Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

จิต ใจ วิญญาณ คือสิ่งเดียวกัน

mp3 for download : จิต ใจ วิญญาณ คือสิ่งเดียวกัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :การเจริญปัญญานะ เราตามดูตามดูสภาวะที่มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ตามรู้ตามดูในรูปธรรมนามธรรมที่มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เราตามรู้ตามดูไปเรื่อย ปัญญาก็ค่อยๆสะสมขึ้น ต่อไป เบื้องต้น มันจะได้ปัญญา มันจะเห็นความจริงว่ารูปธรรมนี้ไม่ใช่เราหรอก มันเป็นรูปธรรมไม่ใช่ตัวเราร่างกายนี้ นามธรรมทั้งหลายก็ไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่เรา ก็เป็นแค่สภาวธรรม เป็นนามธรรม เป็นเวทนาบ้าง คือความสุขความทุกข์เป็นความไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง เป็นสัญญาคือความจำได้หมายรู้บ้าง เป็นสังขารคือความปรุงดีปรุงชั่วบ้าง ปรุงไม่ดีไม่ชั่วบ้าง เป็นวิญญาณคือการรับรู้ทางตา การรับรู้ทางหู การรับรู้ทางจมูก การรับรู้ทางลิ้น การรับรู้ทางกาย การรับรู้ทางใจ

วิญญากับจิตนั้นอันเดียวกันนะ คำว่าจิต คำว่าวิญญาณ คำว่าใจ คือสิ่งเดียวกันนั้นแหละ คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่ทำไมมีหลายชื่อ เวลาทำหน้าที่นี้ก็เรียกอย่างนี้ เวลาทำหน้าที่นี้ก็เรียกอย่างนี้ ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจก็เรียกว่า “วิญญาณ” วิญญาณทางตา (จักขุวิญญาณ – ผู้ถอด) วิญญาณทางหู (โสตวิญญาณ – ผู้ถอด) วิญญาณทางจมูก (ฆานวิญญาณ – ผู้ถอด) วิญญาณทางลิ้น (ชิวหาวิญญาณ – ผู้ถอด) วิญญาณทางกาย (กายวิญญาณ – ผู้ถอด) วิญญาณทางใจ (มโนวิญญาณ – ผู้ถอด) ถ้ามันเป็นจิตนะ ก็จะทำงานพิศดารมากกว่าการรับรู้ (หมายเหตุ คำว่า พิศดาร ตามคำแปลที่แท้จริง แปลว่า “โดยละเอียด” – ผู้ถอด) ก็เรียกว่าจิต ก็ทำได้สารพัดเลย ส่วนใจ ทำหน้าที่รับรู้ธรรมารมณ์ (ธรรมารมณ์คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ) ก็คือจิตนั่นแหละ จิตที่ไปรับรู้ธรรมารมณ์ก็เรียกว่าใจ ถ้าไปกระทบธรรมารมณ์นะ ตรงที่กระทบและรับรู้การกระทบนั้น เรียกว่าวิญญาณ ตรงที่กระทบแล้วเสวยอารมณ์นะ เกิดสุขเกิดทุกข์เกิดดีเกิดชั่ว เรียกว่าจิต ตัวเดียวกันนั่นแหละ คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์นะ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดมาทำหน้าที่นี้ ก็จะเรียกอย่างนี้แล้วดับไป แล้วก็เกิดมาทำหน้าที่นี้แล้วก็ดับไป แต่จริงๆก็คือจิตที่เกิดดับอยู่ทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๔๗ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า (๖) เจริญปัญญา

mp 3 (for download) : ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า (๖) เจริญปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :พอจิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว ก็เจริญปัญญาต่อ เห็นกายมันทำงาน ร่างกายยืนเดินนั่งนอน ไม่ใช่เรายืนเดินนั่งนอนนะ เห็นเป็นรูปธรรมอันนึง เห็นเหมือนหุ่นยนต์ตัวนึงมันทำงาน จิตใจเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เห็นแต่สภาวะธรรม ความสุขก็เป็นสภาวะธรรม จิตใจที่ไปรู้ความสุขเข้าก็เป็นสภาวะธรรม ความทุกข์ก็เป็นสภาวะธรรม จิตใจที่รู้ความทุกข์เข้าก็เป็นสภาวะธรรม เห็นแต่สภาวะธรรม ไม่มีคนไม่มีสัตว์ ไม่มีเราไม่มีเขานะ เห็นไปเรื่ิอยๆ แล้วสภาวะธรรมทั้งหลาย เราก็จะเห็นไปอีก ในที่สุดก็เข้าใจเลย สภาวะธรรมทั้งหลาย จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้นะ

เกิดดับไปนี่ก็เป็นอนิจจัง สิ่งซึ่งยังมีอยู่ยังไม่ดับไปนะ ยังมีอยู่นะ ก็ถูกบีบคั้นเพื่อจะให้ดับไป นี่เรียกว่าทุกขัง แล้วสิ่งทั้งหลายจะเกิดหรือจะดับ เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามสั่ง นี่เรียกว่าอนัตตา ก็ฝึกอย่างนี้

