Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

สัมมาสมาธิ

mp 3 (for download) : สัมมาสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ตัวสัมมาสมาธิเนี่ย เป็นสิ่งที่หลวงพ่อเห็นว่าพวกเราพลาดมากที่สุดเลย สติอีกตัวนึงพลาดมาก นี้สติยังไปเพ่งๆอะไรขึ้นมา สติยังเกิดได้นะ แต่สัมมาสมาธินี่เกิดยากมากเลย

เพราะพวกเราคุ้นเคยกับมิจฉาสมาธิ สมาธิที่เพ่งเอา เราไม่คุ้นเคยกับสมาธิที่จิตตั้งมั่นในการรู้อารมณ์ เราคุ้นเคยแต่สมาธิที่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในตัวอารมณ์ จิตที่ไปตั้งแช่นิ่งอยู่กับอารมณ์นะ เรียกว่า “อารัมมณูปนิชฌาน” เป็นจิตที่ใช้ทำสมถะนะ มีการทำสมถะ เพราะงั้นเราไปดูท้องพองยุบ แล้วเราเพ่งจิตไปเกาะที่ท้องเนี่ย สมถะ รู้ลมหายใจแล้วจิตไปเกาะนิ่งอยู่กับลมหายใจนี่ สมถะ ค่อยๆฟังนะ ฟัง ค่อยๆเรียน ค่อยๆฟังไป

จิตที่เป็นสัมมาสมาธิเกิดแล้วเนี่ย ปัญญาถึงจะเกิดได้ เพราะปัญญามีสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ปัญญาไม่ใช่เกิดจากการคิดนะ ปัญญาที่เกิดจากการคิดเรียก “จินตามยปัญญา” ไม่ใช่  “ภาวนามยปัญญา” ภาวนามยปัญญาเนี่ย เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ เป็นแค่ผู้รู้ ผู้ดู เห็นปรากฎการณ์ทั้งหลาย ปรากฏขึ้นมา เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป เห็นสภาวะธรรมทั้งหลายในแต่ละปรากฎการณ์ ล้วนแต่ไม่ใช่ตัวเราทั้งสิ้น ใจมันจะเห็นอย่างนี้นะ มันถึงมีปัญญา

งั้นตัวนี้ต้องเรียนนะ หลวงพ่อก่อนจะบวชเนี่ย หลวงพ่อตระเวนไปตามสำนักต่างๆมากมาย หลวงพ่อไปดูว่าเราจะไปบวชสำนักไหนดี บางแห่งสำนักดีนะ ครูบาอาจารย์ดี แต่ครูบาอาจารย์ไม่มีเวลาเลย ครูบาอาจารย์ไม่อยู่วัดน่ะ รับนิมนต์ไปทุกวันๆนะ หายไปเลย หรือบางแห่งมีแต่รูปแบบ หลายแห่งเพ่งลูกเดียว กระทั่งในสำนักที่บอกว่าทำแต่วิปัสสนานะ จริงๆแล้วติดสมถะ เกือบทั้งหมดน่ะติดสมถะ นักปฏิบัติ

เพราะว่าอะไร เพราะว่าเวลาเราเรียนธรรมะ เราเรียนข้ามขั้น เราถือศีล พอเรามีศีลสิกขาใช่มั้ย แล้วเราก็ไปกำหนดรูปนามเลย เราไปเจริญปัญญาสิกขา เราข้ามจิตสิกขาไปบทเรียนนึง

เพราะงั้นถ้าเราไม่ได้เรียนจิตสิกขาให้ถ่องแท้ซะก่อนเนี่ย จิตจะไม่มีสัมมาสมาธิ งั้นจิตจะไปเพ่ง ไปรู้ท้องก็เพ่งท้อง รู้เท้าเพ่งเท้า รู้ลมเพ่งลม รู้มือเพ่งมือ รู้อะไรก็เพ่งอันนั้น จะไม่สักว่ารู้สักว่าเห็น พวกเราเรียนข้ามขั้นนะ

เนี่ยเที่ยวตระเวนไปนะ บางที่ก็ส่วนใหญ่จะไปแอบดูเค้านะ ถ้าไปนั่งเรียนเนี่ยมันยาวใช่มั้ย หลายชั่วโมงหลายวัน ส่วนมากหลวงพ่อเป็นคนใจเราว่องไวหน่อย เราไปแอบดู ดูตัวอาจารย์นั่นแหล่ะดีที่สุดเลย ดูเวลาอาจารย์เค้าภาวนานะ ก็จะโอ้ เข้าใจรวดเร็ว

นี้ไปเห็นหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อเทียนนี้เนี้ยบจริงๆ ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนที่เยี่ยมมากๆก็หลวงพ่อคำเขียนนี่แหล่ะ

งั้นถ้าใจเรามีสัมมาสมาธิ มันจะตั้งมั่น สักว่ารู้สักว่าเห็น ปัญญามันจะเกิด มันจะเห็นเลย ทุกอย่างเนี่ยไม่ใช่ตัวเรา แต่ถ้าใจเราไม่มีสัมมาสมาธิ ไม่ตั่งมั่น ไปดูอะไรมันก็จะเป็นเราไปหมดเลย เห็นความโกรธเกิดขึ้น มันก็เป็นเราโกรธ เห็นขามันเมื่อย ก็เป็นขาของเราเมื่อย จะเป็นอย่างนี้ตลอด

เพราะนั้นเวลาที่เราใจเราไม่ตั้งมั่น ไปรู้สิ่งต่างๆนะ เราจะสะสมความรู้สึกผิดๆ ความเห็นผิดๆตลอดเวลาเลย สะสมว่ามันมีตัวเรา มันมีตัวเรา แต่ถ้าเรามีสติถูกต้องที่เรียกว่า”สัมมาสติ” มีสมาธิถูกต้องเรียกว่า”สัมมาสมาธิ”นี่ ปัญญาที่เกิดขึ้นจะเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาที่ถูกต้อง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันวันอาทิตย์ที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑๑
File: 500520.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๑๐) ขณิกสมาธิ

mp 3 (for download) : ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๑๐) ขณิกสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี
เอื้อเฟื้อภาพโดย บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ท่านอธิบายตัวสัมมาสมาธิเนี่ย ท่านถึงไปอธิบายด้วยฌาน แต่ในขั้นการปฏิบัติเนี่ย ขั้นบุพภาคมรรค ขั้นเบื้องต้นของมรรค มรรคเบื้องต้น ยังไม่ใช่อริยมรรคเนี่ย ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดอัปปนาสมาธิ

ถ้าเราไม่มีอัปปนาสมาธิ ทำอัปปนาสมาธิไม่ได้ เราใช้ขณิกสมาธินี่แหล่ะ สมาธิเป็นขณะๆ คอยรู้ทัน จิตมันฟุ้งซ่านไป คอยรู้ทัน จิตมันฟุ้งซ่านไป คอยรู้ทัน รู้บ่อยๆนะ มันจะได้สมาธิเป็นขณะๆ เพราะในขณะที่รู้ทันว่าฟุ้งซ่านจะไม่ฟุ้งซ่าน ในขณะที่ไม่ฟุ้งซ่าน ขณะนั้นแหล่ะมีสมาธิ นั่นได้เป็นขณะๆไป

งั้นบางทีหลวงพ่อบอกพวกเรานะ เผลอไปแล้วรู้ เผลอไปแล้วรู้ เผลอไปนั่นคืออะไร คือจิตฟุ้งซ่านนั่นเอง เพราะงั้นจิตฟุ้งซ่านไปแล้วรู้ทัน จิตฟุ้งซ่านไปรู้ทัน ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา ใจมันจะอยู่กับเนื้อกับตัว งั้นสัมมาสมาธิในขั้นของการปฏิบัติ กับในขั้นของการเกิดอริยมรรคเนี่ย คนละอย่างกันนะ ในขั้นของการเกิดอริยมรรคเนี่ย จิตเข้าอัปปนาสมาธิแล้วก็ไปตัดกิเลส ตัดสังโยชน์กันในองค์มรรค ในขณะที่ทรงฌาน ส่วนสัมมาสมาธิในขณะที่ใช้ชีวิตธรรมดาเนี่ย จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว

ทำอัปปนาสมาธิได้มั้ย ทำได้ แต่ทำเพื่อพักผ่อน ไม่ใช่ทำเพื่อให้เกิดอริยมรรค ทำเพื่อพักผ่อนเท่านั้นอัปปนาสมาธิ แต่บางคนชำนาญในการดูจิตจริงๆ เมื่อเข้าอัปปนาสมาธิแล้ว ยังดูจิตต่อได้อีก อันนี้พวกที่ชำนาญในการดูจิตด้วยชำนาญในฌานด้วย ซึ่งหายากนะ มีไม่กี่คนหรอก ส่วนใหญ่ทำไม่ได้

เราใช้ขณิกสมาธิอยู่เป็นขณะๆนี้ ใจลอยไปแล้วรู้ ใจฟุ้งซ่านไปแล้วรู้ ใจฟุ้งไปแล้วรู้ รู้อย่างนี้เรื่อยนะ ใจจะตั้งมั่นขึ้นมา สมาธิชนิดนี้คือความตั้งมั่น คือพูดภาษาไทยง่ายๆนะ คือจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจไม่ลืมเนื้อลืมตัว จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวนะ

ถัดจากนั้นเรามาเดินสติปัฏฐานที่ให้เกิดปัญญา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
Track: ๑๒
File: 530425A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๙) สัมมาสมาธิแท้ๆเกิดตอนที่เกิดอริยมรรค

mp 3 (for download) : ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๙) สัมมาสมาธิแท้ๆเกิดตอนที่เกิดอริยมรรค

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี
เอื้อเฟื้อภาพโดย บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์  : >สติปัฏฐานเนี่ย เบื้องต้นทำให้มีสติ เบื้องปลายจะมีปัญญา

แต่ก่อนจะเกิดปัญญา ต้องมาเรียนสัมมาสมาธิก่อน สัมมาสมาธิพระพุทธเจ้าอธิบายสัมมาสมาธิด้วยฌาน ๔ ทำไมเอาแค่ฌาน ๔ แล้วอรูปฌานอีก ๔ หายไปไหน อรูปฌาน ๔ นั้นสงเคราะห์เข้าในฌานที่ ๔ เพราะมีองค์ธรรมเท่ากัน มีอุเบกขากับเอกัคคตา เป็นองค์ธรรมหลักคืออุเบกขากับเอกัคคตา งั้นสรุปก็คือฌาน ๘ นั่นเอง

แต่ถ้าพูดอย่างปริยัติ ท่านอธิบายด้วยฌาน ๔ ทำไมต้องเป็นฌาน ถ้าไม่เข้าฌาน ไม่เป็นสัมมาสมาธิรึ ท่านอธิบายฌาน ๔ สัมมาสมาธิด้วยฌาน ๔ เนี่ย เพราะท่านพูดถึงสัมมาสมาธิแท้ๆ สัมมาสมาธิแท้ๆเกิดขณะเดียว ในขณะที่เกิดอริยมรรค เกิดขณะจิตเดียวนั่นแหล่ะ

