Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การทำตามรูปแบบ ทำได้ ๓ อย่าง

mp 3 (for download) : การทำตามรูปแบบ ทำได้ ๓ อย่าง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การที่เราปฏิบัติในรูปแบบนั้น ยังทำได้ ๓ อย่าง

  • อันที่ ๑ ถ้าจิตฟุ้งซ่านมาก ทำความสงบ ให้จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว
  • อันที่ ๒ เมื่อจิตอยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้ว รู้ทันจิตที่เคลื่อนไป ไหลไปคิด เราจะได้สมาธิชนิดที่ ๒ คือจิตตั้งมั่น
  • เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วเวลาที่เราทำในรูปแบบเนี่ย หัดรู้สภาวะไป

สภาวะของร่างกาย สภาวะของเวทนาคือความสุขทุกข์ สภาวะของสังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว เช่นความโลภความโกรธความหลง ความวิตกกังวลต่างๆนะ ให้รู้ทัน แล้วก็รู้สภาวะของจิต จิตเดี๋ยวก็วิ่งไปดู เดี๋ยวก็วิ่งไปฟัง วิ่งไปคิด

แต่ตอนที่ทำในรูปแบบเนี่ย มันจะปิดทวารไปบางส่วน ถ้าเรานั่งสมาธิอยู่นะ มันก็ไม่วิ่งทางตา ไม่วิ่งทางหู เหลือแต่ทางใจ ก็เห็นจิตไหลไปทางใจ เคลื่อนไปเคลื่อนมา ก็รู้ทันอาการของจิต เป็นการหัดรู้สภาวะ การทำในรูปแบบนี้แหล่ะ ฝึกไว้ให้ชำนาญนะ ต่อไปเราจะขึ้นสู่การเจริญปัญญา เจริญปัญญาได้

เมื่อมีจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสติรู้เท่าทันสภาวะที่เกิดขึ้น การที่หัดรู้สภาวะนั่นแหล่ะ จะทำให้เกิดสติ การที่รู้ทันว่าจิตไหลไป จิตหลงไป จะทำให้เกิดสมาธิชนิดตั้งมั่น อาศัยสติและความตั้งมั่นของจิต ๒ อย่างนี้เป็นตัวช่วยกัน จะทำให้เกิดปัญญา คือการเห็นความจริงของกายของใจ

เพราะฉะนั้นต้องมี ๒ สิ่งนี้ อาศัยการทำในรูปแบบนี้มาช่วย เพราะฉะนั้นทำในรูปแบบนะ ถ้าฟุ้งซ่าน ก็ทำความสงบ พุทโธๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้จิตสงบ ถ้าจิตสงบแล้ว ก็ทำกรรมฐานเดิมนั้นแหล่ะ แต่รู้ทันเวลาจิตมันเคลื่อนไป จิตมันไหลไป ถ้ารู้ทันจิตที่เคลื่อนไปไหลไป จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนดู พอจิตตั้งมั่นเนี่ย เราได้สมาธิแล้ว

ต่อไปเราก็มาพัฒนาให้เกิดสติ โดยรู้สภาวะนะ เห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู เห็นร่างกายเดิน จิตเป็นคนดู เห็นความสุขความทุกข์ เกิดขึ้นในกาย จิตเป็นคนดู เห็นความสุขความทุกข์ความเฉยๆ เกิดขึ้นในจิต จิตเป็นคนดู เห็นกุศลอกุศลเกิดขึ้นในจิต จิตเป็นคนดู เห็นจิตเคลื่อนไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จิตเป็นคนดู

ถ้าดูได้อย่างนี้ชำนิชำนาญนะ พอร่างกายขยับกริ๊กเดียวนะ สติเกิดเอง จะรู้สึกตัวขึ้นเองเลย ความรู้สึกแปลกปลอมเข้ามาในร่างกายนิดเดียว สติเกิดเองเลย ความรู้สึกหรือกุศลอกุศลแปลกปลอมเข้ามาในจิตนิดเดียวนะ สติระลึกได้เลย จิตเคลื่อนทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนิดเดียวนะ สติระลึกได้เลย เมื่อเราได้ทั้งสติ ได้ทั้งสมาธิคือความตั้งมั่นแล้วเนี่ย เราเจริญปัญญาได้แล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๒
File: 550421.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๙ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔


เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่อย่าอยู่นิ่ง อย่าถอยหลัง

mp 3 (for download) : การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่อย่าอยู่นิ่ง อย่าถอยหลัง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่อย่าอยู่นิ่ง อย่าถอยหลัง

การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่อย่าอยู่นิ่ง อย่าถอยหลัง

หลวงพ่อปราโมทย์: การภาวนาไม่ยากหรอก แต่ต้องอดทน เรียนรู้ตัวเองไปเรื่อยอย่าถอย ไม่ต้องรีบร้อน เดินไปวันละก้าวสองก้าวนะ ไม่รีบร้อน แต่อย่าอยู่นิ่ง อย่าถอยหลัง พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญการอยู่นิ่งนะ ท่านบอกคุณงามความดีต้องพัฒนาไปเรื่อยๆแล้วไม่ต้องรีบร้อนพัฒนา ถ้ารีบร้อนพัฒนานะ ล้มเหลวเลย มันทำด้วยโลภะและด้วยความอยาก ค่อยรู้กายค่อยรู้ใจ รู้มันเล่นๆน่ะ รู้มันไปทุกวันนะ อย่าหยุด อย่างนี้มันจะพัฒนาของมันไปเอง แล้ววันหนึ่งจะอ๋อๆ…นะ

หลายคนฟังหลวงพ่อพูดทีแรกนะ งงไปหมดนะ เอ๊ๆ มีแต่ เอ๊นะ ต่อมาเริ่มอ๋อนะ อ๋อพอมีสติสติเกิดเอง นี่เห็นมั้ย หลายคนเริ่มรู้จักแล้วสติเกิดขึ้นเอง จิตมันปฏิบัติของมันเองเราไม่ได้ปฏิบัติ นี่หลายคนรู้สึกอย่างนี้ นอนหลับอยู่ร่างกายพลิกซ้ายพลิกขวายังมีสติรู้เลย ใจไปคิดตอนตื่นก็รู้ ใจไปคิดตอนหลับก็รู้ เกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ทั้งหลับทั้งตื่น ก็รู้อยู่อย่างนี้ ค่อยฝึกไป ใหม่ๆฟังแล้ว โอ๊ มันจะเป็นไปได้ยังไง ฝึกไปเรื่อยๆ วันนึงมันก็เป็นให้ดูแหล่ะ ค่อยฝึกนะไม่โกหกหรอก ไม่หลอกเด็กหรอกนะ

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑๖
File: 501216.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๔ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติคือความระลึกได้

mp3 (for download): สติ คือ ความระลึกได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติคือความระลึกได้

สติคือความระลึกได้

หลวงพ่อปราโมทย์ :

สติแท้ๆ เป็นความระลึกได้ สติมันระลึกถึงรูปธรรมนามธรรม สติทำหน้าที่ระลึก สติไม่ได้ทำหน้าที่กำหนด สติคือความระลึกได้ สติไม่ได้แปลว่าความกำหนดได้ สติเป็นความระลึก อะไรทำให้สติเกิดขึ้น ในพระอภิธรรมก็สอนนะ ถิรสัญญาคือการที่จิตจำสภาวะธรรมได้แม่นยำเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ ถิรสัญญาคือการที่จิตจำสภาวะธรรมได้แม่น หน้าที่เราต้องหัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ นะ ความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ ความโลภเกิดก็รู้ ความหลงเกิดก็รู้ ร่างกายยืนอยู่ก็รู้ เดินอยู่ก็รู้ นั่งอยู่ก็รู้ นอนอยู่ก็รู้ เป็นสุขก็รู้ เป็นทุกข์ก็รู้ เฉยๆ ก็รู้ อะไรเกิดขึ้นในกายในใจคอยรู้ไปเรื่อยๆ อย่าไปแทรงแซง ให้ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ต้องตามรู้นะ

