Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ปฏิบัติธรรมให้ถูกทางแล้ว ชีวิตจะดีขึ้น

mp3 for download :ปฏิบัติธรรมให้ถูกทางแล้ว ชีวิตจะดีขึ้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีความสุขมั้ย พวกเรามาเข้าคอร์สนะ เพียง ๒ – ๓ วัน เวลานิดเดียว กลับไปแล้วไปฟํงซีดีหลวงพ่อบ่อยๆนะ เรียนธรรมะแล้ว ปฎิบัติธรรมแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นน่ะ ผิดปกติ ต้องมีอะไรผิดน่ะ ถ้าไม่ปฏิบัติผิดก็ต้องปฏิบัติไม่พอ มีสองอย่างนะ บางคนปฏิบัติมากเลย ไม่ได้ผล เป็นเพราะ self จัด อย่างนั้นภาวนาผิดแน่นอน สู้กิเลสไม่ได้สักตัว

บางคนเรียนเยอะนะ ท่องตำราไว้เยอะแยะเลย รู้หมด คัมภีร์ไหนๆ จบมหาปัฏฐานจบอะไร แต่ไม่เคยเห็นสภาวะ จิตสักดวงหนึ่งก็ไม่เคยเห็น โลภ เจตสิก โลภเจตสิกสักตัวก็ไม่เคยเห็น ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ ธรรมะแบบนั้น มีตำรายาแต่ไม่ได้ปรุงตำรายามากิน เชื้อโรคก็คือกิเลส ก็อยู่เต็มหัวใจเหมือนเดิม ยิ่งนานวันก็ยิ่งแพร่พันธุ์ไป จิตของเรามีธรรมชาติไหลลงต่ำไปเรื่อยๆ เชื่อโรคในใจเราออกลูกออกหลานไปเรื่อยๆ เยอะแยะ ยั้วเยี้ยไปหมด มาหัดภาวนานะ จะนับกิเลสไม่ทันเลย เยอะแยะไปหมดเลย พอกิเลสตัวไหนเรารู้ทันนะ มันก็หลอกเราไม่ได้ ก็หมดคุณภาพไป ส่วนตัวที่ละเอียดกว่า ฉลาดลึกซึ้งกว่า ก็มาหลอกเราต่อ เป็นชั้นๆไป

เดี๋ยวนี้กระทั้งสำนักอภิธรรมบางแห่งนะ คนที่เริ่มไปเรียนอภิธรรม เขาจะแจกซีดีหลวงพ่อก่อน ให้ไปหัดฟังก่อน พอฟังเป็นแล้วดูสภาวะเป็นแล้วมาเรียน อย่างนี้ง่ายมากเลย เขาพูดถึงจิตก็รู้จัก พูดถึงเจตสิกคือธรรมชาติที่ประกอบจิตก็รู้จัก รู้หลักกว้างๆ รู้เรื่องของไตรลักษณ์ เรื่องอะไรเหล่านี้ เวลาไปเรียนจริงจังแล้วเรียนง่าย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907B
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๐ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติสำคัญมาก ขาดสติก็ขาดศีล ขาดสมาธิ ขาดปัญญา

mp3 (for download) : สติสำคัญมาก ขาดสติก็ขาดศีล ขาดสมาธิ ขาดปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ : แต่ทั้งหมดนะ ศีล สมาธิ ปัญญา รากเหง้าตัวสำคัญเลยที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสติ เมื่อไหร่ขาดสติเมื่อนั้นขาดศีล เมื่อไหร่ขาดสติก็ขาดสมาธิ ขาดสติก็ขาดปัญญา งั้นเราต้องมาพัฒนาสติให้ดี

หลังๆคนลืมเรื่องสติไปพูดแต่เรื่องสมาธิ คิดว่าต้องทำสมาธิมากๆ ทำสมาธิแล้วขาดสติเป็นมิจฉาสมาธิ รักษาศีลไม่มีสติศีลก็กะพร่องกะแพร่งรักษาไม่ได้จริง ไปรักษาศีลด้วยกายด้วยวาจาไม่ได้รักษาที่ใจ สติเป็นเครื่องมือรักษา หน้าที่ของสติคืออารักขา ในตำราบอกไว้ชัดเลย สติมีหน้าที่อารักขาคุ้มครอง คุ้มครองจิตนั่นเองไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว คุ้มครองรักษาให้มันพัฒนาไปสู่คุณงามความดี งั้นตัวสำคัญมากนะที่จะเป็นแกนกลางของการปฏิบัติคือความมีสตินั่นเอง

เราต้องมีสติฝึกให้มาก สติเป็นเครื่องระลึกรู้กายระลึกรู้ใจ ระลึกรู้ธาตุ ระลึกรู้ขันธ์ ระลึกรู้อายตนะ ระลึกรู้ธาตุอย่างเมื่อวานหลวงพ่อสอนเรื่องธาตุ รู้อินทรีย์ รู้ปฏิจจสมุปบาท รู้อริยสัจ ฟังว่ารู้เยอะแยะแต่ย่อลงมาแล้วก็คือรู้รูปกับนาม สติเป็นเครื่องมือรู้ทันรูปนามที่มีอยู่ที่ปรากฎอยู่ งั้นเรามาฝึกสติอยู่เฉยๆสติไม่เกิดหรอก สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น มาหัดดูสภาวะบ่อยๆแล้วสติจะเกิด ไม่ใช่นั่งสมาธิมากๆแล้วสติเกิดนะ คนละเรื่องกันเลย สมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ การที่จิตจำสภาวะได้แม่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ เหตุกับผลต้องตรงกัน

เบื้องต้นก่อนที่เราจะไปพัฒนา ศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา เราต้องพัฒนาสติก่อน ขาดสติก็ขาดศีล ขาดสติก็ขาดสมาธิ ขาดสติก็ขาดปัญญา สติจะเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก จิตทุกดวงที่เป็นกุศลต้องประกอบด้วยสติเสมอเลย จิตที่ปราศจากสติไม่เป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลไม่ว่าจะเป็นกุศลอยู่ในโลกธรรมดาอย่างของเรานี่ หรือกุศลในรูปภพอรูปภพก็ตาม ต้องมีสติ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File: 550122
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒๖ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๓๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เมื่อจิตไปติดอยู่ในสภาวะต่างๆ

เมื่อจิตไปติดอยู่ในสภาวะต่างๆ

จิตที่ถูกดึงไปติดกับสภาวะใดๆ ก็คือจิตที่ไหลไป ไม่ตั้งมั่น หรือส่งออกไปนั่นเอง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องตั้งมั่นต้องไม่ส่งออกนะครับ
เพราะฉะนั้นไม่ต้องแก้ไข แต่ให้รู้ว่าจิตไหลไป รู้ว่าจิตส่งออกไป
และก็ไม่ต้องพยายามดึงออกมา ให้เพียงแค่รู้เท่านั้นครับ
หรือถ้ารู้แล้วรู้สึกไม่ชอบ ไม่อยากถูกดึงไป ก็ให้รู้ว่าไม่ชอบ ไม่อยาก ไปเลยครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติคือความระลึกได้โดยไม่ได้จงใจระลึก

mp3 for download: สติคือความระลึกได้โดยไม่ได้จงใจระลึก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติคือความระลึกได้โดยไม่ได้จงใจระลึก

สติคือความระลึกได้โดยไม่ได้จงใจระลึก

หลวงพ่อปราโมทย์ : สติ แปลว่า “ความระลึกได้” พวกเรารุ่นหลังๆเริ่มคลาดเคลื่อน เราไปแปลสติว่า “กำหนด” กำหนดลมหายใจเรียกว่ามีสติ กำหนดมือ กำหนดเท้า กำหนดท้อง นะ กำหนดจิตให้สงบ เรียกว่า มีสติ แค่นั้นไม่พอนะ

สติคือความระลึกได้ หมายถึงว่า สภาวะใดๆเกิดขึ้นที่กาย สติระลึกได้โดยไม่ได้จงใจระลึก อะไรเกิดขึ้นที่ใจ สติระลึกได้โดยไม่ได้จงใจระลึก ถ้าจงใจระลึกนะ เจือปนด้วยความอยาก เจือปนด้วยโลภะ ไม่ใช่สติตัวจริงหรอก

