Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : อุบายในการเจริญสติสัมปชัญญะ

อุบายในการเจริญสติสัมปชัญญะ

การอดอาหารไม่ใช่การทำให้ร่างกายเกิดทุกข์เพื่อให้จิตรู้ทุกข์นะครับ หากทำเพื่อให้ร่างกายเกิดทุกข์ละก็เป็นการเบียดเบียนตัวเอง ไม่ใช่การภาวนา ครูบาอาจารย์ท่านอดอาหารกันเพื่อให้จิตมีความรู้ตัว เพื่อให้จิตควรแก่การภาวนา การรู้ทุกข์นั้น ไม่ต้องอดอาหารก็รู้ได้ เพราะทุกข์คืออุปาทานขันธ์ (ความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ถึงไม่อดอาหารก็รู้ทุกข์ได้ กินอิ่มก็รู้ทุกข์ได้ ใช้ชีวิตตามปกติก็รู้ทุกข์ได้ จะใช้อุบายใดในการภาวนา ก็ต้องใช้เพื่อให้จิตมีสติสัมปชัญญะ แล้วใช้จิตที่มีสติสัมปชัญญะนั้นมาเจริญสติปัฏฐาน 4 พอถึงการเจริญสติปัฏฐาน 4 พอร่างกายมีอาการใดเกิดขึ้น ก็ต้องดูให้เห็นความเกิดขึ้นเสื่อมไปเป็นธรรมดา หากยังไม่เห็นร่างกายมีความเกิดขึ้นเสื่อมไปเป็นธรรมดา จิตก็จะเกิดความยินดียินร้าย ก็ให้รู้ความยินดียินร้าย เพื่อให้เห็นว่าจิตที่ยินดียินร้ายก็มีความเกิดขึ้นเสื่อมไปเป็นธรรมดา

ดูทุกสิ่ง (ขันธ์ทั้ง 5) ที่กำลังปรากฏเพื่อให้เห็นความเกิดขึ้นเสื่อมไปเป็นธรรมดา ดูไปเรื่อยๆ จิตก็จะละสักกายทิฏฐิลงได้ การละสักกายทิฏฐิ ไม่ได้เกิดเพราะอุบายในการภาวนา แต่เกิดเพราะจิตเข้าใจแจ่มแจ้งว่าขันธ์ทั้ง 5 ไม่ใช่ตัวตน อุบายในการภาวนาเพียงแค่ทำให้จิตสามารถเจริญสติปัฏฐาน 4 ได้ต่อเนื่องเท่านั้น ถ้าเข้าใจตามที่ผมบอกมาทั้งหมดได้ ก็จะรู้คำตอบที่ถามได้ อุบายใดที่ทำแล้วสติสัมปชัญญะเจริญก็ให้ทำอุบายนั้นเนืองๆ อุบายใดที่ทำแล้วสติสัมปชัญญะไม่เจริญก็พึงเว้นอุบายนั้น เช่นใครเดินจงกรมแล้วสติสัมปชัญญะเกิดง่ายเกิดบ่อย ก็พึงเดินจงกรมอยู่เนืองๆ ใครเดินแล้วหนักตึงง่วงจิตไม่เกิดสติสัมปชัญญะก็ให้ใช้อุบายอื่นจะดีกว่า ใครอดอาหารแล้วสติสัมปชัญญะเกิดง่ายเกิดบ่อย ก็พึงอดอาหารอยู่เนืองๆ ใครอดแล้วจะเป็นลม-หงุดหงิด-จิตไม่เกิดสติสัมปชัญญะก็ให้ใช้อุบายอื่นจะดีกว่า

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การควบคุมอารมณ์

การควบคุมอารมณ์

การควบคุมอารมณ์นั้น น่าจะมีอยู่ 2 แบบครับ แบบแรกจะเป็นการควบคุมอารมณ์ของคนทั่วๆ ไป กับอีกแบบหนึ่งจะเป็นการควบคุมของคนที่รู้จักการทำสมถะหรือวิปัสสนา ถ้ารู้จักการทำสมถะ ก็สามารภใช้สมถะช่วยในการควบคุมอารมณ์ได้ อย่างเช่นคนที่ชำนาญในการเจริญอานาปานสติ พอมีเหตุการณ์อะไรขึ้น ก็ใช้การกำหนดลมหายใจ ซึ่งจะทำให้อารมณ์ต่างๆ เบาบางลงจนถึงกับไม่เกิดได้

