Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การภาวนาที่ประกอบด้วย พละ ๕ / อินทรีย์ ๕

mp3 for download : การภาวนาที่ประกอบด้วย พละ ๕ / อินทรีย์ ๕

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ขอขอบคุณภาพจาก บ้านจิตสบาย
retouched by Dhammada.net

หลวงพ่อปราโมทย์ :ฝึกจิตฝึกใจของเราเนี่ย ให้มันมีสติบ่อยๆ ให้มันมีสมาธิหรือความตั้งมั่นให้มาก เคารพอ่อนน้อมในพระพุทธเจ้า มีความขยันหมั่นเพียรทำในรูปแบบ แล้วเจริญปัญญาไป เห็นมั้ยที่หลวงพ่อสอน สอนครบนะ ในพละ ๕

สอนให้เคารพรักในพระพุทธเจ้า เบื้องต้นก็เคารพรักด้วยการน้อมใจไปก่อน เพราะยังไม่เห็นจริง ก็มีความเพียรนะ ทุกวันต้องปฏิบัติในรูปแบบ ต้องฝึกสติ ขาดสติไม่ได้ ต้องฝึกสมาธิ ต้องมีใจอยู่กับเนื้อกับตัว ต้องเจริญปัญญา ต้องแยกรูปแยกนาม เห็นมั้ย งานที่สอนให้ทำ เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกนะ ฝึกของเรา อินทรีย์ ๕ ต้องครบ

ถ้าเบื้องต้นนะ คอยคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้าไว้ คุณของพระพุทธเจ้ามีมาก ท่านมีปัญญาอย่างยิ่ง ท่านค้นพบเส้นทางที่แสนจะยาก ขนาดท่านนำมาบอกเรานะ เรายังทำไม่ค่อยจะได้เลย กระพร่องกระแพร่ง แต่คนที่ทำได้ก็มี แสดงว่าสิ่งที่ท่านค้นพบนั้นมันถูกต้อง

ยกตัวอย่างเวลาที่เราเห็นครูบาอาจารย์เนี่ย หลวงพ่อแต่ก่อนเห็นครูบาอาจารย์เยอะ ตระเวณไปหาครูบาอาจารย์มากมาย ไม่ใช่สายวัดป่าอย่างเดียวนะ ไปสายอื่นก็มีที่ภาวนาเก่งๆ นอกสายวัดป่าก็มี นอกลู่นอกทางไปเลยก็เยอะ นอกสายวัดป่าที่ท่านเก่งๆ ยกตัวอย่างเช่น ครูบาพรหมจักร์ ท่านเก่ง หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านเก่ง เก่งของท่านน่ะ ไม่ใช่วัดป่าหรอก อีกองค์ที่เก่ง แต่หลวงพ่อไม่ทันท่าน ไปหาไม่ทันคือ หลวงปู่บุดดา หลวงปู่บุดดานะ ท่านภาวนา ๓ พรรษาเอง เร็วกว่าเพื่อนเลย เร็ว เนี่ยตระเวณไปเห็นครูบาอาจารย์แต่ละองค์นะ ผ่องใส ขนาดว่าแก่มากๆนะ ยังดูสดใส หลวงปู่คร่ำใครเคยรู้จักมั้ย หลวงปู่คร่ำ ชื่อคร่ำ แต่ดูไม่คร่ำคร่า สดใส อายุร้อยกว่าปี อยู่ที่เมืองแกลง สิ้นไปแล้วล่ะ ใจดี เมตตาสูง จิตเนี่ย โห..เย็นฉ่ำเลย สติสมาธิปัญญาบริบูรณ์เลย ดีมากๆเลย ท่านก็ฝึกของท่านนะ คนละแบบคนละแนวกันมา ท่านก็ดีของท่านน่ะ

เห็นท่านแล้ว โอ้.. สดใส แต่ละองค์ๆ แก่ขนาดไหนก็สดใส ท่านมีธรรมะของพระพุทธเจ้า เจ็บป่วยขนาดไหนก็สดใส เห็นหลวงปู่สุวัจน์ (เพิ่มเติม : เรื่องเล่าครูบาอาจารย์ : หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ บรรลุธรรมด้วยอิริยาบทเดิน) นั่งบนรถเข็นแท้ๆเลย ท่านดูผ่องใสจังเลย สะอาดหมดจดเหลือเกินนะ เราสกปรกมอมแมมไม่ได้อย่างท่านเสียที มองไป โอ้.. งาม นั่งรถเข็นนะ จะกลืนน้ำลายยังกลืนไม่ได้เลย พระต้องคอยดูดน้ำลายให้นะ ท่านก็นั่ง.. ไปนั่งใกล้ๆนะ เดี๋ยวท่านก็ปรารภธรรมะ สุขแท้น้อ.. สุขแท้น้อ.. มองท่าน หา..สุขเหรอหลวงปู่ เป็นเรา เราทุกข์แท้น้อ.. เลยเนอะ ป่วยซะขนาดนั้น