ทำอย่างไรสติที่แท้จริงจึงจะเกิด ในพระอภิธรรมสอนบอกว่า ถิรสัญญา ถอถุง สระอิ รอเรือ ถิรสัญญา การที่จิตจำสภาวะได้แม่น เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ ทำไมจิตถึงได้จำสภาวะได้แม่น สภาวะคืออะไร สภาวะคือรูปธรรมนามธรรม รูปธรรม เช่น ร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืนเดินนั่งนอน เป็นสภาวะที่เป็นรูปธรรม สภาวะที่เป็นนามธรรม เช่น ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉยๆ ความโลภ ความไม่โลภ ความโกรธ ความไม่โกรธ ความหลง ความไม่หลง ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ความดีใจเสียใจ นี่เป็นสภาวะที่เป็นนามธรรม จิตจะเกิดสติได้ ถ้าจิตจำสภาวะได้แม่น

เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรา ไม่ต้องทำอะไรมากๆ อย่าไปคิดนะว่าจะบังคับสติให้เกิดได้ สติเป็นอนัตตา ไม่มีใครสั่งให้เกิดได้ แต่ถ้าสติมีเหตุ คือ จิตจำสภาวะได้แม่น สติจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้จงใจให้เกิด

หน้าที่ของเราตอนนี้ไม่มีอะไรมาก ของเราตอนนี้ หัดรู้สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นในกายในใจบ่อยๆ หายใจออกก็คอยรู้สึกตัว อย่าใจลอย อย่าไปเพ่งอยู่ที่ร่างกาย แค่รู้สึก หายใจเข้าก็รู้สึกตัวนะ ไม่ใจลอย แล้วก็ไม่เพ่งอยู่ที่ร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ก็คอยรู้สึกตัว แต่ก็ไม่เพ่งร่างกาย จิตใจเป็นสุข จิตใจเป็นทุกข์ จิตใจเฉยๆ ก็แค่รู้ ไม่เพ่งจิตใจนะ แล้วก็ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ถ้าลืมตัวไปก็ลืมกายลืมใจ ถ้าไม่ลืมตัวก็รู้กายรู้ใจในขณะเดียวกันอย่าไปเพ่ง ถ้าเพ่งแล้วมันนิ่ง แค่รู้ แค่ระลึก แค่ระลึก นะ

เพราะฉะนั้น อะไรเกิดขึ้นในใจคอยรู้ไปเล่นๆ รู้เล่นๆ ถึงจุดหนึ่งสติแท้ๆจะเกิดขึ้น เช่น นั่งฟังหลวงพ่อพูด รู้สึกมั้ย ขณะที่ฟังหลวงพ่อพูด ฟังแล้วก็คิด ฟังแล้วก็คิด สลับกัน ดูออกมั้ย ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว ไม่มีใครหรอกที่ฟังอย่างเดียว ที่เราบอกว่าตั้งใจฟัง ตั้งใจฟัง จริงเราฟังสลับกับคิดตลอด แต่เราไม่เคยเห็นต่างหากล่ะ

ต่อไปนี้เราค่อยสังเกต ฟังหลวงพ่อพูด สังเกตมั้ย ฟังไป คิดไป ฟังไป คิดไป เนี่ยเราหัดดูไปนะ จิตไปฟังเราก็รู้ทัน จิตกำลังไปคิดเราก็รู้ทัน หัดรู้อย่างนี้บ่อยๆ ต่อไปพอจิตไหลไปคิดปั๊บ สติจะเกิดเอง มันจะระลึกขึ้นได้เลยว่า อ้อ.. หลงไปคิดแล้ว มีคำว่าแล้วนะ อ้อ.. หลงไปคิดแล้ว มันโกรธขึ้นมา สติระลึกได้ จะรู้เลย อ้อ.. หลงไปโกรธแล้ว มีคำว่าแล้ว หมายถึงว่า กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นก่อน แล้วเราก็่ค่อยรู้ว่ามันเกิด อย่าไปดักดูนะ

เมื่อตะกี้นี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมาถามหลวงพ่อว่า เขาภาวนาแล้วมันผิดตรงไน ผิดตรงที่ไปดักดู ไปรอดู จะไปดูจิตนะ ก็ไปรอดู เมื่อไหร่จะมีอะไรเกิดขึ้น อย่างนี้กลายเป็นการเพ่งจิต ไม่มีอะไรให้ดูหรอก ต้องรอให้สภาวะมันเกิดก่อน เช่น มันมีปีติขึ้นมารู้ว่ามีปีติ มีความสุขขึ้นมารู้ว่ามีความสุข มันเฉยๆรู้ว่าเฉยๆ มันโลภ มันโกรธ มันหลัง ค่อยรู้เอา สภาวะเกิดแล้วค่อยรู้ สภาวะเกิดแล้วค่อยรู้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒

File: cp tower 520724
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๐๘ ถึง นาทีที่ ๑๔วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้สภาวะแล้ว จิตยินดียินร้ายให้รู้ทันอีก

mp 3 (for download) : รู้สภาวะแล้ว จิตยินดียินร้ายให้รู้ทันอีก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : คอยดูใจของเรานะเวลามันรู้สภาวะขึ้นมา เช่นมันเห็นความสุขเกิดขึ้นมา มันหลงยินดีให้รู้ทัน มันเกิดความทุกข์ขึ้นมา มันหลงยินร้ายให้รู้ทัน หรือภาวนาเจริญสตินะ สติเกิดถี่ยิบเลย พอใจรู้ทัน ช่วงนี้สติไม่เกิดเลยสติแตก เสื่อมไปกรรมฐานเสื่อม เสียใจกลุ่มใจทุรนทุราย รู้ทันลงไปว่าไม่พอใจอยู่ เนี่ย ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นนะรู้ลงไปที่ใจของเรา

เบื้องต้นแค่เห็นสภาวะก่อน เช่นร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวรู้สึก โลภโกรธหลงเกิดขึ้นก็รู้อะไรรู้ ถ้ารู้แล้วนะต่อไปก็ลึกซึ้งขึ้นมาอีก สังเกตเข้ามาถึงจิตถึงใจ มันจะเข้ามาสังเกตได้เองแหล่ะ อย่าจงใจสังเกตนะ มันจะเห็นความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้น

งั้นเบื้องต้นรู้สภาวะนะ ถัดมาก็รู้ความยินดียินร้ายต่อสภาวะนั้น เมื่อเรารู้ความยินดียินร้ายต่อสภาวะนั้น ความยินดียินร้ายจะดับไป ใจก็เป็นกลางขึ้นชั่วขณะ ก็ไปรู้สภาวะอีก ก็หลงยินดียินร้ายอีก รู้ทันความยินดียินร้ายอีกนะ ความยินดียินร้ายดับอีกชั่วขณะ เดี๋ยวกระทบอารมณ์ก็เกิดอีก เกิดไปจนวันนึงปัญญามันแจ้งขึ้นมาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นไตรลักษณ์ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา คราวนี้มันจะไม่ยินดียินร้ายของมันเองแล้ว

เบื้องต้นไม่ยินดียินร้ายเข้าไปรู้ทันความยินดียินร้ายเข้าเราจะได้ไม่ปรุงนาน พอฝึกมากเข้ามากเข้าเนี่ย มันเข้าใจความเป็นจริงของสังขารคือความปรุงแต่งทั้งปวง ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ทั้งกายทั้งใจ เข้าใจแล้วว่ามันไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์เป็นอนัตตา มันจะหมดความยินดียินร้ายไปเอง นี่เป็นการที่มันเข้าถึงความยินดียินร้ายด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยสติ

เบื้องต้นรู้ด้วยสตินะ เห็นจิตมันยินดีก็รู้ อย่างไปเห็นสาวสวยใจมันชอบนะ เราเห็นลงไปรู้ทันความชอบนี้ ใจไม่ชอบอีกแล้วอยากให้หายราคะ อยากให้หาย รู้ทันลงไปที่ความอยากให้ราคะดับอีกมันยินร้ายอีกแล้ว ถ้ารู้อย่างนี้นะอย่างนี้เรียกว่ารู้ด้วยสติ รู้ไปเรื่อยๆ ทันทีที่รู้ด้วยสตินะ ความยินดียินร้ายก็ดับ แต่ดับชั่วคราว ต่อไปพอซ้ำแล้วซ้ำอีก เห็นสภาวะเกิดดับไปเรื่อยๆ เห็นเป็นไตรลักษณ์ไปเรื่อย ต่อไปก็รู้ด้วยปัญญา เห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว ไม่รู้จะยินดีไปทำไม ไม่รู้จะยินร้ายไปทำไม อย่างนี้รู้ด้วยปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๑๐
File: 511108A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

mp3 (for download) : จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

หลวงพ่อปราโมทย์ : บทเรียนเกี่ยวกับจิตตสิกขาไม่ได้จบแค่ว่า อันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล ยังลึกลงไปอีกชั้นนึง ในบรรดาจิตที่เป็นกุศลนั้นยังมี 2 ชนิด กุศลที่สงบพักผ่อนอยู่เฉยๆ กับกุศลที่ใช้เจริญปัญญา ไม่เหมือนกัน

จิตที่มีกุศลแบบสงบพักผ่อนสบาย จิตเป็นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นบุญเป็นกุศลเนี่ยอย่างหนึ่ง อย่างเวลาเราทำบุญใส่บาตร รู้สึกมั้ย มีความสุข รู้สึกมั้ย และจิตเป็นกุศลนะแต่กุศลอย่างนี้ไม่เจริญปัญญา เป็นกุศลเฉยๆ ทำบุญทำความดีอะไรนี้ เสียสละปลื้มใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นเจริญปัญญา

กุศลที่เจริญปัญญาได้นะ จิตที่จะเจริญปัญญาได้ต้องตั้งมั่น ตั้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถอนตัวออกจากปรากฎการณ์ทั้งหลายทางรูปธรรมนามธรรม เห็นรูปธรรมแสดงละคร เห็นนามธรรมแสดงละคร จิตถอนตัวออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู เห็นมันแสดงทั้งวันเลย

ในร่างกายเรามีตัวละครอยู่ 28 ตัวนะ มีรูปมันมี 28 รูปแต่รูปจริงๆมี 18 รูป รูปเทียมๆ รูปไม่จริงมีอีก 10 รูป นามธรรมทั้งหลายเนี่ยมีจิตหนึ่ง จิตมีหนึ่ง จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิกอีก 52 เจตสิก 52 อย่างเนี่ยแยกเป็นเวทนาซะหนึ่ง สัญญาอีกหนึ่ง อีก 50 เป็นตัวสังขาร เนี่ยตัวละครนะ ตัวละครโรงใหญ่เลยนะ มีจิต มีเจตสิก มีรูปนะ

จิต ถ้าแยกออกไปอีกมีจิตอีกเยอะแยะเลย มีอีก 81 ดวง พวกเราไม่มี 89 ดวง เราไม่เคยมี เราไม่มีโลกุตตรจิต(อ่าน โล-กุต-ตะ-ระ-จิต)อีก 8 ดวง ถ้าคนใหนเป็นพระอริยะก็เคยมีโลกุตตรจิต ถ้าเป็นพระอรหันต์ผลจิตเกิดขึ้นนะก็เป็นโลกุตตระได้นะแต่อย่างปุถุชนนี่ไม่มี ไม่เคยเห็น ถ้าคนทำฌานไม่ได้นะจำนวนจิตที่มียิ่งลดลงอีก

อย่างพวกเรานี้เป็นจิตอยู่ในกาม จิตวนเวียนอยู่ในกามาวจรภูมิ เราดูจิตเท่าที่เรามี จิตที่เรามีนะเดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศลเนี่ยหัดดูไปเท่าที่มีนะ ไม่ต้องอุตริไปดูว่าจิตของพรหมเป็นแบบใหนเราต้องเลียนแบบไม่จำเป็นเลย ไม่จำเป็น เราดูของจริงในตัวเอง รวมๆแล้วสภาวะธรรมทั้งหมดนะที่จะเรียนจริงๆมี 72 ตัว เป็นนิพพานซะตัวนึง เป็นจิตซะตัวนึง อีก70 ตัวเนี่ยเป็นทั้งรูปทั้งนาม รูปนามแท้ๆนะ เราไม่ต้องเรียนเยอะขนาดนั้น

เราเรียนเท่าที่เรามี เรียนเท่าที่เรามี หัดดูของจริงนะ หัดดูไปเรื่อย ดูด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นกลาง เนี่ยจิตที่เป็นกุศลชนิดที่มันตั้งมั่น มันเป็นกลาง แล้วจิตที่เป็นกุศลที่ใช้เดินปัญญาได้จริงเนี่ยต้องเป็นกุศลที่มีกำลังกล้า

จิตที่มีกุศลนะยังมี 2 ชนิดนะ ชนิดที่ 1 มีกำลังอ่อนเอาไปทำวิปัสสนาไม่ได้จริงหรอก ชนิดที่ 2 มีกำลังกล้าต้องมีปัญญาด้วย จิตที่มีกุศลก็ยังมีอีกสองพวก พวกที่มีปัญญากับพวกไม่มีปัญญา พวกที่มีปัญญากับไม่มีปัญญายังแยกได้อีกนะ แยกเป็นพวกที่มีกำลังแก่กล้ากับพวกกำลังไม่แก่กล้า

อย่างพวกมีปัญญาเนี่ย ปัญญาอ่อนๆก็มีนะแต่ไม่ใช่ปัญญาอ่อนอย่างโลกๆนะหมายถึงกำลังของปัญญาเนี่ยไม่แก่กล้า กับพวกที่กำลังแก่กล้า จิตที่เป็นกุศลที่มีกำลังกล้าเนี่ยเป็นจิตที่เกิดอัตโนมัติเกิดได้เองเรียกว่า อสังขาริกัง เกิดเอง จิตที่ต้องน้อมนำให้เกิดกุศลเนี่ยมีกำลังอ่อนเรียก สสังขาริกัง

สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตำหรับตำรา ต้องศึกษา รู้เองไม่ได้หรอก กระทั่งพระอรหันต์ก็ไม่รู้หมดหรอก เพราะว่าไม่ใช่ภูมิปัญญาที่จะรู้ได้ทั่วถึงขนาดพระพุทธเจ้าขนาดนั้น นั้นเราอย่าดูถูก ตำหรับตำรานะ เป็นนักปฏิบัติอย่าดูถูกปริยัติ ดูของจริง ดูของจริงลงไป เรามาฝึกจนจิตที่เป็นกุศลเกิดอัตโนมัติ                           

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๐ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทุกข์เป็นสิ่งที่หนีไม่ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: 520704B_suffering can’t be denied

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้ารู้สภาวะนะ ให้รู้สภาวะตามความเป็นจริง  เป็นจริงของมันก็คือทุกข์นั่นแหละ  รู้ด้วยความเป็นกลาง ถ้าใจเราไม่เป็นกลาง  ใจเรายังรังเกียจทุกข์อยู่ก็ยังไม่พ้นหรอก มันก็จะทุกข์ไปเรื่อย ไปรู้อันนี้ จิตไปเกาะอันนี้ก็ทุกข์ จิตไปเกาะอันนี้ก็ทุกข์ มีแต่ทุกข์ไปหมดเลย วันนึงจิตจะฉลาดขึ้นมา จิตจะเป็นกลาง จิตรู้แล้วว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่หนีไม่ได้ ห้ามก็ไม่ได้ หนีก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่พ้น ไปไหนก็เอาทุกข์ไปด้วย พอจิตมันรู้ตรงนี้นะ มันยอมรับนะ เป็นกลางกับมัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ
วันเสาร์ ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
File: 520704B
ระหว่างนาทีที่ ๒๔วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๐๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง รู้ใจตัวเองพอแล้ว

mp3 (for download) : ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง รู้ใจตัวเองพอแล้ว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง รู้ใจตัวเองพอแล้ว

