Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

งานทางโลกและงานทางธรรม คือ งานเดียวกัน

mp3 (for download): งานทางโลกและงานทางธรรม คืองานเดียวกัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

งานทางโลกและงานทางธรรม คืองานเดียวกัน

งานทางโลกและงานทางธรรม คืองานเดียวกัน

โยม : กราบเรียนถามหลวงพ่อนะครับ คือ สมมุติว่ามี ๒ เส้นทางนะครับ สำหรับการดำเนินชีวิตของเรา เส้นทางแรกคือเส้นทางทางโลกน่ะครับ เป้าหมายก็คือ การงานอาชีพ กับอีกเส้นทางหนึ่งก็คือ เส้นทางทางธรรมนะครับ ซึ่งเป้าหมายก็คือนิพพาน คือทั้งสองเส้นนี้จะมีทางมาบรรจบกันหรือมีทางขนาน..

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันต้องไปด้วยกันนะ ต้องไปด้วยกันนั้นแหละ ไม่ใช่ต้องเลือกหรอก ตอนนี้เรามีฐานะเป็นฆราวาส เราก็ทำงานทำหน้าที่ไป เพื่อเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว ทำตามหน้าที่ของเรา ไม่ทิ้งหน้าที่นะนักปฏิบัติ อย่างเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ เลี้ยงครอบครัว อะไรอย่างนี้ ต้องทำตามหน้าที่

ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครห้ามเราถือศีล ไม่มีใครเขาห้ามเราเจริญสมาธิ ไม่มีใครเขาห้ามเรามีสติรู้กายรู้ใจ เจริญปัญญา เราก็ทำควบไปได้ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่ง.. ตอนนี้เราก็ทำมาหากินไป มีเวลาเราก็ภาวนาไป ทำไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งซึ่งภาระทางโลกเราหมดแล้ว เราอยากจะไปให้เร็วกว่านั้นเราก็ไปภาวนาเอา ไปมุ่งภาระทางธรรมเป็นหลัก แต่ไม่ใช่อยู่ๆก็ทิ้งภาระทางโลกนะ ทิ้งพ่อทิ้งแม่ ไปบวช ไม่ใช่หรอก

โยม : ตัวเวลานี่น่ะครับ ตัวสำคัญ..

หลวงพ่อปราโมทย์ : หือ.. ถ้าเข้าใจการปฏิบัตินี่นะ จะพบว่าการปฏิบัติธรรมไม่เบียดบังเวลาทำมาหากินนะ คือเราอย่าไปวาดภาพการปฏิบัตินะ เป็นแบบฤๅษีชีไพรอย่างเดียว ต้องนั่งสมาธิเป็นวันๆนะ นั่งไปจนกระทั่งหนวดยาวนะ นกกระจอกมาทำรังได้ อย่างนั้นถึงจะเก่ง ไม่ใช่

เมื่อใดมีสติ เมื่อนั้นมีการปฏิบัติ เมื่อไรขาดสติเมื่อนั้นขาดการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ในทาง โลกนี่นะ สมมุติว่าเรารับเงินอยู่นะ แค่มองเห็นหน้าลูกค้า เราก็เกิดความชอบบ้าง ความไม่ชอบบ้าง ใจเราไม่เท่ากันแล้ว นี่นะให้เรารู้ทัน บางคนจะจ่ายค่าผ่านทางนิดเดียว เอาแบงก์พันมาให้อะไรอย่างนี้นะ เราหงุดหงิดมั้ย หรือปลื้มวันนี้ได้จับแบงก์พัน มันไม่ใช่แบงก์ของเรามันไม่ปลื้มหรอก เนี่ย ให้ดูใจของเรา มันไม่ได้เบียดบังเวลาทำมาหากินของเรานะ

การปฏิบัติธรรมเนี่ย ไม่ได้เบียดบังเวลาทำมาหากิน ยกเว้นการทำมาหากิน การทำงาน ที่ใช้ความคิดเท่านั้น ถ้าไม่ต้องใช้ความคิดมากๆเนี่ย เราเจริญสติรู้กายรู้ใจได้ตลอดเลย ยกตัวอย่างงานแม่บ้านนะ กวาดบ้านไป กวาดบ้านไปด้วยความรู้สึกตัว เนี่ยไม่ได้เบียดบังเวลาปฏิบัติเลยนะ ไม่ได้เบียดบังเวลาทำงานด้วย ทำไปด้วยกันได้