ส่วนตัวผมเอง จะไม่ใช้การควบคุมอารมณ์แบบสมถะ แต่จะใช้การรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นแทน เช่นพอมีความโกรธเกิดขึ้น ก็จะรู้ความโกรธด้วยสติสัมปชัญญะไปเลย การรู้อารมณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ จะทำให้เราไม่เผลอและไม่กระทำการไปด้วยอำนาจของความโกรธ แถมยังทำให้เราเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของความโกรธได้อีกด้วย การรู้อารมณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ จะทำให้จิตใจเรามีความเป็นปรกติได้ในทันทีที่มีสติสัมปชัญญะ โดยไม่ต้องใช้การควบคุมด้วยอุบายใดๆ เลยครับ ต้องเพียรเจริญสติสัมปชัญญะเอาครับ แต่อย่าเพิ่งเอาให้ได้ทุกขณะเลยครับ เอาแค่ทำให้ได้บ่อยๆ เท่าที่จะทำได้ดีกว่า

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : สติสัมปชัญญะ

สติสัมปชัญญะ

ถาม : สติกระตุ้นให้เกิดได้หรือไม่ครับ?

สติธรรมดากระตุ้นได้ครับ แต่สัมมาสติกระตุ้นไม่ได้ (ครูบาอาจารย์บางท่านก็มีใช้คำว่ากระตุ้น) (แต่เมื่อศึกษาจริงๆ แล้ว กระตุ้นที่ท่านใช้ก็ต่างกับการกระตุ้นสติธรรมดา) ที่ผมบอกว่ากระตุ้นไม่ได้ เพราะสัมมาสติต้องเกิดเองเมื่อจิตไปรับรู้อารมณ์ สัมมาสติก็คือสติที่ใช้ในการเจริญสติปัฏฐาน 4 ซึ่งในสติปัฏฐาน 4 ก็มีบอกชัดเจนเลยว่า มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ พิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

ถาม : เราควรทำความรู้สึกว่ามีผู้ดูแยกออกมาอีกคนนึง หรือว่าไม่ต้องไปสนใจมันครับ การที่เรามีสติแต่ไม่ได้รู้สึกว่ามีผู้ดูแยกออกมาต่างหากอีกคน แบบนั้นคือการมีสติแต่ไม่มีสัมปชัญญะ ใช่ไหมครับ?

ตอบ : ไม่ต้องสนใจ เพราะถ้ายังทำก็ยังไม่ใช่สัมมาสติ ความรู้สึกว่ามีผู้รู้ผู้ดู จะปรากฏชัดกับคนที่ทำสมถะได้ หากใครทำไม่ได้ก็จะไม่รู้สึกชัดหรือแทบไม่รู้สึกเลย แต่จะรู้สึกว่ากาย เวทนา จิต ธรรม เป็นสิ่งที่ถูกรู้เหมือนๆ กัน ดังนั้นหากไม่รู้สึกชัดว่ามีผู้รู้ผู้ดู ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกตัว

ถ้ามีสติและสัมปชัญญะ การรู้การดูจะเป็นแบบ แค่รู้แค่ดู ไม่มีการพยายามทำอะไรทั้งต่อกายและจิตเองทั้งสิ้น และที่สำคัญ สติสัมปชัญญะที่แท้จริง เราจงใจทำขึ้นมาไม่ได้ครับ ลักษณะของจิตที่มีสติสัมปชัญญะอีกอย่างหนึ่งคือ จะรับรู้อารมณ์ด้วยจิตที่เป็นกลาง คือไม่รู้สึกยินดี-ไม่รู้สึกยินร้ายเมื่อรู้อารมณ์ อ้อ เพิ่งนึกได้ว่า… จิตผู้รู้จริงๆ แล้วเราจะมองไม่เห็นนะครับ เพราะผู้รู้ก็คือผู้รู้ ถ้าเราเห็นจิตผู้รู้ก็แสดงว่านั่นไม่ใช่ผู้รู้แล้ว แต่เป็นสิ่งที่ถูกรู้แทน ดังนั้นผมคิดว่า เราไม่ต้องสนใจหรอกครับว่าจะมีผู้รู้หรือไม่ สนใจอาการของจิตที่มีสติสัมปชัญญะเอาดีกว่า


เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่