ในสติปัฏฐานท่านถึงใช้คำว่ากายานุปัสสนา กายานุปัสสนา การตามเห็นกายเนืองๆ เวทนานุปัสสนา การตามเห็นเวทนาเนืองๆ จิตตานุปัสสนา การตามเห็นจิตเนืองๆ ธัมมานุปัสสนา การตามเห็นสภาวะธรรมเนืองๆ ตามเห็นเนืองๆ ตามเห็นบ่อยๆ ก็จะจำสภาวะได้แม่น พอมันจำสภาวะได้แม่นสติจะเกิดเอง สติจะเกิดโดยไม่ได้จงใจให้เกิด ไม่ได้กำหนด ไม่ได้อะไรทั้งสิ้น มันเกิดเอง ถ้าสติตัวจริงตัวแท้เกิดเนี่ย สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิชนิดที่เป็นขณิกสมาธิก็จะเกิดได้ เพราะอะไร เพราะทันที่สติเกิด จิตจะเป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลเนี่ยมีความสุขอยู่ในตัวเอง ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ ใจมันจะเกิดสมาธิมาอัตโนมัตินะ แต่จะอยู่ชั่วขณะ เรียกว่าขณิกสมาธิ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๕๑

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
File: 510216A
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๒๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

mp3 for download : สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใจเริ่มนิ่งแล้ว รู้ว่าใจนิ่งๆ รู้เข้าไปตรงๆเลย การภาวนาก็คือการหัดรู้สภาวะ หัดรู้ไปเรื่อยๆ สภาวะอะไรเกิดขึ้นในกาย คอยรู้สึก อะไรเกิดขึ้นในใจ คอยรู้สึก หัดไปอย่างนี้แหละ

ต่อไปจิตจำสภาวะแม่น สติเกิดเองคราวนี้ อะไรเกิดขึ้นในกายนะ สติระลึกได้เอง อะไรเกิดขึ้นในจิต สติก็ระลึกได้เอง ลงมันระลึกได้เองก็ใช้ได้แล้ว มันไม่ได้เจือด้วยโลภะเจตนา ถ้าเจตนาระลึก จงใจระลึก ส่วนใหญ่จะกลายเป็นเพ่ง เข้าไปเพ่งไว้ ไปจ้องไว้ พอไปเพ่งไว้ กายก็นิ่ง ใจก็นิ่ง พอนิ่งก็ไม่แสดงไตรลักษณ์ ดูเหมือนเที่ยง ดูเหมือนมีความสุข ดูเหมือนบังคับได้ ยิ่งภาวนาก็ยิ่งเห็นผิดไป

หัดรู้จักสภาวะนะ ดูไปเรื่อย ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในกายในใจก็รู้สึกไป ดูเล่นๆ แต่ดูบ่อยๆ อย่าไปจ้องไว้ ดูสบายๆ คอยรู้สึกเอา รู้สึกแล้วมันเป็นอย่างไร ก็ไม่แทรกแซง ยกตัวอย่างเห็นกิเลสเกิดขึ้น กิเลสเกิดขึ้นอย่าไปเกลียดมัน ถ้าใจเกลียดมันก็รู้ทัน ความสุขเกิดขึ้นใจไปชอบมันก็รู้ทัน

เพราะฉะนั้นหัดดูสภาวะนะ ดูสภาวะไปเรื่อยๆ สภาวะจะสอนเราให้เห็นไตรลักษณ์ มีแต่ความไม่เที่ยง ยกตัวอย่างใจของเรานะ เปลี่ยนตลอดเวลาใช่มั้ย ว้อบแว้บๆ ตลอดเวลา มันไม่เที่ยง มันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งนานๆไม่ได้ ยกเว้นแต่ไปเพ่งเอาไว้ เอาเข้าจริงก็บังคับไม่ได้ เช่น สั่งให้มีความสุขก็ไม่ได้นะ ห้ามมีความทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้นะ ห้ามไม่ให้ชั่วก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ของจริงจะแสดงไตรลักษณ์ให้ดู

เราดูไปทำไม ดูสภาวะที่เป็นรูปธรรมนามธรรม ดูไปทำไม ดูไปจนวันหนึ่งเห็นความจริงว่า สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย แต่สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่เป็นนามธรรมนั้น มันไม่ใช่ตัวเรา