การที่เราคอยเห็นกายเห็นใจเนี่ย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์้ เป็นอนัตตา นั่นเรียกว่าการเจริญปัญญา หรือการทำวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าเราทำได้ ๗ ประการนี้ มักน้อย สันโดษ วิเวกไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เจริญปัญญาอยู่ ธรรมะตัวที่ ๘ จะมา ความไม่เนิ่นช้า เราจะไม่เนิ่นช้า

แต่ถ้าขาด(๗ ข้อ)ข้างหน้านี้ เนิ่นช้าแน่นอน เพราะงั้นบางคนทำไมภาวนาเร็ว บางคนภาวนาช้า ยุ่งกับคนอื่นทั้งวัน ยังไงก็ช้า ขี้เกียจไม่เคยภาวนาเลย ยังไงก็ช้า วันๆเอาแต่โลภนะ อยากโน่นอยากนี่ไปเลย ไม่เคยควบคุมความอยากของตัวเองเลย ยังไงก็ช้า ไม่ยอมเจริญสติเลย ยังไงก็ช้า จิตฟุ้งซ่านตลอดเลย ยังไงก็ช้า ไม่แยกรูปแยกนาม ไม่เห็นกายเห็นใจแสดงไตรลักษณ์ ยังไงก็ช้า

เพราะงั้นถ้าเราทำธรรมะ ๗ ประการนี้ได้ มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา เราจะได้ธรรมะในเวลาอันไม่เนิ่นช้า ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี มีจริงๆ ไม่ใช่ไม่มี งั้นพวกเราไปทำเอานะ ไปทำ ปรับพฤติกรรมที่ถ่วงตัวเองให้ไม่เจริญน่ะ เลิกๆไป แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาภาวนาไป เจริญสติไป

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๔
File: 550422.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้สภาวะแล้วให้รู้ทันความไม่เป็นกลางต่อสภาวะนั้น

mp 3 (for download) : รู้สภาวะแล้วให้รู้ทันความไม่เป็นกลางต่อสภาวะนั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

รู้สภาวะแล้วให้รู้ทันความไม่เป็นกลางต่อสภาวะนั้น

รู้สภาวะแล้วให้รู้ทันความไม่เป็นกลางต่อสภาวะนั้น



หลวงพ่อปราโมทย์ :
ให้เรารู้สึกกายรู้สึกใจเรื่อยๆ เมื่อเรารู้สึกนะ ต่อไป พอเห็นสภาวธรรมเกิดขึ้นนะ ทีแรกเราก็เริ่มรู้ตัวสภาวะแล้ว ถัดจากนั้น พอสติปัญญาของเราเชียวชาญขึ้น เราเริ่มเห็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา เวลาที่จิตไปรู้สภาวะ เนี่ยบางทีจิตไม่เป็นกลาง แต่จิตแอบยินดียินร้ายต่อสภาวะนะ เนี่ยเราเริ่มพัฒนาการรู้ของเราให้ปราณีตขึ้นไปอีกละ เรารู้(อย่าง)ไม่เป็นกลาง รู้(โดย)ไม่เป็นกลางนะ ใช้ไม่ได้ อริยมรรคจะไม่เกิด

เพราะฉะนั้น ยกตัวอย่าง สมมุติว่า เราขับรถอยู่ มีคนปาดหน้า พอเราโกรธ เรามีสติรู้ว่าโกรธ ถัดจากนั้นเนี่ย ขาดสติอีกละ เราเกิดความโกรธตัวที่สอง ไปเกลียดความโกรธตัวแรก เมื่อไหร่มันจะดับ เมื่อไหร่มันจะหาย หรือเวลาเรามีความทุกข์เกิดขึ้น แทนที่เราจะรู้สภาวะว่า ร่างกายนี้เป็นทุกข์ หรือจิตใจเป็นทุกข์ เราไปเกลียดความทุกข์นั้นเข้า ความยินร้ายเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นถ้าหาก เรารู้สภาวะแล้วนะ (แล้ว)ความยินดียินร้ายเกิดขึ้น ให้มีสติรู้ทันลงไปอีกชั้นหนึ่ง ถ้ารู้ไม่ทันใช้ไม่ได้จริงหรอก ถูกกิเลสครอบงำได้อีกรอบหนึ่ง มันจะซ้อนๆ กิเลสซ้อนๆเข้าไปเรื่อย ทีนี้ถ้าเรารู้ทันนะ อย่างเห็นความโกรธเกิดขึ้น พอเรารู้ปั๊บ รู้อย่างเป็นกลางจริงๆ มันจะดับทันที

บางคนบอกว่าเห็นความโกรธแล้วทำไมมันไม่ดับ ที่มันไม่ดับเพราะจิตเป็นอกุศล จิตในขณะนั้นกำลังเกลียดความโกรธนั้นอยู่ ไม่เห็น เนี่ย กิเลสซ้อนกิเลส สติไม่เกิด

แล้วเราคอยรู้ทันนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์แล้วนะ ก็รู้ทัน อะไรเกิดขึ้นเราก็รู้ทัน ในกายในใจ รู้ทันอารมณ์นั้น แล้วถ้าหากจิตเกิดปฏิกริยาเป็นความยินดียินร้ายขึ้นมา ให้เรารู้ทันจิตลงไปอีกชั้นหนึ่งนะ

