Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๔) เจริญสติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทำอะไรมันก็ภาวนาได้นะ ยกเว้นเวลาที่ทำงานที่ต้องคิด กับเวลานอนหลับ นี่เรียกว่าเรามีความเพียรแล้ว เราปรารภความเพียรไปเรื่อย เราไม่ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลสไป ปรารภความเพียรแล้วเราก็ต้องมีสติ พัฒนาต่อไป พยายามมีสติให้มาก อะไรเกิดขึ้นในร่างกาย คอยรู้สึก อะไรเกิดขึ้นในจิตใจ คอยรู้สึก เนี่ยทางดำเนินต่อ

อันแรกมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร แล้วก็มีสติ คอยรู้สึกอยู่ในกาย คอยรู้สึกอยู่ในใจ อย่าลืมกาย อย่าลืมใจ รู้สึกบ่อยๆ ดูสิ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวเช่น เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยววิ่งไปทางตา เดี๋ยววิ่งไปทางหู เดี๋ยววิ่งไปทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทางใจก็วิ่งไปคิดบ้าง วิ่งไปเพ่งบ้าง

เพราะฉะนั้นจิตเคลื่อนไป เรารู้ทัน อย่างนี้ก็เรียกว่า เรามีสติอยู่ ร่างกายเคลื่อนไหว เราก็รู้ทัน จิตใจเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เราก็รู้ทัน หัดให้มีสติมากๆ อย่าทอดทิ้ง สติสำคัญมาก พระพุทธเจ้ายกย่องว่าสติเป็นหนึ่งในสองของธรรมที่มีอุปการะมาก สติและสัมปชัญญะ สองตัวนี้ มีอุปการะมาก

สัมปชัญญะเป็นปัญญาเบื้องต้น ที่ทำให้เรารู้ว่า อะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ ในบรรดาสิ่งที่มีสาระนั้น อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ ในสิ่งที่มีประโยชน์นั้น อะไรสมควรแก่เรา อะไรไม่สมควรแก่เรา พอรู้ว่าอะไรควรแก่เรา เช่น เราควรทำสมถะด้วยอานาปานสติ เราไม่หลงลืมอานาปานสติ เนี่ยเรียกว่ามีสัมปชัญญะ เราควรเจริญปัญญาด้วยการดูจิต สมมุติว่าต้องดูจิต เหมาะกับจริต เรารู้ว่าการดูจิตนี้สมควรแก่เรา เราไม่หลงลืมการดูจิต นี้ก็เรียกว่ามีสัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ๔ อย่าง รู้ว่าอะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ ในบรรดาสิ่งที่สาระนั้น บางอย่างมีประโยชน์ บางอย่างไม่มีประโยชน์ ในบรรดาสิ่งที่มีประโยชน์ บางอย่างสมควรแก่เรา บางอย่างไม่จำเป็นกับเรา ยกตัวอย่างกรรมฐาน ๔๐ ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๔๐ สติปัฏฐาน ๔ ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๔ แต่ละคนมีจริตนิสัยที่แตกต่างกัน อะไรสมควรแก่เรา แล้วเราไม่หลงลืม เราทำสิ่งนั้นไปเรื่อย จิตใจไม่หลงลืมสิ่งนั้น เรียกว่า สัมปชัญญะ

สติเป็นตัวรู้ทันไป สัมปชัญญะก็คือไม่หลงลืมงานที่เราทำอยู่ นี่เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก หัดเจริญสติให้เยอะ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง การเจริญสตินั้นจำเป็นมาก เรามีสติรู้สภาวะทั้งหลายไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๔) เจริญสติ

