็รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งก็รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆก็จะเห็นเลยว่า ร่างกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่งจะแยกกัน กายไม่ใช่ตัวเรา จิตไม่ใช่ตัวเรา เกิดปัญญา หรือบางคนท่านก็สอนให้สุ่มเรียนเวทนา ความปวด ความเมื่อย ความสุข อะไรนี้ จะเห็นเลย เวทนาก็ส่วนหนึ่ง กายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง ก็กระจายขันธ์ออกมาเหมือนกัน แต่กระจายละเอียดกว่าการรู้กาย นั้นเวทนา สุข ทุกข์ เฉยๆ สามอย่างนี้เกิดขึ้นทั้งวัน ถ้ามันสุข มันทุกข์ มันเฉยๆ เรามีสติ ก็คือ เรามีสติทั้งวัน

นั้นอารมณ์ที่พระพุทธเจ้าให้เป็นตัวอย่างในการศึกษาของเรา เป็นอารมณ์ที่เกิดทั้งวันทั้งหมดเลย หายใจเข้า หายใจออก เกิดทั้งวัน ยืน เดิน นั่ง นอน เกิดทั้งวัน เคลื่อนไหว หยุด นิ่ง เกิดทั้งวัน สุข ทุกข์ เฉยๆ เกิดทั้งวัน หรือบางทีท่านก็ให้สุ่ม บางคนจริตนิสัยคิดมาก ตัวอย่างของการศึกษาที่ท่านให้ทำก็คือ ดูจิต ดูจิตมีตั้ง ๑๖ ตัวแหน่ะ ที่ใช้ในสติปัฎฐาน หรือมี ๘ คู่ แท้จริงเรียนคู่ใดคู่หนึ่งก็ปฏิบัติได้ทั้งวันแล้ว เช่น จิตมีโทสะ กับ จิตไม่มีโทสะ จิตเรามี ๒ ประเภทเท่านั้นเอง คือ จิตที่มีโทสะ กับ ที่ไม่มีโทสะ นี้แบ่งโดยเอาโทสะเป็นตัวตั้ง ถ้าศึกษาอย่างนี้ไปเรื่อยๆจะเห็นเลย จิตที่มีโทสะเป็นตัวแทนของจิตอกุศล จิตที่ไม่มีโทสะ รู้ว่าเมื่อกี๊มีโทสะ เป็นตัวแทนจิตฝ่ายกุศล แล้วจิตทั้ง ๒ ฝ่าย ล้วนแต่เกิดแล้วดับทั้งสิ้น ทั้งกุศลและอกุศล เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น

การรู้จิตก็ทำให้รู้กายด้วย ไม่ใช่รู้แต่จิต ก็จะเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นสิ่งที่จิตเข้ามาอาศัยอยู่ กายนี้ไม่ใช่ตัวเรานะ หรือบางคนดูแค่จิตมีราคะ กับ จิตไม่มีราคะ ๒ ตัวนี้ก็คลุมเวลาปฏิบัติทั้งหมดแล้ว เพราะจิตก็มี ๒ พวกเท่านั้นเอง จิตที่มีราคะ กับ ไม่มีราคะ ก็เป็นตัวแทนของการศึกษา จิตที่มีราคะเป็นตัวแทนของอกุศล จิตไม่มีราคะเป็นตัวแทนกุศล ทั้งหมดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น เหมือนกันอีก จิตมีโมหะ จิตหลงไป กับ จิตรู้สึกตัว จิตไม่มีโมหะ ก็เป็นตัวแทนแบบเดียวกัน