โยม : อยากถามหลวงพ่อว่า ไม่เข้าใจคำว่า ซึม กด ทื่อ อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ จะไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจน

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอาอย่างนี้ ในใจเรารู้สึกมั๊ย บางวันก็ปลอดโปร่ง บางวันก็หนักๆ เคยรู้สึกมั้ย ไม่ต้องเข้าใจ ซึม ทื่อ อะไรก็ได้นะ ใจเราปลอดโปร่งรู้ว่าปลอดโปร่ง ใจมันหนักๆขึ้นมารู้ว่าหนักๆ ดูอย่างนี้ก็ได้

โยม : แล้วคำว่า น้อมใจ น่ะค่ะ หมายถึงยังไงคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ช่างมันเถอะ หลวงพ่อพูดกับคนอื่นนะ บอก เค้าน้อมใจไปแล้ว เค้ารู้เรื่อง เห็นมั้ยเป็นธรรมะเฉพาะตัว ดังนั้นเราไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง เราแค่รู้ใจของเรา เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย รู้เท่านี้พอแล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510315
ระหว่างนาทีที่ ๔๑ วินาทีที่ ๐๓ ถึงนาทีที่ ๔๑ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สภาวะหยาบหรือละเอียด ก็แสดงไตรลักษณ์

mp3 for download : ไม่ต้องเห็นสภาวะละเอียด สภาวะหยาบก็แสดงไตรลักษณ์เหมือนกัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สภาวะหยาบหรือละเอียด ก็แสดงไตรลักษณ์

สภาวะหยาบหรือละเอียด ก็แสดงไตรลักษณ์

หลวงพ่อปราโมทย์ : อยู่ที่สติปัญญานะ ค่อยฝึกค่อยรู้ค่อยดูของเราไป ในที่สุดใจก็สักว่ารู้สักว่าเห็นแท้ๆเลย จิตจะขยับไปก็เห็น จิตจะทรงอยู่ก็เห็น เห็นแต่เรื่องบังคับไม่ได้ อันนี้สำหรับพวกปฏิบัติละเอียดนะ

บางคนไม่ต้องละเอียด บางคนแค่เห็นว่าเดี๋ยวจิตก็สุขเดี๋ยวจิตก็ทุกข์เดี๋ยวจิตก็เฉยๆเห็นแค่นี้ก็ได้ บางคนเห็นว่าเดี๋ยวจิตก็โกรธเดี๋ยวจิตก็ไม่โกรธ บางคนเห็นว่าเดี๋ยวจิตก็เผลอเดี๋ยวจิตก็ไม่เผลอ เห็นแค่นี้ก็ได้ ไม่ต้องละเอียดก็ได้

การเห็นละเอียดเนี่ยเหมาะสำหรับคนบางคน เนื่องจากมีจริตนิสัยละเอียด จะเห็นแต่สภาวธรรมล้วนๆเลย จะว่าดูจิตมันก็ไม่เชิงนะ มันเหมือนๆเห็นสภาวธรรมล้วนๆเลย ไม่รู้ว่าคืออะไรหรอก เห็นแต่สภาวธรรมบางอย่างไหววับ ดับวับ ดับไป ไม่รู้ว่าคืออะไร

แต่ไม่จำเป็นต้องละเอียด เพราะฉะนั้นไม่ต้องพยายามทำให้ละเอียด รู้ได้หยาบๆก็รู้หยาบๆไป หลวงพ่อตอนหัดแรกๆก็ไม่ได้ดูละเอียด แค่เห็นว่าจิตนั้นมันไหลเข้าไปแช่ไปรวมกับอารมณ์บ้าง จิตมันแยกออกจากอารมณ์บ้าง เห็นขันธ์กระจายตัวออกไปบ้าง ขันธ์รวมกันมาเป็นตัวเราบ้าง เห็นกิเลสหยาบๆ โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ สงสัย เห็นแต่ของหยาบๆก็ดูของหยาบๆไป ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ละเอียด ของหยาบหรือของละเอียดแสดงไตรลักษณ์เท่าๆกัน แล้วแต่จริตนิสัย

แต่บางคนดูของหยาบแล้วไม่สะใจ สติปัญญามันมากไป ดูของหยาบแล้วมันไม่พอ ก็ดูของที่ละเอียดขึ้น แต่ว่าไม่ว่าสภาวะที่หยาบหรือละเอียด สภาวะภายในหรือภายนอกนะ สภาวะที่ใกล้ที่ไกล สภาวะทั้งหลายทั้งปวง เกิดแล้วดับ เห็นแค่ว่าสิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ นี่ภาวนาเอาตรงนี้เอง เอาแค่นี้ล่ะ เห็นว่าสิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับไป สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับไป ซ้ำแล้วซ้ำอีก ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี บางคน ๓ เดือนก็มีนะ แต่ ๓ เดือนหมายถึงดูเป็นแล้ว ดูเป็นแล้วดูลูกเดียวเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510414A
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๕ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หัดให้จิตมีปัญญา ไม่ใช่เรามีปัญญา

mp3 for download : หัดให้จิตมีปัญญา ไม่ใช่เรามีปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หัดให้จิตมีปัญญา ไม่ใช่เรามีปัญญา

หัดให้จิตมีปัญญา ไม่ใช่เรามีปัญญา

โยม : เห็นสภาวธรรมเป็นอนัตตา แล้วทำไมจิตจึงยังไปหลงยึดอยู่

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราเห็นแต่จิตไม่เห็น อย่างเราไปดูนะ เอ้อ..กายนี้เป็นทุกข์นะ เอ้อ..ทุกข์จริงๆแหละ จิตไม่รู้สึก จิตยังไม่รู้สึกว่ามันทุกข์จริง อะไรอย่างนี้ คือเราเห็นโน้นเห็นนี้เราบอกว่าเราเห็นแล้วนะ พอแล้วนะ ฉันบรรลุได้แล้วนะ จิตไม่ยอม

โยม : เอ๋อ… มันเป็นสภาวธรรมที่.. อธิบายยังไงดี คือมันเกิดขึ้นกับ คือวันหนึ่งผมคัน เสร็จแล้วเกิดขึ้นในชั่ววินาทีเดียว ตรงนั้น มันอยู่เหนือความควบคุมของเรา มันเกิดความรู้สึกตรงนั้นขึ้นมา

หลวงพ่อปราโมทย์ : นั่นแหละ ปัญญามันเกิด

โยม : ช่วงอาทิตย์หนึ่ง ช่วงตรงนั้นน่ะ มันทิ้งทุกอย่าง คือสภาวธรรมอะไรที่ปรากฎขึ้นมา ก็ไม่ไปแทรกแซงมันได้ แต่พอพ้นช่วงหลังสัปดาห์นั้นไปแล้วเนี่ย มันก็ค่อยๆยึดกลับมาเหมือนเดิม

หลวงพ่อปราโมทย์ : นั่นแหละ ไม่ว่าอะไรนะ เจริญไม่เกินอาทิตย์หนึ่งหรอก เดี๋ยวก็เสื่อม เพราะมันไม่ใช่ของจริง ยังไม่ใช่ของจริงของเรานะ

โยม : ทีนี้ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงกลับเข้าไปช่วยกันปรุงอยู่เหมือนเดิมล่ะครับ ทำไมไม่รู้เหมือนเดิมตอนที่ช่วงสัปดาห์นั้น

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะมันอยากไง พอมันเคยเห็นสภาวะนี้แล้วมันก็อยากเห็นอีกแล้ว ก็ดิ้นรนหาทางจะดูให้เกิดสภาวะอย่างนี้อีก เลยไม่เกิดเลย ตราบใดที่ยังดิ้นรนอยู่ก็จะไม่เห็นหรอก