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๔) เจริญสติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทำอะไรมันก็ภาวนาได้นะ ยกเว้นเวลาที่ทำงานที่ต้องคิด กับเวลานอนหลับ นี่เรียกว่าเรามีความเพียรแล้ว เราปรารภความเพียรไปเรื่อย เราไม่ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลสไป ปรารภความเพียรแล้วเราก็ต้องมีสติ พัฒนาต่อไป พยายามมีสติให้มาก อะไรเกิดขึ้นในร่างกาย คอยรู้สึก อะไรเกิดขึ้นในจิตใจ คอยรู้สึก เนี่ยทางดำเนินต่อ

อันแรกมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร แล้วก็มีสติ คอยรู้สึกอยู่ในกาย คอยรู้สึกอยู่ในใจ อย่าลืมกาย อย่าลืมใจ รู้สึกบ่อยๆ ดูสิ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวเช่น เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยววิ่งไปทางตา เดี๋ยววิ่งไปทางหู เดี๋ยววิ่งไปทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทางใจก็วิ่งไปคิดบ้าง วิ่งไปเพ่งบ้าง

เพราะฉะนั้นจิตเคลื่อนไป เรารู้ทัน อย่างนี้ก็เรียกว่า เรามีสติอยู่ ร่างกายเคลื่อนไหว เราก็รู้ทัน จิตใจเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เราก็รู้ทัน หัดให้มีสติมากๆ อย่าทอดทิ้ง สติสำคัญมาก พระพุทธเจ้ายกย่องว่าสติเป็นหนึ่งในสองของธรรมที่มีอุปการะมาก สติและสัมปชัญญะ สองตัวนี้ มีอุปการะมาก

สัมปชัญญะเป็นปัญญาเบื้องต้น ที่ทำให้เรารู้ว่า อะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ ในบรรดาสิ่งที่มีสาระนั้น อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ ในสิ่งที่มีประโยชน์นั้น อะไรสมควรแก่เรา อะไรไม่สมควรแก่เรา พอรู้ว่าอะไรควรแก่เรา เช่น เราควรทำสมถะด้วยอานาปานสติ เราไม่หลงลืมอานาปานสติ เนี่ยเรียกว่ามีสัมปชัญญะ เราควรเจริญปัญญาด้วยการดูจิต สมมุติว่าต้องดูจิต เหมาะกับจริต เรารู้ว่าการดูจิตนี้สมควรแก่เรา เราไม่หลงลืมการดูจิต นี้ก็เรียกว่ามีสัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ๔ อย่าง รู้ว่าอะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ ในบรรดาสิ่งที่สาระนั้น บางอย่างมีประโยชน์ บางอย่างไม่มีประโยชน์ ในบรรดาสิ่งที่มีประโยชน์ บางอย่างสมควรแก่เรา บางอย่างไม่จำเป็นกับเรา ยกตัวอย่างกรรมฐาน ๔๐ ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๔๐ สติปัฏฐาน ๔ ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๔ แต่ละคนมีจริตนิสัยที่แตกต่างกัน อะไรสมควรแก่เรา แล้วเราไม่หลงลืม เราทำสิ่งนั้นไปเรื่อย จิตใจไม่หลงลืมสิ่งนั้น เรียกว่า สัมปชัญญะ

สติเป็นตัวรู้ทันไป สัมปชัญญะก็คือไม่หลงลืมงานที่เราทำอยู่ นี่เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก หัดเจริญสติให้เยอะ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง การเจริญสตินั้นจำเป็นมาก เรามีสติรู้สภาวะทั้งหลายไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฏิบัติลำบากหรือปฏิบัติสบาย

mp 3 (for download) : ปฏิบัติลำบากหรือปฏิบัติสบาย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ปฏิบัติลำบากหรือปฏิบัติสบาย

ปฏิบัติลำบากหรือปฏิบัติสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : บางคนน่ะปฏิบัติยากต้องใช้วิธีที่โหดๆ บางคนใช้วิธีที่สบายๆได้ ทุกขาปฏิปทา พวกรู้กายก็มีทั้งทุกขาปฏิปทา-สุขาปฏิปทานะ พวกดูจิตก็มีทั้งทุกขาปฏิปทา=สุขาปฏิปทา