เพราะงั้นที่บอกว่าองค์มรรคๆ ๘ ตัวนี่นะ ไม่ได้เกิดรายวัน แต่องค์มรรคแท้ๆเนี่ย เกิดในขณะที่เกิดอริยมรรค เพราะงั้นขณะที่พวกเรามีสติอยู่ทุกวันเนี่ย บางคนก็บอกเป็นสัมมาสติ อันนั้นเรียกเอาหน้าเท่านั้นเอง จริงๆไม่เป็น ที่บอกเรามีสัมมาสมาธิอยู่ มีใจตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว นี่เรียกโดยอนุโลม จริงๆยังไม่ใช่สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิแท้ๆเกิดตอนที่เกิดอริยมรรค

แล้วขณะที่เกิดอริยมรรคนั้น จะต้องเกิดร่วมกับองค์ฌานอันใดอันหนึ่ง ต้องเกิดกับฌานขั้นใดขั้นหนึ่ง อย่างน้อยปฐมฌานจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จนถึงฌานที่ ๔ บางคนลึกซึ้งลงไปกว่านั้นอีก ในฌานที่ ๔ นั้นรูปหายไป เหลือแต่นามธรรมล้วนๆ เข้าไปอรูปฌาน

งั้นท่านอธิบายตัวสัมมาสมาธิเนี่ย ท่านถึงไปอธิบายด้วยฌาน แต่ในขั้นการปฏิบัติเนี่ย ขั้นบุพภาคมรรค ขั้นเบื้องต้นของมรรค มรรคเบื้องต้น ยังไม่ใช่อริยมรรคเนี่ย ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดอัปปนาสมาธิ ถ้าเราไม่มีอัปปนาสมาธิ ทำอัปปนาสมาธิไม่ได้ เราใช้ขณิกสมาธินี่แหล่ะ สมาธิเป็นขณะๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
Track: ๑๒
File: 530425A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๕ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติเหมือนชาวนาปลูกข้าว ถึงเวลาข้าวก็ออกรวงเอง

mp 3 (for download) : การปฏิบัติเหมือนชาวนาปลูกข้าว ถึงเวลาข้าวก็ออกรวงเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ รู้สึกแล้วก็รู้กาย รู้สึกแล้วก็รู้จิตใจ รู้สึกไปเรื่อยๆ มันจะสะสมแต้มไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งมันอิ่ม มันเต็ม มันพอนะ มันจะตัดสินความรู้ของมันเอง เราไม่ต้องทำอะไร เราไม่ต้องดิ้นรน เราไม่ต้องพยายามที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน จิตเขาจะบรรลุของเขาเอง

แต่เดิมหลวงพ่อก็พูดอย่างนี้นะ ว่าไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ จิตมันเป็นเอง มันจะบรรลุเอง เราพูดแบบเซ่อๆไป พูดมาจากประสบการณ์ภาวนา ไม่เห็นมีใครจะสั่งจิตได้สักคนหนึ่ง ตอนหลังครูบาอ๊าไปเจอในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าสอนเหมือนกัน

ท่านสอนบอกว่า ผู้ปฏิบัติน่ะที่ต้องการมรรคผลนิพพานเนี่ยนะ ไม่มีใครทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้หรอก แต่ว่ามีหน้าที่เจริญศีลสิกขา เจริญจิตตสิกขา เจริญปัญญาสิกขา เรื่อยๆไป เมื่ออินทรีย์แก่กล้าเพียงพอแล้วนะ มรรคผลนิพพาน จะเกิดขึ้นเอง จิตจะบรรลุมรรคผลนิพพานเอง

งั้นพวกเราเจริญไปนะ รักษาศีลไว้ มีสติขึ้นมาก็มีศีล มีสติขึ้นมาก็มีสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นขึ้นมา มีสติก็มีปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ เพราะฉะนั้นรู้สึกตัวนะ มีสติรู้กายรู้ใจเรื่อยๆไป ถึงวันหนึ่งจะเกิดมรรคผลเอง

ท่านเปรียบเทียบเหมือนชาวนา ชาวนาไม่สามารถสั่งต้นข้าวให้ออกรวงข้าว ไม่สามารถทำให้รวงข้าวมีเมล็ดเต็มได้ ชาวนาสั่งต้นข้าวไม่ได้ แต่ชาวนาทำเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้ต้นข้าวออกรวงได้ ชาวนาไปไถนา ไปหว่านข้าว เอาน้ำเข้านา น้ำมากไปเอา(น้ำ)ออกจากนา คอยดูแลรักษาต้นข้าว ต้นข้าวก็ออกรวงเอง

พวกเรามีสติ มีสัมมาสมาธิ มีปัญญานะ อบรมดูแลจิตของเรา วันหนึ่งจิตออกมรรคออกผลเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันจันทร์ที่ ๑๙ พฤษภายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
Track: ๑๓
File: 510519
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๑๘ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ขณะที่มีสัมมาสติ ก็มีองค์มรรคครบทั้งแปด

mp 3 (for download) : ขณะที่มีสัมมาสติ ก็มีองค์มรรคครบทั้งแปด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

 หลวงพ่อปราโมทย์ : มรรคมีองค์แปด เวลาภาวนาจะทำยังไง เวลาภาวนาก็เจริญสติปัฏฐานสิ

  • ถ้าเรามีสติรู้กาย มีสติรู้ใจ เรียกว่าเรามีสัมมาสติ
  • ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ เรียกว่ามีสัมมาทิฏฐิ
  • ในขณะที่เรามีสติรู้กายรู้ใจเนี่ย เราก็ไม่มีความดำริชั่วๆทั้งหลาย ดำริในกาม ดำริในพยาบาท ดำริในการเบียดเบียน ไม่มี เพราะมีสติอยู่ สัมมาสังกัปปะมันก็มีอยู่ในตัวเอง
  • ในขณะที่เรามีสติอยู่สัมมาวาจาก็เกิดเอง สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจริงๆก็คือศีล ๕ นั่นเอง จะมีอยู่เอง
  • สัมมาอาชีวะมันก็จะมีอยู่เอง
  • ในขณะที่เรามีสติขึ้นมานะ สัมมาวายามะก็มีอยู่เอง สัมมาวายามะคือความเพียรชอบ ทันทีที่มีสติเนี่ย อกุศลที่มีอยู่จะดับ อกุศลใหม่จะไม่เกิด กุศลได้เกิดขึ้นแล้ว กุศลที่เคยเกิดแล้วก็จะเกิดถี่ๆบ่อยๆขึ้น เพราะว่าคุ้นเคยที่จะเกิดกุศล เนี่ยลักษณะของสัมมาวายามะความเพียรชอบ ก็คือเพียรละกิเลสที่มีอยู่ ปิดกั้นกิเลสใหม่ไม่ให้เกิด ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด (กุศล)ที่เกิดแล้วให้พัฒนาขึ้นไป งอกงามไพบูลย์
  • ในขณะที่เรามีสัมมาสติอยู่เนี่ย จิตก็จะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มีสัมมาสมาธิอยู่ในตัวเอง

งั้นถ้าเรามีสัมมาสติ เราก็จะมีองค์มรรคครบ พระพุทธเจ้าอธิบายสัมมาสติด้วยสติปัฏฐานนั่นเอง งั้นหน้าที่เราก็ทำสติปัฏฐาน รู้กายรู้ใจไป


CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑๕
File: 501118.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ฝึกใจให้ตั้งมั่น(มีสัมมาสมาธิ)

ฝึกใจให้ตั้งมั่น(มีสัมมาสมาธิ)

ถาม : วิธีการสังเกตุใจที่ไม่ตั้งมั่นมีวิธียังไงบ้างครับ ?

ตอบ : ลองไปยืนมองดูภาพตัวเองในกระจกก็ได้ครับ
แล้วสังเกตดูนะครับว่า ตอนที่เรามองภาพตัวเองนั้น
จิตจะไม่ได้ตั้งมั่นอยู่กับตัวเองจริงๆ
แต่ทะยานออกไปอยู่กับภาพตัวเองในกระจก
แบบนี้แหละครับที่เรียกว่า จิตไม่ตั้งมั่นหรือไหลไปหาอารมณ์

ถาม : การฝึกให้มีใจตั้งมั่นทำยังไงได้บ้างครับ

ตอบ : ฝึกได้สองแบบคือ
ฝึกสมถะจนมีจิตตั้งมั่นขึ้น
กับฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน ด้วยการหัดรู้กายรู้ใจอย่างที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนนี่แหละครับ

ถาม : ความรู้สึกตัวที่อยู่นอกๆ คือ นอก กายนอกใจใช่มั้ยครับ

ตอบ : ความรู้สึกตัวที่อยู่นอกๆ อันนี้ไม่มีนะครับ
ถ้ารู้สึกตัว จิตจะตั้งมั่นไม่อยู่นอกๆหรอกครับ
ที่ไปอยู่นอกๆ (อย่างเวลาที่ดูภาพตัวเองในกระจก) นั้น
ไม่ใช่รู้สึกตัวครับ แต่เป็นจิตที่ไหลไป ส่งออกนอกกายนอกใจไปครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

V-Clip : วิปัสสนาคือให้รู้ มิใช่ให้กำหนด

วิปัสสนาคือให้รู้ มิใช่ให้กำหนด

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

V-Clip : การเข้าฌาน

การเข้าฌาน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

V-Clip : เคล็ดลับในการทำสมาธิ

เคล็ดลับในการทำสมาธิ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ)

สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ)

ให้มีจิตตั้งมั่น ไม่หลงเพลิดเพลินไปในสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังปรากฏ
จิตตั้งมั่นชอบ ได้ชื่อว่า สัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิจะคล้ายกับสมาธิที่เรารู้จักกัน แต่ต้องมีความไม่หลงเพลิดเพลิน
ไปในสิ่งต่าง ๆ ( มีสติบริสุทธิ์ ) เป็นลักษณะเด่น

การดูหนัง อ่านหนังสือ ฯลฯ ด้วยความหลงเพลิดเพลินไปกับหนังหรือเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
เรียกว่า มีสมาธิ แต่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
แม้แต่การนั่งสมาธิทำจิตจนมีความสุขสงบ ถ้ายังหลงเพลิดเพลินไปกับความสุขสงบ
ไม่เห็นว่าความสุขสงบนั้นก็เกิดขึ้นเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา ก็ยังไม่ใช่สัมมาสมาธิ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การทำสมาธิแบบตามรู้ลมหายใจ


การทำสมาธิแบบตามรู้ลมหายใจ

ถาม : การที่นั่งสมาธิแล้วใจแนบอยู่กับลมหายใจ(บางทีก็ลืมตัวเอง)เรียกว่าจิตไม่ตั้งมั่น?  จะถือว่าเป็นการทำสมถะไช่หรือไม่คะ  แล้วการทำสมถะจัดว่าเป็นมิจฉาสมาธิหรือไม่?