แต่อย่างจงใจนะ ฟังหลวงพ่อพูด ฟังเล่นๆนะ ฟังเล่นๆนำร่องให้จิตมันรู้เท่านั้นแหละ ต่อไปเวลาเราไปรู้ไปเห็นสภาวะแล้ว พอความยินดียินร้ายเกิดนะ สติจะระลึกเองนะ สติระลึกเองนะ ไม่ต้องจงใจทำ บางคนจงใจนะ สมมุติมองหน้าคุณอำพล มองปั๊บ ยินดีหรือยินร้าย(วะ) เอ๊ะ!เฉยๆ เอ้ามองคุณมาลีบ้าง สวยกว่าคุณอำพล นะ มอง ฮึ ยินดีหรือยินร้าย(วะ) ดู ก็เฉยๆ เนี่ย..แกล้งมอง

เพราะฉะนั้นไม่ต้องแกล้งนะ หลวงพ่อพูดนำร่อง ให้รู้ว่าต่อไปเราต้องรู้ทัน ความยินดียินร้าย เห็นหน้าตาคุณอำพลนะ หน้าตาน่ายืมเงินหุ่นอาเสี่ย นะ เห็นในใจมีโลภะ เอ๊ะ!แต่แกคงไม่ให้หรอก ใจมีโทสะ เนี่ย พลิกอย่างนี้ก็รู้ทันนะ พอเห็นกิเลสของตัวเอง เดี๋ยวก็มีราคะ เดี๋ยวโทสะ โมโหตัวเอง ตอนนี้ชักไม่เห็นแล้ว โมโหตัวเองนี่ชักไม่เห็นแล้ว เริ่มมีปฏิฆะแล้ว เริ่มมี โทมนัส อภิฌา-ยินดี โทมนัส-ยินร้าย มีความยินร้ายเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นให้เรารู้ทันนะ ความยินดียินร้ายใดๆเกิดขึ้นให้รู้ทัน เนี่ยฝึกอยู่อย่างนี้นะ ถึงจุดหนึ่งอริยมรรคจะเกิดขึ้น


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กรกฎาคมพ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๑
File: 510717.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัย

mp 3 (for download) : รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัย

รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัย

หลวงพ่อปราโมทย์ : เมื่อเรารู้ขันธ์แจ่มแจ้งแล้วเนี่ย ตัณหาจะถูกละโดยอัตโนมัติ รู้ทุกข์แล้วละสมุทัย มันละของมันเอง เราไม่ต้องไปนั่งละ ไม่มีใครละได้นะ

ทันทีที่ตัณหาถูกละ นิโรธคือนิพพานก็จะปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาโดยอัตโนมัติเลย เราจะพบว่า โห..โง่หลาย มันอยู่ตรงนี้มานานแล้วนะ ไม่เห็น ตอนที่ไปเรียนกับหลวงปู่สุวัจน์นะ ท่านก็เคยพูดอย่างนี้ให้ฟังนะ บอกว่า พอแจ้งขึ้นมานะ ท่านด่าตัวเองเลย เราอย่าไปด่าท่านนะ แต่ท่านเล่าว่าท่านด่าตัวเอง ท่านด่าว่า โอ้ย..โง่ โง่แท้น้อ.. โง่หลาย โง่แท้ ของอยู่ต่อหน้าต่อตานี้แหละ เห็นนะ ก็เห็นนะเพราะว่า ถ้าเข้าใจธรรมะเป็นลำดับๆไป ก็เริ่มเห็นนิพพานแล้ว แล้วก็ปรากฎอยู่ต่อหน้าต่อตา แต่ไม่เข้าใจ

สภาวะที่พ้นความปรุงแต่ง มีอยู่ตลอดเวลานะ ในขณะนี้ก็มีอยู่ เพียงแต่เราไม่เข้าใจ เราไม่เห็น เพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งในใจเรานี้แหละ ปิดบังไว้ มันทำให้เราไม่เห็นความไม่ปรุงแต่ง

อาจารย์อำนาจ ท่านบรรยาย มีอยู่บทหนึ่งท่านบอก อะไรนะ ระลอกคลื่นบังน้ำใส ระลอกคลื่นมันบังน้ำใส ระลอกคลื่นก็คือความปรุงแต่งนั่นเอง ก็บังสภาวธรรมตัวแท้ๆของสภาวธรรมเอาไว้ เพราะฉะนั้นให้เรารู้ทันความปรุงแต่งไป จิตใจมีกิเลสขึ้นมา..รู้ไป ถ้ารู้ไม่ทันนะ กิเลสเกิดจิตใจรู้ไม่ทัน มันจะหลอกให้เราทำงาน จะดิ้นรนค้นคว้า ไขว่คว้าอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ ไปเรื่อยๆ หรือกระทั่งกุศลเกิดขึ้น ถ้ารู้ไม่ทัน มันก็จะหลอกให้ทำงานเหมือนกัน