คือคนไหนเนี่ยกิเลสหนาราคะโทสะโมหะรุนแรงนะ ก็ต้องปฏิบัติขัดกันแรงๆ คนไหนอัธยาศัยกิเลสเบาบางแล้วก็ทำด้วยวิธีที่ง่ายๆ งั้นเราก็ไม่ได้เลือกอีกนะ อย่างบางคนเนี่ยเป็นคนที่ปราณีตกิเลสบางแล้วไปใช้วิธีโหดๆเข้า จิตก็ฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก นี้บางคนกิเลสเยอะไปใช้วิธีปราณีตนะ กิเลสยิ่งเยอะใหญ่เลย งั้นบางคนต้องอดข้าว บางคนอดนอน บางคนเดินจงกรมหามรุ่งหามค่ำ บางคนนั่งๆนอนๆ มีนะนั่งๆเล่นๆอะไรงี้บรรลุก็มีเหมือนกันแต่ว่าท่านนั่งเจริญสติของท่าน ท่านบอกเห็นอัตตาตัวตนกระโดดหนีลงจากกุฏิไปเฉยๆ บางองค์ก็ทำลำบาก อยู่ตามถ้ำตามเขาอดข้าวอดนอนอะไรงี้ เดินหามรุ่งหามค่ำหรือนั่งทั้งวันทั้งคืน คือแค่ไหนถึงจะพอเหมาะพอดีกับตัวเรา คอยสังเกตเอา

อย่างช่วงไหนกิเลสรุนแรงมากนี้ อย่างหนุ่มๆ(เอ่ยชื่อโยม)ราคะแรงๆ ช่วงนี้ไปนั่งดูง่ายๆชักไม่ไหว อาจจะต้องเดินต้องอะไรที่หนักขึ้น ไปดูจังหวะของเราเอง เพราะงั้นถ้ากิเลสรุนแรงนะเราก็ต้องใช้วิธีที่รุนแรงหน่อย กิเลสเบาบางลงกิเลสนุ่มๆก็ใช้วิธีนุ่มๆ เพราะงั้นการปฏิบัติก็ไม่ใช่หักโหมตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเอา เนอะ(เอ่ยชื่อโยม) ผ่อนแบบไหนเยอะ ผ่อนหนักหรือผ่อนเบาเยอะ ผ่อนเบาเยอะนะ

คือมันต้องมีจังหวะเหมือนกัน นี้บางคนทำลำบากก็รู้เร็วก็ได้นะ บางคนลำบากก็รู้ช้า บางคนสบายรู้เร็วก็มี บางคนสบายรู้ช้าก็มี ไม่ใช่ว่าลำบากแล้วต้องรู้เร็วนะ ลำบากหรือไม่ลำบากอยู่ที่ว่า ราคะโทสะโมหะมีกำลังกล้ามั้ย ถ้ากิเลสมีกำลังกล้าก็ต้องปฏิบัติด้วยวิธีโหดๆหน่อย

อย่างกายานุปัสสนาเนี่ยถ้ากิเลสอ่อนๆไม่รุนแรงนะก็รู้อิริยาบถ ๔ เคลื่อนไหวยืนเดินนั่งนอนคู้เหยียดอะไรนี้ สัมปชัญญะรู้ไปเรื่อยๆ ถ้ากิเลสแรงกล้าก็ต้องใช้กายที่รุนแรงหน่อย อย่างดูปฏิกูลอสุภะ ดูกายเป็นอสุภะดูอะไรพวกนี้ ปฏิกูลสัญญาดูเป็นซากศพนานาชนิด ไปพิจารณาศพไปนั่งดูศพ เดี๋ยวนี้หาดูไม่ได้น้อ(เอ่ยชื่อโยม)