เพราะฉะนั้นคนแต่ละคนนี้ ใช้อารมณ์กรรมฐานจริงๆใช้นิดเดียว อารมณ์กรรมฐานที่พระพุทธเจ้าเลือกให้ เป็นอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา ถ้าตามรู้ ตามดู เราก็จะมีสติ ตื่นขึ้นมาได้ทั้งวัน สามารถเห็นกายตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา เห็นจิตตามความเป็นจริงว่า จิตทุกอย่างเลยไม่เที่ยงนะ จิตดีหรือจิตเลว กุศล อกุศลเกิดแล้วดับหมดเลย บังคับก็ไม่ได้ เลือกก็ไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมะแบบนี้ เรียกว่า ธรรมวิจยะ เราวิจัยธรรมะ ไม่ได้เรียนทั้งหมด เห็นไหม เราเลือกตัวอย่างของการศึกษาขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา วิชาการสมัยใหม่นะ ตามหลังมาก วิธีการศึกษา โอ้ อัศจรรย์นะพระพุทธเจ้า ท่ามกลางคนที่ใช้ศรัทธาเนี้ย พระพุทธเจ้าเกิดปัญญาได้ขนานี้

CD สวนสันติธรรม 10

480926B

17.30 – 22.56

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติปัฏฐานนั้นเบื้องต้นทำให้เกิดสติ เบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา

mp3 (for download) : สติปัฎฐานนั้นเบื้องต้นทำให้เกิดสติ เบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราต้องฝึกนะ ฝึกจนสติแท้ๆ เกิดขึ้นมา สติแท้ๆ คือความระลึกได้ สติแท้ๆ เกิดจากจิตจำสภาวะได้ จิตจำสภาวะได้เพราะหัดตามรู้สภาวะบ่อยๆ หัดตามรู้กายบ่อยๆ หัดตามรู้เวทนาบ่อยๆ หัดตามรู้จิตบ่อยๆ หัดตามรู้สภาวธรรมทั้งรูปธรรมนามธรรมบ่อยๆ

เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานนี่ จริงๆ แล้วมีสองขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง รู้กาย เวทนา จิต ธรรม ไปเรื่อยๆ เพื่อให้จิตจำสภาวะได้แล้วสติจะเกิดขึ้นเอง งั้นสติปัฏฐานนี่เบื้องต้นทำให้เกิดสติ เรารู้เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน นะ คอยรู้สึกไป อย่าใจลอย แล้วก็อย่าเพ่งอยู่ที่กาย จะดูจิตดูใจ เราก็ดูจิตใจไป อย่าใจลอย แล้วก็อย่าไปเพ่งอยู่ที่จิต จะรู้เวทนานะ ก็อย่าใจลอยไป แล้วก็อย่าไปเพ่งเวทนา สิ่งที่ผิดมีสองอัน เผลอไปกับเพ่งเอาไว้ เพ่งแล้วมันจะนิ่ง ไม่สามารถรู้สภาวะตรงตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานเบื้องต้น รู้กาย เวทนา จิต ธรรมไป แต่แบบไม่เพ่ง แล้วก็ไม่ใจลอยลืมมันไป รู้บ่อยๆ เท่าที่รู้ได้ จนจิตจำสภาวะได้แล้วสติจะเกิดขึ้น นี่สติปัฏฐานขั้นที่หนึ่ง

เมื่อสติเกิดขึ้นแล้ว จิตใจตั้งมั่น สัมมาสมาธิจำเป็น มีจิตใจที่ตั้งมั่น ตรงนี้ต้องเรียนนะ บทเรียนเรื่องสัมมาสมาธิอยู่ในเรื่องจิตสิกขา ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา ต้องเรียนให้ครบนะ เราต้องเรียนจนกระทั่งจิตของเราตั้งมั่นเกิดสัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ สมาธิที่พวกเราฝึกมันเป็นมิจฉาสมาธิเป็นส่วนมาก เป็นสมาธิเพ่ง จ้อง บังคับ สัมมาสมาธิเป็นสมาธิที่จิตตั้งมั่น สักว่ารู้ สักว่าเห็นสภาวธรรม ตั้งมั่นกับตั้งแช่ลงไปไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าจิตใจเราตั้งมั่น แล้วก็มีสติระลึกรู้รูป สติระลึกรู้นาม มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา เห็นความจริงของรูปของนาม เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานเบื้องปลายนี่ทำไปเพื่อให้เกิดปัญญา มีสติรู้รูป รู้นาม รู้กาย รู้ใจ ไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมา ต้องมีจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางคือสัมมาสมาธิ ถึงจะเกิดปัญญานะ เพราะสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ถ้าขาดสัมมาสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูล่ะก็ไม่เกิดปัญญาหรอก จะเป็นผู้เพ่ง ผู้จ้อง ผู้บังคับ