โยม : แล้วผมต้องเพิ่มเติมหรือแก้ไขอะไรอีกมั้ยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ต้องลดลงสิ อย่าไปเพิ่มเติม ใจมันแอบไปปรุงแต่งอะไร รู้ทันมันเรื่อยๆ อย่าไปช่วยมันปรุง ไม่้ใช่ไปช่วยมันปรุงว่าทำอย่างไรถึงจะเห็นอย่างนั้นอีก

โยม : ครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันอยู่ที่เลิกไปนะ เลิกปรุงแต่ง ไม่ใช่ไปปรุงแต่งให้ดีๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510324B
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๔๔ ถึงนาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การรู้สภาวะ

การรู้สภาวะ

ถาม : ปกติผมจะรู้นะครับเวลาสติระลึกรู้ว่าเมื่อกี้มีสภาวะเกิดขึ้นมาถึงจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามว่ามันคือสภาวะอะไร แต่มีอยู่ 2-3 ครั้งน่ะครับที่แปลกๆ คือ ตอนสติเขาระลึกรู้ขึ้นมาแต่เรารู้สึกว่ามันไม่ได้มีสภาวะอะไรเลยครับ เขาระลึกขึ้นมาของเขาเอง แต่แน่ใจมากๆ ว่าเมื่อกี้น่ะไม่มีสภาวะครับ

ตอบ : เวลารู้สภาวะจะมีอยู่สองแบบ

แบบแรก เกิดสภาวะที่เป็นกุศลอกุศลก่อน(จิตหลงไปกับสภาวะนั้นก่อน)
แล้วจิตจึงระลึกรู้ได้ว่ามีสภาวะนั้น

แบบที่สอง จิตหลงไปแต่ไม่ได้มีสภาวะอะไรที่หยาบๆแรงๆจนเห็นได้ชัด
พอเกิดสติรู้สึกตัว ก็เลยเหมือนไม่มีสภาวะอะไรให้รู้
ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จิตจะรู้แบบไม่มีสภาวะอะไรเลย
จริงๆแล้ว มีสภาวะอยู่แต่ดูไม่ออก เช่นพวกความว่างๆเฉยๆ ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สภาวะมีสองอย่าง

Mp3 for download: two sapawa

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สภาวะมีสองอย่าง

สภาวะมีสองอย่าง

หลวงพ่อปราโมทย์: ถ้าเราฝึกจิตใจของเราถึงช่วงนึง เราจะพบว่ามันเกิดสภาวะสองอย่างเท่านั้นเอง สภาวะที่ขณะนี้รู้ตัว หรือว่าขณะนี้เผลอไปแล้ว

พอเผลอไปก็จะไปปรุงแต่งอะไรเยอะแยะ เช่น เผลอไปเรื่องโลกๆ คิดเรื่องโลกๆ ใหญ่เลย นี่เผลอไปจริงๆ เผลอไปนั่งคิดๆ รู้เรื่องที่คิดแต่ไม่รู้ตัวเอง ก็เผลอเหมือนกัน

เผลอไปนั่งเพ่ง ไปจับอารมณ์ขึ้นมาอันนึงแล้วก็เพ่งนิ่งอยู่กับอารมณ์อันเดียว ก็ยังเผลอ ยังหลงอยู่อีก หรือน้อมใจเข้าหาความสงบ น้อมไปเรื่่อย น้อมจนซึม ซึมเคลิ้มๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ส่วนใหญ่จะคิดว่าดี ไม่ดีหรอก มันขาดสติ เพราะฉะนั้นการที่น้อมใจ ปรุงแต่งใจนั้นทำได้หลายรูปแบบ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑
File: 451117A
Track: ๑๑
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๑๕ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๐๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่เป็นกุศลมี ๒ ระดับ

mp 3 (for download) : จิตที่เป็นกุศลมี ๒ ระดับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตที่เป็นกุศล มี ๒ ระดับ

จิตที่เป็นกุศล มี ๒ ระดับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : กิเลสครอบงำได้เพราะมันไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ถ้ามีก็มีแต่สมาธิ สมาธิเนี่ยมันเกิดร่วมกับอกุศลก็ได้ แต่สติกับปัญญาเกิดแก่จิตที่เป็นกุศลเท่านั้น พวกเราต้องมีสติไว้ก่อน ก่อนจะมีปัญญาได้ต้องมีสติก่อน

จิตที่เป็นกุศลนั้นมีสองระดับ เป็นกุศลที่ไม่มีปัญญาอย่างหนึ่ง กุศลที่มีปัญญาอีกอย่างหนึ่ง

เพราะฉะนั้นมีสติเฉยๆนั้นยังไม่มีปัญญา นี่ถ้าอยากมีวิมุตติ อยากได้วิมุตติ ความหลุดพ้น ต้องมีทั้งสติ ทั้งปัญญา มีสติรู้เท่าทันความปรากฏขึ้น ความหายไปของตัวสภาวธรรม รูปธรรม นามธรรม  สติเป็นตัวรู้ทันสภาวะ เมื่อมีสภาวะอะไรเกิดขึ้น ปัญญาเป็นตัวรู้ลักษณะ คือรู้ว่าสภาวะทั้งหลายนั้นตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ลักษณะก็คือไตรลักษณ์นั้นแหละ บางทีเรียกว่าลักษณะ ลักษณะ

ลักษณะที่เป็นกลางๆทั่วๆไปสำหรับธรรมชาติที่ปรุงแต่งทั้งหลายมีสามอย่าง – อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เลยเรียกว่าไตรลักษณ์ “ไตร” แปลว่าสาม ลักษณะสามอย่าง คนที่ไปรู้ลักษณะสามอย่างหรืออันใดอันหนึ่งนั้นคือตัวปัญญา สติเป็นตัวรู้รูปธรรมนามธรรมที่เกิดขึ้น

ปัญญาเป็นตัวเห็นความจริงว่ารูปธรรมนามธรรมอันนั้นเป็นไตรลักษณ์ เนี่ยถ้ามีสติมีปัญญาแก่รอบนะ จะรู้เลย สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดมานะล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดแล้วดับทั้งสิ้น เนี่ยรู้รวบยอด ก็จะเป็นพระโสดาบัน ไม่มีตัวมีตน สิ่งทั้งหลายเกิดแล้วดับทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตนถาวร นี่เห็นอนัตตา ก็เป็นพระโสดาบัน ไม่มีตัวไม่มีตน

เพราะฉะนั้นเครื่องมือที่เราต้องพัฒนาขึ้นมานะ ตัวแรกชื่อว่าสติ ตัวที่สองชื่อว่าปัญญา สติเป็นตัวรู้ทันลักษณะที่กำลังปรากฏอยู่ ปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของสภาวะ สติเป็นตัวรู้สภาวะที่เกิดขึ้นมา

ปัญญาเป็นตัวเข้าใจความเป็นจริงของสภาวะว่าตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เพราะงั้นปัญญาเป็นตัวเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทัน ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ

ต้องมีสองตัวเนี้ย ถึงจะเอาตัวรอดได้ ได้มรรคได้ผลได้


สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
Track: ๘
File: 531112.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิปัสสนาไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ แต่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ

mp3 (for download): วิปัสสนาไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ แต่รู้ความเป็นจริงของกายของใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

วิปัสสนาไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ แต่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ

วิปัสสนาไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ แต่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ

หลวงพ่อปราโมทย์ :

พวกเราอย่านึกว่าแค่รู้กายรู้ใจแล้วเป็นวิปัสสนา ไม่เป็นหรอก วิปัสสนาจริงๆ ไม่ใช่การรู้กายรู้ใจ วิปัสสนาจริงๆ คือรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ต้องชัดเจนขนาดนี้นะ เพราะอะไร เพราะว่าวิปัสสนาทำไปเพื่อถอนความเห็นผิด เพื่อละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา ถ้าเราเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์เราก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ละความเห็นผิดได้ ลำพังเห็นกายเห็นใจแล้วก็ทื่อๆ นิ่งๆ ทื่อๆ อยู่นะ สามวันสามคืน หรือทำสมาบัติ นิ่ง ไม่กระดุกกระดิก ไม่กินข้าวอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน มันไม่มีปัญญา มันไม่สามารถถอดถอนความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเราได้

