Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เราภาวนาอยู่ในภพทั้งนั้น

mp 3 (for download) : เราภาวนาอยู่ในภพทั้งนั้น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอรู้ทันว่าจิตติดอยู่ในภพนะ จิตมันจะหลุดเอง จิตที่มันรักที่จะพัฒนาตัวเองนะ มันจะไม่ยอมนอนค้างในภพใดภพหนึ่งนานๆนะ เพราะฉะนั้นเราสังเกตการภาวนาของเราไปเรื่อย ภาวนาแล้วมีความสุขนะ แล้วสุขมาตั้งนานแล้ว เป็นหลายวัน เป็นอาทิตย์ๆ เป็นเดือนๆเนี่ย จิตต้องติดอยู่ในภพของความสุข ความสบาย ความโล่ง ความว่าง ให้รู้ทันเลย จิตไปติดไปเกยตื้นอยู่ตรงนี้ ไปไม่รอดแล้ว ถ้ารู้ทันนะจิตมันจะถอนตัวออกมา ถอนออกมาเอง เราก็ภาวนาไปอีกนะ เดี๋ยวมันก็ไปติดอย่างอื่นอีก ก็คอยสังเกตเอา โอ้ว.. นี้เหมือนกันหลายวันแล้ว ต้องไปติดอะไรอีกแล้ว รู้ทันอีกนะ ก็ค่อยหลุดออกมา

แต่การสังเกตจิตที่ไปติดอยู่ในภพใดภพหนึ่งเนี่ย ห้ามสังเกตบ่อย ห้ามสังเกตบ่อยเพราะอะไร หลวงพ่อเคยทำ เนี่ย ไอ้เรื่องที่ไม่เอาไหน ทำมาเยอะแล้วนะ ทุกวันนี้ถึงพูดเต็มปากเต็มคำ คือพอจิตไปติดตรงนี้ปุ๊บ มันไปใช้ปัญญา ใช้การคิดพิจารณาเอา ออ..นี่เข้าไปติดอีกแล้ว สังเกตแบบไม่ให้คลาดสายตาเลย จิตไปติดตรงนี้ อ้อรู้แล้ว หลุดออกมา ไปติดตรงนี้อีก รู้แล้วหลุดออกมา ติดตรงไหน รู้แล้วหลุดๆหลุดๆไปเรื่อย ในที่สุดจิตถอนปุ๊บออกมา กลับออกมาอยู่กับโลกอย่างนี้เลย หลุดออกจากกรรมฐานด้วย

ในความเป็นจริงแล้วเวลาที่เราภาวนาเนี่ย เราภาวนาอยู่ในภพ มิใช่ภาวนาอยู่นอกภพนะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบร้อนที่จะหลุดออกจากภพทั้งหมด ไม่ใช่ไอ้นี่ก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา ในที่สุดหลุดพลุ๊บออกมา กลายเป็นมนุษย์สารเลวอย่างเดิมเลย นะ ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ

เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบร้อน เอาไว้ว่าหากมันติดนานๆหลายๆวันแล้วค่อยสังเกตดู ไม่ใช่ไปคอยสังเกตว่าจิตนี้เคลื่อนไปจับตรงนี้ปุ๊บ อึ๊..เอาออกแล้วนะ นี่ก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอานะ กลายเป็นไม่เอาอะไรเลย ไม่เอาอะไรเลยนะ ก็หลุดออกมาเลย คอยสังเกตเอา แต่สังเกตสบายๆไม่รีบร้อนหรอก ภาวนาเราก็ภาวนาอยู่ในภพ ไม่ต้องกลัวติดหรอก เพราะอย่างไรก็ติด ไม่ต้องกลัวผิดหรอก เพราะอย่างไรก็ผิด ที่ทำทุกวันนี้ ผิดทั้งหมด แต่ผิดน้อยลงๆ เข้าใกล้ความจริงมากขึ้นๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปติดหรือว่าทำผิด ทำทีไรก็ผิด แต่ถ้าไม่ทำเลยจะผิดมากกว่า