หัดมีสติให้มากไว้ แล้วจะเข้าใจแก่นของการปฏิบัติ ไม่ยากเท่าที่คิดหรอก ไม่ใช่ว่าเราต้องแบ่งเวลานี้เป็นเวลาทำงาน หมดเวลาทำงานแล้วถึงจะเป็นเวลาภาวนา ถ้าเรายังแบ่งชีวิตเราเป็นสองส่วน มรรคผลยังอยู่ห่าง แต่ถ้าเมื่อไรเรารู้เลยว่าชีวิตนี้เรามีแต่งานหลักกับงานรอง ไม่ใช่งานสองอย่างนะ มีงานหลักกับงานรอง

งานหลักของเราแต่ละคนก็คือ เราจะต้องยกระดับจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้นไป ให้พ้นความทุกข์ออกไปเรื่อยๆ นี่งานหลักของชีวิต งานรองคือการทำมาหากินตามหน้าที่ เพื่อจะเลี้ยงชีวิตอยู่กับโลกเท่านั้นเอง อยู่ไปได้ไม่นานใช่มั้ย เดี๋ยว ๖๐ เขาก็ไม่ให้ทำแล้วอะไรอย่างนี้ แต่งานหลักของเรายังมีอยู่

ที่นี้เราไม่ให้งานรองเบียดบังงานหลักของเรานะ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำงานทางโลกนี่นะ เราคอยมีสติเอาไว้ กิเลสเกิดเราคอยรู้ไว้ เราได้ปฏิบัติธรรมทั้งวัน หลวงพ่อปฏิบัติตอนทำงานนะ ตอนแรกอยู่สภาความมั่นคง งานหนักนะ คิดหนักทั้งวันเลย วิเคราะห์วิจัยอะไรอย่างนี้นะ หนัก ก็คอยดูเอา นั่งทำงานนะหัวหมุนเลย คิดมาก ไม่สามารถดูจิตได้หรอก เวลาเดินไปห้องน้ำนี่นะ เห็นร่างกายเดินไปห้องน้ำ ดูกายเลย ไปห้องน้ำเสร็จนะ ก็เดินกลับมานะ ใจสบายขึ้นละ ดูจิตที่สบายออกมา ไม่ได้ทิ้งการปฏิบัติเลย จะกินข้าวก็ปฏิบัติ จะอาบน้ำก็ปฏิบัติ จะขึ้นรถก็ปฏิบัติ ทำอะไรๆก็ปฏิบัติ ไม่ได้แยกชีวิตออกเป็นสองส่วนหรอก

เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่า เวลานี้เป็นเวลาปฏิบัติ เวลานี้ไม่ต้องปฏิบัติ เวลาของชีวิตนี้ทั้งหมดนั้นแหละคือเวลาของการปฏิบัติ งานหลักของเราคือการปฏิบัติธรรม ยกระดับจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้นไป จนพ้นจากความทุกข์ การทำมาหากินนั้นเป็นงานสนับสนุน ทำให้เราพออยู่กับโลกได้ ไม่ใช่สองงานที่เท่าๆกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
File: 540216
ระหว่างนาทีที่  ๓๕ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๔๐ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ระวังอย่าให้จิตไปติดเฉย

mp 3 (for download) : ระวังอย่าให้จิตไปติดเฉย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

หลวงพ่อปราโมทย์ : ธรรมะแท้ๆนี้ไม่เนิ่นช้าหรอก ที่เนิ่นช้าเพราะทำผิด ทำผิดที่สาหัสที่สุดก็คือ ไปติดสมถะ ติดแล้วก็เพ่งๆลูกเดียวแหละ ติดตรงนั้นหลายปี หลวงพ่อติดสมถะยี่สิบสองปี จะว่าติดสมถะก็ไม่เชิงนะ เพราะว่าเราไม่รู้วิธีไปต่อ เราก็จำเป็นต้องทำอยู่แค่นั้นแหละ ทำได้แค่นั้น ทำแต่สมาธิ ทำอานาปานสติ เล่าให้ฟัง อย่างหมดเปลือกไปแล้วนะ

ทีนี้เห็นพวกเรา นักปฏิบัติส่วนใหญ่ติดสมถะนั่นแหละ แล้วไม่ใช่ติดสำนักใดสำนักหนึ่งด้วย ติดทุกสำนัก กระทั่งแต่สำนักที่บอกว่าทำแต่วิปัสสนาไม่ทำสมถะ ก็ติดสมถะ เพราะอะไร เพราะว่าไม่ได้เรียนจิตตสิกขาให้ดี ไม่รู้ลักษณะของจิต ว่าจิตชนิดใดเอาไว้ทำสมถะ จิตชนิดไหนเอาไว้ทำวิปัสสนา