หรือบางคนกิเลสรุนแรงดูเวทนา เวทนาก็มีทั้งแบบอ่อนแบบเบาแบบหนัก ดูเวทนาเบาๆก็ดูเวทนาทางใจ กิเลสมันรุนแรงก็ดูเวทนาทางกายมันของหนักๆด้วยกัน

ดูจิตก็เหมือนกัน ถ้ากิเลสเราเยอะเราก็ดูจิตมีราคะโทสะโมหะฟุ้งซ่านหดหู่  ถ้าจิตเรากิเลสน้อยเราก็ดูจิตที่สงบจิตที่ไม่สงบ

งั้นกรรมฐานก็เลยมีหลายแบบ ทั้งแบบปฏิบัติลำบากกับแบบปฏิบัติสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๗ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๗
Track: ๑
File: 471121A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๑๐ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ความรู้สึกตัวเป็นเครื่องที่พาพ้นทุกข์

ความรู้สึกตัวเป็นเครื่องที่พาพ้นทุกข์

จริงๆ แล้ว การรู้ตัวสามารถเกิดได้เอง เพราะมันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของจิต เหมือนความโกรธเป็นต้น แต่ไม่มีใครมาบอกเราว่า นั่นแหละเป็นเครื่องที่พาให้พ้นทุกข์ได้ จนกระทั่งมีพระพุทธเจ้าปรากฏขึ้นมาบอกให้รู้ เพราะอย่างที่บอกว่า การรู้ตัวมันเกิดของมันเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่เราหันมาทำความรู้จักกับมันเท่านั้นก็พอ เมื่อใดที่รู้จักมัน มันก็จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ เมื่อมันเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จิตใจก็จะรับรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง (เข้าใจธรรม)

เน้นว่า ให้หันมาทำความรู้จัก ความรู้สึกตัว ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรมากกว่านี้หรอกครับ เพราะเช่นถ้าไปทำสมถะให้นิ่ง แต่ไม่รู้จักความรู้สึกตัว ก็ไม่เกิดประโยชน์แม้ว่าจะมีความรู้สึกตัวจากการทำสมถะนั้น บางทีเราก็รู้ตัวดี แต่บางครั้งสติก็หายไปนานแสนนาน จนมันท้อว่า…โห เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอนี่ เป็นกรรมเวรอะไรรึเปล่า… ที่เป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกอกตกใจหรอกครับ เพราะนี่คือความเป็นจริง ถ้ายอมรับความจริงนี้ได้ก็ไม่ท้อหรอก

สรุปอีกทีก็แล้วกันว่า ความรู้ตัวนั้นเราทำขึ้นไม่ได้ ที่เราทำได้คือ ทำเหตุปัจจัยให้มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งตรงนี้แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ไม่ทราบว่าพอสังเกตออกไหมว่า ทำกิจกรรมอะไรแล้วรู้ตัวได้ง่ายบ้าง เช่น เดินเล่นรู้ตัวได้บ่อยไหม นั่งนิ่งๆ รู้ตัวได้บ่อยไหม หากกิจกรรมใดทำแล้วรู้ตัวได้บ่อยได้ง่าย ก็ทำอันนั้นแหละให้บ่อยๆ

ในชีวิตประจำวันนั้น จะมีกิจกรรมหลากหลาย ถ้าเป็นเรื่องงาน เรื่องเรียน ที่ต้องใช้ความคิดความตั้งใจทำมากๆ ก็จะรู้ตัวไม่ได้หรือรู้ได้ยากมากๆ ดังนั้นต้อง ทำใจยอมรับว่า นั่นไม่ใช่เวลาสำหรับฝึกทำความรู้ตัว เวลาสำหรับฝึกทำความรู้ตัว จึงควรเป็นเวลาที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียนหนังสือ เวลาที่เหมาะฝึกรู้ตัวก็เช่น เวลาไปซื้อของ เวลาเดินทาง เวลาทำงานบ้านที่ไม่ต้องใช้ความคิด เป็นต้น