ถ้าใครเขาถามว่าหลวงพ่อสอนอะไร บอกว่าหลวงพ่อสอนให้ดูสภาวะ ถ้าเราเห็นสภาวะกระจายสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกมา จะเป็นตัวสภาวะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เบื้องต้นหากสติ สมาธิ ปัญญายังไม่อัตโนมัติ ต้องอดทน ต้องฝึกซ้อม

mp3 : (for download) : สติ สมาธิ ปัญญายังไม่อัตโนมัติ ต้องอดทน ต้องฝึกซ้อม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ต้องสู้นะ ต้องสู้ ต้องอดทนน่ะ อยู่ๆมันจะได้ง่ายๆ ไม่ได้หรอก จริงๆที่หลวงพ่อบอกว่าการปฏิบัติมันง่ายๆ ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกนะ หลายองค์เวลาไปอยู่ด้วยท่านก็ปรารภขึ้นมา โอ้..การภาวนาง่ายนะ ปราโมทย์ ง่ายนะ เสร็จแล้วจะเงียบๆไปพักหนึ่งแล้วจะพูดต่อ แต่มันก็ยากเหมือนกันน่ะ

มันง่ายนะ ถ้าเราตื่นขึ้นมาแล้ว ใจเราตื่นแล้วเราดูกายทำงานดูใจทำงาน เราไม่ต้องทำอะไร  เราทำตัวเป็นคนดู มันไม่ยากเพราะเราไม่ต้องทำอะไรดูอย่างที่มันเป็น แต่ว่ามันยากมากเลยกว่าที่เราจะตื่นขึ้นมา ในโลกนะมันมีแต่คนหลงคนหลับ ยากเหลือเกินที่คนๆหนึ่งจะตื่นขึ้นมาได้ แต่ไม่ยากนะที่คนที่ตื่นขึ้นมาแล้ว คอยรู้กายรู้ใจเนืองๆ จะบรรลุมรรคผลนิพพานในชีวิตนี้ เพราะฉะนั้นที่ครูบาอาจารย์บางองค์ว่ายากๆ ยากเพราะว่ามันไม่ตื่น บางองค์ท่านก็ว่ามันง่ายนะ ง่ายเพราะอะไร เพราะไม่ได้ทำอะไรเลย

พอสติ สมาธิ ปัญญา มันอัตโนมัติขึ้นมานะ สติมันก็รู้กายรู้ใจเองนะ สมาธิก็ตั้งมั่นโดยไม่ต้องรักษา ปัญญาก็หยั่งรู้ความจริงของกายของใจ ทำงานของมันเอง ไม่เห็นมีอะไรยากเลย แต่ก่อนที่สติจะอัตโนมัติ ก่อนที่สมาธิจะอัตโนมัติ ก่อนที่ปัญญาจะอัตโนมัติ ตรงนี้ยากสุดๆเลย ตรงที่ใจเราตื่นขึ้นมาเนี่ยเราได้สมาธินะ แล้วก็มีสติรู้กายรู้ใจเขาทำงานไปเรื่อยในที่สุดปัญญามันจะเกิด

แรกๆสติก็ไม่อัตโนมัติหรอก ต้องฝึกต้องซ้อม วิธีฝึกวิธีซ้อมก็หัดดูสภาวะเรื่อยไปนะ ความโลภเกิดขึ้นก็รู้ ความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ความดีใจเสียใจ ความสุขความทุกข์อะไรเกิดขึ้นในจิตใจก็คอยรู้ไป ความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกายก็คอยรู้นะ ร่างกายหายใจออกร่างกายหายใจเข้า ร่างกายยืนเดินนั่งนอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด นะ ทั้งกายทั้งใจทำงานนะ คอยมีสติตามดูมันเรื่อยๆไป

