Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เรื่องของอัตตา

เรื่องของอัตตา

อัตตาจริงๆไม่เคยมีอยู่ที่ใครหรือที่ไหนหรอกครับ
แต่ถ้าเป็นปุถุชน ก็จะมีความเห็นผิดอย่างหนึ่งคือ เห็นผิดไปว่ามีอัตตา
ความเห็นผิดนี้เรียกว่า สักกายทิฏฐิ ซึ่งเมื่อหัดภาวนาด้วยการมีสติรู้กายใจ(รูปนาม)
ไปจนถึงจุดหนึ่ง ก็จะเกิดปัญญาสามารถละความเห็นผิดออกจากจิตใจ
แล้วจะเข้าใจได้จริงว่า ร่างกายจิตใจหรือ ขันธ์ ๕ ไม่ได้เป็นอัตตา ไม่ได้เป็นตัวตนที่ถาวรอะไรเลย
เป็นเพียงสภาวะที่เกิดดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น

ส่วนคนไทยเรามักจะใช้คำว่าอัตตาในอีกความหมายหนึ่ง
ซึ่งไปตรงกับคำว่า มานะ (ความถือตัวถือดี) ในภาษาธรรม

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : อนัตตา กับ สักกายทิฏฐิ

อนัตตา กับ สักกายทิฏฐิ

เป้าหมายแรกๆ ที่นักภาวนานึกถึงกันย่อมหนีไม่พ้น

การละสักกายทิฏฐิ ซึ่งเป็นสังโยชน์เบื้องต้นหนึ่งในสาม

ที่หากใครละได้ขาดจริงๆ

(ละได้พร้อมกับสังโยชน์เบื้องต้นอีกสองอย่าง)

ก็ได้ชื่อว่าเป็น พระโสดาบัน นั่นเอง

.

มาดูกันว่า สักกายทิฏฐิ คืออะไร

สักกายทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน

คือความเห็นผิดว่าเป็นตัวเป็นตน

โดยมุ่งเน้นเฉพาะ ความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนในขันธ์ 5

ความเห็นผิดว่าขันธ์ 5 เป็นตัวเป็นตน

หรือพูดง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้าน ก็คือ

เห็นผิดว่ามีตัวมีตนอยู่ในร่างกายจิตใจคนเรา

เห็นผิดว่าร่างกายจิตใจของคนเราเป็นตัวเป็นตน

.

งง… ไม่เป็นไร งงก็รู้ว่างงไปก่อน

แล้วค่อยๆ อ่านต่อไปสบายๆ

จะหายงงหรือไม่หายก็ช่างมัน

วันนี้ยังงง วันข้างหน้าคงจะหายงงได้เองแหละ

.

ความเป็นผิดว่ามีตัวมีตน เป็นตัวเป็นตน นั้น

เราชอบพูดกันว่า มีอัตตา เป็นอัตตา

ซึ่งโดยลักษณะของธรรมชาติตามที่เป็นจริงแล้ว

“อัตตา ไม่เคยมีอยู่จริงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

ลักษณะของธรรมชาติตามที่เป็นจริงนั้นมีแต่ “อนัตตา”

อัตตา กับ อนัตตา จึงเป็นเรื่องตรงข้ามกันอยู่สองข้าง

.

ข้างหนึ่ง (ข้างอัตตา) เป็นเพียงเรื่องเหลวไหลเท่านั้น

เป็นเรื่องที่คนเราเข้าใจผิดเห็นผิดๆไปกันเองว่า

มีตัวมีตนเป็นตัวเป็นตนอยู่ในร่างกายจิตใจนี้

หรือร่างกายจิตนี้แหละที่เป็นตัวเป็นตน

ซึ่งภาษาแขกเรียกว่า “อัตตานุทิฏฐิ”

หากแต่เรื่องเหลวไหลเรื่องที่เข้าใจผิดเห็นผิดนี้

กลับเอิบอาบซึมซาบอยู่กับจิตใจคนทั่วๆไป

จะมีก็แต่เพียงผู้ที่เป็น อริยบุคคล

คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เท่านั้น

ซึ่งเป็นผู้ไม่มีความเห็นผิด ไม่มีความเข้าใจผิด

กับเรื่องเหลวไหลอันนี้อีกต่อไป

.