ตอบ : สมถะ มีความหมายว่า
ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต, ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูปกิเลส,
การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ

เมื่อดูตามความหมาย ถ้าจิตไปแนบกับลม แล้วสงบปราศจากนิวรณ์
(จิตสงบลงไปเองโดยไม่ได้กดข่ม) ก็เป็นสมถะ
แต่ยังไม่ถือว่าเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าเป็นสมถะแบบสัมมสมาธิ
จิตจะไม่แนบกับลม แต่จะแยกออกมาตั้งมั่นในการรู้ลม
การทำสมถะ อาจเริ่มด้วยการที่จิตไปแนบกับอารมณ์
แล้วเมื่อจิตทิ้งอารมณ์รวมลงไป เป็นจิตที่ตั้งมั่น
มีสติบริสุทธิ์ มีอุเบกขา ก็จะเป็นสัมมาสมาธิ

ส่วนมิจฉาสมาธินั้น เป็นการทำสมถะที่ไม่ถูกต้อง
คือไปกดข่มจิตไว้ให้สงบ แต่สงบแบบซึมๆ ทื่อๆ นิ่งๆ เฉยๆ
และไม่มีความตั้งมั่นในการรู้อารมณ์ต่างๆ จึงไม่สามารถใช้ในการทำวิปัสสนาต่อได้

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ถามตอบการภาวนาเรื่องจิตตั้งมั่น

ถามตอบการภาวนาเรื่องจิตตั้งมั่น

ถาม :  ถ้าจิตเรายังจำสภาวะ อารมณ์ต่างๆ ไม่ได้ อันนี้ จิตตั้งมั่นก็ยังจะไม่เกิดใช่ไหมคะ

ตอบ : จิตตั้งมั่นต้องมีสติ จะมีสติก็ต้องจำสภาวะได้
จะจำสภาวะได้ก็ต้องหัดดูสภาวะโดยไม่เพ่งจ้อง ไม่บังคับ
ค่อยๆ หัดดูไปแล้วถ้าจิตจำสภาวะใดได้ เมื่อมีสภาวะเกิดขึ้น
และจิตเห็นว่ามีสภาวะนั้นอยู่ สติก็เกิด จิตก็ตั้งมั่นได้ชั่วขณะ

ถาม : ถ้าจิตเราจำสภาวะ โกรธ ได้อย่างเดียว อย่างงี้ เราจะเกิดจิตตั้งมั่นไหมคะ

ตอบ : ถ้าจำโกรธได้ ก็จะเกิดสติเกิดจิตตั้งมั่นชั่วขณะได้ครับ
แต่จะรอให้โกรธอย่างเดียวไม่พอหรอก
ต้องหัดดูสภาวะอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นไปด้วย


ถาม : หนูนั่งสมาธิ แล้วรู้ว่าร่างกายกำลังหายใจ เข้า-ออก หายใจไปเรื่อยๆ แล้วเห็นว่า ใจมันเผลอไป
คิดก็รู้ อย่างงี้ถูกแล้วใช่มะคะ ใจหนูปฏิบัติเป็นกลางอยู่ใช่ไหมคะ

ตอบ : ถ้ารู้ว่าเผลอไปแล้ว ไม่ได้พยายามจัดการอะไร
แค่รู้แล้วจบที่รู้ ก็ถูกแล้วครับ


ถาม : หนูมีความรู้สึกว่า ฝึกไปแล้ว ไม่เกิดจิตตั้งมั่นซะที เป็นเพราะว่า จิตหนูยังจำสภาวะธรรมไม่ได้ใช่ไหมคะ?

ตอบ : อย่าคาดหวังว่า ภาวนาแล้วจิตต้องตั้งมั่นมากๆ
แค่ตั้งมั่นได้ชั่วขณะก็ใช้ได้แล้วครับ
และแม้แต่ขณะที่จิตไม่ตั้งมั่น ถ้าเราหัดดูจิตที่ไม่ตั้งมั่นไปเรื่อย ๆ
จิตก็จะเกิดสติ ตั้งมั่นได้จากการรู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น


ถาม : ช่วง 2-3 วันมานี้ หนูรู้สึกสับสนและรู้สึกว่ายาก แปลว่าหนูกำลังผิดใช่มะคะ หนูมาทบทวนคำพูดของหลวงพ่อว่า
การปฏิบัติมันต้องง่าย เป็นเพราะหนูกำลังมีความอยากจะทำให้ได้ เลยทำให้เกิดความเครียดและโทสะ ใช่ไหมคะ

ตอบ : ที่เกิดรู้สึกว่ายาก เพราะทำแบบมีความคาดหวังมี ความอยากว่า
ทำแล้วต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จิตต้องตั้งมั่น
พอทำไปตามที่อยากก็เลยยาก
ยากเพราะเราทำให้จิตเป็นไปตามที่อยากไม่ได้หรอกครับ
จิตมันเป็นอนัตตา มันไม่เป็นไปตามเหตุปัจจัย
ไม่ได้เป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น

หัดดูสภาวะไปสบาย ๆ นะครับ อย่าเร่ง อย่ากดดันตัวเองว่าต้องตั้งมั่น
แค่รู้ไปตามสภาวะที่กำลังเป็นอยู่พอแล้วครับ
หัดดูไปแบบนี้ไม่ยากเท่าบังคับจิตให้เป็นไปตามที่อยากหรอกครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นาทีทองของผู้ปฏิบัติ

mp 3 (for download) : นาทีทองของผู้ปฏิบัติแนวสมถยานิก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

นาทีทองของผู้ปฏิบัติ

นาทีทองของผู้ปฏิบัติ

หลวงพ่อปราโมทย์ : สัมมาสมาธิ จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว จิตเคล้าเคลียอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างมีความสุข ไม่ขาดสติ สงบก็สงบลงไปนิ่มๆ รู้เนื้อรู้ตัว ไม่ใช่หล่นวูบเลย ลืมตัวเองไปนะ ไม่ใช่

เสร็จแล้วพอถอยออกมาจากสมาธิ มารู้กาย มารู้ใจ โดยเฉพาะถ้าจิตถอยออกมาจากสมาธินะ เป็นนาทีทองของผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติโดยเอาสมถะนำหน้า ให้รู้ลงไปถึงความเปลี่ยนแปลงของจิตเลย ในขณะนั้น จิตเมื่อตะกี้นี้มีปีติตอนนี้ไม่มี จิตเมื่อตะกี้นี้มีความสุขตอนนี้ไม่มี จิตเมื่อตะกี้นี้เฉยๆต้องนี้ชักไม่เฉยแล้ว วิ่งไปวิ่งมา เนี่ยเราจะเริ่มเห็นความไม่เที่ยง

หลวงพ่อพุธท่านเคยสอน บอกว่า ตรงนี้คือนาทีทองนะ พวกเรารู้จักแต่นาทีทองที่จะไปซื้อของ จะไปจับฉลาก เราไม่รู้จักนาทีทองของการปฏิบัติ

นาทีทองของการปฏิบัติ ตอนที่จิตถอยออกจากความสงบ หรือตอนที่ตื่นนอน คนไหนทำฌานไม่ได้นะ ตอนที่ตื่นนอนมาปุ๊บเนี่ย ให้รีบมีสติ รู้ทันจิตใจของตนเองที่กำลังเปลี่ยแปลงไป ต่อหน้าต่อตา นี่คือนาทีทองของการปฏิบัตินะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า

CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๕
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ต้องมีสติ มีจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา

mp 3 (for download) : ต้องมีสติและสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ต้องมีสติ มีจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา

ต้องมีสติ มีจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกเรารุ่นหลังๆคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติมากขึ้นๆ แทนที่สติจะระลึกรู้กาย สติระลึกรู้ใจ เราเอาสติไปกำหนดกายกำหนดใจ เช่นกำหนดลมหายใจ กำหนดอิริยาบถ ๔ กำหนดเวทนา กำหนดไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

สติจริงๆคือความระลึก ระลึกได้ถึงความมีอยู่ของกาย ระลึกได้ถึงความมีอยู่ของใจ ถ้าเมื่อไหร่เราใจลอย เราจะระลึกไม่ได้ถึงความมีอยู่ของกายของใจ กายกับใจมีอยู่ แต่เหมือนกับหายไป สังเกตมั้ยตอนที่ใจลอย คือตอนที่ดูพระพุทธรูปเมื่อตะกี้นี้ กายก็ยังมีอยู่นะ แต่เราลึมมันไป จิตใจก็มีอยู่แต่เราลืมมันไป นี่เรียกว่าขาดสตินั่นเอง ลืมกายลืมใจ สติเป็นเครื่องระลึกรู้ความมีอยู่ของกายความมีอยู่ของใจ ศัตรูของสติคือความขาดสติ ความเผลอความหลงนั่นเอง ความใจลอยนั่นเอง ความเหม่อ

ทีนี้พอเรามีสติแล้ว ใจเราต้องมีสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือใจตั้งมั่น สักว่ารู้สักว่าเห็น ตั้งมั่นแบบนุ่มนวล อ่อนโยน ตั้งมั่นแบบเบาๆนะ เรียกว่ามีลหุตา ใจเราเบา มีมุทุตา ใจเราอ่อนโยนนุ่มนวล มีกัมมัญญตาควรแก่การงาน คือไม่ถูกกิเลสครอบงำ ยกตัวอย่างภาวนาด้วยความอยากปฏิบัติ อยากได้มรรคผลนิพพาน อยากปฏิบัติ เรียกว่ามีกิเลสครอบงำ จิตไม่ควรแก่การงาน จิตดวงนั้นเป็นอกุศล

จิตที่เป็นกุศล คล่องแคล่ว ว่องไว เรียกว่าปาคุญญตา ไม่ใช่ซึมทื่อๆ ผู้ปฏิบัติเกือบร้อยละร้อย น้อมจิตให้ซึมทื่อ นั่นทำลาย ปาคุญญตา ลงไปแล้ว จิตที่ซึมทื่อเป็นอกุศลจิต เอาจิตที่เป็นอกุศลมาเจริญวิปัสสนาไม่ได้ จิตที่เป็นกุศล มีอุชุกตา คือซื้อๆ ซื่อตรงในการรู้อารมณ์ กายเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ซื่อๆ เพราะฉะนั้นเราต้องมีจิตที่มีสัมมาสมาธิ จิตของเราต้องสบาย ต้องผ่อนคลาย รู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลงไม่เผลอไป ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่า “จิตผู้รู้”

จิตผู้รู้ก็ไม่ใช่จิตที่แข็งกระด้าง ไม่ใช่จิตที่ทื่อๆ ซึมๆ จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่าลืมคำว่าเบิกบาน อย่าลืมคำว่าตื่น ยกตัวอย่างนั่งอยู่นะ แล้วบอกว่ารู้อยู่นะ แต่ซึมๆอยู่นี้เรียกว่าไม่ตื่น นั่งอยู่แล้วแข็งกระด้าง ไม่เบิกบาน นั่นไม่ใช่จิตผู้รู้ นั่นเป็นจิตผู้เพ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องมีจิตที่มีคุณภาพนะ มีสัมมาสมาธิ จิตที่ตั้งมั่น อ่อนโยน นุ่มนวล เบา เป็นกลาง สบาย คล่องแคล่วว่องไว ซื่อตรง ในการรู้กายรู้ใจ

พอเรามีจิตชนิดนี้ขึ้นแล้ว เวลามีสติระลึกรู้กาย เราจะเห็นความจริงของกาย การเห็นความจริงของกายเรียกว่าปัญญา มีสติระลึกรู้จิตใจ แล้วก็จะเห็นความเป็นจริงของจิตใจ แล้วก็จะเห็นความจริงของจิตใจ การเห็นความจริงนั้นแหละเรียกว่าปัญญา

เพราะฉะนั้นเราต้องมีเครื่องมือ คือ สติ มีสัมมาสมาธิ มีปัญญา สติเป็นความระลึกได้ถึงกายถึงใจ ไม่ลืมกายไม่ลืมใจ ไม่เผลอ ไม่ใจลอยไป

สัมมาสมาธิ ใจเบา ใจนุ่มนวล ใจอ่อนโยน ไม่ใช่ไปเพ่งกายเพ่งใจ เพราะฉะนั้นพวกเผลอไปก็คือพวกขาดสติ พวกเพ่งกายเพ่งใจก็คือพวกขาดสัมมาสมาธิ เพ่งแล้วใจทื่อๆ ถ้าเราไม่เผลอไปกับเราไม่เพ่งไว้ เรียกว่าเรามีสติ เรามีสัมมาสมาธิ เมื่อใดมีสัมมาสมาธิมีสติแล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เราจะเห็นทันทีว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา หลวงพ่อขอย้ำว่า เห็นทันทีนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า


CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๑
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การทำฌานคืออะไร ?