ดูมากๆนะ ต่อไปจิตจะจำสภาวะได้แม่น พอจิตจำสภาวะได้แม่น สติจะเกิดเอง ไม่ได้เจตนาให้เกิด อย่างเราหัดเบื้องต้นนะ เราต้องจงใจไว้ก่อนนะ ค่อยๆสังเกตไป จิตใจเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ แรกๆก็ดู วันนี้กับเมื่อวานไม่เหมือนกัน แต่ละวันจิตใจไม่เคยเหมือนกันเลย หัดดูอย่างนี้ พอดูแต่ละวันไม่เหมือนกันได้ก็ดูให้ละเอียดขึ้น ในวันเดียวกันเนี่ย เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ไม่เหมือนกัน ดูอย่างนี้นะ ในที่สุดต่อไปก็จะเห็นว่า ในแต่ละขณะ แต่ละขณะ ก็ไม่เหมือนกัน ดูมันจะละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น

ดูไปเรื่อยๆเราจะเห็นเลย มีแต่ความเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ถ้าดูจนชำนิชำนาญนะ ต่อไปไม่เจตนาจะดู พอมีอะไรเกิดขึ้นในกายเกิดขึ้นในใจ สติระลึกได้เอง เนี่ยต้องฝึกจนสติระลึกเองนะ

อย่างหลวงพ่อไปหัดจากหลวงปู่ดูลย์มา ท่านสอนให้ดูจิต มาหัดดูเรื่อย มันสุขก็รู้ มันทุกข์ก็รู้ มันโลภ มันโกรธ มันหลงนะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นก็รู้ มันดับไปก็รู้ เนี่ยหัดรู้ไปเรื่อย ต่อมาไม่ได้เจตนาจะรู้นะ มันรู้เอง วันที่มันรู้เองนะวันนั้นพายุใหญ่มา ๒๓ กันยายน ๒๕๒๕ มีพายุเข้ามา กางร่มออกจากที่ทำงาน พายุมันตีร่มเนี่ยพับขึ้นไป ในที่สุดเราเลยต้องเก็บร่มนะ เดี๋ยวร่มเราหักอีกอันหนึ่งแย่เลย เก็บร่มไปแล้วเดินตากฝนไป เข้าไปที่วัด วัดโสมฯนี่แหละ ใกล้ๆที่ทำงาน เข้าไปในกุฏิเก่าของท่านเจ้าคุณ สมเด็จพระวันรัตน์ พระวันรัตน์(ทับ) เจ้าอาวาสองค์แรกเลยเป็นกุฏิกรรมฐานของท่าน อยู่ข้างโบสถ์ เดี๋ยวนี้ท่านรื้อไปแล้ว ไปนั่งกอดเข่าอยู่นั่น นั่งกอดเข่า แล้วใจมันกังวลขึ้นมาว่าเปียกฝนเนี่ยนะคงจะเป็นหวัด ทีนี้เราเคยหัดรู้สภาวะจนชินนะ พอใจกังวลปุ๊บนี่นะ สติมันระลึกโดยไม่เจตนาจะระลึก มันรู้ของมันเอง ใจมันระลึกได้เอง

หรืออย่างสมาธิเราก็ต้องฝึก สติเนี่ยเราหัดดูสภาวะไปเรื่อย โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ หัดรู้ไปเรื่อย ถึงจุดหนึ่งพอสภาวะเกิดแล้วสติรู้เองโดยไม่ต้องเจตนาจะรู้ แต่ก่อนจะรู้ได้เองก็ต้องซ้อมนะ ต้องฝึก ไม่ใช่อยู่ก็เอาละ หลวงพ่อปราโมทย์บอกไม่ต้องทำอะไรงั้นก็นอนมันทั้งวัน ไม่ได้กินหรอกนะ ต้องฝึก หัดดูสภาวะไปจนสติเกิด

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
File: 530423.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๐ ถึงนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติปัฏฐานนั้นเบื้องต้นทำให้เกิดสติ เบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา

mp3 (for download) : สติปัฎฐานนั้นเบื้องต้นทำให้เกิดสติ เบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราต้องฝึกนะ ฝึกจนสติแท้ๆ เกิดขึ้นมา สติแท้ๆ คือความระลึกได้ สติแท้ๆ เกิดจากจิตจำสภาวะได้ จิตจำสภาวะได้เพราะหัดตามรู้สภาวะบ่อยๆ หัดตามรู้กายบ่อยๆ หัดตามรู้เวทนาบ่อยๆ หัดตามรู้จิตบ่อยๆ หัดตามรู้สภาวธรรมทั้งรูปธรรมนามธรรมบ่อยๆ

เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานนี่ จริงๆ แล้วมีสองขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง รู้กาย เวทนา จิต ธรรม ไปเรื่อยๆ เพื่อให้จิตจำสภาวะได้แล้วสติจะเกิดขึ้นเอง งั้นสติปัฏฐานนี่เบื้องต้นทำให้เกิดสติ เรารู้เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน นะ คอยรู้สึกไป อย่าใจลอย แล้วก็อย่าเพ่งอยู่ที่กาย จะดูจิตดูใจ เราก็ดูจิตใจไป อย่าใจลอย แล้วก็อย่าไปเพ่งอยู่ที่จิต จะรู้เวทนานะ ก็อย่าใจลอยไป แล้วก็อย่าไปเพ่งเวทนา สิ่งที่ผิดมีสองอัน เผลอไปกับเพ่งเอาไว้ เพ่งแล้วมันจะนิ่ง ไม่สามารถรู้สภาวะตรงตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานเบื้องต้น รู้กาย เวทนา จิต ธรรมไป แต่แบบไม่เพ่ง แล้วก็ไม่ใจลอยลืมมันไป รู้บ่อยๆ เท่าที่รู้ได้ จนจิตจำสภาวะได้แล้วสติจะเกิดขึ้น นี่สติปัฏฐานขั้นที่หนึ่ง

เมื่อสติเกิดขึ้นแล้ว จิตใจตั้งมั่น สัมมาสมาธิจำเป็น มีจิตใจที่ตั้งมั่น ตรงนี้ต้องเรียนนะ บทเรียนเรื่องสัมมาสมาธิอยู่ในเรื่องจิตสิกขา ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา ต้องเรียนให้ครบนะ เราต้องเรียนจนกระทั่งจิตของเราตั้งมั่นเกิดสัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ สมาธิที่พวกเราฝึกมันเป็นมิจฉาสมาธิเป็นส่วนมาก เป็นสมาธิเพ่ง จ้อง บังคับ สัมมาสมาธิเป็นสมาธิที่จิตตั้งมั่น สักว่ารู้ สักว่าเห็นสภาวธรรม ตั้งมั่นกับตั้งแช่ลงไปไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าจิตใจเราตั้งมั่น แล้วก็มีสติระลึกรู้รูป สติระลึกรู้นาม มันจะเกิดปัญญาขึ้นมา เห็นความจริงของรูปของนาม เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานเบื้องปลายนี่ทำไปเพื่อให้เกิดปัญญา มีสติรู้รูป รู้นาม รู้กาย รู้ใจ ไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมา ต้องมีจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางคือสัมมาสมาธิ ถึงจะเกิดปัญญานะ เพราะสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ถ้าขาดสัมมาสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูล่ะก็ไม่เกิดปัญญาหรอก จะเป็นผู้เพ่ง ผู้จ้อง ผู้บังคับ

ปัญญาที่เกิดขึ้นก็คือการเห็นกาย เห็นใจ เป็นไตรลักษณ์นั่นเอง เบื้องต้นเห็นก่อนไม่ใช่เรา พอเห็นตรงนี้นะ จิตบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ตัวเราไม่มี รู้กายรู้ใจต่อไป เห็นกายนี้ทุกข์ล้วนๆ เลยนะ จิตปล่อยวางความยึดถือกาย เป็นพระอนาคา สุดท้าย จิตมันจะรวมลงมาที่จิต มารู้อยู่ที่จิต เรียนรู้จนกระทั่งปล่อยวางจิต สมมุติเรียกว่าพระอรหันต์ ต้องใช้คำว่า สมมุติ นะ พระอรหันต์ไม่เคยรู้สึกว่ามีพระอรหันต์ เป็นของสมมุติขึ้นมา นี่เส้นทางพันทุกข์ ทางสายเอก ทางสายเดียวที่เราต้องเรียน