ส่วนอีกข้างหนึ่ง (อนัตตา)

เป็นข้างของเรื่องจริง เป็นข้างของลักษณะที่แท้จริง

แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก

เพราะถูกเรื่องข้างที่เป็นอัตตาปกปิดบิดบังไว้อย่างมิดชิด

การจะเรียนให้รู้ว่าข้างที่เป็นอัตตาจริงๆ นั้นไม่มี

ก็ต้องเรียนให้รู้ว่า ข้างที่เป็นอนัตตานั้นเป็นอย่างไรกันแน่

.

แล้วจะเรียนอย่างไรละ จึงจะเข้าใจว่า

สิ่งที่เป็นอัตตาจริงๆ นั้นไม่มีหรอก มีแต่สิ่งที่เป็นอนัตตา

ในฐานะและมีโอกาสที่ได้เป็นชาวพุทธ

เราก็ต้องเรียนจากพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง

ฟังซิว่าพระพุทธเจ้าบอกว่า อนัตตาเป็นอย่างไร

แล้วจึงค่อยๆ ฝึกสติ ฝึกจิตให้มีความตั้งมั่น

เพื่อจะได้เห็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าบอกเอาไว้

.

แต่น่าเสียดายนะที่ คนเราในยุคนี้เวลานี้

ไม่มีโอกาสได้ฟังเรื่องอนัตตาจากพระพุทธเจ้าองค์เป็นๆ แล้ว

คงเหลือแต่ร่องรอยคำบอกเล่าของพระอริยสงฆ์ที่บันทึกเอาไว้

ซึ่งก็ต้องหาอ่านเอาจาก “พระไตรปิฎก” บ้าง

หาอ่านหาฟังเอาบ้างจากครูบาอาจารย์

ผู้ที่ท่านแจ่มแจ้งแล้วเข้าใจแล้วและยังมีชีวิตอยู่

ซึ่งก็ยังพอเป็นหนทางช่วยทำให้เข้าใจได้ว่า

อนัตตา เป็นอย่างไรกันแน่

.

บันทึกเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องราวที่บันทึกไว้

จากที่ร่ำเรียนมา ได้ความว่า….

สิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นร่างกายจิตใจตัวเอง

หรือไม่ว่าจะเป็นของผู้อื่น ตลอดไปจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย

จะมีลักษณะดังนี้

.

1. เป็นเพียงสิ่งที่ประกอบรวมกันของสิ่งอื่นๆ

คนหนึ่งคน สัตว์หนึ่งตัว ก็ล้วนประกอบมาจาก

ร่างกาย ส่วนหนึ่ง

กับจิตใจอีกส่วนหนึ่ง ที่ยังแยกย่อยออกเป็น

ความเจ็บปวด-สุขสบาย (ทุกข์-สุข)

ความจำ ความนึกคิด ความรับรู้ต่างๆ

จริงไม่จริงก็ย้อนกลับมาดูเอาเถอะ

ถ้าจับแยกย่อยส่วนประกอบต่างๆ ออกไปไว้คนละที่กัน

ที่เคยเป็นคนเป็นสัตว์ ก็จะไม่เห็นว่าเป็นคน ไม่เห็นว่าเป็นสัตว์อีก

คน สัตว์ จึงเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากส่วนประกอบต่างๆ เท่านั้น

หรืออย่างร่างกาย ก็แยกชื้นส่วนออกไปได้เป็น

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก เลือด ฯลฯ

และถ้าจะแยกอย่างละเอียดก็ได้เป็น

ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ แยกไปแล้วมีแต่ธาตุ

มีไหมคน มีไหมสัตว์ ไหนละคน ไหนละสัตว์

หรือจะแยกง่ายๆ จะคนหรือสัตว์

ก็มีแต่ร่างกายและจิตใจมาประกอบรวมกัน

ให้สมมุติเรียกเป็นคนเป็นสัตว์เท่านั้นเอง

.