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การจดจำสภาวธรรมและความรู้สึกตัว

การจดจำสภาวธรรมและความรู้สึกตัว

การจำสภาวธรรมได้นั้น ก็ต้องเกิดจากการที่เรามีความรู้สึกตัวในขณะที่เจอสภาวธรรมใดๆ ซึ่งความรู้สึกตัวนี้ จริงๆ แล้วมันก็มีกันทุกคนมากบ้างน้อยบ้าง ถ้าใครใส่ใจที่จะดูจิตใจตัวเองละก็ จะรู้เลยว่า ความรู้สึกตัวมันก็เป็นสิ่งที่เกิดได้ไม่ยาก แล้วมันก็ไม่ได้เกิดเพราะความตั้งใจให้เกิดด้วย หากแต่ในช่วงแรกของการภาวนา มันจะเหมือนว่าเราต้องสร้างสติสัมปชัญญะหรือสร้างความรู้สึกตัวขึ้น ซึ่งที่จริงแล้ว เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาโดยตรง หากแต่เราทำเหตุปัจจัยที่ให้มันเกิดได้บ่อยๆ เท่านั้น กิริยารู้ จึงไม่ได้ถูกเราสร้างหรือทำขึ้นมาโดยตรง แต่จะเกิดจากการที่จิตมีเหตุปัจจัยบางอย่างทำให้มีกิริยารู้ขึ้น ซึ่งเหตุปัจจัยที่ทำให้กิริยารู้เกิดขึ้นได้ก็มีเช่น การทำจิตให้สงบด้วยสมถะ การตามรู้สภาวธรรม ถ้าตามรู้ได้สติก็มีได้ มันเป็นของคู่กัน (สติในที่นี้หมายถึง สติ สัมปชัญญะ)

หลวงพ่อจะใช้การสอนให้รู้จักสภาวะ เผลอ ซึ่งตรงนี้สามารถทำได้ง่าย เพื่อให้เกิดการจำสภาวะเผลอได้ หลังจากที่จำสภาวะเผลอได้ ต่อไปเมื่อเผลอไป หลังจากหยุดเผลอ กิริยารู้ก็จะเกิดเอง ช่วงแรกจึงเหมือนกับต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้รู้จักสภาวะเผลอ แต่ก็ไม่ใช่การทำสติ ไม่ใช่การทำกิริยารู้ขึ้นมา

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่รู้สึกตัว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: 460331A_conscious mind

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทันทีที่เรารู้สึกตัว จิตที่รู้สึกตัว จิตที่มีสติ มันเป็นมหากุศลจิต มหากุศลจิตเนี่ยมันมีเวทนาสองอย่างเท่านั้น คืออุเบกขาเป็นกลาง บางวันเวลาเราดู บางวันก็เป็นกลาง บางครั้งพอมีสติปั๊บขึ้นมาก็มีโสมนัสเวทนา มีความสุขขึ้นมาเลย ทางใจ พอเราฝึกมากๆ เราจะรู้จักว่าสุขที่ต้องอิงอาศัยอารมณ์ มันอย่างนึง กระทั่งอารมณ์สมถะที่เราทำ บางวันก็อาศัยได้    บางวันก็อาศัยไม่ได้ กับสุขอีกชนิดนึง เป็นสุขที่ไม่อิงอาศัย ไม่อิงอาศัยอารมณ์ เป็นสุขของความที่เรารู้เนื้อรู้ตัวเป็นตัวของตัวเอง จิตใจมันปลอดโปร่งโล่งเบา แล้วก็มีความเบิกบาน แช่มชื่นใจ โดยที่เราไม่ได้ไปอิงอาศัยอารมณ์อะไร จิตมันวางอารมณ์นะ มันเบิกบานขึ้นมา แต่เราก็ไม่ได้ฝึกเพื่อจะเอาความเบิกบานตัวนี้ เราฝึกเอาความรู้สึกตัว ทันทีที่เรามีสติ รู้สึกตัว มีสัมปชัญญะ รู้สึกตัวขึ้นมา กิเลสมันแทรกไม่ได้ ตัณหามันตามแทรกไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒
File: 460331A
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๐๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เวลารู้สึกตัว (มีสติ + สัมปชัญญะ) เป็นอย่างไร?