CD สวนสันติธรรม 19

500310A

28.16 – 31.27

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เบื้องต้นก็ต้องอาศัยจงใจรู้ไปก่อน แต่มรรคผลเกิดเมื่อไม่จงใจ

mp3 (for download) :ไม่จงใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สังเกตจิตใจของเราไปเรื่อยๆ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวรู้ เดี๋ยวหลงนี่นะ สังเกตไป นี่เรียกว่า จิตสิกขา เรียนเรื่องจิต จนกระทั่งจิตจำสภาวะได้แม่น สติเกิดเอง จิตตั้งมั่นขึ้นมาโดยไม่ได้เจตนา ตรงที่ไม่เจตนาเป็นธรรมะที่สำคัญมาก ถ้ายังเจตนาอยู่เป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน ถ้าไม่ได้เจตนา มันรู้ตื่นขึ้นมาเองนี่เป็นกุศลที่มีกำลังกล้า ตรงที่จงใจที่จะมีสติ จงใจรู้สึกตัว จงใจที่จะปฏิบัติเป็นมหากุศลจิตเหมือนกัน แต่เขาเรียกว่ามหากุศลจิตชนิด สสังขาริกัง สสังขาริกังคือมันเจือด้วยการจงใจ น้อมไปทำ พวกนี้เป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน แต่ถ้าเราฝึกไปตามเหตุตามผลที่หลวงพ่อบอกนะ หัดรู้สภาวะไปจนจิตมันเกิดสติขึ้นมาเอง มันตั้งมั่นขึ้นมา เรารู้สภาวะที่จิตตั้งมั่นกับจิตตั้งแช่ จิตไม่ไหลไปแช่ จิตตั้งมั่นตื่นขึ้นมา สภาวะอย่างนี้ไม่ได้เจตนาให้เกิด เรียกว่า อสังขาริกัง จิตที่เป็นมหากุศลชนิดอสังขาริกังนี่มีกำลังกล้า

ทำนองเดียวกันนะ ถ้าอกุศลที่ต้องชักชวนให้เกิดนี่มีกำลังอ่อน อกุศลที่เกิดเองอัตโนมัตินี่มีกำลังกล้า เช่น บางคนนะถูกเขาด่ามาสามวันสามคืนก็ชกเขาไปทีหนึ่ง เห็นไหมอกุศลมันเกิด โทสะเกิดเพราะถูกยั่วยุ อันนี้อกุศลอย่างนี้ยังอ่อน อีกอันหนึ่ง เห็นหน้าใครก็อยากฆ่ามันหมดเลยนะ จับเชือดไปหมดเลย โดยสันดานเจอใครก็ฆ่าทิ้ง นี่อกุศลมีกำลังกล้า เพราะฉะนั้น ทั้งกุศลและอกุศลนะ ถ้ามันเกิดเองมันมีกำลังกล้า

จิตที่เป็นกุศลที่จะใช้ในวิปัสสนาต้องมีกำลังกล้า ต้องเกิดเอง ตรงนี้ดูๆ เบื้องต้นนะ เบื้องต้นมันก็ต้องอาศัยจงใจไปก่อน แต่จงใจแล้วก็คอยสังเกต คอยรู้กายรู้ใจจนวันหนึ่งไม่จงใจ รู้โดยไม่จงใจ ตรงที่รู้โดยไม่จงใจนี่สำคัญที่สุดเลย ถ้ายังจงใจรู้นี่มรรคผลจะไม่เกิดในขณะนั้นหรอก คนทั่วๆ ไปถ้าไม่จงใจจะรู้จิตจะหนีไปเลย รู้สึกไหม ถ้าไม่จงใจปฏิบัติจิตจะหนีหายไปไหนต่อไหน หนีไปเที่ยวเลย ถ้าจงใจก็กลายเป็นการเพ่งจ้อง สุดโต่งอยู่สองอย่างนี้ หนีไม่รอดเลย แต่พอหัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ นะ มันก็จงใจบ้างไม่จงใจบ้าง ต่อไปจิตมันคุ้นเคยที่จะรู้สึกตัวโดยที่ไม่ได้จงใจ มันคุ้นเคยที่จะรู้สึกโดยไม่จงใจ มันจะเกิดรู้สึกขึ้นมาเอง ไม่หลงไปและก็ไม่ได้จงใจรู้สึก รู้ แต่ไม่จงใจรู้สึก ตรงนี้เกิดขึ้นมา บางคนแว๊บแรกเท่านั้นก็ขาดสะบั้นเลย