2. เป็นเพียงปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่

ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง

ไม่มีใครจะครอบครองเอาไว้ได้อย่างแท้จริง

ดูออกหรือเปล่าละว่า

ร่างกายนี้ จิตใจนี้ ใครเป็นเจ้าของ

แล้วใครครอบครองเอาไว้ได้

แน่ใจเหรอว่าเราเป็นเจ้าของเราครอบครองเอาไว้ได้

อย่างมากก็แค่เหมือนว่าจะเป็นเจ้าของ

หรือแค่เหมือนว่าจะครอบครองไว้ได้

แต่ท้ายที่สุดร่างกายก็ต้องตาย ครอบครองรักษาเอาไว้ไม่ได้

ส่วนความเจ็บปวด-สุขสบาย (ทุกข์-สุข) ยิ่งเห็นได้เร็วกว่าอีกว่า

ไม่มีใครหรอกที่ครอบครองรักษาความสุขสบายไว้ได้ตลอดกาล

ความทรงจำ ความนึกคิด ความรับรู้ต่างๆ

ก็ไม่เห็นจะมีใครครอบครองรักษาเอาไว้ได้ตลอดกาลเช่นกัน

ทุกอย่างที่เกิดปรากฏขึ้นแล้วย่อมต้องเสื่อมดับลงไปเป็นธรรมดา

ไม่ยอมให้ใครมาครอบครองรักษาเอาไว้ได้เลย

จริงไม่จริงก็ดูเอาซิ

.

3. ไม่เคยมีใครจะบังคับบัญชาร่างกายจิตใจใครได้เลย

แม้แต่ที่เห็นว่าเป็นร่างกายจิตใจตัวเอง

ตัวเองก็ไม่เห็นจะบังคับบัญชาร่างกายจิตใจนี้ได้ตามต้องการเลย

ยามเจ็บป่วย จะให้หายก็ทำไม่ได้

ยามแก่ จะให้กลับมาหนุ่มสาวใหม่ก็ทำไม่ได้

ยามเศร้าโศกเสียใจ จะให้กลายเป็นสุขใจดีใจในฉับพลับก็ไม่ได้

เห็นหรือไม่ว่า

ร่างกายนี้ จิตใจนี้ จะเป็นอะไร จะเป็นอย่างไรก็ตาม

ไม่เคยเลยที่ใครจะทำให้เป็นอีกอย่างได้ดั่งใจจริงๆ

.

4. เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอื่นๆ

ต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นให้เกิดขึ้น ให้ตั้งอยู่ก่อนที่จะต้องเสื่อมดับไป

ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นไป ไม่ได้คงทนอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเองล้วนๆ

จะมีร่างกายขึ้นมา ก็ต้องอาศัยเหตุต้องอาศัยมีพ่อมีแม่ทำให้เกิดขึ้น

มีร่างกายขึ้นมาแล้ว ก็ต้องอาศัยอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่ หยูกยา

และอาศัยอะไรอีกตั้งมากมายจึงจะคงอยู่ได้สักช่วงเวลาหนึ่ง

จะมีความสุขก็ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาทำให้มีความสุข

จะเกิดความทุกข์ก็ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาให้เกิดความทุกข์

ถ้าไม่อาศัยสิ่งภายนอก ก็ยังต้องอาศัยร่างกายจิตใจตัวเองนี่แหละ

ไม่งั้นความสุข ความทุกข์ ความยินดี ความพึงพอใจ

หรือกระทั่งความโลภ โกรธ หลง จึงจะเกิดขึ้นมาให้รับรู้ได้

มีหรือร่างกายที่ไม่ต้องกินไม่ต้องอาศัยอะไรเลย

มีหรืออารมณ์ความรู้สึกต่างๆ

ที่จะเกิดขึ้นเองโดยไม่อาศัยเหตุปัจจัยทำให้เกิด

เพราะอย่างน้อยก็ต้องอาศัยร่างกายจิตใจตัวเองนี่แหละ

ทำให้เกิดหรือเป็นที่ที่ยอมให้อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นได้

.