การทำฌานคืออะไร ?

การทำฌาน เป็นการทำให้จิตไปรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่ได้บังคับไว้ (จิตรู้อารมณ์เดียวต่อเนื่องได้เอง)
เมื่อจิตสงบและรู้อารมณ์เดียวต่อเนื่องได้ และมีองค์ธรรมคือ
วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกคตา ครบในขณะนั้น ก็เรียกว่า ฌาณที่หนึ่ง
เมื่ออยู่ในฌานที่หนึ่งต่อเนื่องไปอีก
วิตก วิจารณ์ ก็จะหายไป เหลือแต่ ปิติ สุข เอกคตา
และเกิดมีจิตผู้รู้เด่นขึ้นมา ก็เรียกว่า ฌานที่สอง
แต่ในฌานต่าง ๆ นั้น ต้องมีสติอยู่ด้วยเสมอ
ถ้าไม่มีสติก็ไม่ใช่ฌานที่เป็น สัมมาสมาธิ ครับ
ถ้าจะทำฌานก็ต้องทำฌานที่เป็น สัมมาสมาธินะครับ
จึงจะมีประโยชน์ต่อการเจริญวิปัสสนาหรือเจริญปัญญา
หลังจากออกจากฌานมาแล้ว (ทำฌานแล้วต้องออกมาเจริญวิปัสสนาต่อ)

แต่ถ้าทำฌานไม่ได้ ก็สามารถหัดเจริญสติตามรู้กายตามรู้จิตไปได้
เมื่อเกิดสติจากการตามรู้กายตามรู้จิตแล้ว
ก็สามารถเจริญวิปัสสนาหรือเจริญปัญญาต่อไปได้ครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทำอย่างไรปัญญาจะเกิด?

mp 3 (for download) : ทำอย่างไรปัญญาจะเกิด?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทำอย่างไรปัญญาจะเกิด?

ทำอย่างไรปัญญาจะเกิด?

หลวงพ่อปราโมทย์: เราต้องพัฒนาให้เกิดปัญญา บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าบอกอย่างนี้ ปัญญาไม่ใช่ความฉลาด รอบรู้ รู้พระไตรปิฎกทั้งหมด เรียนอภิธรรมจบทั้ง ๙ ปริเฉท มีปัญญา ไม่มีหรอก

ปัญญาที่แท้จริงนะคือ การเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ของรูปของนาม เห็นมั้ยว่ามันมี Technical Term นะ ไม่ใช่ปัญญาธรรมดาๆ แต่เป็นปัญญาชั้นสูง เป็นวิปัสสนาปัญญา ปัญญาที่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของกายของใจ ของรูปของนาม

ทำอย่างไรปัญญาจะเกิด เมื่อตะกี้นี้หลวงพ่อพูดแล้วนะ ทำอย่างไรสติจะเกิด หัดดูสภาวะแล้วสติจะเกิด พอจิตจำสภาวะได้แม่น แล้วสภาวะที่จิตจำได้แล้วเกิดขึ้น สติจะเกิดเองโดยไม่ได้จงใจให้เกิด แล้วนี่อะไรทำให้เกิดปัญญา ตัวสมาธินั่นแหละทำให้เกิดปัญญา

สมาธิไม่ได้แปลว่า นิ่งๆ ซื่อบื้อ อยู่ในอารมณ์อันเดียว ซึมๆอยู่ในอารมณ์อันเดียว สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต จิตตั้งมั่นขึ้นมา วิธีทำจิตให้ตั้งมั่น มี ๒ วิธี แต่เดิมหลวงพ่อรู้จักวิธีเดียว เพราะหลวงพ่อหัดสมาธิมาแต่เด็ก ทำสมาธิมา เรียนจากท่านพ่อลี วัดอโศการาม ทำสมาธิจิตนิ่ง จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่น เด่นดวงอยู่อย่างนั้น พอออกจากสมาธิมาแล้วนะ แล้วมาตามดูกายตามดูใจ เนี่ยมาเจริญปัญญา ตัวจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ดูนะ มันเหมือนแยกอยู่ต่างหาก เหมือนแยกออกมาเป็นคนดู ดูกายอันนี้ทำงาน ดูใจอันนี้ทำงาน จิตเป็นคนดูอยู่ ตั้งอยู่อย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น มันตั้งเด่นอยู่อย่างนั้นได้ตั้งนานแน่ะ ได้ทีหนึ่งเป็นเดือนๆเลยนะ เพราะว่า สมาธิมันแก่กล้า

ทีนี้มาหลังๆนะ มาดูรุ่นน้องๆ รุ่นลูกๆหลานๆ อะไรอย่างนี้ ลูกเพื่อนกัน ทำสมาธิไม่เป็น ทำอย่างไรหนอถึงจะมีสัมมาสมาธิได้อย่างเขาบ้าง หลวงพ่อก็เลยสังเกตว่า ถ้าหากว่าคนไหนนะรู้ทัน ว่าจิตไม่ตั้งมั่นนะ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นชั่วขณะ ได้ชั่วขณะเท่านั้นน่ะ เป็นขณิกสมาธิ ไม่ถึงอัปนา ไม่ถึงอุปจาระ

ขณิกสมาธินี้ก็เหลือเฟือแล้ว สำหรับการปฏิบัติเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน ขณิกสมาธิเป็นสมาธิชั่วขณะ แป๊บเดียว ใจตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคราวๆ ไม่นาน ตั้งไม่นาน ถ้าใครรู้สึกว่าตั้งอยู่ได้นาน ก็ไปเพ่งเอาไว้ ไม่ใช่ของจริงหรอก ถ้าไม่ทรงฌานนะ ถ้าทรงฌานได้ก็อยู่นาน ถ้าไม่ได้ทรงฌานแล้วรู้สึกว่าตั้งอยู่นาน แสดงว่าเพ่งเอาไว้ เนี่ย วิธีจะฝึกให้เกิดสมาธิชั่วขณะ ก็ใช้วิธีที่มีสตินี่แหละ สังเกตเอา

จิตของเราจะเคลื่อนที่ตลอดเวลา เวลาดูมันก็วิ่งไปดู เวลาฟังมันก็วิ่งไปฟัง เวลาคิดมันก็วิ่งไปคิด เวลาปฏิบัตินะมันก็วิ่งไปจับที่ลมหายใจบ้าง ที่ท้องพองยุบบ้าง ที่เท้าบ้าง ที่มือบ้าง มันวิ่งไปวิ่งมาได้ตลอดเลย ตรงที่จิตมันยังวิ่งไปวิ่งมา ส่ายไปส่ายมา นี้ก็คือ เรียกว่าจิตไม่ตั้งมั่น แต่บางทีจิตสงบได้นะ เช่นไปดูท้องพองยุบนะ จิตวิ่งไปเกาะนิ่งๆอยู่ที่ท้อง อันนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ เดินจงกรม ยกเท้า ย่างเท้า จิตไหลไปเกาะนิ่งๆอยู่ที่เท้า ก็เป็นมิจฉาสมาธิ ไปอยู่แล้วเดี๋ยวก็เกิดปีติ ขนลุกจนพอง ตัวเบาตัวโคลง รู้สึกวูบๆวาบๆ รู้สึกเหมือนอะไรมาไต่ อันนั้นเป็นเรื่องของสมถะนะ ไม่ค่อยได้เรื่องอะไรเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าใจเราตั้งมั่น มันจะเกิดปัญญา

ถ้าใจเราไม่ไหลตามอารมณ์ไปนะ ใจตั้งมั่นในขณะที่รู้อารมณ์ สติระลึกรู้อารมณ์ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้วก็เป็นกลางเนี่ย ปัญญาจะเกิด สติระลึกรู้อารมณ์นะ อารมณ์ใดๆปรากฎขึ้นสติระลึกได้เอง ไม่ได้กำหนด ไม่ได้บังคับ แต่ระลึกได้เอง ด้วยใจที่ตั้งมั่น สติรู้ทันสภาวะที่เกิดขึ้น จิตตั้งมั่นในขณะที่รู้สภาวะ เนี่ยถ้ามีองค์ประกอบสองอย่างนี้แล้ว ปัญญาจะเกิด

ปัญญาจะเกิดก็คือ จะเห็นทันทีเลยว่า อารมณ์ รูปนาม กายใจ ที่สติไประลึกนั้น ไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นเลยว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ยกตัวอย่างร่างกายนี้ ร่างกายเคลื่อนไหว เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจมันเป็นแค่คนดู ใจมันอยู่ต่างหาก เห็นร่างกายนี้ยืนเดินนั่งนอน ใจเป็นแค่คนดูนะ จิตใจมันอยู่ต่างหาก อยู่อย่างสบายนะ ไม่ใช่อยู่อย่างเครียดๆแข็งๆ บางคนได้ยินว่าใจอยู่ต่างหากก็ไปประคองใจไว้จนแข็งเลย อันนั้นทำผิดอีก อย่าไปประคับประคองให้มันแข็งๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๘
Track: ๕
File: 511231A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔๖ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

mp 3 (for download) : พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

หลวงพ่อปราโมทย์: ครั้งหนึ่ง สมเด็จญาณฯ ( สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก )เคยเขียนนะ พระศรีนครินทร์ฯ ( สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ) ท่านอาราธนาให้เขียนว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร ท่านเขียนเอาไว้ดีแล้ว พระพุทธเจ้าสอนอะไร สอนอริยสัจจ์สิ สอนไปเพื่ออะไร เพื่อความพ้นทุกข์สิ้นเชิง สอนอะไร ถ้าตัวเนื้อหาธรรมะนะ พระพุทธเจ้าท่านสอนอริยสัจจ์ อริยสัจจ์เป็นธรรมที่ครอบคลุมธรรมะทั้งหมด

มีพระสูตรอันหนึ่งนะ ชื่อ รอยเท้าช้าง ชื่อ อัตถิปโทปมสูตร ( มหาหัตถิปโทปมสูตร อุปมาอริยสัจกับรอยเท้าช้าง )ชื่อยาวมากนะ ท่านสอนบอกว่า รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์บกนะ สัตว์น้ำมันก็มีรอยเท้าเหมือนกัน แต่ว่ามีไม่กี่ชนิดที่มีเท้า ในพระสูตรบอกว่า รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายเนี่ย เหยียบลงไปได้ในรอยเท้าช้าง ที่เป็นอย่างนี้เพราะในสมัยพุทธกาลไม่มีไดโนเสาร์แล้ว