ในขั้นของการทำวิปัสสนานี้ กุศลและอกุศลล้วนแต่หลอกให้จิตทำงานเหมือนๆกันนั่นแหละ แต่ทำงานกันคนละแบบ อันหนึ่งหลอกให้ทำงานที่ดีก็ไปสู่ภพภูมิที่ดี อีกอันหนึ่งหลอกให้ทำงานที่ชั่ว ก็ไปสู่ภพภูมิที่ชั่ว รวมความแล้วต้องไปสู่ภพภูมิอันใดอันหนึ่ง

แต่ถ้าเรามีสติ จนกระทั่งหมดการทำงาน การทำงานของจิตนั้นแหละคือคำว่าภพ คำเต็มๆของมันคือคำว่า กรรมภพ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ทันกิเลส กิเลสตัณหาไม่ย้อมจิตนะ จิตก็จะไม่ดิ้นรนทำงานขึ้นมา ก็จะไม่สร้างภพขึ้นมา เมื่อภพไม่มี ความรู้สึกว่ามีเราก็จะไม่มีขึ้นมา เมื่อไม่มีเราเป็นที่รองรับแล้ว ที่ตั้งของความทุกข์ก็จะไม่มี ขันธ์น่ะเป็นทุกข์ไป แต่ไม่มีที่ตั้งของความทุกข์ ไม่ใช่ว่าขันธ์ไม่ทุกข์นะ ขันธ์ของพระอรหันต์ก็ทุกข์นะ แต่พระอรหันต์ท่านไม่หยิบฉวยขันธ์เอาไว้ ขันธ์ก็ทุกข์ส่วนขันธ์ไป พระอรหันต์ท่านก็ไม่ได้ทุกข์อะไรของท่านด้วย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า


CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๔
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๖ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สภาวธรรมที่ผุดขึ้นมาในกายในใจ คือครูที่จะสอนเรา

mp 3 (for download) : สภาวธรรมที่ผุดขึ้นมาในกายในใจ คือครูที่จะสอนเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สภาวธรรมที่ผุดขึ้นมาในกายในใจ คือครูที่จะสอนเรา

สภาวธรรมที่ผุดขึ้นมาในกายในใจ คือครูที่จะสอนเรา

หลวงพ่อปราโมทย์: การปฏิบัติค่อย ๆ ศึกษาไปนะ คอยดูของจริงในใจของเราไปเรื่อยๆ ไม่มีใครสอนธรรมะเราได้ แต่สภาวธรรมที่ผุดขึ้นมาในกายในใจ อันนี้แหละคือครูที่จะสอนเรา คนอื่นสอนไม่ได้ หลวงพ่อก็สอนไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ยังบอกว่า ท่านเป็นแค่คนบอกทาง บอกทางก็คือให้มารู้กาย รู้ใจ เรียกว่ารู้ทุกข์นะ ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็ละสมุหทัย ละสมุหทัย จิตก็ไม่ดิ้นรน เข้าถึงสันติสุข เรียกว่า นิโรธหรือนิพพาน นี่ท่านบอกทางให้ เราก็มีหน้าที่เดินทางไปเอง แล้วไปเรียนรู้ของจริงเอาเอง ธรรมะน่ะของใครของมันนะ ธรรมะที่หลวงพ่อพูดให้ฟังก็ธรรมะของหลวงพ่อ ของเราก็ต้องมีธรรมะเฉพาะตัวของเราเอง ไม่ลอกเลียนแบบกัน ดูจากของจริง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๙
File:
491118A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๑ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

mp3 for download : เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตตั้งมั่นจริง มันจะเห็นเลย ไอ้ที่เดินอยู่นี้ ร่างกายมันเดิน ไม่ใช่เราเดิน ที่นั่งอยู่นี้ร่างกายมันนั่งไม่ใช่เรานั่ง ที่นอนอยู่นี้ร่างกายมันนอนไม่ใช่เรานอน ที่ยืนร่างกายมันยืนไม่ใช่เรายืน มันเป็นของมันเอง ไอ้ที่โลภอยู่นะจิตมันโลภไม่ใช่เราโลภ ที่โกรธอยู่จิตมันโกรธไม่ใช่เราโกรธ ที่หลงอยู่จิตมันหลงไม่ใช่เราหลง เห็นอย่างนี้เลย

เห็นไปเรื่อยๆ เห็นแต่ว่ารูปธรรมนามธรรมเขาทำงาน ไม่ใช่เราทำงาน เวลาโกรธขึ้นมา ตอนนี้รู้สึกมั้ย เวลาโกรธมันจะเป็นเราโกรธ แต่พอเรามีสติรู้สึกมั้ย เราจะเห็นความโกรธอยู่ต่างหาก เราเป็นจิตเป็นคนดูอยู่ เห็นมั้ยความโกรธเป็นคนดูอยู่ ความโกรธมันเกิดขึ้น ความโกรธเป็นสภาวะอันหนึ่ง ไม่ใช่เราแล้วนะ นี่ค่อยๆแยกออกมา

พอฝึกไปแล้ว จะเห็นว่าตัวเราไม่มี มีแต่สภาวธรรมที่เป็นแต่รูปธรรมนามธรรมนะ ฝึกมากๆไป วันหนึ่งปัญญาพอนะ ก็เกิดอริยมรรคขึ้นมา จนเข้าถึงความบริสุทธิ์ก็ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนามนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงบอก บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ไม่ได้ถึงความบริสุทธิ์ด้วยศีล ไม่ได้ถึงความบริสุทธิ์ด้วยสมาธินะ แต่ถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญา

ลำพังมีศีลนะ ก็บริสุทธิ์บ้าง สกปรกบ้าง มีสมาธิ เดี๋ยวสมาธิก็ยังเสื่อม ให้มีปัญญาเข้าใจ จิตมันเข้าใจนะ ไม่ใช่เราเข้าใจ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520426A.mp3
ลำดับที่ ๔
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ร่างกายไม่ได้บอกว่าเป็นตัวเรา แต่จิตคิดขึ้นมา

mp3 for download: ร่างกายไม่ได้บอกว่าเป็นตัวเรา แต่จิตคิดขึ้นมา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ร่างกายไม่ได้บอกว่าเป็นตัวเรา แต่จิตคิดขึ้นมา

ร่างกายไม่ได้บอกว่าเป็นตัวเรา แต่จิตคิดขึ้นมา

หลวงพ่อปราโมทย์ :ความว่างที่พวกเรารู้จัก ความว่างที่ไม่ใช่พระอริยะเห็นเนี่ยนะ เป็นความว่างที่ไม่ใช่ของจริงหรอก เป็นความว่างที่คู่กับความวุ่น ว่างได้ก็วุ่นได้อีก แปรปรวนอีก มันว่างด้วยการคิดเอา หรือว่างโดยการไปหมายเอาสภาวะอันใดอันหนึ่งขึ้นมา ที่เป็นจิต เจตสิก รูป ขึ้นมา ไปเพ่งใส่มันเข้าแล้วรู้สึกว่างๆ ยกตัวอย่างเพ่งจิตนะ ว่างๆ นั่นไม่ใช่นิพพานหรอก คนละเรื่องกันเลย

เราต้องรู้ลงในรูปนาม ขันธ์ ๕ ในกายในใจนี้แหละ ในสภาวธรรมทั้งหลาย ดูของจริงไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่นเรานั่งอยู่นี้แหละ คอยรู้สึกไป เห็นร่างกายนี้นั่งอยู่ เห็นร่างกายนี้หายใจอยู่ ทำความรู้สึกตัวไว้นะ แล้วก็รู้ลงไป เห็นร่างกายนั่งหายใจไปเรื่อยๆ เห็นท้องพองท้องยุบอะไรก็ดูไป

สังเกตเห็นมั้ยว่าร่างกายมันไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรา ร่างกายไม่ได้พูดอะไรเลย ใจมันจะคิดขึ้นมาเองนะ “นี่เรานั่ง” ร่างกายที่นั่งอยู่ไม่เห็นบอกว่าเป็นเรานั่ง ไม่บอกว่าผู้หญิงนั่ง ผู้ชายนั่ง ไม่บอกว่าคนนั่ง สัตว์นั่ง ไม่ว่าเรานั่ง เขานั่ง

เราคอยรู้ลงไปนะ รู้สบายๆ เห็นร่างกายที่นั่งอยู่ มันเป็นก้อนอะไรก้อนหนึ่งเท่านั้นที่มาตั้งอยู่ ดูลงไป ถ้าใจไม่ไปหลงอยู่ในโลกของความคิด มันจะเห็นร่างกายที่นั่งอยู่ มันเป็นท่อนๆอะไร เป็นก้อนๆอะไรอย่างหนึ่งมาตั้งอยู่เท่านั้นเอง มันไม่ได้บอกสักคำเลยว่า มันเป็นตัวเรา มันเป็นสัตว์ มันเป็นเรา มันเป็นเขา

นั่งไปเรื่อยๆนะ มันปวดมันเมื่อยขึ้นมา เห็นมั้ยแต่เดิมร่างกายนั่งอยู่ ร่างกายยังไม่ปวด นั่งไปนานๆมันปวดขึ้นมา ความปวดมันบอกมั้ยว่าคือตัวเรา รู้ลงไปสบายๆ ความเจ็บความปวดที่เกิดขึ้นมันไม่ได้บอกเลยว่า มันคือตัวเรา

มันแสดงอาการของมัน มันแสดงความมีอยู่ของมันขึ้นมาเท่านั้น ร่างกายมันก็แสดงความมีอยู่ของรูปขึ้นมา ความเจ็บความปวดมันก็แสดงความมีอยู่ของเวทนาขึ้นมา มันไม่เห็นบอกเลยว่า มันเป็นเรา

ลองทดสอบดูนะ ลองหยิกตัวเองดูอย่าให้เนื้อหลุดนะ เดี๋ยวบาดเจ็บ ลองหยิกตัวเองเบาๆนะ พอให้รู้สึก เอ้า..ลองดู

รู้สึกมั้ย ความรู้สึกเจ็บน่ะ มันก็แค่ความรู้สึกใช่มั้ย มันบอกมั้ยว่ามันคือเรา ใจคิดเองใช่มั้ย ใจคิดเองว่าเราเจ็บ ใจคิดเองว่าร่างกายเจ็บ ร่างกายไม่ได้พูดเลยนะ ใจคิดเอา ความเจ็บความปวดเองมันก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเรา เอ้า..พอแล้วไม่ต้องหยิกนานเดี๋ยวจะกลายเป็นอัตตกิลมถานุโยค