เวลารู้สึกตัว (มีสติ + สัมปชัญญะ) เป็นอย่างไร?

ถาม : อยากทราบเวลาที่รู้สึกตัวน่ะค่ะ ว่ามันรู้สึกต่างกันอย่างไรค่ะ?

ตอบ : เวลาที่รู้สึกตัว จะรู้สึกมีร่างกายเคลื่อนไหว มีใจรู้สึกอยู่
ถ้าไม่รู้สึกตัว จะไม่รู้สึกมีกายเคลื่อนไหว
เช่น ขณะกำลังเดินแล้วใจหนีไปคิด ขณะนั้นจะไม่รู้สึกว่าร่างกายเดินอยู่
หรือขณะกำลังดูทีวีแล้วใจไหลไปอยู่ในทีวี ก็จะไม่รู้สึกมีร่างกายนั่งดูทีวีอยู่
ลองสังเกตดูนะครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่มีสัมมาทิฏฐิมีแนวโน้มไปสู่นิพพาน เว้นแต่จะไปติดขัดอยู่กลางทาง เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ

เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ

เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ

mp 3 (for download) : จิตที่มีสัมมาทิฏฐิมีแนวโน้มไปสู่นิพพาน เว้นแต่จะไปติดขัดอยู่กลางทาง เปรียบเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: พระพุทธเจ้าท่านเคยเทียบ บอกว่าจิตของเราเนี่ย ที่แสวงหาความหลุดพ้นเนี่ยนะ เหมือนท่อนไม้ลอยอยู่ในแม่น้ำคงคา ท่านไม่ยกว่าเป็นแม่น้ำเจ้าพระยานะ ท่านยกแม่น้ำคงคา บอกว่า ท่านชี้ให้พระดูท่อนไม้ลอยน้ำ ท่านบอกว่าไม้ท่อนนี้นะ ถ้ามันลอยไปเรื่อยๆ มันไม่ไปติดฝั่งซ้าย ไม่ไปติดฝั่งขวา ไม่ไปเกยตื้น ไม่ไปติดเกาะอะไรอย่างนี้นะ ไม่ไปถูกมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกเกลียวน้ำวน ไม่เน่าใน ไม่ผุพังเสียเอง ถึงวันหนึ่งมันจะไปสู่ทะเล

จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิ สิ่งที่พวกเราเรียนจากหลวงพ่อคือตัวสัมมาทิฎฐินั่นเอง จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิรู้ทิศทางว่าเราจะทำอะไรเพื่ออะไรจะทำอย่างไร ระหว่างทำไม่หลงไม่เผลอ จิตมันมีสัมมาทิฎฐิอยู่อย่างนี้ ระดับเบื้องต้นซึ่งเรียกว่า “สัมปชัญญะ” รู้ทิศทาง รู้แนวทาง จิตที่มีสัมมาทิฎฐินั้นนะ มีแนวโน้ม น้อมโน้ม โน้มเอียง ลาดลุ่ม ไปสู่นิพพาน เหมือนท่อนไม้นี้ไหลตามน้ำไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ไปติดฝั่งซ้ายฝั่งขวา เกยตื้น ไม่ถูกมนุษย์ อมนุษย์ จับไว้ ไม่เน่าใน ไม่ถูกน้ำวนดูดไปนะ ไม้ท่อนนี้ต้องไปถึงทะเล