หมายถึงธรรมะทั้งหมดนี้นะ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน รวมลงอยู่ในอริยสัจจ์ ย่อๆก็คือ ท่านสอนเรื่องทุกข์ กับความพ้นทุกข์ ทุกข์ก็มีถึงเหตุของทุกข์ แล้วก็ตัวทุกข์ ความพ้นทุกข์ท่านก็สอนถึงวิธีปฎิบัติเพื่อความพ้นทุกข์แล้วก็ตัวของความพ้นทุกข์ คือตัวนิพพาน สอนได้ ๒ กลุ่ม

ทีนี้ตัวมรรคเนี่ย ย่อๆลงมาก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องทำ ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องเรียนนั่นเอง เรียนศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา จิตตสิกขาเรียนแล้วจะเกิดจิตที่ตั้งมั่น มีสัมมาสมาธิ

ย่อๆลงไปอีกนะ คือ ทำสมถะกับวิปัสสนา ตรงภาวนานี้น่ะ ภาวนาก็มี ๒ ส่วน สมถะกับวิปัสสนา ตรงวิปัสสนาเนี่ย ถ้าทำถูกต้องนะ มีสติ รู้กายรู้ใจ ลงปัจจุบัน เห็นตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะเกิดปัญญา เกิดผล มีปัญญาขึ้นมา เบื้องต้นเป็นพระโสดาบันนะ เบื้องปลายเป็นพระอรหันต์

พระโสดาบันท่านจะเข้าใจว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป เพราะฉะนั้นข้อที่ ๑ ที่จิรัฐถามนะ มันคือภูมิธรรมของพระโสดาบัน เป็นผลแล้ว เป็นผลจากการเจริญสติ ไม่ใช่ให้ทำตัวมัน ไม่ใช่ให้ทำความรู้นี้ขึ้นมานะ เจริญสติไปแล้วผลที่เกิดขึ้นคือมีความรู้ความเข้าใจ ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป เนี่ยความรู้ความเข้าใจของพระโสดาบัน เพราะฉะนั้นพระโสดาบันรู้ว่า สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ

ส่วรพระอรหันต์เนี่ย ท่านจะแจ้งสิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับ สิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับคือนิพพาน พระโสดาฯ พระสกทาคาฯ พระอนาคาฯ ยังไม่แจ้ง(ในสิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับ) เห็นบ้าง แต่ว่าไม่แจ่มแจ้ง เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนะ ภาวนา จะเกิดปัญญาเห็นว่า สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป เบื้องปลายก็จะเกิดปัญญาไปเห็นแจ้งสิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับ เพราะฉะนั้นธรรมะมีหลายระดับนะ มีหลายขั้น

อันแรกเลย วัตถุประสงค์ของธรรมะนะ ภาวนาไปเพื่อความพ้นทุกข์สิ้นเชิง เบื้องต้นพ้นทุกข์ เบื้องปลายดับทุกข์ พ้นทุกข์เนี่ยเป็นพระอรหันต์ที่ยังดำรงค์ขันธ์อยู่ ดับทุกข์คือพระอรหันต์ที่ท่านดับขันธ์แล้ว พ้นทุกข์เนี่ยพระอรหันต์มีขันธ์มั้ย? มี แต่ว่าจิตของท่านพ้นจากขันธ์ เพราะฉะนั้นท่านพ้นจากทุกข์ เบื้องปลายนี้ดับขันธ์ ก็ดับทุกข์ ตัวขันธ์นั้นแหละตัวทุกข์

ธรรมะปราณีตนะ ค่อยๆเรียน ค่อยๆฟัง อย่านึกเอาเอง มั่ว เดี๋ยวมั่วเอา อย่าไปเอา ยกตัวอย่างวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งนะ สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างหนึ่ง วิธีปฏิบัติอย่างหนึ่ง ผลของการปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง อย่าเอาไปปนกัน ถ้าปนกันแล้วยุ่งตายเลย

ยกตัวอย่าง ถามหลวงพ่อบอกว่า เราภาวนาเพื่ออะไร พระพุทธศาสนาสอนอะไรกันแน่ สอนให้เห็นว่าทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น อันนี้เป็นความรู้ความเข้าใจของพระโสดาบัน ทุกอย่างมาแล้วไป นี่เกิดแล้วดับ หรือข้อสอง สอนให้จิตสำเหนียกสภาพดั้งเดิมของจิตเดิมแท้ ไม่ได้สอนให้สำเหนียกนะ มันสำเหนียกเอง มันเป็นผลน่ะ ถ้าเห็นนิพพานก็จะเห็นจิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้ไปเห็นนิพพาน

คำว่าจิตเดิมแท้เนี่ย เป็นคำซึ่งไม่มีพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ฝ่ายเถรวาทพูดถึงจิตพระอรหันต์นี้ จะพูดถึงมหากริยาจิต แค่มหากริยาจิตเกิดแล้วดับ ทีนี้ทางฝ่ายเซนทางฝ่ายอะไรนี้ เขาพูดถึงจิตเดิมแท้ คือจิตที่พ้นการปรุงแต่ง ถ้าอนุโลมเอาก็คือ มหากริยาจิต แต่ว่ามันมีสภาวธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นธาตุ ธาตุรู้ จะเรียกว่าอะไรก็ได้ จิตเดิมแท้ก็ได้ อะไรก็ได้ เป็นธาตุรู้ ธาตุรู้มันเข้าคู่กับธรรมธาตุ คือ ธาตุของธรรม อันนี้ไม่มีในคำสอนของฝ่ายเถรวาทเรา ไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้หรอก แต่พูดถึงธาตุธรรม คือพระนิพพาน

เพราะฉะนั้นเวลาเราเรียน เรารู้นะ วัตถุประสงค์ของการเรียน เพื่อความพ้นทุกข์สิ้นเชิงนะ

สิ่งที่เราต้องทำนะ เราก็พัฒนา ศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมา หรือ ละชั่วทำดีทำจิตให้ผ่องแผ้วขึ้นมา พูดได้หลาย Dimensions หลายแง่ หลายมุม หลายมิติ รวมความก็คือ ทำอันใดอันหนึ่งครบ set ของมัน ก็คือทำทั้งหมดแหละ มีศีล สมาธิ ปัญญา ครบ มันก็คือครบ ละชั่ว ทำดี ทำจิตผ่องแผ้วได้ ก็ครบเหมือนกัน

ทีนี้ก็เจริญไป วิธีที่จะทำให้ ศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ ก็เจริญสติ(ปัฏฐาน)ไป วิธีที่จะละชั่ว ทำดี ทำจิตผ่องแผ้วนะ ก็เจริญสติ(ปัฏฐาน)ไป ถ้าเจริญสติ(ปัฏฐาน)ไม่ได้ ละชั่วไม่ได้จริงหรอก ได้แต่ข่มความชั่วเป็นคราวๆ ทำดีไม่ได้จริงหรอก ดีแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวก็ชั่วแทรกเข้ามาแล้ว เช่นเห็นคนอื่นเขาได้ดิบได้ดีก็โมทนาๆ มันดีหลายที่ชักอิจฉาแล้ว มันทนไม่ได้หรอก หรือเห็นคนนี้ตกทุกข์ได้ยาก สงสารเขา ไปแนะนำ แนเะนำเขา เขาไม่ฟังก็โมโหแล้ว

กุศลเนี่ยพลิกเป็นอกุศลได้เสมอเลยถ้าขาดสติ เพราะงานของเรานะ มีสติไว้ มีสติไว้แล้ว แล้วก็ยังทำ ๒ อย่าง อันหนึ่งทำสมถะนะ สมถะก็ต้องมีสติ ถ้าสมถะขาดสติเป็นมิจฉาสมาธิไปเลย ใช้ไม่ได้ อย่างที่พวกเรานั่งเคลิ้มๆนี้ใช้ไม่ได้เลยนะ

เพราะฉะนั้นนั่งนี่ต้องรู้เนื้อรู้ตัว เดินรู้เนื้อรู้ตัว จิตสงบ จิตตั้งมั่น อยู่ในอารมณ์อันเดียวโดยที่ไม่ได้บังคับไว้ มีความสุขอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างนั้น สงบแนบแน่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นสมถะ จิตยอมไปมีความสุขมีความสงบนะ ต้องเลือกอารมณ์ ถ้าเราเลือกอารมณ์กรรมฐานที่เราชอบ จิตมันชอบน่ะ ไม่ใช่เราชอบ ที่จิตมันชอบ

ยกตัวอย่าง บางคนนะ จิตชอบพิจารณาอสุภะ พิจารณาอสุภะแล้วสงบ แต่เราไม่ชอบ เรากลัวผี ให้ไปนั่งป่าช้านี่ไม่ชอบเลยนะ ไปเห็นรดน้ำศพ บางคนยังไม่ชอบเลย แต่จิตมันชอบ พอเข้าใกล้แล้วสงบ อย่างนี้สมควรทำอย่างไรดี จิตมันชอบแบบนี้ จิตมันชอบอย่างนี้ก็เอาสิ เรากลัวผี ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหลังก็ไม่กลัวเองแหละนะ แต่จิตมันเข้าใกล้ มันไปเห็นศพ อื๋อ… รถทับมาเละๆ พองๆ เวลาศพถูกรถทับนะ เน่าเร็วมากเลย เร็วกว่าศพธรรมดา แป๊บเดียวก็เน่า เราก็ไปดูได้จิตใจสงบ นี่ถ้าจิตมันชอบ

บางคนจิตมันชอบพุทโธ เราก็อยู่กับพุทโธ จิตมันชอบลมหายใจก็อยู่กับลมหายใจ จิตมันชอบท้องพองยุบก็อยู่กับท้องพองยุบไป อยู่กับอารมณ์ที่จิตชอบ จิตก็ไม่ร่อนเร่ไป จิตเสพอารมณ์ที่มันชอบนะ ก็ไม่หนีไปเที่ยว ได้สมถะนะ อย่างนี้ ก็มีสติอยู่กับอารมณ์นั้น

ถ้าทำวิปัสสนานะ ก็มีสติรู้กายรู้ใจไป รู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่น ต้องดูอยู่ห่างๆนิดนึง แต่ตรงจิตตั้งมั่นก็มีอยู่ ๒ พวกนะ พวกหนึ่งตั้งทรงเด่นอยู่เลย พวกนี้ทางฌานอยู่ พอออกจากฌานแล้วจะทรงเด่นอยู่นาน อีกพวกหนึ่งไม่ได้ทรงฌาน ตั้งเป็นขณะๆ เรียก ขณิกสมาธิ เป็นขณะๆ แค่นี้ก็นิพพานได้ ถึงมรรคผลนิพพานได้ ถึงพระอรหันต์ได้

เวลาที่เราเจริญสตินะ เราอย่าดูถูก(ดูหมิ่น)สมาธิชั่วขณะนะ เวลาที่เราเจริญสติในชีวิตประจำวันจริงๆเนี่ย ส่วนใหญ่ใช้สมาธิชั่วขณะนี้เอง ทีละขณะๆ เดี๋ยวรู้สึกตัวขึ้นมา ใจตั้งมั่นได้แว้บ หลงไปอีกละ ไหลไป พอรู้ทัน สติระลึกรู้ใจไหลไปนะ ใจก็ตั้งขึ้นอีกแว้บ แว้บ แว้บ แว้บ ตลอดวันเลยนะ มีแต่ไหลไปแล้วก็ตั้ง ไหลแล้วก็ตั้ง แค่นี้พอแล้ว ถึงวันหนึ่งนะ ปัญญามันเกิดนะ มันจะเห็นเลย จิตไหลไปห้ามไม่ได้ จิตตั้งมั่นสั่งไม่ได้ มันสั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ มีแต่เกิดแล้วดับ จิตหลงไปกับจิตที่ตั้งมั่นเท่าเทียมกันขึ้นมา เท่าเทียมกันโดยความเป็นไตรลักษณ์ นี่เวลาเดินวิปัสสนานะ ไม่ใช่จะเอาอันหนึ่ง จะเกลียดอีกอันหนึ่ง