ยกตัวอย่าง พอร่างกายมันปวด มันเมื่อย มันเจ็บขึ้นมา ใช่มั้ย ใจมันกระสับกระส่ายขึ้นมา โทสะมันเกิด หงุดหงิดน่ะ เวลาเจ็บมากๆมันหงุดหงิดนะ รู้ลงไปอีกนะ รู้ด้วยใจที่สบายๆ ความหงุดหงิดมันบอกมั้ยว่ามันเป็นตัวเรา ความหงุดหงิดมันบอกมั้ยว่ามันเป็นตัวเรา เป็นตัวเขา เป็นสัตว์ เป็นคน ความหงุดหงิดก็เป็นสภาวธรรม เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งที่ปรากฎขึ้นมา มันแสดงความหงุดหงิดขึ้นมา

เห็นมั้ยว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีเรา ไม่มีเขา อะไรทั้งสิ้นเลย สมมุติเข้าไป คิดเข้าไป ก็ว่าเราเจ็บ พอเราเจ็บก็ว่าเราทุรนทุราย เรากระสับกระส่าย ความเจ็บมันก็ไม่ใช่เรานะ มันไม่บอกว่าเรา ร่างกายที่เจ็บอยู่ก็ไม่ใช่ว่าเรา ความกระสับกระส่ายมันก็ไม่ได้ว่ามันเป็นเรา ไม่มีเรา

จิตที่เป็นคนคิดน่ะ จิตทีเป็นคนรู้นะ ไม่มีเรา แต่พอไปคิดนะ ความคิดมันหลอกเอา หลอกเอาว่าเราเจ็บ หลอกเราว่าเรากระสับกระส่าย เราทุรนทุราย ความคิดทั้งนั้นเลยที่หลอกเอา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
File: 530103.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๐ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๔๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา ไม่มีสภาวธรรมรองรับ ไม่มีวันเกิดมรรคผล

mp3 for download: คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา ไม่มีสภาวธรรมรองรับ ไม่มีวันเกิดมรรคผล

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา

คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์: การภาวนามันไม่ใช่เรื่องนั่งคิดเอา ไม่ใช่ปรัชญา มันเป็นศาสตร์ที่ต้องเข้าไปสัมผัสจริงๆ เข้าไปรู้ไปเห็นสภาวธรรมจริงๆ ถ้าไม่เห็นสภาวธรรมนะ ไปหลงอยู่ในโลกของความคิดเพราะคิดถึงสภาวธรรม

คิดถึงสภาวธรรมก็แค่สัญญา ไปหมายๆ เอา ไม่มีสภาวธรรมรองรับ ไม่มีวันเกิดมรรคผลอะไร พอใจเข้าไปหมาย ใจก็เข้าไปเกาะ ไปยึด ไปติดอยู่นะ เหมือนๆจะดีนะ เหมือนๆจะมีความสุข ใจจะทื่อๆ แข็งๆทื่อๆ ไม่สดชื่น มานะอัตตามันก็เพิ่มขึ้น กิเลสแรงนะ แต่ไม่เห็นหรอก

เนี่ยการภาวนานะ เราจะทิ้งสภาวธรรมไม่ได้ ต้องรู้จักสภาวะ สิ่งทีเรียกว่าสภาวธรรม บางทีก็เรียกว่าปรมัตถธรรม สิ่งที่เรียกว่าปรมัตถธรรมมีสองส่วน ส่วนที่เป็น ‘โลกียะ’ กับส่วนที่เป็น ‘โลกุตตระ’

“ปรมัตถธรรม” หรือ “สภาวธรรม” ๔ อย่าง มีจิต มีเจตสิก มีรูป มีนิพพาน ‘จิต’ คือธรรมชาติรู้อารมณ์ ‘เจตสิก’ คือธรรมชาติที่ประกอบจิต ‘รูป’ เป็นธรรมชาติที่มันแตกสลายได้ ด้วยความร้อนความเย็นอะไรพวกนี้ ‘นิพพาน’ เป็นสภาวะที่พ้นจากความทุกข์ พ้นจากความปรุงแต่ง นี่เป็นของจริง

เวลาเรียน ทำวิปัสสนาเนี่ย เราต้องรู้จักสภาวะ ๓ อย่าง จิต เจตสิก รูป สภาวะฝ่ายโลกียะนี้แหละ นิพพานไม่ต้องหรอก ถ้าเข้าใจสภาวะถ่องแท้นะ เมื่อไรไม่ยึดถือสภาวะ เมื่อนั้นก็จะถึงนิพพาน แต่นิพพานก็ไม่ใช่คิดเอา

เรียนเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สิ่งใดเป็นผู้รู้อารมณ์เรียกว่าจิตนะ คำว่าอารมณ์ไม่ใช่อารมณ์ในภาษาไทย คนไทยยืมภาษาบาลีมาใช้ ยืมคำว่าอารมณ์มาใช้ แล้วความหมายเคลื่อนไป อารมณ์ ไม่ใช่ emotion เป็นตัว objective เป็นตัวสิ่งที่ถูกรู้ อะไรถูกรู้อันนั้นเรียกว่าอารมณ์ทั้งหมดเลย