นี่แหละคือลักษณะที่แท้จริงของร่างกายจิตใจสรรพสัตว์ต่างๆ

เป็นลักษณะที่เรียกว่า “อนัตตา” ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับอัตตา

ถ้าเข้าใจได้ และเห็นได้จริง ยอมรับได้จริง

โดยไม่มีอะไรจะโต้แย้งแม้เพียงเศษเสี้ยวใดๆ ก็ตาม

จะทำให้ “สักกายทิฏฐิ” ที่เอิบอาบซึมซาบอยู่กับจิตใจ

จะทำให้ อะไรๆ ที่เป็นความเข้าใจผิดความเห็นผิดๆ

ว่ามีตัวมีตนอยู่ในร่างกายในจิตใจคนเรา

อะไรๆ ที่เป็นความเข้าใจผิดความเห็นผิดๆ

ว่าร่างกายจิตใจของคนเราเป็นตัวเป็นตน

จะถูกละออกไปจากจิตใจได้อย่างหมดสิ้น

ไม่กลับมาเข้าใจผิด ไม่กลับไปเห็นผิดได้อีกแล้ว

ความเห็น ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆในใลก

ก็จะกลายเป็นความเห็นถูกมากยิ่งขึ้น

หนทางที่จะพ้นไปเสียจากกองทุกข์

ที่แต่เดิมมืดมัวเต็มที ก็จะปรากฏแจ่มชัดขึ้นมา

เมื่อเห็นทางแจ่มชัด ก็ย่อมเดินทางได้ถึงที่หมายอย่างแน่นอน.

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : : การละสักกายทิฏฐิ

การละสักกายทิฏฐิ

ถ้าจะละสักกายทิฏฐื ต้องเจริญสติ เจริญปัญญา

ด้วยการรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง … ไม่ใช่ด้วยการคิดๆ เอาว่า ไม่มีเรา ไม่มีตัวไม่มีตน

แล้วก็ไม่ใช่ว่าต้องไม่คิดเพื่อจะได้ไม่ต้องมีเรา แต่คิดแล้วให้รู้ทันจิตที่คิด … และหากเห็นว่ามีความเป็นตัวตน มีความเป็นเราเขาปรากฏขึ้น

ก็ให้มีสติมีความตั้งมั่นรู้ไปตามที่เห็น ก็จะพบว่า ความรู้สึกว่าเป็นเราเขา เป็นตัวเป็นตน

ก็เกิดดับไปเช่นกัน ไม่มีเราไม่มีเขาไม่ตัวตนครั้งใดเลย ที่เกิดแล้วไม่ดับ … ดูเห็นอย่างนี้ก็จะเกิดปัญญาละสักกายทิฏฐิออกไปได้ ^_^

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : รู้สึกไหม..เราเมื่อตอนเด็ก ๆ กับเราตอนนี้เป็นคน ๆ เดียวกัน?

รู้สึกไหม..เราเมื่อตอนเด็ก ๆ กับเราตอนนี้เป็นคน ๆ เดียวกัน?

ถาม : อาจารย์ฯ ครับ..ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ เทศน์ บอกว่า..”รู้สึกไหม..เราเมื่อตอนเด็ก ๆ กับเราตอนนี้เป็นคน ๆ เดียวกัน”  ผมฟังหลาย ๆ รอบ..ก็ไม่เข้าใจครับ..หลวงพ่อฯ ท่านกำลังจะสื่อถึงอะไร..?

ตอบ  : หลวงพ่อต้องให้หัดสังเกตว่า ปุถุชนจะมีความรู้สึกมีความเห็นว่า
มีตัวเราที่คงที่ถาวรอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งความรู้สึกหรือความเห็นอันนี้
เป็นความเห็นผิดที่ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ
ซึ่งจะถูกละออกไปได้ด้วยการเจริญสติปัญญาครับ
ถ้าละตัวนี้ได้พร้อมกับ วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส ก็จะข้ามพ้นความเป็นปุถุชนได้