เราก็ต้องทำนะ เรามีศีล ทำศีล ทำสมาธิ ทำปัญญา ค่อยๆฝึกค่อยพัฒนาของเราไป ถ้าใจเรารู้ทัน มันจะถอยออกมา คลายออก คลายออก เป็นระยะๆนะ มันจะไม่ไปติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๓
File: 520705.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าสงสัยว่าได้มรรคผล ให้ดูกิเลส

mp 3 (for download) : ถ้าสงสัยว่าได้มรรคผล ให้ดูกิเลส

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ถ้าสงสัยว่าได้มรรคผล ให้ดูกิเลส

ถ้าสงสัยว่าได้มรรคผล ให้ดูกิเลส

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าจิตไม่ได้ทรงฌานนะไม่ชำนาญจะไม่เห็นสภาวะละเอียด คล้ายๆคนตกต้นไม้ พอหลุดจากยอดไม้ก็ถึงพื้นตุ้บเลย ดูไม่ออก แต่กิเลสเนี่ยหายไปแล้ว เพราะงั้นถ้าคนไหนภาวนาแล้ววูบๆวาบๆไปแล้วก็คิดว่าใช่นะ อย่าเพิ่งเชื่อ ให้มาทดสอบตัวเองด้วยกิเลสก่อน ค่อยๆสังเกตไปกิเลสอะไรยังเหลืออยู่ กิเลสอะไรหมดไปแล้ว ค่อยดูไปเรื่อยๆนะ ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองนะ มีสติ มีปัญญา ช่างสังเกตไปเรื่อย วันนึงก็ต้องจับได้

หลวงพ่อนะ ฆาตกรรมพระโสดา(ปลอม)ไปเยอะแยะนะ แต่ละปีๆนี่เยอะแยะมากเลย พระโสดานั่นน่ะไม่ใช่โสดาจริงหรอกยังมึนๆเมาๆอยู่ วิธีจัดการก็คือ ใจเย็นๆอย่าเพิ่งไปบอกเค้าว่าไม่ใช่นะ คนไหนเค้าคิดว่าเค้าใช่ เราอย่าไปบอกว่าเค้าไม่ใช่นะ เดี๋ยวเค้าโมโห อีกพวกนึงไม่โมโหนะเสียใจ เสียใจล้มพังพาบเลยภาวนาไม่ไหวอีก ต้องใจเย็นๆเวลาเจอ งั้นใครมาถามหลวงพ่อว่าผมเป็นพระโสดาหรือยังอะไรงี้ ยังไม่ตอบง่ายหรอก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าเพิ่งอนุโมทนาแล้วก็อย่าเพิ่งคัดค้าน ค่อยๆสังเกตไปมันมีกิเลสอะไรอีก ค่อยพาเจ้าตัวเค้าดูนั่นแหล่ะ

บางคนมาเป็นพระโสดาแล้วเราก็ชวนคุยโน่นคุยนี่ ซักพัก เห็นมั้ยมันมีความเป็นเราขึ้นมาอีกแล้ว ถ้าเจ้าตัวเห็นนะก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวไม่ใช่ ถ้าอย่างนี้เค้าไปต่อได้ ถ้าอยู่ๆเราไปตราหน้าอะไรนี่(ว่า)ไม่ใช่หรอก เดี๋ยวมันโมโหเอาหรือว่าเสียใจไปเลยไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไง งั้นภาวนานะ วันนึงเราจะได้ธรรมะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๑๐
File: 511108A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีวัดผลการภาวนาด้วยตัวเอง

mp3 (for download): วิธีสังเกตผลของการภาวนาด้วยตัวเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


วิธีวัดผลการภาวนาด้วยตัวเอง

วิธีวัดผลการภาวนาด้วยตัวเอง

โยม : มีคำถามฝากไว้ว่า มีข้อสังเกตอย่างไรครับว่า เวลาที่เราภาวนา เราปฏิบัติอยู่กับตัวเองนี้ อย่างไรถึงจะเป็นการบ่งบอกว่าเราปฏิบัติไม่ถูกต้องอยู่ หรือว่าจะต้องทำอย่างไร อย่างเช่นปฏิบัติแล้วมันเครียด มันอึดอัด ต้องแก้อย่างไร