จิตซึ่งมีสัมมาทิฎฐิ จิตของเรานี้ไม่ต้องไปทำอะไรมัน อย่าไปเกยอยู่ที่ไหนก็แล้วกัน มันจะไหลไปสู่นิพพานเอง จะไหลไปสู่มรรคผลนิพพานเอง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ต้องทำอะไร แต่อย่ามัวไปเกยตื้นอยู่ที่ไหนซะล่ะ

คำว่าติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวา ก็คือไปหลงในสิ่งที่เป็นคู่ๆ เช่นอายตนะภายในภายนอกนี่คู่หนึ่ง ตัวอย่างนะ ไปติดในความสุข หรือไปติดในความทุกข์ ติดในความทุกข์ก็คือเกลียดทุกข์ รักสุขเกลียดทุกข์อะไรอย่างนี้ ใจก็ยังดิ้นอีก เนี่ยติดในสิ่งที่เป็นคู่ๆ ติดความดี ความเลว เจออะไรเลวๆแล้วทนไม่ได้ ทุรนทุราย อยากจะให้โลกนี้ดี สวยงามอย่างเดียว อะไรอย่างนี้ จิตก็วุ่นวายติดในสิ่งที่เป็นคู่ๆ

ไปเกยตื้น ก็คือไปติดในผลประโยชน์ทั้งหลาย ถ้าเป็นพระก็เรียกว่าไปติดลาภสักการะ ติดครอบครัวโน้น ตระกูลนี้ อะไรอย่างนี้ ไปถูกมนุษย์จับไว้ อย่างพวกเรา คุณสุเมธ ถูกมนุษย์จับไว้ ถูกมนุษย์เป็นร้อยๆเลยนะ คุณสุเมธก็ห่วง มาหรือยัง มาหรือยัง กลัวเขาไม่ดี นี่เรียกว่าถูกมนุษย์จับไว้ ถูกอมนุษย์จับไว้ เช่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเด่น นี่ถูกอมนุษย์จับไว้ หรือติดใน อยากขึ้นสวรรค์นะ ไปเป็นเทวดาเป็นพรหมอะไรอย่างนี้ นี่เรียกว่าถูกอมนุษย์จับไว้

ไปหลงลาภสักการะ นี่ก็ไปเกยตื้นไว้ ถูกอมนุษย์จับก็หลงชื่อเสียง เป็นอาจารย์กรรมฐานดัง หลงอย่างนี้เสร็จเลยนะ ไปนิพพานไม่ได้ ถูกน้ำวนก็คือหลงอยู่ในกาม วันๆคิดแต่จะหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือความเพลิดเพลินทางใจ นี่เรียกว่ากามทั้งหมดเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่ากามคุณ ทางใจเรียกว่ากามธรรม เช่นเราคิดเพลิดเพลินไปในกาม นี่คิดเอาเอง ก็เป็นกามเหมือนกัน บางคนก็ชอบคิดใช่มั้ย ฝันๆ แหมมีความสุข คิดไปในอดีต แก่หน่อยก็คิดไปในอดีตใช่มั้ย เด็กๆก็ฝันไปในอนาคต อะไรอย่างนี้ นี่ก็หลงๆไปนะ

พวกเน่าในคือพวกทุศีล พวกไม่มีศีล ๕ ศีล ๕ จำเป็น อย่าดูถูกเด็ดขาดนะ ศีล ๕ จำเป็นที่สุดเลย ขาดศีล ๕ อย่าพูดเรื่องมรรคผลนิพพานเลย ศีล ๕ จำเป็นมาก แต่ถ้าทำผิดศีลไปแล้วอย่ากังวล ตั้งใจระวังรักษาเอาใหม่ อย่าให้การทำบาปอกุศลที่ทำไปแล้ว มากดถ่วง ทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปไม่ได้ เพราะเรา สมมุติว่าเราทำผิดศีลอะไรมาอย่างนี้ ยังไงก็ไม่มากเท่าที่พระองคุลีมาลเคยทำใช่มั้ย เราฆ่าคนไม่ได้พันคนหรอก ทำไมท่านไปได้ ใช่มั้ย เพราะฉะนั้นถ้าเราผิดศีลแล้วเรา ก็อย่าทำอีก นะ อย่าให้กังวลใจ