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

mp 3 (for download) : อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

อริยสัจจ์เป็นธรรมะที่สำคัญที่สุด

หลวงพ่อปราโมทย์: อริยสัจจ์น่ะสำคัญที่สุดเลย แต่ก่อนดูข้ามๆไปนะ รู้สึกตื้นๆ รู้สึกปฏิจจสมุปบาทอะไรเนี่ย แหมลึกซึ้ง ลึก น่าสนใจกว่าอริยสัจจ์ จริงๆถ้าไม่เห็นแจ้งอริยสัจจ์นะ ก็เกิดอีก สำคัญมากเลย

ถ้าเห็นอริยสัจจ์ เห็นปฏิจจสมุปบาทนี้เรียกว่าดวงตาเห็นธรรม เห็นในกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทมันทำให้เราเห็นว่าไม่มีคน ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ธรรมทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นคราวๆ มันละสักกายทิฏฐิ

แต่ถ้ารู้แจ้งลงมาในรูปในนามได้นะ เรียกว่ารู้แจ้งอริยสัจจ์ ถึงจะพ้นได้ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็ตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทไม่เท่ากัน บางองค์ท่านสาวไปแค่วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป และก็วกกลับมานามรูปเป็นปัจจัยของวิญญาณ พระวิปัสสี  พระสิขี พระเวสภู  อะไรพวกนี้ท่านดูแค่นี้ พระพุทธเจ้าเราสาวไปถึงอวิชชา ความจริงปัจจัยของอวิชชามีอีกอันหนึ่ง คืออาสวะ นี้ท่านไปถึงอวิชชาท่านกลับมา

อริยสัจจ์นะ ยิ่งศึกษายิ่งสนุก ลึก ลึก จริงๆ ตอนเราเด็กๆ เราก็นึกว่าเข้าใจ อ่าน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ นึกว่าเข้าใจอริยสัจจ์แล้ว ตอนบวชอยู่วัดชลประทานนะไปสวดมนต์แปลบอก ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ไม่ใช่ ไม่ใช่คนเกิดคนแก่หรอกเป็นทุกข์ กลายเป็นว่ารูปนามมันเป็นทุกข์ เราก็นึกว่าเข้าใจธรรมมากขึ้นแล้วนะ รูปนามเป็นทุกข์ ไม่ใช่เราเป็นทุกข์

เวลาภาวนาปฏิบัติไป ไม่ได้เห็นอย่างนั้นนะ เห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง ไม่ได้เห็นว่าเป็นทุกข์หรอก  ภาวนากันนาน ๆ เมื่อไรเห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์ล้วนๆ ได้นะ มันบอกจะวางแล้ว วาง มันวางได้ด้วยปัญญาจริงๆ คำว่า“ปัญญา”ก็คือการที่เห็นรูปนามเป็นไตรลักษณ์นั่นแหละ

เราต้องพัฒนาสติ สมาธิ ปัญญาขึ้นมา มันเห็นเอง แกล้งทำให้เห็น ไม่เห็นหรอก ถ้าคิดจะทำให้เห็นนะ มันเจือด้วยความคิดแล้ว มันตกจากวิปัสสนาแล้ว

ช่วงที่เราภาวนาไป เราก็จะไม่รู้ว่าเราขาดอะไรมั่ง รู้สึกอย่างเดียวว่าความรู้ยังไม่พอ ยัง ลึกๆ จะรู้สึกตลอดเลยว่ายังรู้ไม่พอ ยังรู้ไม่พอ ถามว่าไม่รู้อะไรตอบไม่ถูก จนภาวนาไปถึงจุดหนึ่ง ถึงจะรู้ว่า อ้อ ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์นั่นเอง ตราบใดที่ไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์นะ ข้ามภพ ข้ามชาติไม่ได้นะ

อริยสัจจ์ลึกที่สุดเลย อย่างเราไม่สามารถเห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์ เราเห็นว่าเป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง ยังนึกว่ารู้อริยสัจจ์นะ ไม่รู้จริงหรอก หรือเราคิดว่ามีสมุทัย มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์  คนทั่วๆไปไม่ได้รู้สึกว่ามีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ได้มีความอยากแล้วทุกข์ไม่ใช่   คนทั่วๆไปรู้สึกแค่ว่าถ้าไม่สมอยากถึงจะทุกข์ ถ้าสมอยากแล้วไม่ทุกข์หรอก มีตัณหาแล้วสนองตัณหาได้ไม่ทุกข์ มันตื้นนะตื้นมากๆ