หลวงพ่อปราโมทย์ : ก็ดูเอานะ จะสุดโต่งไปสู่สองฝั่งนั่นเอง เห็นในหนังสือเล่มหลังก็มีแต่เรื่องสองข้างนี้ ไปหาอ่านเอาก็แล้วกัน

ตัวสำคัญมากเลยนะที่ช่วยเราได้ คือ โยนิโสมนสิการ ความแยบคายในการสังเกตตนเอง ตัวนี้จำเป็นมากเลย บางคนไม่มีโยนิโสมนสิการนะ ภาวนาไม่ได้ดีหรอก หรือไม่ก็โง่งมงายไปเลยนะ เชื่ออาจารย์แล้วก็อาจจะหลงตามอาจารย์ไปเลยก็ได้

ตัวโยนิโสมนสิการคือการมีความแยบคายในการสังเกตในการพิจารณาสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ ว่ามันนอกลู่นอกทางหรือเปล่า มันสุดโต่งไปข้างย่อหย่อน หรือสุดโต่งไปข้างตึงเครียดเกินไปมั้ย สังเกตเอา แล้วก็วัดผลของตัวเองเป็นช่วงๆไปนะ ว่าศีลสมาธิปัญญาของเราดีขึ้นมั้ย อกุศลครอบงำจิตได้น้อยลงมั้ย กุศลเจริญขึ้นมั้ย ต้องคอยวัดตัวเองอยู่เป็นช่วงๆนะ แต่ไม่ได้วัดรายวัน บางวันจิตมันก็ดีบางวันจิตมันไม่ดีก็ไม่เป็นไร แต่ดูช่วงไตรมาสหนึ่งเนี่ย เราจะเห็นเลย จะมีความเปลี่ยนแปลง ศีล สมาธิ ปัญญา มันควรจะดีขึ้น ไม่ใช่ไม่ดี ไม่ควรจะเท่าเดิมด้วย ถ้าเท่าเดิมก็ถือว่าล้มเหลวแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านบอก ท่านไม่สรรเสริญคุณงามความดีที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ดูรายวันไม่ได้นะ ดูรายวันแล้วงง บางวันจะภาวนาดี บางวันภาวนาไม่ดี เราจะมองด้วยภาพรวม

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 540810A
ระหว่างนาทีที่ ๖๑ วินาทีที่ ๔๔ ถึง นาทีที่ ๖๓ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อินทรีย์ ๕ กำลังในการปฏิบัติ

mp 3 (for download) : อินทรีย์๕ กำลังในการปฏิบัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: จริงๆ กำลังในการปฏิบัติมี ๕ อัน ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องคอยเช็คตัวเองว่า อันใดมากอันใดน้อยไป เช็คตัวเองแล้วก็ปรับสมดุลมันไป ถ้าเราดูของเราออก เราก็แก้ไปเองได้ เอาตัวรอดไปได้ ดูไม่ออกก็อาศัยเพื่อนสหธรรมิก อาศัยครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตร อะไรอย่างนี้ บอกให้ แต่ที่ดีที่สุดนะ อาศัยการสังเกต หลวงพ่ออาศัยการสังเกตมากเลยเพราะไม่ได้อยู่กับครูบาอาจารย์ หลวงพ่อสามเดือนสี่เดือนไปทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลือนี่ใช้การสังเกตเอา

บางช่วงศรัทธามากไป ชักจะโง่แล้ว งมงาย คิดว่าทำๆ ไปเดี๋ยวมันก็พ้นเอง นี่ค่อนข้างโง่นะ ทำๆ ไป มันต้องมีเหตุมีผลนะ ไม่ใช่ดุ่ยๆ ไปเรื่อย ทำผิดทำถูกหรือเปล่าไม่รู้นี่ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ แล้วก็บรรลุได้นะ ถ้าทำผิดมันไม่บรรลุหรอก มันต้องมีสติปัญญารู้เลย ไม่ใช่เชื่องมงายนะว่าทำๆ ทนๆ ไปแล้ววันหนึ่งรู้ ไม่ใช่