ปัญญาที่เกิดขึ้นก็คือการเห็นกาย เห็นใจ เป็นไตรลักษณ์นั่นเอง เบื้องต้นเห็นก่อนไม่ใช่เรา พอเห็นตรงนี้นะ จิตบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ตัวเราไม่มี รู้กายรู้ใจต่อไป เห็นกายนี้ทุกข์ล้วนๆ เลยนะ จิตปล่อยวางความยึดถือกาย เป็นพระอนาคา สุดท้าย จิตมันจะรวมลงมาที่จิต มารู้อยู่ที่จิต เรียนรู้จนกระทั่งปล่อยวางจิต สมมุติเรียกว่าพระอรหันต์ ต้องใช้คำว่า สมมุติ นะ พระอรหันต์ไม่เคยรู้สึกว่ามีพระอรหันต์ เป็นของสมมุติขึ้นมา นี่เส้นทางพันทุกข์ ทางสายเอก ทางสายเดียวที่เราต้องเรียน

CD สวนสันติธรรม 19

500310A

28.16 – 31.27

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หัวใจในการภาวนาในทางสายเอกนี้คือคำว่ารู้นั้นเอง

mp3 (for download) : หัวใจในการภาวนาในทางสายเอกนี้คือคำว่า “รู้” นั้นเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกเราสังเกตไหมในสติปัฏฐานนี่ ในมหาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นทางเอกทางสายเดียวนะเพื่อการพ้นทุกข์ ลองดู verb ดูกิริยาในสติปัฏฐานมีกิริยาอยู่คำเดียวเอง คำว่า ‘รู้’ มีอยู่คำเดียวนะ กิริยาจริงๆ เลย คือคำว่า ‘รู้’ นั่นเอง ที่เป็นหลักจริงๆ

ท่านบอกหายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ ท่านไม่ได้บอกว่าหายใจออกให้กำหนดไว้เจ็ดฐาน หกฐาน ห้าฐาน สิบฐาน ไม่มีนะ ท่านบอกหายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ ยืนอยู่ก็รู้ เดินอยู่ก็รู้ บางทีใช้คำว่ารู้ชัดก็มี เดินอยู่ก็รู้ชัด นั่งอยู่ก็รู้ชัด คำว่ารู้คืออะไร รู้ที่ท่านพูดมีความหมายนะ มีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้ นะสอน จิตใจเป็นกุศลก็รู้ จิตใจมีความโลภก็รู้ มีความโกรธก็รู้ มีความหลงก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ หดหู่ก็รู้ สังเกตให้ดีนะ มีแต่คำว่า ‘รู้’ เต็มไปหมดเลยในสติปัฏฐาน จิตมีนิวรณ์ มีกามฉันทนิวรณ์ก็รู้ รู้ชัด มีพยาบาทนิวรณ์ก็รู้ เห็นไหม จิตมีอะไรต่ออะไรขึ้นมา ‘รู้’ ท่านสอน

เพราะฉะนั้น กิริยาที่เป็นหัวใจของการภาวนาในทางสายเอกทางสายเดียวคือคำว่า ‘รู้’ นี่เอง คำว่า ‘รู้’ มีสองนัยนะ อันแรก มีสติรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏ คือรูปธรรมและนามธรรมที่กำลังปรากฏ อันที่สอง มีปัญญารู้ความจริงของสภาวะรูปและนามอันนั้น ความจริงของสภาวะรูปและนามก็คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา เพราะฉะนั้น คำว่า ‘รู้’ นี่ครอบคลุมนัยสองประการนี้ อันแรกรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น อันที่สองรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ตัวเรา ถ้ารู้อย่างนี้แหละถึงเป็นทางสายเอกทางสายเดียวเพื่อความพ้นทุกข์