แต่ว่าพอเราลงมือภาวนาดูจิต ดูใจตนเองออก เราเห็นทันทีเลย ทันทีที่จิตเกิดตัณหาเกิดความอยาก เกิดความยึดถือขึ้นมา จิตมันจะหมุนติ้วๆนะ มันทำงาน จิตทำงานเรียกว่าภพ “ภพ” คำเต็มๆ ของภพคือ กรรมภพ นั่นเอง จิตมันทำงานขึ้นมา มันก็มีความทุกข์ขึ้นมา มันมีทุกข์เพราะมันมีภาระ ภาวนามากเข้าๆเลยถึงจะเห็น ถ้ามีความอยากก็จะมีความทุกข์นะ จะสมอยากหรือไม่สมอยากก็ทุกข์แล้ว จะเห็น

เราก็นึกว่าเข้าใจอริยสัจจ์แล้วนะ เพราะว่าท่านบอกสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่ลึกๆ ก็ยังงงอยู่ว่าทำไมท่านเริ่มด้วยทุกข์ก่อน ท่านน่าจะสอนอริยสัจจ์ ๔ เริ่มด้วยสมุทัย และสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ น่าจะสอนสมุทัยก่อนว่า ถ้ามีตัณหาแล้วจะทุกข์ ตัวทุกข์ก็ไม่พูดเรื่องตัณหา ตัวทุกข์ กลับไปพูดเรื่องขันธ์ งั้นอริยสัจจ์ไม่ใช่เรื่องเข้าใจได้ง่ายๆเลย

นี้พอเราภาวนามาถึงจุดที่เราเห็นว่าถ้ามีตัณหา มีสมุทัยก็มีทุกข์ เราก็นึกว่าเข้าใจที่จริงยังไม่เข้าใจ เราจะเข้าใจอริยสัจจ์ต่อเมื่อเราภาวนาไปถึงจุดที่ว่า ถ้าไม่รู้ทุกข์ถึงจะเกิดสมุทัย ถ้าไม่รู้ทุกข์นะถึงจะเกิดสมุทัย ของเราคิดว่าถ้ามีสมุทัยจึงเกิดทุกข์ มันตื้นอยู่อีกชั้นนึง งั้นท่านถึงเอาทุกข์ขึ้นก่อน บอกทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ เมื่อไรรู้ทุกข์แล้วเมื่อนั้นละสมุทัย เมื่อไรละสมุทัยเมื่อนั้นแจ้งนิโรธ

ธรรมท่านเรียงร้อยได้สวยงามตรงกับการปฏิบัติ ท่านไม่ได้สอนไว้เพื่อให้คิดแบบนักปรัชญา ถ้าสอนอย่างนักปรัชญาก็จะเริ่มจากสมุทัย ท่านสอนจากการปฏิบัติ ปฏิบัติให้รู้รูปนามให้รู้ทุกข์ งั้นจุดเริ่มต้นคือให้รู้ทุกข์ ถ้ารู้ทุกข์แจ้ง เห็นว่าขันธ์นี้ไม่ใช่เราแล้ว  คืนขันธ์ให้โลก  คืนขันธ์ให้ธรรมชาติไป  ตัณหาหรือสมุทัยจะดับอัตโนมัติ จะไม่เกิดแล้ว ถ้ายังไม่เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ล้วนๆเนี่ย ตัณหาจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ มีอวิชชาอยู่ตัณหายังเกิดอีก มันเกิดเป็นระยะ ระยะไป