เรามีสติ รู้สภาวะทั้งหลาย ที่มันเป็นคู่ๆ เช่น เผลอกับรู้ นี่คู่หนึ่ง ใช่มั้ย โกรธกับไม่โกรธคู่หนึ่ง โลภกับไม่โลภคู่หนึ่งเนี่ย เห็นเป็นคู่ๆไว้ มันจะพลิกไปพลิกมาในคู่ของมัน เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ฝึกอันหนึ่ง เกลียดอันหนึ่ง ไม่ใช่จะเอารู้สึกตัว เกลียดหลง จะเอาความไม่โกรธ เกลียดความโกรธ จะเอาความไม่โลภ เกลียดความโลภ

แต่การที่เห็นคู่ๆ มันจะทำให้เห็นว่า ความโลภ โกรธ หลง เห็นขึ้นมาแล้วก็ดับไป ความรู้สึกตัว รู้ตื่นเบิกบานเกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไป ชีวิตเราขาดเป็นท่อน ท่อน ท่อน ท่อน ไม่ใช่มีชีวิตอันเดียวรวดเลย คนซึ่งภาวนาไม่เป็นนะ จะรู้สึกมีตัวเราอันเดียวรวด พวกเราจะรู้สึก ปุถุชนทั้งหลายจะรู้สึก หลายคนซึ่งยังเจริญวิปัสสนาไม่พอ จะรู้สึก รู้สึกมั้ย ในนี้มีเราอยู่คนหนึ่ง เราคนนี้ กับเราตอนเด็กๆ เป็นเราคนเดียวกัน รู้สึกมั้ย หน้าตาหรอกที่เปลี่ยนไปนะ แต่ในนี้มีเราอยู่คนหนึ่ง เราคนเดิมด้วย

เนี่ยถ้าหากทำวิปัสสนาถูกต้องนะ จะเห็นเลยว่า มันเกิดดับเป็นขณะๆ ชีวิตตะกี้นี้ กับชีวิตปัจจุบันนี้ เหมือนกับคนละคนกันเลย ขาดออกจากกัน จิตตะกี้นี้หลง จิตตอนนี้รู้สึก(ตัว) มันเหมือนคนละคนกันเลย เหมือนคนละคนเลย ถ้าดูเป็นนะก็จะเห็นเลย มีช่องว่างเล็กๆมาคั่น จิตดวงนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีช่องว่างมาคั่น ขาดออกจากกันนะ ไม่ใช่ตัวเดิม ไม่ใช่เหมือนร่างกายนี้คนเก่า เปลี่ยนแต่เสื้อไปเรื่อยๆ อันนั้นมิจฉาทิฎฐิ

ยกตัวอย่างพวกเราหลายคน คิดว่าในนี้มีเราอยู่คนหนึ่ง พอตายไปนะ เราตัวนี้ออกจากร่างนี้ ไปหาร่างใหม่เกิดอีก นี่มิจฉาทิฎฐิ เพราะว่าทำวิปัสสนาไม่เป็น ไม่เห็นว่าจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับ (อีก)ดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับนะ

เพราะฉะนั้นการที่เราเห็นนะ จิตดวงหนึ่งเกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป จะเป็นกุศลก็ตาม เป็นอกุศลก็ตาม จะเป็นจิตที่รู้หรือเป็นจิตที่หลงก็ตาม ทั้งหมด มีสภาพอันเดียวกันหมดเลย เกิดแล้วดับเหมือนกัน ในที่สุดปัญญามันเกิดนะ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป เป็นธรรมดา นี่เป็นภูมิธรรมของพระโสดาบัน สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ก็จะเห็นอยู่นี่เองนะ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม มีแต่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ๆ ไปเรื่อยๆ

ทีนี้พอฝึกมากเข้าๆนะ ปัญญามันเริ่มแก่กล้าขึ้น มันเห็นเลย ตัวที่เกิดแล้วดับเนี่ย ตอนที่มันมีอยู่ มันก็ทุกข์นะ มันทุกข์อยู่โดยตัวของมันเองนั้นแหละ พอปัญญามันแจ้งนะ มันรู้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานี่ มันทุกข์หมดเลยนะ จิตมันสลัดทิ้งเลย หมดความยึดถือในรูปธรรมนามธรรม เมื่อจิตหมดความยึดถือในรูปธรรมนามธรรม จิตจะดูเมือนถอดตัวเองออกมา

แต่พูดแล้วไม่รู้ว่าภาษามันจะเป็นยังไงนะ บางทีจะพูดในมุมหนึ่งมันเหมือนจับมันข้างทิ้งไปเลยนะ มันโยนจิตทิ้งไป อีกมุมหนึ่งนะ เหมือนมันถอดออกมา มันหลุดออกจากกันนะ แต่เดิม มันหลุดออกจากกัน สมมุติมันรวมอยู่ด้วยกันอย่างนี้ จิตกับขันธ์มันรวมอยู่ด้วยกันอย่างนี้ พอภาวนาเห็นขันธ์เป็นทุกข์นะ เหมือนจิตมันถอดออกมา แต่พวกเราภาวนาเห็นจิตถอดออกมา แยกออกมาจากขันธ์เป็นสองส่วนใช่มั้ย อันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าขั้นสุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถอดออกมาแล้วนะก็ทิ้งตัวนี้ด้วย ทิ้งไป ตัวนี้(อีกตัวหนึ่ง)ก็ทิ้งไปนะ แล้วปรากฎว่า มันมีธาตุอยู่ธาตุหนึ่ง คือธาตุรู้ ธาตุรู้นี้จะซึมซ่านไปในทุกสิ่งทุกอย่าง

แต่เดิมจิตเรามีขอบมีเขต มีจุดมีดวง นี่คนดีมากแล้วนะ ดวงแค่นี้ พวกเทวดา รุกขเทวดา รัศมีนิดเดียว แค่นี้เอง เล็กเท่าดาวเอง บางคนภาวนามานานนะ เท่ากับล้อ ล้อเกวียน ล้อรถบดถนน รัศมีไม่เท่ากัน แต่มีขอบมีเขตอยู่ ตรงที่มันเข้าถึงธาตุรู้จริงๆเนี่ย ธาตุรู้นี้ซึมซ่านไปในทุกสิ่งทุกอย่าง ธาตุรู้น่ะคล้ายๆอากาศธาตุ แต่อากาศธาตุไม่ใช่ธาตุรู้ อากาศธาตุเป็นช่องว่าง อากาศธาตุซึมซ่านเข้าไปได้ ในพัดนี้ก็มีอากาศธาตุ มันซึมซ่านเข้าไป ในแผ่นดินก็มีอากาศธาตุซึมซ่านอยู่ ธาตุรู้นี้ก็ซึมซ่านคล้ายๆกัน แต่ธาตุรู้เป็นธาตุรู้ จะเรียกว่าจิตมั้ย มันก็ไม่ใช่จิตที่เคยเห็น เป็นธาตุรู้ แล้วแต่จะเรียกชื่อ เป็นเจ้าของมั้ย ไม่มีเจ้าของ ไม่มีขอบ ไม่มีเขต ไม่มีจุด ไม่มีดวง ไม่มีที่ตั้ง ถามว่าธาตุรู้ รู้อะไร ธาตุรู้รู้ธรรม รู้นิพพานนะ นิพพานเนี่ย ครอบโลกครอบจักรวาล ซึมซ่านไปในทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกันเปี๊ยบเลย แต่เป็นอีกสภาวะหนึ่ง พูดแล้วฟังยาก พวกคิดมาก อยากเรียนเยอะๆ ไปภาวนาเอาเองนะ แล้วจะเห็น

เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเพื่อให้เราเห็นว่า สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ไม่ได้สอนเพื่อให้เห็นจิตเดิมแท้ ท่านสอนเพื่อความพ้นทุกข์สิ้นเชิง แล้วเราก็เจริญสติ(ปัฏฐาน)ไปเรื่อยๆ ความรู้ความเข้าใจของเราก็พัฒนาเป็นลำดับๆไป

เบื้องต้นก็จะเห็นว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป ไม่ควรยึดมั่นหรอก แต่มันยังยึดมั่นอยู่นะ เบื้องปลายนี้แหละมันหมดความยึดมั่นจริงๆ แล้วมันก็จะไปเห็นจิตที่เป็นอิสระ เราอย่าไปพูดถึงจิตเดิมแท้เดิมเท้อเลย ฟังแล้วเวียนหัวนะ วาดภาพมันเหมือนมีอะไรลึกลับซ้อนขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่เรียนอยู่ทุกวันนี้ก็จะปางตายแล้ว ยังจะไปสร้างจิตเดิมแท้ขึ้นมาอีกดวงหนึ่ง ยุ่งตายเลย ไม่มีนะ สิ่งทีเป็นอมตะ มีแต่พระนิพพานเท่านั้นที่เป็นอมตะ อย่าไปวาดภาพว่ามีอะไรที่เป็นอมตะอยู่

สุดท้ายก็จะเห็นสิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับคือเห็นพระนิพพาน เป็นผลหรอก เบื้องต้นเห็นสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับ ได้เป็นพระโสดาบัน เบื้องปลายรู้แจ้งสิ่งที่ไม่เกิดแล้วก็ไม่ดับ คือพระนิพพาน หน้าที่ของเราตอนนี้ก็คือเจริญสติ(ปัฏฐาน)ไปเรื่อยๆ รู้กายรู้ใจไป สังเกตตัวเองไปเรื่อย อกุศลอะไรยังไม่ได้ละนะ ก็ละเสียบ้าง ขัดเกลาตัวเอง ไม่ใช่ตามใจอกุศลนะ กุศลใดยังไม่เจริญก็เจริญเสียบ้าง ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆนะ หวังว่ามันจะเจริญขึ้นมาตามยถากรรม

ยกตัวอย่าง เราต้องหัดให้อภัยคน ต้องฝึกเหมือนกันนะ ไม่ใช่ว่าฉันเจริญสติอย่างเดียวอะไรอย่างนี้ จะเอาแต่ปัญญา บางทีกิเลสเล็กกิเลสน้อย ไม่ยอมละนะ จะเอาแต่ปัญญา ในที่สุดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ศีลฉันจะไม่ถือหรอก ฉันจะมีแต่สติ มีแต่ปัญญา กลายเป็นมิจฉาทิฎฐิง่ายๆนะ

หลวงพ่อเคยรู้จักคนหนึ่ง ไม่ถือศีลนะ สอนลูกไม่ให้ถือศีลด้วย บอกว่าไม่จำเป็น เราดำรงค์ชีวิตอย่างมีเหตุผลก็พอแล้ว สอนลูกอย่างนี้ ดำรงค์ชีวิตอย่างมีเหตุผลตามใจกิเลสสิ วงเล็บไว้ด้วยน่ะ ไม่มีศีลน่ะ