เมื่อขาดความรู้เรื่องจิตตสิกขาที่ถ่องแท้แล้วเนี่ย ส่วนใหญ่ก็ไปหลงทำสมถะแล้วนึกว่าเป็นวิปัสสนา ยกตัวอย่างนะ บางคนนั่งภาวนา จิตสงบ แล้วคิดพิจารณากาย แล้วคิดว่าการคิดพิจารณากายเป็นวิปัสสนา ครูบาอาจารย์สอนมาชัดๆเลยนะ ยกตัวอย่างหลวงพ่อพุธสอนมา บอกว่า สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด หลวงปู่เทสก์เคยสอน การคิดพิจารณากายเป็นปฏิกูลเป็นอสุภะ เป็นการแก้อาการของจิต แก้นิวรณ์ แก้กิเลส แก้ชั่วครั้งชั่วคราว เป็นสมถะ การคิดพิจารณากายเป็นธาตุเป็นขันธ์ ไม่ใช่ปฏิกูลอสุภะแล้วนะ คิดเป็นธาตุเป็นขันธ์ คิดลงเป็นไตรลักษณ์น่ะ ก็เพื่อแก้อาการของจิต เป็นสมถะ

ทีนี้พวกเราบางทีคิดว่าการคิดพิจารณากายเป็นวิปัสสนา วิปัสสนาแท้ๆเริ่มเมื่อหมดความคิด พ้นความคิดไปแล้วเห็นความจริง ความคิดกับความจริงเกิดพร้อมๆกันไม่ได้ ความคิดนั้นแหละปิดบังความจริงไว้ ความคิดนั้นแหละคืออภิสังขารมาร ปิดกั้นการมองเห็นความจริงไว้

เนี่ยธรรมะอย่างนี้เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟัง บางทีครูบาอาจารย์ท่านก็สอน คือสอนด้วยความเมตตานะ เอ้า..พุทโธ พิจารณากายไป อะไรอย่างนี้ เรานึกว่าตรงพุทโธเป็นสมถะ พิจารณากายเป็นวิปัสสนา ความจริงเป็นสมถะคนละแบบ ตอนแรกตามลมหายใจ หัดพุทโธเนี่ย จิตสงบ พอจิตสงบก็ติดนิ่งติดเฉย ติดนิ่งติดเฉยเนี่ย จิตจะไม่มีทางเจริญปัญญาได้เลย ท่านก็บอกอุบายแก้ให้ ให้จิตไม่ติดเฉย

นี่หลวงปู่มั่นแต่งกลอนไว้ ขันธะวิมุติสมังคี บอกว่า ระวังอย่าให้จิตไปติดเฉย วิธีที่จะไม่ให้ติด จิตไปติดเฉย ก็ให้จิตออกมาทำงาน ให้ทำงาน จิตทำงานอะไร จิตชอบทำงานคิด ให้มันคิด คิดเรื่องอะไรเป็นเรื่องที่ปลอดภัยสำหรับพระหนุ่มเณรน้อย คิดพิจารณากายตัวเองนี่แหละ ปลอดภัยสำหรับพระหนุ่มเณรน้อย ไปคิดเรื่องอื่นไม่ปลอดภัย หรือคิดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คิดถึงธรรมะ คิดถึงไตรลักษณ์ อันนี้เป็นคิดถึงธรรมะ คิดถึงครูบาอาจารย์ คิดถึงเทวดา เทวดาก็คือ อย่างคนดีๆ อย่างพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวเรานี้ เป็นเทวดา เทวดาในภาคมนุษย์ เรียกว่า สมมุติเทพ คิดถึงท่านแล้วจิตใจเราอบอุ่น นุ่มนวล มีความสุข หรือให้คิดถึงร่างกาย เป็นชิ้นนะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อันนี้เรียกว่า กายคตาสติ เรื่องที่ท่านให้คิดนั้นมีอยู่สิบเรื่อง เรียกว่าอนุสติ ๑๐

อนุสติ ๑๐ เป็นเรื่องของสมถกรรมฐาน คิดเพื่ออะไร เพื่อไม่ให้จิตไปติดเฉย พอจิตไม่ติดเฉย หมดเวลาที่จะพุทโธพิจารณากายแล้ว เวลาที่เหลือ ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว เพราะฉะนั้นคำสอนของครูบาอาจารย์วัดป่ารุ่นก่อนๆ จะสอนครบ ๓ อัน สอนหัดทำความสงบเข้ามาก่อน สงบแล้วไม่ให้อยู่เฉย ให้ออกพิจารณา พิจารณาพอสมควรแล้ว กลับทำความสงบไป หมดเวลา ถอยออกมา ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว

หลวงปู่มั่นถึงสอน บอกว่า ทำสมถะ ทำความสงบมาก เนิ่นช้า คิดพิจารณามาก ฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติ คือการมีสติในชีวิตประจำวัน ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า


CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๕
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่