ตัณหาคืออะไร พูดง่าย ๆ เลยตัณหาก็คือความอยากให้ขันธ์นี้มีความสุข ความอยากจะให้ขันธ์นี้พ้นจากทุกข์ ทำไมมีความอยากอันนี้ขึ้นมา ก็เพราะมีความสำคัญมั่นหมายว่าขันธ์นี้คือเรา เราคือขันธ์ ฉะนั้นถ้าภาวนาจนเห็นว่า ขันธ์ไม่ใช่เราหรอก นี่กำลังเหยียบประตูไปสู่นิพพานแล้ว ได้โสดาบัน ดูต่อไปจนวางขันธ์ได้ พอวางขันธ์ได้แล้วสมุทัยหายไปเองนะ ไม่เกิดอีกว่าขันธ์ไม่ใช่เราแล้วจะไปอยากให้มันมีความสุขทำไม จะอยากให้มันพ้นทุกข์ทำไม ฉะนั้นเมื่อไรรู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อนั้นจะละสมุทัย

ทันทีที่ละสมุทัย จิตจะเข้าถึงธรรมอีกชนิดหนึ่งคือพอเราวางความยึดถือจิต สลัดจิตคืนเรียก ปฏินิสสัคคะ สลัดรูปนามคืนคืนเจ้าของเดิมคือ  คืนโลกไปพอสลัดคืนไปแล้วเนี่ย ภาระที่จะต้องทำงานให้รูปนามมีความสุข พ้นทุกข์ ไม่มีอีก จิตใจเลยเข้าถึงสันติสุข เข้าถึงสันติสุข สันติสุขนั่นแหละคือนิพพาน

นิพพานมันไม่ได้อยู่ไกลนะ นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา เมื่อไรจิตมันสิ้นตัณหา เพราะมันรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง คืนกาย คืนใจ คืนขันธ์ให้โลกไปแล้วเนี่ย เมื่อนั้นจะเห็นนิพพานต่อหน้าต่อตาไม่ได้ยากอะไร เราไปวาดภาพนิพพานเอาไว้ซะไกลเลย คิดว่าต้องภาวนาอีกแสนๆ ชาติถึงจะเจอ ถ้าอย่างนั้นอีกแสนชาติ ยังไม่เจอ ยังมีความเห็นผิดอยู่

นิพพานจริงๆ พูดให้ง่ายๆ นิพพานจริงๆ คือความสิ้นตัณหาหรือวิราคะ จิตของเรามีตัณหาย้อมอยู่ตลอดเวลานะ  เดี๋ยวอยากดู  เดี๋ยวอยากฟัง เดี๋ยวอยากได้กลิ่น เดี๋ยวอยากได้รส เดี๋ยวอยากได้โผฏฐัพพะที่ดีนี่  เดี๋ยวอยากได้ธรรมารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจอยากตลอดเวลา ความอยากนะหมุนอยู่ในอายตนะทั้ง ๖ ในเวลาเราภาวนานะ

แต่เดิมเราคิดว่าตัณหามี ๓ ตัว กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา พอลงมือภาวนาจริง ๆ เราเห็นตัณหา ๖ ตัว เรียกว่ารูปตัณหา ความอยากได้รูป สัททตัณหา อยากได้ยินเสียง อยากได้กลิ่น อยากได้รส อยากได้สัมผัสที่ดี อยากได้ธรรมารมณ์ที่ดี   อยากได้ธรรมารมณ์ที่ดีเรียกว่า “ธรรมตัณหา”  ชื่อเพราะนะธรรมตัณหา “อยาก”  เช่นอยากรู้เรื่อง ก็คิด ๆ คิดไปนี่เรียกว่ามีธรรมตัณหา

พอจิตมันมีตัณหาขึ้นมาในอายตนะ ๖ มันก็เกิดการทำงานขึ้นมาที่จิต จิตก็หมุนจี๋ๆๆ ขึ้นมานะ ทำงานเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าเราคอยรู้คอยดูนะ โอ้ วันหนึ่งละความยึดถือในกายในจิตได้ตัณหาจะไม่เกิดอีก ตัณหาไม่เกิดอีกนะ ภพก็ไม่เกิดขึ้น การทำงานทางใจไม่มีขึ้น ความจะไปหยิบฉวยเอารูปเอานามคือชาตินี้ขึ้นมาอีกก็ไม่มี ความทุกข์ไม่มี