CD สวนสันติธรรม 19

500310A

26.14 – 28.16

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

MP3 (for download): พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สึกตัวนะ สอนง่ายๆ ภิกษุทั้งหลายหายใจออกก็รู้สึก หายใจเข้าก็รู้สึก ใช่ไหม ภิกษุทั้งหลายยืนอยู่ก็รู้ชัดว่ายืนอยู่ เดิน นั่ง นอน รู้ชัดว่า เดิน นั่ง นอนอยู่ ภิกษุทั้งหลายมีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้ เฉยๆก็รู้ สอนง่ายๆ สอนให้รู้ ภิกษุทั้งหลายจิตมีความโกรธก็รู้ จิตไม่มีความโกรธก็รู้ จิตโลภก็รู้ จิตไม่โลภก็รู้ จิตหลงก็รู้ จิตไม่หลงก็รู้ สอนให้รู้นะ แถมท่านยืนยันซะอีกว่า สติปัฏฐาน คือ การรู้กายรู้ใจอย่างนี้ เป็นทางเอกทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น ไม่มีทางที่ ๒ นะ

พวกเราเรียนไม่ดีเราก็มั่วซั่วเอา แทนที่เดินอยู่จะรู้สึก เห็นรูปมันเดิน จิตเป็นคนดู แทนที่จะรู้สึกแบบนี้นะ ก็ไปเดินให้มันผิดมนุษย์มนา เดินมีกระบวนท่าอะไรแปลกๆขึ้นมา เดินต้องมีเท่านั้นจังหวะ เท่านี้จังหวะ ไม่ใช่วิปัสสนาหรอกนะ หรือ พระพุทธเจ้าสอนให้หายใจเข้ารู้สึก หายใจออกรู้สึก ให้รู้สึกตัว ของเราก็ไปกำหนดลมหายใจให้จิตแนบอยู่กับลม ให้มันนิ่งๆอยู่กับลม ก็ใช้อะไรไม่ได้ บางทีก็กำหนดลม กระทบฐาน กระทบฐาน กระทบฐาน เรื่องของสมถะทั้งสิ้นเลย

คำสอนที่เป็นสมถะกรรมฐานนี้ มันแทรกเข้ามาในคำสอนของพระพุทธเจ้ามากมายเหลือเกิน นั้นเราต้องระมัดระวังให้ดีนะ ใครๆก็อ้างคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เวลาลงมือปฏิบัติจริงนะ มันไม่ใช่ ประโยคที่พูดบางทีเหมือนหลวงพ่อเปี๊ยบเลยนะ พูดประโยคเดียวกันเลย แต่ว่าเวลาลงมือปฏิบัติกำหนดทั้งนั้นเลย เพ่งทั้งนั้นเลยนะ ไอ้ที่จะรู้เนื้อรู้ตัวแท้ๆแทบไม่มีเลย หายากที่สุดเลย นั้นต้องระมัดระวังนะ ต้องเรียนให้ดีก่อน ไม่งั้นหลงอะไรง่ายๆ พลาดได้ง่ายๆ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จากอวิชาสู่สติปัฎฐานและอริยะสัจจ์

MP3 (for download): จากอวิชาสู่สติปัฎฐานและอริยะสัจจ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าไม่ล้างอวิชชาไม่สามารถปล่อยวางได้จริง เพราะอวิชชามีอยู่คือความไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ คือไม่รู้ทุกข์นั่นแหละ ไม่รู้กายรู้ใจแจ่มแจ้งจนหมดความยึดถือกายยึดถือใจ ความปรุงแต่งมันจึงเกิดขึ้น ความปรุงแต่งเกิดได้ ๓ แบบ