ฉะนั้นเราต้องมีทั้งสติ มีทั้งปัญญา มีสติรู้สภาวะ คือรู้กายรู้ใจที่กำลังปรากฎ มีปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เป็นตัวเรา บางคนเห็นว่ามันไม่เป็นตัวเราเพราะมันไม่เที่ยง บางคนเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเราเพราะมันเป็นทุกข์ บางคนเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเรา เพราะมันบังคับไม่ได้ มันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ มันบังคับไม่ได้ มันเป็นอนัตตา

ดังนั้นเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงอันใดอันหนึ่ง ย้ำคำว่าเพียงอันใดอันหนึ่ง ก็สามารถละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเราได้ อันนี้แล้วแต่บุคคล หน้าที่ของเราแค่มีสติรู้กายรู้ใจ มีปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจไปเรื่อยๆ ตรงที่อริยมรรคจะเกิดนะ บางคนเกิดเพราะเห็นอนิจจังของกายของใจ บางคนเห็นทุกข์ของกายของใจ บางคนเห็นอนัตตาของกายของใจ แล้วก็ละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นเรา มีเราในกายในใจนี้ มีเรานอกเหนือกายนอกเหนือใจนี้ ต้องรู้อย่างนี้นะ รู้ไป

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๕๑

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
File: 510216A
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

mp3 for download : เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตตั้งมั่นจริง มันจะเห็นเลย ไอ้ที่เดินอยู่นี้ ร่างกายมันเดิน ไม่ใช่เราเดิน ที่นั่งอยู่นี้ร่างกายมันนั่งไม่ใช่เรานั่ง ที่นอนอยู่นี้ร่างกายมันนอนไม่ใช่เรานอน ที่ยืนร่างกายมันยืนไม่ใช่เรายืน มันเป็นของมันเอง ไอ้ที่โลภอยู่นะจิตมันโลภไม่ใช่เราโลภ ที่โกรธอยู่จิตมันโกรธไม่ใช่เราโกรธ ที่หลงอยู่จิตมันหลงไม่ใช่เราหลง เห็นอย่างนี้เลย

เห็นไปเรื่อยๆ เห็นแต่ว่ารูปธรรมนามธรรมเขาทำงาน ไม่ใช่เราทำงาน เวลาโกรธขึ้นมา ตอนนี้รู้สึกมั้ย เวลาโกรธมันจะเป็นเราโกรธ แต่พอเรามีสติรู้สึกมั้ย เราจะเห็นความโกรธอยู่ต่างหาก เราเป็นจิตเป็นคนดูอยู่ เห็นมั้ยความโกรธเป็นคนดูอยู่ ความโกรธมันเกิดขึ้น ความโกรธเป็นสภาวะอันหนึ่ง ไม่ใช่เราแล้วนะ นี่ค่อยๆแยกออกมา

พอฝึกไปแล้ว จะเห็นว่าตัวเราไม่มี มีแต่สภาวธรรมที่เป็นแต่รูปธรรมนามธรรมนะ ฝึกมากๆไป วันหนึ่งปัญญาพอนะ ก็เกิดอริยมรรคขึ้นมา จนเข้าถึงความบริสุทธิ์ก็ด้วยปัญญาที่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนามนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงบอก บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ไม่ได้ถึงความบริสุทธิ์ด้วยศีล ไม่ได้ถึงความบริสุทธิ์ด้วยสมาธินะ แต่ถึงความบริสุทธิ์ด้วยปัญญา

ลำพังมีศีลนะ ก็บริสุทธิ์บ้าง สกปรกบ้าง มีสมาธิ เดี๋ยวสมาธิก็ยังเสื่อม ให้มีปัญญาเข้าใจ จิตมันเข้าใจนะ ไม่ใช่เราเข้าใจ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520426A.mp3
ลำดับที่ ๔
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศาสนาพุทธสอนวิพัชวิธี

mp3 for download : ศาสนาพุทธสอนวิพัชวิธี

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ศาสนาพุทธสอนวิพัชวิธี

ศาสนาพุทธสอนวิพัชวิธี

หลวงพ่อปราโมทย์ : ศาสนาพุทธนี่สอน “วิพัชวิธี” วอแหวน สระอิ พอพานไม้หันอากาศชอช้าง “วิพัช” แปลว่าจับมันแยกออกไป แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกไป แล้วจะเห็นเลยว่า เป็นแต่สภาวะ ไม่มีตัวเรา ถ้าไม่มีตัวเราแล้วใครจะทุกข์ สภาวะสิทุกข์ไป แต่เราไม่ทุกข์ ตัวสภาวะนั้นแหละที่เรียกว่า “ขันธ์ ๕”

ขันธ์ ๕ มันก็ทุกข์ในส่วนของขันธ์ ๕   ขันธ์ ๕ ยังไงก็ต้องทุกข์เพราะขันธ์ ๕ เป็นกองทุกข์ แต่ว่าเราไม่มีนะ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีเราในขันธ์ ๕ ไม่มีเรานอกจากขันธ์ ๕ อีก เพราะฉะนั้นขันธ์ ๕ ก็ทุกข์ไป เราไม่ทุกข์ด้วยหรอก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๐ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๔๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

mp3 for download : ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราเห็นสภาวะ กระจายสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกมา มันจะเป็นตัวสภาวะ

ทุกวันนี้เราคิดว่า “ตัวเรา” มีอยู่จริงๆ นี่ อันนี้คือตัวเรา นี่ความรู้สึกของเรา นั่นอะไรต่ออะไรของเรา พอมีตัวเรา มันมีตัวเขา มีของๆเราขึ้นมาด้วย มีของๆเขาขึ้นมาด้วย มันมีตัวเราจริงๆ พอตัวเรานี้แปรปรวนไป ไม่ได้อย่างใจ ก็มีความทุกข์ขึ้นมา

แต่ถ้าแยกออกไป สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ก็คือสภาวะนั่นเอง สภาวะที่เป็นรูปธรรม ที่เป็นนามธรรม เราจะเห็นเลยว่ารูปธรรมก็ไม่ใช่ตัวเรา นามธรรมก็ไม่ใช่ตัวเรา มันจะแยกออกไป มันจะเห็นว่าไม่มีตัวเรา

คล้ายๆรถยนต์ มีรถยนต์อยู่คันหนึ่ง เราคิดว่ามีรถยนต์จริงๆ เรามาถอดออกเป็นชิ้นๆ อันนี้ลูกล้อ ลูกล้อก็ไม่ใช่รถยนต์ ใช่ไหม พวงมาลัยก็ไม่ใช่รถยนต์ ตัวถังก็ไม่ใช่รถยนต์นะ เบาะก็ไม่ใช่รถยนต์ เบรคก็ไม่ใช่รถยนต์ กันชนก็ไม่ใช่รถยนต์ หลอดไฟสายไฟ ไม่ใช่รถยนต์สักอันเดียว เห็นไหม ถังน้ำมันก็ไม่ใช่รถยนต์ ดูไปๆเราก็รู้ อ๋อ..รถยนต์เป็นแค่ภาพลวงตา

นี่ถ้าเราสามารถแยกกายแยกใจออกไป เราก็จะเห็น ความเป็นตัวเราเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริงหรอก ทุกวันนี้เราสำคัญมั่นหมายว่ามันมีตัวเราจริงๆ พอตัวนี้มันแก่ ร่างกายมันแก่ เราก็ว่าเราแก่ ร่างกายมันเจ็บ เราก็ว่าเราเจ็บ ร่างกายมันตาย เราก็ว่าเราตาย มันมีเราขึ้นมา

พอมีเรา เรารักมัน หวงแหนมัน อยากให้มันดีตลอด อยากให้มันสุขตลอด มันอยู่ไม่ได้เราก็กลุ้มใจ ใจก็มีความทุกข์ขึ้นมา เนี่ย เพราะไม่เห็นความจริงว่ามันไม่ใช่เรา ไปคิดว่ามันเป็นเราขึ้นมา ก็มีความทุกข์