มีความเพียร ความเพียรมากไป หรือความเพียรน้อยไป วัดตัวเองดู บางช่วงขี้เกียจขี้คร้าน ก็เอาข้ออ้างนะ มีข้ออ้างนะ เวลาขี้เกียจขึ้นมาก็บอกว่า โอ จิตมันไม่ใช่เรา ไม่รู้จะขยันไปทำไม ไม่ใช่เรา ถ้าขยันเดี๋ยวจิตเป็นเราขึ้นมาอีก นี่ หาข้ออ้าง บางช่วงขยันเกินไป ภาวนาหามรุ่งหามค่ำจิตใจไม่ได้พักผ่อนเลย ไม่มีความสุข แห้งแล้ง เหน็ดเหนื่อยเกินไป ใช้ไม่ได้เหมือนกัน

สติ สติของเราเกิดเอง หรือว่าสติบังคับให้เกิด สติเกิดเองใจก็โปร่งโล่งเบา สติบังคับให้เกิดนี่ใช้ไม่ได้ หรือสติคมกล้าเกินไป แข็งไป แข็งปึกเลย อะไรไหวแว๊บนี่รู้หมดเลยนะ รู้แบบคมกริบเลย คมเกินไปก็ใช้ไม่ได้อีก ต้องค่อยๆ สังเกตตัวเอง

สมาธิ ใจเราตั้งมั่นจริงไหม หรือใจเราไปซึมเซาอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง หรือว่าใจเราตั้งมั่นสักว่ารู้สักว่าเห็นอารมณ์ ต้องคอยสังเกตเอา บางช่วงภาวนาไปแล้วเห็นสภาวะนะไม่ขาดสักทีหนึ่ง ดูใหญ่ๆ อยากให้มันขาดนะ เห็นแต่มันเกิดดับๆ ไปเรื่อยนะ ไม่ขาดไป สังเกตให้ดี ขาดสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ขึ้นมา หรือทำสมาธิพักผ่อนนิดเดียวนะ พอถอยออกมาเห็นสภาวะนะขาดสะบั้นเลย นี่สมาธิไม่พอ ต้องสังเกตเอา

ปัญญาก็ต้องสังเกตนะ ปัญญาฟุ้งซ่าน หรือว่าปัญญารู้จริงๆ ปัญญาคิด ปัญญานึก ปัญญาน้อม ปัญญาฟุ้งซ่าน ปัญญารู้ก็ปัญญาตัวจริง แต่บางครั้งก็ต้องอาศัยการคิดการน้อมเหมือนกัน มีศิลปะนะ มันไม่ใช่เป็นศาสตร์อย่างเดียวนะ การปฏิบัติเป็นศิลปะด้วย อีกหน่อยใครมีศิลปะเก่งๆ หลวงพ่อจะออกใบรับรองประกอบโรคศิลป์ มีศิลปะนะ มีศิลปะในการปฏิบัติ มันเป็นชั้นเชิงนะ เราไม่ได้วัวได้ควายมีแต่เรี่ยวแรงแล้วทุ่มเอาๆ หรือว่าชั้นเชิงมากจนไม่ต่อยสักทีนะ ฟุตเวิร์คสวยอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ได้กินอีกนะ

นี่มันต้องสังเกตตัวเองเลย ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่มันพอเหมาะพอควรไหม อันใดมากอันใดน้อยใช้ไม่ได้ นี่สติ ยกเว้นสตินะ สติยิ่งบ่อยยิ่งดี แต่สติกล้าแข็งไม่ดี ศรัทธามากก็โง่ วิริยะมากก็ฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อย สมาธิมากก็ซึมเซา ปัญญามากก็ฟุ้งซ่านอีก หรือไม่เชื่ออะไรเลย เชื่อตัวเอง กูเก่งๆ พวกปัญญากล้า ปัญญาอย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาทางศาสนาพุทธหรอก ปัญญาคิดมาก

สวนสันติธรรม
CD: 17
File: 500106.mp3
Time: 12.17 – 17.25

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่