(๑.) อปุญญาภิสังขาร ความปรุงแต่งฝ่ายชั่ว การที่เราหลงตามกิเลสไป เพราะว่ามีอวิชชาไม่รู้แจ้งตัวเราไม่มีมันรักตัวเอง อยากให้ตัวเองมีความสุขมันก็ดิ้นรนไปแสวงหาความสุขทางหูตาจมูกลิ้นกายฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก แย่งชิงผลประโยชน์  แย่งชิงชื่อเสียงอะไรต่ออะไรมา คิดว่าได้มาแล้วจะดีแย่งชิงชื่อเสียงอะไรต่ออะไรมาายวไป ผิดศีลผิดธรรมะไปุกข์นั่นแหละก็ปรุงแต่งฝ่ายชั่วไป ทำผิดศีลผิดธรรมะไป (๒)อีกพวกหนึ่ง เพราะว่าอวิชามีอยู่จึงปรุงแต่งฝ่ายดี พวกนักปฏิบัติทั้งหลายนี่แหละ ปรุงแต่งฝ่ายดีคือทำอย่างไรจึงจะดี อยากดี พอคิดจะทำนะสิ่งเกิดขึ้นคือการบังคับกายบังคับใจตัวเอง ปรุงแต่งฝ่ายดีมันโน้มไป อัตตกิลมถานุโยค ทางบังคับตัวเอง ปรุงแต่งฝ่ายชั่วก็โน้มไปกามสุขัลลิกานุโยค ตามใจกิเลสไป (๓)มีบางคนว่าอย่าปรุงแต่งอะไรเลย ไปนั่งสมาธิ ไปเดินจงกรม เป็นการปรุงแต่งฝ่ายดี ไม่ดีไม่ต้องทำ ไม่ต้องทำอะไรเลยไม่เอาอะไรเลยไม่เอาอะไรเลยสักอย่าง การปรุงแต่งแบบไม่เอาอะไรเลยสักอย่างเป็นการปรุงแต่งชนิดที่ ๓  ที่อวิชชาพาทำ ชื่อว่าอเนญชาภิสังขาร ปรุงแต่งแบบว่างๆไม่มีอะไรเลยสบาย ว่างๆอันนั้นยังเป็นว่างที่ปรุงขึ้นมา ไม่ใช่ว่างที่เกิดจากจิตที่เห็นความจริงของรูปนามของทุกข์จนปล่อยวาง

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราปรุงแต่งนะ แต่สอนให้เรารู้ อวิชชาก็คือความไม่รู้ สิ่งที่ตรงข้ามกับอวิชชาคือรู้  อวิชชาไม่รู้อะไร อวิชชาไม่รู้อริยสัจจ์ ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สมุทัยไม่รู้นิโรธไม่รู้มรรค วิชชาคืออะไรคือ รู้ทุกข์รู้สมุทัยรู้นิโรธรู้มรรค รู้ทุกข์คือรู้อะไร รู้กายรู้ใจ

กายกับใจมีอยู่เป็นสภาวะธรรม แต่ไม่ใช่ตัวเรา ถ้ายังไม่เห็นความจริงว่า กายกับใจเป็นแค่สภาวธรรมไม่ใช่ตัวเรามันก็ยังยึดว่าเป็นเราอยู่ พอมันเป็นเราขึ้นมาก็อยากมีความสุข อยากจะดี อยากจะอยากโน้นอยากจะอยากนี้ เพราะว่าอยากให้ตัวเราดีมีความสุขจึงเกิดการปรุงแต่งทั้งสามอย่างนี้ขึ้น