เพราะฉะนั้น อกุศลเล็กๆน้อยๆนะ เราก็ต้องรู้ทัน อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปตามใจมัน กุศลแม้แต่เล็กแต่น้อยนะ เราก็ต้องคอยดูแลรักษามัน คอยดูมันไป มีสติ พัฒนามันขึ้นไปเรื่อยๆ จิตใจเข้าไปคลุกคลี พัวพันอยู่กับอารมณ์ต่างๆ คอยรู้ทันจนมันถอดถอนออกมา มันเข้าถึงความผ่องแผ้วของมัน นี่คือละชั่วทำดีทำจิตผ่องแผ้ว มีศีลมีสมาธิมีปัญญา ค่อยๆพัฒนาไปนะ ค่อยฝึกของเราทุกวันๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒

สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
Track: ๙
File: 520508.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๓๖ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

MP3 for download:อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นวิปัสสนา

ทำอย่างไรจึงเรียกว่าเป็นวิปัสสนา

ทำอย่างไรจึงเรียกว่าเป็นวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์:ถ้ามีสติจริงๆนะ สิ่งที่เป็นศีลนะจะอัตโนมัติเลย ถ้ามีสติจริงๆนะสมาธิจะเกิดอัตโนมัติได้ด้วย เพราะเมื่อไรจิตเราฟุ้งซ่าน เรามีสติรู้ทันนะ ความฟุ้งซ่านจะดับจิตจะตั้งมั่นขึ้นมา ได้สมาธินะ งั้นดูจิตๆไปได้สมาธิ เนี่ยบางทีครูบาอาจารย์บางท่านก็บอกว่า ดูจิตเป็นสมถะนะ ถูกของท่านนะ ดูจิตเป็นสมถะ ถูกของท่าน

แต่ถ้าดูเป็นก็เป็นวิปัสสนาได้ ดูกายก็เป็นสมถะได้นะ ไม่ใช่ดูกายเป็นวิปัสสนา ถ้าดูกายแล้วเห็นแต่กายไม่เห็นไตรลักษณ์นะ ก็เป็นสมถะล่ะ ดูจิตนะ เห็นจิตเราฟุ้งซ่าน เรารู้ทันนะ จิตก็สงบเข้ามา ตรงนี้เป็นสมถะ

แล้วมันเป็นวิปัสสนา จะขึ้นวิปัสสนาด้วยการดูจิตจะทำยังไง พูดมาแล้วนะเรื่องศีลใช่มั้ย มีสติรู้จิตเนี่ย ศีลเกิด  มีสติรู้จิต สมาธิเกิด มีสติรู้จิตแล้วทำยังไง ปัญญาจะเกิด การจะเกิดปัญญาได้เนี่ย เราต้องค่อยๆฝึกแยกธาตุแยกขันธ์ไป แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นส่วนๆนะ งั้นพอเรารู้สึกตัวขึ้นมาละ อย่างเราดูจิตดูใจ เราเห็นจิตมีความโกรธเกิดขึ้น เราค่อยๆดูไป เราจะเห็นเลยความโกรธเป็นสิ่งหนึ่งนะ จิตที่เป็นคนรู้ความโกรธเป็นอีกสิ่งหนึ่ง เนี่ย เป็นการแยกขันธ์ออกไป

ความสุขเกิดขึ้น เรารู้ทัน มีสติรู้ทันนะ จิตตั้งมั่นอยู่ ถ้ามีสติรู้ทัน แต่จิตไม่ตั้งมั่นมันจะไปเพ่ง ถ้ามีสติรู้ทันแล้วจิตตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู จิตมีสัมมาสมาธิหนุนหลังอยู่มันถึงจะเดินปัญญา มันจะแยกธาตุแยกขันธ์ได้

ความสุขเกิดขึ้นอยู่ จิตตั้งมั่นอยู่ สติรู้ความสุขที่เกิดขึ้น ในขณะที่จิตตั้งมั่นอยู่ มันจะเห็นทันทีว่าความสุขกับจิตนี้เป็นคนละอันกัน ความสุขกับจิตก็คนละอันกัน

ถ้าสติระลึกรู้ร่างกายแล้วจิตตั้งมั่นอยู่ มันจะเห็นว่าร่างกายก็อยู่ส่วนหนึ่ง จิตก็อยู่ส่วนหนึ่ง เป็นคนละอันกัน เนี่ยจะค่อยๆแยกนะร่างกายก็ส่วนหนึ่ง จิตก็ส่วนหนึ่ง

เวทนาคือความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉยๆก็อยู่ส่วนหนึ่ง จิตก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง

กุศลอกุศลทั้งหลาย เช่น ความโลภความโกรธความหลง หรือสภาวะธรรมที่เป็นกลางๆทั้งหลาย ความปรุงแต่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง จิตที่เป็นคนรู้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง มันจะแยกจิตออกจากสิ่งอื่นๆ แยกจิตออกจากกาย แยกจิตออกจากเวทนา แยกจิตออกจากจิตสังขารที่เป็นกุศล อกุศล หรือเป็นกลางๆ จิตจะแยกตัวออกมา พอขันธ์มันแยกตัวออกไปแล้วเนี่ย สิ่งที่จะเห็นได้ชัดก็คือขันธ์แต่ละขันธ์แต่ละกองที่แยกออกไปนั้นไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นทันทีนะ ไม่ใช่ตัวเรา

อย่างพอเรามีสติขึ้นมา รู้ร่างกายอยู่ในขณะนั้น จิตตั้งมั่นอยู่ มันจะเห็นว่าจิตอยู่ส่วนหนึ่ง กายอยู่ส่วนหนึ่ง ปัญญามันจะเกิด มันจะเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา

ถ้าสติระลึกรู้เวทนา เช่น ความสุขเกิดขึ้น จิตมันตั้งมั่นขึ้นมา จิตตั้งมั่นขึ้นมามันจะเห็นว่าเวทนาอยู่ส่วนหนึ่ง จิตอยู่ส่วนหนึ่ง เวทนาไม่ใช่ตัวเรา

ถ้าโทสะเกิดขึ้นมา สติระลึกรู้โทสะที่เกิดขึ้น จิตตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดูอยู่ มันจะเห็นว่าโทสะอยู่ส่วนนึง จิตอยู่อีกส่วนนึง โทสะไม่ใช่ตัวเรา เนี่ยมันจะเห็นลงไปเรื่อย แล้วเห็นว่าไม่มีเราในขันธ์ทั้งหลาย นี่คือการเจริญปัญญานะ

การหัดเจริญปัญญาขั้นแรกก็แยกขันธ์ออกไปก่อน อย่างโทสะกับจิตเนี่ยคนละอันกัน โทสะเนี่ยเรียกว่าสังขารขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์นะ ร่างกายก็ส่วนนึง ร่างกายเป็นรูปขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ เวทนาก็เป็นอีกขันธ์นึงเรียกว่าเวทนาขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์

ถ้าแยกออกไปแล้วเนี่ย มันจะเริ่มเห็นความจริงว่าขันธ์แต่ละขันธ์ที่แยกออกไปไม่ใช่ตัวเราหรอก พวกเราที่หัดภาวนากับหลวงพ่อนะ สังเกตมั้ยว่าไม่นานก็แยกขันธ์ได้ ถ้าไม่มีการแยกขันธ์อย่าพูดเรื่องเจริญปัญญา อย่าพูดเรื่องวิปัสสนา วิปัสสนาคือการเห็นความเกิดดับ เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์นั่นเอง ถ้าขันธ์ยังไม่แยกตัวออกไป ยังเป็นก้อนเดียวกันอยู่นะ มันจะไม่เกิดวิปัสสนาตัวจริงหรอก ทำไมต้องแยกออกไป เพราะวิธีการศึกษาของธรรมะของพระพุทธเจ้านะ ท่านเรียกว่าวิพัชวิธี วิพัชแปลว่าแยก แยกอะไร แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นส่วนๆ แยกออกได้ห้าส่วนก็เรียกว่าขันธ์ห้า บางทีแยกอีกแบบนึง แยกเป็นหกส่วนเรียกอายตนะหก ความจริงก็คือขันธ์ห้าเหมือนกันแหละ แต่แยกออกไปอีกสไตล์นึง หรือแยกอีกแง่มุมนึงอีกมิตินึง แยกเป็นธาตุ ธาตุสิบแปดธาตุ ขันธ์ธาตุอายตนะเนี่ยคือวิปัสสนาภูมิ คือสิ่งซึ่งจะใช้เรียน ทำวิปัสสนา

งั้นบางคนเรียนเรื่องขันธ์ บางคนเรียนเรื่องธาตุ บางคนเรียนเรื่องอายตนะ แต่ใจความก็อันเดียวกันคือการแยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นส่วนๆ เพื่อจะได้เห็นว่าแต่ละส่วนนั้นก็ไม่ใช่ตัวเรา สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั้น คือกายกับใจ คือขันธ์ห้าที่มารวมกัน แล้วเราก็มีการเข้าไปหมายรู้ผิดๆ มีสัญญาเข้าไปหมายรู้ผิดๆ เรียกว่าสัญญาวิปลาส  หมายรู้ผิดๆว่าก้อนนี้คือตัวเรา

วิธีที่จะทำลายความวิปลาสนี้นะก็คือหัดแยกขันธ์ไป พอสติระลึกรู้กาย จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนดู กายกับจิตก็แยกกัน สติระลึกรู้เวทนานะ จิตตั้งมั่นเป็นคนดู เวทนากับจิตก็แยกกัน สติระลึกรู้สังขารนะ จิตตั้งมั่น สังขารกับจิตก็แยกกันละ คนละอันกัน

เนี่ยจะแยกอย่างนี้นะ พอมันแยกเป็นอันๆละ แต่ละอันจะไม่ใช่เรา”

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ 32
File: 521128A
ระหว่างนาที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๒ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สัมมาสมาธิแท้ๆ จะเกิดธาตุรู้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง

mp3 (for download): สัมมาสมาธิแท้ๆ จะเกิดธาตุรู้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สัมมาสมาธิแท้ๆ จะเกิดธาตุรู้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง

สัมมาสมาธิแท้ๆ จะเกิดธาตุรู้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง

หลวงพ่อปราโมทย์: แต่ถ้าเราเคยฝึกสมาธิมาแล้วนะ จิตเรารวมเข้าไป ตรงที่จิตรวมเข้าไป ถ้าเราฝึกเต็มรูปแบบนะ ของสัมมาสมาธิแท้ๆ ของจิตสิกขาแท้ๆเนี่ย ตรงที่จิตรวมเข้าไปในปฐมฌานเนี่ย จิตยังไม่มีธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ เด่นดวง เพราะในปฐมฌานยังมีวิตกมีวิจารอยู่ ยังมีการตรึก มีการตรอง ถึงตัวอารมณ์อยู่ จิตยังสนใจไปยังที่ตัวอารมณ์เป็นหลัก เป็นเครื่องผูกมัดจิตให้สงบ

ทีนี้พอขึ้นถึงฌานที่ ๒ ทุติยฌาน วิตกวิจารดับไป ถ้าพูดแบบอภิธรรม มันคือฌานที่ ๓ ของอภิธรรม เป็นฌานที่ ๒ ของพระสูตร เราพูดแบบพระสูตรก็แล้วกัน พอขึ้นถึงฌานที่ ๒ วิตกวิจารดับไป มีปีติ มีสุข เอกัคคตา ในขณะนั้นจะเกิดองค์ธรรมที่พิเศษอัศจรรย์ชนิดหนึ่งขึ้น ในพระสูตรจะเรียกว่า เอโกทิภาวะ