ความทุกข์ไม่มีเพราะไม่มีขันธ์ ขันธ์นี้เป็นที่ตั้งของความทุกข์ด้วย เป็นตัวทุกข์ด้วยนะ ความทุกข์เมื่อจะตั้งก็ตั้งอยู่ในขันธ์ ตั้งอยู่ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง และตัวขันธ์ หรือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ตัวมันก็เป็นตัวทุกข์นะ

งั้นธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนลึกนะ ลึกมาก แต่ว่ามีสติดูจิตลูกเดียวนั่นแหละจะเข้าใจได้ทั้งหมด 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๖
File: 491106.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การละสักกายทิฏฐิ

การละสักกายทิฏฐิ

ถาม : การจะละสักกายทิฏฐิได้ จำเป็นมั้ยคะว่าต้องเห็นการเกิดดับ(สันตติขาด) ถ้าเห็นแค่ขันธ์กระจายออก(ฆนะ)แตกอย่างเดียวจะได้มั้ยคะ

ตอบ : ตามที่ผมเข้าใจ การละสักกายทิฏฐิได้นั้น
จิตต้องมีปัญญาแจ้งว่า ตัวตนที่แท้จริงไม่มีในกายในจิตหรือในที่ใด
และในกายในจิตก็ไม่มีตัวตนอยู่เลย
ซึ่งการจะมีปัญญาแจ้งอย่างนี้ได้ ก็ต้องอาศัยการรู้รูปนามหรือกายใจอย่างมีสติ
และไม่ว่าจะเห็นสันตติขาด เห็นฆนะแตก อย่างมีสติ มีความตั้งมั่น
ก็สามารถเกิดปัญญาละสักกายทิฏฐิได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน แต่สอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน

mp 3 (for download) : พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน แต่สอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: อยากจะถามนิดนึงค่ะว่า ถ้าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา แล้วอะไรล่ะคะคือเราที่เชื่อมอดีตชาติ ปัจจุบัน อนาคต

หลวงพ่อปราโมทย์: ความคิด ความจำนะ เพราะฉะนั้นความเป็นเราจริงๆ ไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละความเป็นตัวตน ท่านสอนให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ความเห็นผิดว่ามีตัวตนเรียกว่า ‘สักกายทิฏฐิ’ ให้ละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ทีนี้วิธีละความเห็นผิดว่ามีตัวตน จะละความเห็นผิดได้ต้องเห็นถูก จะเห็นถูกก็ต้องมารู้ลงมา สิ่งใดที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเรานะ ก็คือกายกับใจ ให้เรามารู้กายรู้ใจมากๆ จนวันหนึ่งเห็นเลยว่ามันทำงานเอง มันไม่ใช่เราหรอก

ที่นี้จิตนี่มันเกิดดับสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นทำกรรมไว้นี่ จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นก็รับมรดก จิตดวงใหม่ก็เหมือนลูกของจิตดวงเก่า อย่างเราเป็นลูกนะ พ่อแม่เราทำงานรวยไว้ เราก็ก็รับมรดกรวย พ่อแม่ทำหนี้ไว้เยอะ เราก็รับมรดกหนี้ไว้ จิตดวงใหม่มันเกิดขึ้นมา มันก็รับมรดกสืบทอดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ตัวเก่าหรอก ถ้าหัดภาวนาซักช่วงหนึ่งคุณจะเห็นเลย จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับนะ มีช่องว่างเล็กๆ มาคั่นนะ แล้วก็ดวงใหม่เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ มีช่องว่างเล็กๆ มาคั่น ถ้าภาวนาจนถึงจุดที่เห็นสันตติ คือความสืบเนื่องนี้ขาด จะรู้เลยว่าจิตไม่ได้มีดวงเดียว จิตเกิดดับทั้งวันเลย และจิตจะไม่ใช่ตัวเราแล้ว แต่ว่าเกิดดับตลอดเวลาเลย เกิดดับเร็วมากเลยนะ

CD: 16
File: 25491104.mp3
Time: 58m54 – 1h00m34

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่