คนโง่ก็ปรุงแต่งอปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งกามสุขัลลิกานุโยค   คนดีคนฉลาดก็ปรุงแต่งการบังคับตัวเอง ปรุงแต่งอัตตกิลมถานุโยค  ปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร   พวกที่ปัญญาล้ำหน้าไปก็ปรุงแต่งความว่าง ปรุงแต่งอเนญชาภิสังขาร ไม่ต้องรับรู้ไม่ต้องอะไร ว่างๆโล่งๆ ทำไมต้องเอาว่าง?เพราะมีเรา เราอยู่ในความว่างแล้วเรามีความสุข เราไม่ยึดอะไรเลยเราสบาย สุดท้ายก็มีเราจนได้ มันจะเลิกไม่ให้มีเรามันทำไม่ได้ จนกว่าปัญญาจะเห็นแจ้งลงในรูปนามในกายในใจว่าไม่มีเราจริงๆ

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า สติปัฏฐาน เป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น สติปัฏฐานไม่ใช่แค่ปุญญาภิสังขารเพียงอย่างเดียว   สติปัฏฐานไม่ใช่อปุญญาภิสังขารแน่นอนไม่ใช่ความปรุงแต่งฝ่ายชั่วแน่นอน   สติปัฏฐานไม่ใช่อเนญชาภิสังขาร ไม่ใช่ปรุงว่างๆขึ้นมา   การเจริญสติปัฏฐานเป็นปุญญาภิสังขาร เป็นการปรุงแต่งฝ่ายดีอยู่ แต่เบื้องต้นอาศัยการปรุงแต่งนี้แหละค่อยๆพัฒนา ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งหลายมันไม่เกิดขึ้นลอยๆในอากาศแต่มันเกิดขึ้นในภพ  มีภพเพื่อวันหนึ่งจะหลุดจากภพ มีภพเพื่อที่จะเรียนรู้ภพ มีภพเพื่อที่จะรู้ว่าทั้งหลายนั้นเป็นทุกข์ทั้งหมดเลย   มีกายมีใจเกิดการดิ้นรนการทำงานของจิตขึ้นมา  ไม่ใช่อยู่ๆไม่เอาอะไรเลย ไม่เอาอะไรเลยก็ไม่ได้ จิตมันจะต้องเอาเพราะจิตยังมีอวิชชา

อยากจะล้างอวิชชาก็ฝึกให้มีสติ ฝึกให้มีสติเป็นภพไหมเป็น ?เป็น เป็นภพที่ดี

แต่ภพที่ดีมี ๒ ระดับ (๑)ภพที่ดีที่จะติดข้องอยู่ในโลก (๒)ภพที่ดีภพที่จะข้ามโลก เราก็ต้องเป็นภพที่ดีที่อยู่ในโลกด้วย เพราะเรายังอยู่ในโลก เรียกว่า โลกียธรรม   ในขณะเดียวกันเราก็ต้องหัดเจริญสติ จนกระทั่งสามารถมีสติ รู้รูปรู้นามรู้กายรู้ใจ ด้วยจิตที่มีสัมมาสมาธิ คือ มีความตั้งมั่นเป็นกลาง แล้วปัญญาจะเกิด ตัวปัญญาหรือตัววิชชาจะเกิด จะเห็นความจริง   ทั้งรูปทั้งนามทั้งกายทั้งใจ ไม่ใช่ตัวเรา ได้พระโสดาบัน    ต่อมาภาวนาไปอีก รู้กายรู้ใจไปเรื่อยๆ ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่จะไม่ทุกข์ แต่ถ้าไหลไปมันส่งออกไปจิตไปยึดโน่นยึดนี่จิตจะทุกข์ ในที่สุดจิตจะไม่ไปไหนเลยมันทรงตัวเด่นอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน นี่คือภูมิของพระอนาคามี ยังปรุงแต่งอยู่   ตามรู้กายรู้ใจต่อไปอีก จนเห็นความจริง กระทั่งตัวธาตุรู้ผู้รู้ก็ยังทุกข์อีก ก็จะปล่อยวางจิต คราวนี้จะเรียกว่ารู้จริงแล้ว มีวิชชา เห็นความจริงคือเห็นทุกข์แจ่มแจ้ง คือเห็นว่าทั้งกายทั้งจิตเป็นตัวทุกข์ ทั้งรูปทั้งนามนี้เป็นตัวทุกข์  ความรักในกายในใจจะหมดไป ความยึดถือในกายในใจจะหมดไป   ความอยากที่จะให้กายให้ใจเป็นสุข ความอยากที่จะให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีก   อันนี้เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วละสมุทัย ละแบบเด็ดขาดเลยละถาวรเป็นสมุเฉท ไม่ใช่รู้ทันเป็นขณะๆ ดับทันเป็นขณะๆ