สิ่งที่เป็นอารมณ์มีหลายอย่างนะ อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ เรื่องราวที่คิดขึ้นมา สมมุติขึ้นมา กับอารมณ์ปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน พวกนี้เป็นอารมณ์ปรมัตถ์

เราต้องภาวนานะ หลุดออกจากบัญญัติให้ได้นะ หลุดออกจากสมมุติให้ได้ ในสภาวธรรมจริงๆ ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ตัวปรมัตถธรรมนั้นตัวสภาวธรรม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ร่างกายนี้เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ แต่สมมุติขึ้นมา ถ้าธาตุมันมารวมตัวกันรูปร่างแบบนี้นะ ก็เรียกว่าคน อย่างนี้เรียกว่าสัตว์ นี่เรียกผู้ชาย นี่เรียกว่าผู้หญิง พอตายแล้วเห็นมั้ย มันกลับไปเป็นเหมือนๆกันหมด ไม่ใช่คนใช่สัตว์อะไร มันเป็นภาพลวงตาขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว เห็นสมมุติแล้วมันทำให้เราไม่เห็นสภาวะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
File: 530103.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มนต์กลับใจ

mp3 (for downloaded): มนต์กลับใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: พวกเดียรถีย์ทั้งหลายสั่งกัน บอกว่าอย่าไปคุยกับพระสมณโคดมนะ ถ้าคุยกับพระสมณโคดมแล้วเสร็จหมดเลย

ถามว่าเสร็จอะไร อะไรเป็นมนต์กลับใจ คือความสมบูรณ์ด้วยอรรถะ พยัญชนะ ด้วยเหตุด้วยผลน่ะ ของธรรมะ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง ลำพังธรรมะของหลวงพ่อก็คงกลับใจใครไม่ได้หรอก กลับใจตัวเองยังไม่ได้เลย แต่ละคนก็มีธรรมะของตัวเองนะ บางคนชอบคิดธรรมะเอาเอง กลับใจตัวเองยังกลับไม่ได้เลย สู้กิเลสไม่ไหว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเนี่ย คนแรกที่กลับใจได้คือตัวเราเอง

อย่างเราหัดภาวนานะ เราเป็นคนไม่มีศีลมีธรรมอะไร เราหัดภาวนาไป พอเราเห็นคุณงามความดี เห็นประโยชน์ ของการปฎิบัติธรรมขึ้นมา มันจะเกิดมีศีลมีธรรมขึ้นมาเอง จะทำกรรมชั่วอะไรเล็กๆน้อยๆก็ไม่ทำแล้วละอายใจ เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตในใจตัวเอง เพราะฉะนั้นคนแรกเลย ที่ถูกกลับใจนะ คือตัวเราเองนี่เอง ทีนี้เมื่อเราเข้าใจธรรมะที่ถึงพร้อมด้วยเหตุด้วยผลแล้วนะ พิสูจน์ได้ทุกขั้นทุกตอน ไม่ใช่ธรรมะฟลุ๊คๆ ไม่ใช่ของฟลุ๊คๆ ทำๆไปเถอะแล้วเดี๋ยวก็แจ้งเอง เชื่อๆไปเถอะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านบอก สมบูรณ์ด้วยอรรถะคือเนื้อหา และพยัญชนะคือถ้อยคำนั่นเอง มีเหตุ มีผล สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจธรรมะเต็มที่แล้วนะ มันจะองอาจกล้าหาญ ไม่หวั่นไหว สามารถพูดชี้แจงแสดงเหตุผลได้ กับคนซึ่งไม่ใช่พวกดื้อรั้น กับพวกดื้อรั้นก็ต้องปล่อยไป

ถ้าไม่ดื้อรั้น เป็นคนยอมรับในเหตุผลนะ ฟังแล้วจะรู้เลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย เต็มไปด้วยเหตุผล เหตุผลของธรรมะเรียกว่า ‘ปัจจยาการ’ เรียก ‘อิทัปปัจจยตา’ ท่านพุทธทาสเรียกหลายอย่าง เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ไม่มี

ทำไมท่านสอนให้รู้ทุกข์ เพราะถ้าไม่รู้ทุกข์จะเกิดสมุทัย ถ้ามีสมุทัยจิตจะมีความทุกข์ สมบูรณ์ด้วยเหตุด้วยผล พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ตรรกะลอยๆด้วย แต่พิสูจน์ได้จริงๆ ผู้ใดมาหัดเจริญสติ พอสติตัวจริงเกิดแล้วเนี่ย เราจะอัศจรรย์ในธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้รู้สึกกูเก่งนะ แต่จะรู้สึกอัศจรรย์ในธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านถ่ายทอดมา ธรรมะจริงๆก็ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ธรรมะเป็นของกลาง พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรกที่ไปค้นพบกฎของธรรมะนี้เข้า แล้วเอามาถ่ายทอดต่อ เราก็ยกย่องว่าเป็นธรรมะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่ถ้าพูดเต็มยศนะ ก็คือธรรมะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อๆเลยเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าไป