เอโกทิภาวะ หรือภาวะแห่งความเป็นหนึ่ง ในอรรถกถาบอกว่า คือสัมมาสมาธินั่นเอง เอโกทิภาวะก็คือ สภาวะที่ใจนี้ตั้งมั่น เด่นดวง ขึ้นมา แล้วมันเห็นอารมณ์ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของถูกรู้ถูกดู ใจมันเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู เนี่ยถ้าใจเราเข้าไปถึงฌานที่ ๒ ทุติยฌาน เราจะได้ เอโกทิภาวะ ขึ้นมา และถ้าถึง ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ถึงฌานที่ ๘ อะไรเหล่านี้ เอโกทิภาวะก็ยังอยู่ ใจจะตั้งมั่นเด่นอยู่อย่างนั้น

พอออกจากฌานแล้ว เอโกทิภาวะ นี้ยังทรงตัวอยู่อีกช่วงหนึ่ง อีกหลายชั่วโมง หรืออีกเป็นวันๆได้ ทรงตัว ถ้าฌานนั้นเกิดจากการเดินจงกรม เราเดินจงกรมอยู่แล้วจิตรวมลงไปถึงฌานที่ ๒ เนี่ย ถอยออกมาแล้วนะ เอเอโกทิภาวะทรงตัวอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นถ้าเราทำสมาธิด้วยการเดินได้เนี่ย กำลังของความรู้สึกตัวนี้จะทรงอยู่นานมาก จะนานกว่านั่ง เพราะฉะนั้นสมาธิที่เกิดจากการเดินจงกรมจะเข้มแข็ง

ทีนี้พอเรามีตัวผู้รู้ขึ้นมา พระป่าท่านจะเรียกว่าตัวผู้รู้นะ ทันทีที่จิตทรงมีตัวผู้รู้ขึ้นมาแล้วเนี่ย เราจะเห็นทันที ว่าร่างกายที่ยืน เดิน นั่ง นอน เนี่ย ไม่ใช่ตัวเรา เห็นมั้ย พอใจทรงตัวขึ้นมา มีสัมมาสมาธิขึ้นมา ปัญญาจะเกิดขึ้นมาทันทีเลย จะเห็นทันทีเลยว่า กายที่ยืนเดินนั่งนอนอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเรา กายที่หายใจเข้าหายใจออกนี้ไม่ใช่ตัวเรา กายที่พองที่ยุบนี้ไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นทันที ไม่ต้องคิดนะ แต่จะเห็นทันที จะรู้สึกทันที

เนี่ยถ้าเราฝึกเต็มภูมินะ เราจะเดินมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นกายานุปัสสนานะ หรือเวทนานุปัสสนาก็ตามเนี่ย ในอภิธรรมท่านถึงสอบบอกว่า เหมาะกับคนเล่นฌาน กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จะทำได้ดีถ้าเราทำฌาน และฌานนั้นถ้าจะดีจริงๆต้องถึงฌานที่ ๒ แล้ว จะมีเอโกทิภาวะขึ้นมา แล้วจะเห็นทันทีว่ากายนี้ไม่ใช่เรา เวทนาไม่ใช่เรา จะเห็นอย่างนั้น

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๕๑

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
File: 510216A
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๕๑ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๕๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา

สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา

สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา

หลวงพ่อปราโมทย์: ศึกษาธรรมะนะ ดีแล้วล่ะ คนไหนมีธรรมะ ก็ชีวิตมีความมั่นคง เราไม่รู้อนาคตของแต่ละคนนะ ว่าเราจะเผชิญอะไรกับชีวิตบ้าง การที่เราเรียนธรรมะไว้เนี่ย เหมือนเราสร้างต้นทุนให้ตัวเองไว้ เพื่อจะต่อสู้กับชีวิต แต่ละคนๆนี่ กว่าจะตั้งหลักได้ ตั้งตัวได้ บางคนล้มลุกคลุกคลาน บางคนตั้งหลักตั้งตัวไม่ได้ทั้งชาติเลย

แต่ถ้าเรามีธรรมะไว้นะ เราจะชีวิตเรามีระเบียบ มีแบบแผน ไม่ค่อยตุปัดตุเป๋ออกนอกลู่นอกทาง โอกาสที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวได้ก็เยอะหน่อย อยู่กับโลก บางที เราระวังเต็มที่แล้ว อยู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ ซึ่งเราไม่คาดฝัน ในโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่คาดฝันไปไม่ถึง มันนำความทุกข์มาให้เรา เช่นเราอยู่ดีๆ พ่อแม่เราตายไป อะไรอย่างนี้ ก็เป็นไปได้ หรือว่ามีครอบครัว แฟนเรานอกใจเราอะไรอย่างนี้ ก็เป็นไปได้ ทำงานไปแล้วตกงาน หรือกิจการล้มละลาย ก็เป็นไปได้ มีลูกแล้วลูกเกเร ทำความหายนะให้ ทำความทุกข์ให้พ่อให้แม่ ก็เป็นไปได้อีก อยู่ดีๆยังแข็งแรงอยู่นะ อยู่ๆก็เจ็บป่วยขึ้นมาอะไรอย่างนี้ เป็นมะรงมะเร็ง เด็กๆก็เป็นนะ ไม่ใช่ไม่เป็น หลวงพ่อเคยเห็น ที่สถาบันมะเร็ง เด็กเล็กๆเลยก็เป็นมะเร็ง

เพราะฉะนั้นชีวิตเรานี่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่แน่นอน เราก็ต้องศึกษาธรรมะเอาไว้ ถ้าคนไหนมีธรรมะไว้นี่ เราจะสามารถอยู่กับความไม่แน่นอนได้อย่างที่มีความมั่นคงพอสมควร

ยิ่งถ้าเรามีธรรมะมากๆนะ เรารู้สึกแน่นอนเลย ที่ใจเราจะไม่ทุกข์ โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่ใจเราจะไม่ทุกข์ นี่ถ้าภาวนาสำเร็จนะ ถึงที่สุดจริงๆแล้วจะไม่ทุกข์อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องสร้างต้นทุนให้ตัวเองไว้ ด้วยการศึกษาธรรมะเอาไว้

การศึกษาธรรมะ ไม่ใช่การศึกษาอะไรที่ยากๆหรอก อย่าไปคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องยากๆ ธรรมะเป็นเรื่องห่างไกล ธรรมะเนี่ยต้องเรียนอีกหลายชาติ นะ ถึงจะสำเร็จ ไม่ใช่เลย ถ้าพวกเราเข้าใจหลักที่พระพุทธเจ้าสอนเนี่ย เราจะพัฒนาจิตใจของตัวเองได้อย่างรวดเร็วมากเลย ใช้เวลาไม่นานหรอก บางคนใช้เวลาเดือนเดียวนะ เรียนกับหลวงพ่อเดือนหนึ่ง ใจก็เปลี่ยนแปลงไปมากเลย เคยมีความทุกข์มากๆนะ ก็เหลือทุกข์น้อยๆ เคยทุกข์นานๆ ก็เหลือทุกข์สั้นๆ จิตใจมันมีความอบอุ่น จิตใจมีความมั่นคง

คนในโลกนี้นะ ทุกวันนี้ คนไม่มีความอบอุ่นเลย ความมั่นคงก็ไม่มีหรอก ทุกอย่างเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง รวดเร็วมากเลย ความอบอุ่นก็ไม่มี ครอบครัวแตกกระจัดกระจายไป อะไรอย่างนี้ แต่ถ้าเรามีธรรมะแล้ว นอกจากจะมั่นคงแล้วเรายังอบอุ่นด้วย มันมีความสุขอยู่ได้ด้วยตนเอง สมมุติว่าเราเป็นลูกกำพร้าเราก็มีความสุขนะ เพราะเรารู้พ่อแม่ที่แท้จริงอีกท่านหนึ่งของเราก็ยังอยู่ คือ พระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งเรานะ อยู่ในใจเรานี่เอง ใจของเราเข้าถึงธรรมะแล้วก็จะเจอพระพุทธเจ้า ท่านถึงบอก “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” พวกเราไม่ได้เจอร่างกายของพระพุทธเจ้า แต่ว่าถ้าเราเข้าใจธรรมะเราจะเจอพระพุทธเจ้าตัวจริง คนไหนได้ธรรมะแล้วจะรู้สึก มีชีวิตมีความอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ ไม่ขาดที่พึ่งที่อาศัย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องค่อยๆฝึก ค่อยๆเรียนธรรมะนะ

การเรียนธรรมะไม่ใช่ยากอะไรหรอก เราอย่าไปวาดภาพว่าการปฎิบัติธรรมนั้นคือการนั่งสมาธินะ เราอย่าไปวาดภาพการปฎิบัติธรรมว่าคือการเดินจงกรม ต้องเดินสวยๆ ต้องเดินนานๆ ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่หรอก การนั่งสมาธิ การเดินจงกรมเป็นแค่รูปแบบของการปฎิบัติ เหมือนเครื่องแบบนักเรียนเท่านั้นเอง ดูสวยๆ แต่เนื้อแท้คือการมีสติของเรา จิตเรามีสติจริงมั้ย จิตเรามีสัมมาสมาธิมีความตั้งมั่นจริงมั้ย เราสามารถเจริญปัญญาได้ถ้ามีสติแล้วก็มีสัมมาสมาธิ นี้เป็นเนื้อแท้ของการปฎิบัติ

การมีสติเนี่ย ไม่ใช่ว่าต้องเดินจงกรมอยู่ถึงมีสติ ต้องนั่งสมาธิอยู่ถึงมีสติ เราทำอะไรอยู่ก็มีสติได้นะ ถ้าค่อยๆฝึกไป เข้าห้องน้ำก็มีสติได้นะ นั่งถ่ายไป ท้องผูกท้องไม่ผูกอะไรเนี่ย ก็เจริญสติได้ จะกินข้าวเราก็มีสติได้ ทำอะไรๆเราก็มีสติได้ ยกเว้นเวลาเรียนหนังสือนะ เวลาอ่านหนังสือ เวลาไปเรียนหนังสือ ไม่ใช่เวลาเจริญสติปัฏฐาน แต่ต้องมีสติเรียนสิ่งที่อาจารย์สอน คนละอันกัน

คำว่าเจริญสติที่หลวงพ่อพูดว่า พูดถึง หมายถึง ‘สติปัฏฐาน’ ได้แก่ สติที่คอยรู้กายรู้ใจ สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน สติที่รู้อารมณ์อื่นๆเรียกว่าสติธรรมดา เวลาเราเรียนหนังสือ เวลาเราทำงานที่ต้องคิด เราใช้สติธรรมดา จดจ่ออยู่กับการเรียนนะ แต่เวลาที่เหลือเนี่ย พยายามมีสติปัฏฐาน สร้างสติปัฏฐาน คือคอยรู้สึกตัวไว้ คอยรู้สึกกาย คอยรู้สึกใจไปเรื่อย ถ้ารู้สึกได้นะ ความทุกข์มันจะค่อยๆหายไปเอง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 521204B.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๕๑ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๗
 

 

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 3123