ถ้ารู้แจ้งอริยสัจจ์เกิดวิชชาขึ้นมาจะละตัณหาถาวร  ตัณหาจะไม่มีขึ้นอีกเลย ตัณหาจะมีขึ้นได้เพราะรักตัวเอง มันรักกายรักใจมันรักตัวเองได้เพราะมันยังไม่เข้าใจความเป็นจริง ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เราเราเป็นตัวทุกข์  คิดว่าเป็นดีตัววิเศษตัวเราเป็นตัวเรา มันเลยรัก มันเลยอยาก อยากให้มันดี อยากให้มันสุข อยากมันสงบ อยากให้มันไม่ทุกข์ อยากให้มันไม่ชั่ว ตัวสมุทัยมันเกิดขึ้นมาเพราะไม่รู้ทุกข์

เมื่อสมุทัยทุกข์ละจิตจะหมดความดิ้นรน  จิตจะแจ่มแจ้งจะสดชื่นเบิกบานในตัวเอง จิตเข้าถึงความไม่ปรุงแต่ง ความไม่ปรุงแต่งนั่นแหละคือนิพพาน  เห็นอสังขตธรรมความไม่ปรุงแต่ง  เป็นวิสังขารธรรมพ้นจากความปรุงแต่ง เป็นวิมุตติคือหลุดออกจากขันธ์  เป็นอนารโย อนารยะไม่ผูกพันธ์พัวพันอยู่ในความปรุงแต่งในสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายในภพทั้งหลาย  เป็นวิราคะคือดับราคะสนิทไม่มีความอยากอีก   นิพพานมีชื่อเยอะแยะ ภาวะที่จิตมันพ้น

ไม่ใช่ตัวจิตนะจิตไม่ใช่นิพพาน  นิพพานเป็นสภาะที่พ้นจากความปรุงแต่ง   จิตที่พ้นจากความปรุงแต่งจะไปพ้นนิพพาน นี่เรียกว่านิโรธ การไปเห็นนิพพานเรียกว่าทำให้แจ้ง การทำให้แจ้งนิโรธ ท่านถึงบอกว่านิโรธต้องทำให้แจ้ง สัจฉิกริยา

ทุกข์ให้รู้นะ   สมุทัยให้ละ   นิโรธคือนิพพานทำให้แจ้ง

ถ้าเมื่อไรตัณหาถูกละ นิโรธจะแจ้งเมื่อนั้น สมุทัยดับนิโรธจะปรากฏขึ้นตรงนั้น  ตรงที่เราคอยรู้ทุกข์จนละสมุทัยแจ้งนิโรธตรงนั้นคือมรรค เวลามรรคเกิด เกิดเพียงขณะเดียว แว้บเดียวรู้ทุกข์แจ่มแจ้งละสมุทัยในขณะนั้นเห็นนิพพานขณะนั้นเลย  ทางที่พระพุทธเจ้าสอนเดินแบบนี้  เจริญสติหรือทำวิปัสสนากรรมฐาน  มีสติรู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย  ไม่ทำอะไรเลยแล้วบรรลุเอง ไม่งั้นหมาก็บรรลุแล้ว  ไม่ทำอะไรเลยไม่บรรลุนะ ต้องเจริญสติปัฏฐานเป็นทางเดียวสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่