ถ้าหากจิตใจเราไม่ได้ติดในสิ่งเหล่านี้ ที่กล่าวมานี้นะ ๗ ประการ ไปนับเอาเองก็แล้วกัน เจ็ดประการนี้ถ้าเราไม่ติดนะ แล้วเรามีสัมมาทิฎฐิ เรารู้แล้วว่าการปฏิบัตินี่เราต้องรู้กายรู้ใจตัวเอง ด้วยจิตที่เป็นกลาง รู้ลงปัจจุบัน รู้แล้วไม่ไปแทรกแซง รู้จนเห็นความจริงของเขา ว่าเขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์ เขาเป็นอนัตตา รู้จนไม่ยึดถืออะไร นี่ถ้าเรารู้ มีสัมมาทิฎฐิอย่างนี้นะ แล้วเราไม่ไปติด ๗ ข้อนั้นนะ ยังไงก็นิพพาน

นี่ไม่ใช่หลวงพ่อพูดเองนะ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ เราก็สำรวจตัวเองนะ เราไปติดอะไรบ้าง ติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวามั้ย ไปเกยตื้นมั้ย ไปเกยตื้นยกตัวอย่าง บางคนภาวนา พวกที่ติดสมถะนั้นแหละ พวกเกยตื้น วันๆก็ไปสร้างภพที่ละเอียด ปราณีต ว่างๆ ทำให้ดูก็ได้… เนี่ย แล้วก็ไปอยู่ในความว่าง เหมือนอยู่คนละโลกกัน นะ เห็นมั้ย เสียงยังเปลี่ยนเลย…

อย่างนี้เกยตื้น กี่ปีกี่ชาติก็อยู่ตรงนี้แหละ นะ ใ้ช้ไม่ได้ ไปดูเอานะ แล้วสำรวจตัวเอง ที่พวกเราได้จากหลวงพ่อกับได้จากพรรคพวกรุ่นพี่ ต้องเรียกว่ารุ่นพี่นะ เขาเป็นซือเฮีย ซือเจ๊ ใช่มั้ย ถึงเราอายุ ๕๙ แล้ว เด็กๆพวกนี้ก็ยังเป็นซือเฮีย ซือเจ๊

เนี่ย อาศัยการได้ฟังธรรมนะ เรารู้ว่าเราจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไรแล้ว แล้วก็รู้ไปเรื่อย ปฏิบัติไปเรื่อย นะ อย่าไปเกยตื้น อย่าไปติดอะไรอยู่ที่ไหนซะ สำรวจตัวเองเป็นระยะๆ การสำรวจตัวเองว่าไปติดไปข้องอะไรใน ๗ ประการนั้นไว้ ก็เรียกว่าโยนิโสมนสิการ สำรวจตัวเองไปเรื่อย เรื่อย เรื่อย ในที่สุดใจนี้ก็จะไหลไปถึงมหาสมุทร ใจนี้แหละจะบรรลุพระนิพพานโดยตัวของเขาเอง ไม่ใช่เราไปเสือกไสไม้นี้ไปสู่มหาสมุทรนะ มันไหลไปเอง

จิตนี้เหมือนกัน ถ้ามีสัมมาทิำฎฐิแล้วไหลไปสู่นิพพานเอง สิ่งที่เราทำขึ้นมาไม่ใช่ช่วยใ้ห้มันไปเร็วขึ้น สิ่งที่เราทำก็คือ ๗ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเลิกซะ แล้วก็รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้กายอย่างที่เขาเป็น ไปเรื่อยๆ


สวนสันติธรรม
CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๘
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่