จิตใจก็เหมือนกันนะ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เราก็สำคัญผิด ยกตัวอย่างจิตมันโกรธ เราก็สำคัญผิดว่าเราโกรธ จิตมันโลภเราก็สำคัญผิดว่าเราโลภ จิตมันหลงนะ จิตมันไปคิด เราก็สำคัญผิดว่าเราคิด นี่สำคัญผิด

พอมันเป็นเราขึ้นมา เราก็อยากให้จิตนี้มันเป็นเราขึ้นมา เราก็อยากให้จิตมีแต่ความสุขความสบาย มีแต่กุศลอะไรอย่างนี้ คนดีก็อยากให้เป็นกุศลทั้งวัน พอมันไม่เป็นอย่างที่ต้องการนะ มันก็ทุกข์แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะดีตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะสุขตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะสงบตลอด พอมันแปรปรวนขึ้นมา เราก็ทุกข์

แต่ถ้าเราเห็นความจริง จิตก็เป็นแค่สภาวะอันหนึ่ง ไม่ใช่เราหรอก จิตมันโลภไม่ใช่เราโลภ จิตมันโกรธไม่ใช่เราโกรธ จิตมันหลงไม่ใช่เราหลง เห็นอย่างนี้เรื่อยๆ ต่อไปมันโกรธขึ้นมาก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเรา จิตมันโกรธต่างหาก ไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันโลภไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันสุขไปยุ่งอะไรกับมัน จิตมันทุกข์ไปยุ่งอะไรกับมัน จะเห็นว่ามันไม่ใช่เรา เห็นขันธ์มันไม่ใช่เรา

ฝึกมากเข้าๆ เห็นขันธ์มันทำงานของมันเอง ไม่ใช่เราเลย เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่ใช่เรานะ ขันธ์มันจะแก่ ขันธ์มันจะเจ็บ ขันธ์มันจะตาย ขันธ์มันจะพลัดพรากจากสิ่งที่มันรัก ขันธ์มันจะเจอสิ่งที่มันไม่รัก ขันธ์มันจะอยากแล้วมันไม่สมอยาก ขันธ์มันจะเหี่ยวแห้งใจ เศร้าโศกเสียใจ เป็นเรื่องของขันธ์ทั้งหมดเลยนะ เราไม่เกี่ยว เราค่อยๆฝึกไปนะจนกระทั่งเราสามารถไม่เกี่ยวกับมันได้

เบื้องต้นจะไม่เกี่ยวกับกายก่อน พวกเราที่ฝึกกับหลวงพ่อสักช่วงหนึ่ง สักเดือนหนึ่ง บางคนเริ่มเห็นแล้ว ร่างกายมันแยกออกไปต่างหาก ร่างกายเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า ร่างกายเป็นสภาวะอันหนึ่ง ร่างกายไม่ใช่ตัวเราหรอก ต่อไปเวลาจะเจ็บจะแก่จะตายอะไรขึ้นมา จะเห็นร่างกายมันแก่มันเจ็บมันตาย ไม่ใช่เราแล้ว หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ มีสติ รู้สึกตัว เห็นสภาวะมันทำงาน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๕ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง

mp3 for download: คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง

คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง

หลวงพ่อปราโมทย์: สมมุติจะคู่กับอะไร ตรงกันข้ามกับอะไร ‘สมมุติบัญญัติ’ ตรงข้ามกับ ‘สภาวะ’ หรือตรงข้ามกับ ‘ปรมัตถ์’ ทีนี้พวกเราบางคนก็มั่วๆนะ บอกว่าสมมุติตรงข้ามกับวิมุตติ คนละเรื่องเลยนะสมมุติกับวิมุตติน่ะ ไม่มีอะไรสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันนะ เห็นมันมุติเหมือนกัน

สมมุตินะ มุติตัวนี้ คือ มติ “สมมุติ” ก็คือ มติร่วมกัน ความเห็นร่วมกัน ความเข้าใจร่วมกัน ความรู้ร่วมกัน เช่น สมมุติร่วมกันขึ้นมาอย่างที่เรียกว่า ผู้หญิง ผู้ชาย เรียกหมา เรียกแมว เรียกคน สมมุติขึ้นมา มุติตัวนั้นแปลว่าความรู้

“วิมุตติ”นะ มุตติ แปลว่าหลุดพ้น คนละรากศัพท์กันนะ มติ กับมุตติ คนละรากศัพท์ เนี่ยบางทีเราก็มั่วๆเอา พ้นสมมุติก็ถึงวิมุตติ สมมุติพ้นไม่ได้นะ พ้นสมมุติล่ะบ้าเลย ยกตัวอย่าง ไม่รู้ว่านี่ผู้หญิง นี่ผู้ชาย ชักเพี้ยนแล้วใช่มั้ย พระอยู่กับสมมุติมั้ย ถ้าไม่มีสมมุตินะ ลูบหัวผู้หญิงก็ได้ ลูบหัวผู้ชายก็ได้ สมมุติไม่ได้มีเอาไว้พ้นนะ สมมุติมีเอาไว้เข้าใจ มีไว้ใช้สื่อสารกับคนอื่น

ส่วนอารมณ์ปรมัตถ์หรือสภาวธรรมเนี่ย เราต้องเรียนรู้มัน เรียนรู้จนเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งลึกลงไปแล้วมันก็คือ สภาวธรรม เนี่ยความคิดมันขึ้นมาปิดบัง เราสร้างสมมุติขึ้นมาปิดบัง ยกตัวอย่าง เราไม่เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าตัวเราจริงๆมันไม่มี มันเป็นขันธ์ ๕ ตัวขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นี่เอง

ตัว ‘รูป’ ก็คือ ตัวรูปขันธ์ ‘เจตสิก’ ก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร ตัว ‘จิต’ ก็คือตัววิญญาณ ในขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นั่นแหละ หน้าที่ของเราคือเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไปจนเห็นว่า จริงๆไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา แต่บัญญัติขึ้นเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นเรา เป็นเขา โดยสมมุติเอา

นี่คนทั้งหลายเคยชินกับสมมุติ จนไม่เห็นความจริง เรามาเรียนเพื่อให้เห็นความจริง เรียนก็ต้องเรียนให้ถึงตัวสภาวะจริงๆ ไม่ใช่นั่งคิดเอานะ ว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีเรา ไม่มีเขา บางทีก็คิดถึงนิพพาน นิพพานเป็นความว่าง ความว่างที่พวกเรารู้จัก ความว่างที่ไม่ใช่พระอริยะเห็นเนี่ยนะ เป็นความว่างที่ไม่ใช่ของจริงหรอก เป็นความว่างที่คู่กับความวุ่น


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๓
File: 530103.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีภพทีไร มีทุกข์ทุกที

mp3 for download: มีภพทีไร มีทุกข์ทุกที

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกเราสังเกตมั้ย กิเลสมันเกิดทั้งวัน พวกนักเรียนที่เรียนมาแล้ว เคยเห็นมั้ย กิเลสมันเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวหดหู่ เดี๋ยวลังเลสงสัย อะไรอย่างนี้ ใจเรานี่หมุนไปเรื่อยๆนะ เดี๋ยวกิเลสตัวนั้นเกิด เดี๋ยวกิเลสตัวนี้เกิด ทุกคราวที่ใจเราทำงานขึ้นมานี่ ภาษาพระเรียกว่า “ภพ” นะ

เวลาที่จิตใจของเราหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป ทำงานปรุงแต่งอะไรไป เขาเรียกว่ามันสร้างภพไปเรื่อย ภพมีสองส่วน ภพหนึ่งเรียกภพโดยการเกิด อย่างเราตอนนี้เราเกิดในภพของมนุษย์ ภพของมนุษย์เนี่ย เรียกว่าเป็นกามภพ ถ้าเราเข้าฌานก็เป็น รูปภพ อรูปภพ อันนี้เป็นภพโดยการเกิด เรียกว่า “อุปัติภพ” ตัวนี้ตอนนี้เรามีอยู่แล้ว เราเป็นภพของมนุษย์ นะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เรียกว่าเป็นภพใหญ่ของมนุษย์ มีภพใหญ่เป็นมนุษย์