ทำไมไม่จงใจแล้วขาดสะบั้นตรงนั้น ความจงใจที่จะปฏิบัตินี่นะ ความจงใจเป็นเจตนาทางใจ เจตนาทางใจนี่นะ มีชื่ออันหนึ่งเรียกว่า มโนสัญญเจตนา เจตนาความจงใจ มโนสัญญะ มีความจงใจที่จงใจจริงๆ รู้เนื้อรู้ตัวไม่ได้ทำด้วยไขสันหลังนะ มี สัญญะ มีสัญญาอยู่ จงใจจริงๆ ตั้งใจจริงๆ แล้วเป็นการทำกิจกรรมทางใจ ทางมโน เมื่อมีมโนสัญญเจตนาเกิดขึ้น จิตจะเกิดการกระทำกรรม เพราะฉะนั้นในอภิธรรมจะสอนบอก มโนสัญญเจตนา นี่เป็นอาหาร เป็นปัจจัยที่เรียกว่า อาหารปัจจัย ทำให้เกิดการกระทำกรรม เมื่อไรจิตเราเกิดเจตนา เมื่อนั้นจิตจะเกิดการทำงาน การกระทำของจิตนี่มีชื่อๆ หนึ่งนะ ชื่อว่า กรรมภพ ทันทีที่จิตมีเจตนาที่จะปฏิบัติ จิตก็สร้างภพเรียบร้อยแล้ว แต่เบื้องต้นก็ต้องสร้างภพก่อน เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นในภพ ไม่เกิดขึ้นนอกภพ

เพราะฉะนั้น เบื้องต้นก็เจตนา แต่ต้องรู้ทันนะรู้ทัน ไม่ใช่เจตนาแล้วยิ่งหมกมุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เจตนาแล้วรู้ทันไปเรื่อยๆ นะ ใจจะค่อยคลายเจตนาออก ต่อๆ มาใจคุ้นเคยที่จะรู้โดยไม่เจตนา คราวนี้รู้โดยไม่เจตนาจะไม่เกิดการกระทำกรรม เมื่อจิตไม่ได้ทำกรรม จิตไม่ได้สร้างภพนะ จิตจะได้เห็นสิ่งที่อยู่เหนือภพคือ นิพพาน เพราะฉะนั้น จำเป็นมากนะตรงที่ว่าต้องภาวนาจนหมดความจงใจถึงจะเห็นนิพพานได้ ถ้ายังจงใจอยู่แม้แต่เล็กแต่น้อยนะ จิตจะทำกรรม จิตจะสร้างภพ เมื่อสร้างภพอยู่ไม่เห็นนิพพาน แต่อาศัยการปฏิบัตินี่ สร้างภพก็จริงนะ แต่ว่าเจริญไปเรื่อย ศีล สมาธิ ปัญญา มันแก่รอบขึ้นมา ต่อไปมันเกิดรู้สึกตัวอัตโนมัติ ไปรู้สภาวะเข้าแล้ว รู้โดยจิตที่ตั้งมั่นอัตโนมัติอีก เห็นไหม สติก็อัตโนมัติ สมาธิก็อัตโนมัติ ปัญญาอัตโนมัติมันเกิด จะเห็นสภาวะทั้งหลายเกิดแล้วดับไป จิตก็วางสภาวะเพราะจิตไม่ได้สร้างภพนี่ จิตไม่ได้ปรุงแต่งต่อ มันขาดวั๊บลงไป พ้นจากความปรุงแต่งตรงนั้นเลยนะ ค่อยฝึกเอานะ ไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก ง่าย ง่ายจริงๆ นะ ไม่หลอกหรอก

CD: สวนสันติธรรม 26

510807

9.18 – 14.36

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่