พอเราภาวนาไปเราจะเห็นเลย โอ้โฮอัศจรรย์ พอเรามีสติขึ้นมาปั๊บ ความทุกข์กระเด็นหายไปจากใจเราได้ เป็นเรื่องแปลกนะ พอเรามีสติขึ้นมา เราจะเห็นเลย โลกนี้ว่างเปล่า เห็นเข้าไปได้อย่างไร แปลก จากเคยเห็นทุกสิ่งทุกอย่างมีตัวมีตน มีคน มีสัตว์ มีเรา มีเขา พอมีสติมีปัญญาที่แท้จริงเกิดขึ้น กลับเห็นโลกนี้ว่างเปล่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเรา ไม่มีเขา มีแต่สภาวธรรมล้วนๆ ที่เป็นรูปธรรมบ้าง นามธรรมบ้าง

สภาวธรรมทั้งหลายก็ไม่เคยหยุดนิ่ง สภาวธรรมทั้งหลายเนี่ย สัมพัทธ์ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง แล้วก็ไม่ใช่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามยถากรรม แต่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและปัจจัยของมัน เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายที่ปรากฎในจักรวาลนี้ ล้วนแต่เป็นปรากฎการณ์ทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นการทำงานของสภาวธรรมที่เป็นรูปธรรม นามธรรม ทั้งสิ้น นี่เห็นเลยทั้งจักรวาล ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ มีแต่สภาวธรรมของรูปธรรมและนามธรรม มันทำงานไป มันเคลื่อนไหวไป มันเปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลา บังคับให้หยุดนิ่งไม่ได้ ไม่มีใครสั่งได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเหตุของมัน

พระพุทธเจ้าไปค้นพบสิ่งเหล่านี้เข้า เอามาสอนเรา เราก็ตามรู้ตามดู มีสติขึ้นมา พอเรามีสติขึ้นมา เราก็เห็นเลย ทุกอย่างเป็นตามเหตุตามปัจจัยของมัน พอเห็นแล้วอะไรเกิดขึ้น ใจก็ไม่ไปยึดถืออะไรในโลก ไม่ยึดถือตัวเองก่อน พอไม่ยึดถือตัวเองปั๊บ ลบตัวเองออกไปปุ๊บ ก็คือจะไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกอีก

แต่เดิมนะ เราอยู่ในธรรมชาติ เราก็ไปขีดวงของรูปธรรมนามธรรมจำนวนหนึ่งขึ้นมา ว่านี่คือตัวเรา ทันทีที่ขีดวงของตัวเราขึ้นมันก็เกิดตัวเขาขึ้นมาอัตโนมัติเลย เหมือนเราจุดไฟขึ้นมา ก็เกิดแสงสว่างขึ้นมาอัตโนมัติเลย มีตัวเราก็มีตัวเขา มีตัวเราก็มีของเรา มีตัวเราก็มีของเขา พอลบความมีตัวเราออกไปเสียอย่างเดียวนะ อันอื่นก็สูญไปหมดเลย

หลวงปู่มั่นท่านเคยสอนนะ เหมือนนับเลข บอกว่า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า แล้วก็ศูนย์ สะสมเข้าไปตั้งมากมาย นึกว่าจะมีอะไรมากมาย สุดท้ายศูนย์ ศูนย์ชนะนะ ถามว่าศูนย์มีค่าบวกค่าลบมั้ย ไม่มี ไม่ได้บวก ไม่ได้ลบอะไร เป็นกลาง เป็นกลาง

เพราะฉะนั้นเราคอยฝึกนะ แล้วเราจะพบว่า น่าอัศจรรย์ที่สุด จะอุทานว่า อัศจรรย์พระเจ้าข้า ถ้าเจอพระพุทธเจ้านะ ธรรมะของพระองค์ง่ายๆ อัศจรรย์ตรงนี้แหละ เหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย (มีเสียงเครื่องแก้ว/กระเบื้องกระทบกัน) ของคว่ำเปิดให้หงาย นี่ต้องเปิดให้ดังๆ จะได้แก้ง่วง นะ ไม่ยาก เหมือนคนจุดไฟขึ้นมา หวังว่าคนที่มีตาดีๆจะมองเห็น ไม่ยากอะไร อย่างเราอยู่ในห้องมืดนะ พระพุทธเจ้าท่านจุดไฟขึ้นมา สว่าง เราก็มองเห็น จุดไฟแล้วสว่างแล้วมองเห็น ก็เรื่องธรรมดา ใช่มั้ย เรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนะจึงเป็นธรรมะที่ง่ายๆ แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า เหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย ง่าย

เพราะฉะนั้นเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อสอนให้นะ ไม่ใช่ธรรมะหลวงพ่อหรอก ถ้าเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อบอกให้เนี่ย การปฎิบัติของเราจะเหลือสั้นนิดเดียว การปฎิบัติธรรมจะไม่ยาว ไม่ยืดเยื้อ ไม่ใช่ว่าจะต้องข้ามภพข้ามชาติ อีกแสนๆชาติ…

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕ Track ที่ ๓
File: 510420
วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑
ระหว่างวินาทีที่ ๕๕ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่