แต่มันยังมีภพอีกชนิดหนึ่งนะ เรียกว่า “กรรมภพ” กรรมภพเนี่ย คือการที่จิตทำงานขึ้นแต่ละคราว แต่ละคราว เมื่อไรจิตใจเรามีความโลภขึ้นมานะ ขณะนั้น จิตเรา ร่างกายเราเป็นมนุษย์จริง แต่ใจเราเป็นเปรต เวลามีความโลภ สังเกตมั้ย ใจมีความสุขหรือมีความทุกข์ นึกออกมั้ย เวลาเราอยากโน้นอยากนี้ ใจเรามีความทุกข์นะ เวลาเรามีความโกรธขึ้นมาเนี่ย ใจเราก็อยู่ในภพที่เป็นสัตว์นรก สัตว์นรกเนี่ย จิตใจไม่แช่มชื่น ไม่เบิกบาน เจือด้วยโทสะ เจือด้วยความทุกข์ตลอดเวลา

เวลาเรามีความโกรธ หรือเวลาเรามีความทุกข์ เราสุขมั้ย เราไม่สุขใช่มั้ย มันเป็นภพของเปรต มีความโลภเราก็มีความทุกข์นะ เป็นภพของสัตว์นรกมีโทสะ มีความโกรธขึ้นมา เราก็มีความทุกข์ เป็นภพของสัตว์เดรัจฉาน ใจลอย ตัวนี้ดูยากแล้ว โมหะ ใจลอยไป ดูยาก หลงๆไปวันหนึ่งๆ นะ ดูยากแล้วว่าเป็นตัวทุกข์ อันนี้ต้องค่อยๆฝึกก่อน ทีแรกก็จะเห็นที่ภพที่มีโทสะ บางครั้งก็เห็นได้ง่ายว่าเป็นทุกข์ ภพที่มีความโลภขึ้นมา เห็นได้ง่ายว่ามีความทุกข์

ถ้าใจของเราเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมานะ เราก็เป็นภพของมนุษย์ ใจเรามีความสุขนะ อยู่กับความสุข มีความละอายบาป เกรงกลัวต่อบาป เราก็อยู่ในภพเทวดา ร่างกายเรายังเป็นคนอยู่ แต่ใจเราเป็นเทวดา บางทีเราทำสมาธินะ ร่างกายเราเป็นคน ใจเราเป็นพรหม เป็นพระพรหมเงียบๆ สงบนะ

เพราะฉะนั้นใจเราแหละ เสวยภพโน้น เสวยภพนี้ ตลอดเวลา เปลี่ยนภพตลอด คือเปลี่ยนสภาวะ พูดคำว่าภพแล้วงง เปลี่ยนมาเป็นว่า มันเป็นสภาวะต่างๆ เดี๋ยวใจเราก็มีสภาวะที่เป็นสุข เดี๋ยวใจก็มีสภาวะเป็นทุกข์ เดี๋ยวใจโลภ ใจโกรธ ใจหลง ใจฟุ้งซ่าน ใจหดหู่

บางภพหรือบางสภาวะเนี่ย ดูง่ายว่าเป็นทุกข์ บางภพที่ละเอียดปราณีตนะ บางสภาวะที่ละเอียดปราณีตนะ ดูยากว่าเป็นทุกข์ ต้องภาวนากันนานๆ ยกตัวอย่างใจของพรหมเนี่ยดูยากที่สุดเลยว่าเป็นภพ มันมีความสุข มันมีความสงบ มีอุเบกขาอยู่อย่างนั้น ดูยาก และใจอื่นๆนะ ก็ดูง่ายหน่อย ใจเทวดาก็ดูยาก มีความสุขเยอะไป

เวลาพวกเรามีความสุข เรารู้สึกมั้ย เรามักจะเผลอ เรามักจะเพลินในความสุข เราจะลืมกายลืมใจ เพราะฉะนั้นพวกเทวดาเนี่ย เผลอๆเพลินๆไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่นะ ยกเว้นว่าเคยศึกษาธรรมะมาก่อน เป็นเทวดาแล้วก็ภาวนาได้อีก ถ้าไม่เป็น หรือเคยศึกษามาก่อน ก็หลงๆไปวันหนึ่ง วันหนึ่ง ไม่มีสาระอะไร

เวลาที่เราเป็นคนนะ ใจเราเปลี่ยนภพอยู่ตลอดเวลา มีภพทีไรมีทุกข์ทุกที นี่.. พระพุทธเจ้าบอกอย่างนี้ มีภพทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที เห็นมั้ยเราโลภขึ้นมาทีหนึ่ง จิตมีความโลภขึ้นมา นี่เป็นจิตโลภ เป็นจิตของเปรต เราก็มีความทุกข์

บางทีเรามีความคิดความเห็นนะ เราว่าต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนี้นะ คนอื่นไม่เชื่อเรา เราโมโหเลยนะ เนี่ยบังคับคนอื่นให้เชื่อตามเรา เรายึดในความคิดความเห็นของเรา ก็เป็นภพชนิดหนึ่ง ชื่อว่า อสุรกาย พวกเจ้าทิฎฐิ เจ้ามานะ เจ้าความเห็น เพราะฉะนั้นอสุรกายเยอะนะ ลูกศิษย์หลวงพ่อเนี่ย พวกเรียนหนังสือมากเนี่ย พวกอสุรกายนะ อสุรกายจำแลงมา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 521204B.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๑๕
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้เท่าที่รู้ได้สบายๆ ไม่ค้นคว้า

รู้เท่าที่รู้ได้สบายๆ ไม่ค้นคว้า

รู้เท่าที่รู้ได้สบายๆ ไม่ค้นคว้า

mp3 for download: รู้เท่าที่รู้ได้สบายๆ ไม่ค้นคว้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: รู้เท่าที่รู้ได้ ไม่ต้องค้นคว้านะ ยิ่งค้นคว้ายิ่งเสียเวลา รู้เฉพาะหน้าไป

โยม: แต่หนูเหมือนรู้สึกว่า บางทีการที่ให้มันรู้เป็นกลางได้นี่มันค่อนข้างยาก เหมือนกับว่ามันต้องไม่เพ่งไป มันก็เหมือนกับว่าไปส่งเข้าข้างใน บางทีก็ไปคนข้างใน

หลวงพ่อปราโมทย์: ใช่ เพราะงั้นตอนมาหัดเบื้องต้น หลวงพ่อถึงได้จ้ำจี้จ้ำไชพวกเรา ไม่เผลอไป ไม่เพ่งไว้ ไม่ส่งนอกไม่ส่งใน รู้ไป รู้ไปเล่นๆ รู้ไปสบายๆ รู้แบบมันรู้เอง เราเรียนจนกระทั่งเราได้ตัวนี้ขึ้นมา เรามีจิตรู้ที่เป็นกลาง จิตรู้ที่เกิดขึ้นเอง รู้สบายๆไม่เผลอไม่เพ่ง เมื่อมีจิตตัวนี้แล้วเรียกว่าเรามีสัมมาสมาธิ จิตนี้มีสัมมาสมาธิ ต่อไปอะไรเกิดขึ้นในกายในใจสติรู้เอง ในขณะที่สติรู้สภาวะที่เกิดขึ้นนั้น จิตก็ยังตั้งมั่นเป็นกลาง นุ่มนวล อ่อนโยนอยู่ สบายๆอยู่อย่างนี้เอง เป็นคนดูแบบไม่มีส่วนได้เสีย แล้วปัญญามันจะเกิด มันจะเห็นว่าสภาวะทั้งหลายผ่านมาแล้วผ่านไปทั้งหมดเลย

เพราะฉะนั้นจิตจะเกิดปัญญาได้ จิตต้องมีสัมมาสมาธิ จิตใจที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้เป็นผู้ดูที่เป็นกลาง มีความสุขอยู่อย่างนี้แหละ

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๑
ลำดับที่ ๔
File: 500708A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๒ ถึง นาทีที่ ๑๒ ถึงนาทีที่ ๓๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 212