หรือไปหาหลวงปู่เหรียญ ใกล้จะมรณภาพแล้ว ไปหาท่านนะ นอนอยู่บนเตียงแบบโรงพยาบาลน่ะ อยู่ที่วัด ไปถึงพระก็ไขเตียงให้ท่านตั้งหลังขึ้นมา หลังตั้งขึ้นมา นั่งขึ้นมา เท้าก็ยังเหยียดอยู่ โห..ผ่องใส งดงาม ดูจิตใจท่านร่าเริง จิตใจท่านเบิกบาน ท่านมีความสุข แก่ก็มีความสุข เจ็บก็มีความสุข จะตายอยู่แล้วยิ่งผ่องใสหนักขึ้นๆ เนี่ยท่านต้องมีอะไรดีของท่านน่ะ

การที่เราได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสครูบาอาจารย์ที่ท่านดีของท่านจริงๆ ก็จะทำให้เรามีศรัทธาขึ้นมาเหมือนกัน แต่ละองค์ ท่านเหล่านี้น่ะ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า แต่ละองค์สรรเสริญพระพุทธเจ้า แสดงว่าพระพุทธเจ้าท่านต้องมีอะไรดีๆแน่เลย ค่อยๆศรัทธาไปถึงพระพุทธเจ้าอีก เห็นลูกศิษย์แล้วศรัทธาอาจารย์ ถ้าลูกศิษย์โหลยโท่ยก็เสื่อมศรัทธาไปถึงอาจารย์ เนี่ยพอเห็นนะ พระพุทธเจ้าท่านต้องดีแน่ๆ ธรรมะที่ท่านสอนนะ ปราณีตลึกซึ้ง ยิ่งภาวนานะ ยิ่งจับจิตจับใจ โองามเหลือเกิน ธรรมะของท่านงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ซาบซึ้งถึงอกถึงใจมากขึ้น ศรัทธามันก็จะแก่กล้ามากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วศรัทธาของเราจะไปเต็มตอนที่เป็นพระโสดาบันนะ เป็นพระโสดาบันเนี่ย ยอมตายถวายชีวิตเลย ใครจะบอกว่าพระพุทธเจ้าพูดโกหกเนี่ย ไม่เชื่อเด็ดขาดเลย รู้แล้วว่าท่านพูดจริง สอนของจริง ท่านสะอาดหมดจดจริง เพราะเราได้สัมผัสความสะอาดหมดจดอันนั้นด้วยการปฏิบัติของเราเอง เพราะฉะนั้นศรัทธาเนี่ยจะแก่กล้าขึ้นไปตามลำดับของการปฏิบัติของเราเอง ปฏิบัติถูกแล้วศรัทธาจะแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ

หรือวิริยะก็เหมือนกัน หัดใหม่ๆขี้เกียจขี้คร้าน ครูบาอาจารย์ขอวันละ ๑๐ นาที ให้ไม่ค่อยจะได้เลย อยากได้นิพพาน เวลาอ้าปากขึ้นมาก็ขอนิพพาน จะให้ภาวนา ๑๐ นาที ไม่เอา ท้อแท้ หมดแรง ขาดกำลังใจ โหย..ฟังแล้ว หือ..

วิริยะนะ หัดใหม่ๆนะ โอ้ย..ภาวนานิดๆหน่อยๆจะเป็นจะตาย แล้วพอเราค่อยเห็นผลนะ อย่างหลวงพ่อหลอกล่อ เอาสิบนาที สิบนาที ห้านาที อะไรอย่างนี้ พอทำน้อยๆแล้วรู้สึกมีความสุข ทนได้ พอผ่านไปได้สักช่วงนะ ใจค่อยมีกำลังเข้มแข็งขึ้น วิริยะมันเพิ่มเองแหละพอภาวนาแล้วมีความสุข ภาวนาแล้วมีความสุข เรื่องอะไรจะมีความสุขสิบนาที เห็นมั้ย ใจก็อยากภาวนามากๆขึ้น ขยันหมั่นเพียรมากขึ้น ยิ่งเดินจงกรมก็ยิ่งมีความสุข นั่งสมาธิยิ่งมีความสุขนะ

ทำสมถะก็มีความสุข ทำวิปสสนาก็มีความสุขไปอีกแบบ ไม่เหมือนกัน ทำสมถะเนี่ยนะ ทำถ้าชำนาญ มีวสีนะ ทำเมื่อไหร่มีความสุขเมื่อนั้นเลย แต่ว่าการเจริญปัญญาไม่เป็นอย่างนั้นหรอก การเจริญปัญญานั้นบางทีตั้งครึ่งเดือน เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมาหน่อยนึง พอเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมานิดหน่อยนะ จิตใจจะมีความสุขนะ อิ่มเอิบเบิกบานสักอาทิตย์หนึ่งนะ แล้วก็หมดละ แห้งแล้ง ไม่เหมือนสมถะนะ สมถะถ้าชำนาญแล้วก็ นั่งเมื่อไหร่ก็มีความสุขเมื่อนั้น ส่วนตัวปัญญาไม่เกิดบ่อย ถ้าปัญญาเกิดบ่อยจะไม่ใช่ปัญญาตัวจริง เป็นปัญญาที่เกิดจากการคิดเอาเอง เกิดทุกวัน มีปัญญาทุกวัน ปัญญาหลอกๆนะ ไม่ใช่ของจริงหรอก ถ้าเป็นปัญญาที่จิตมันรู้มันเห็น มันเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นมานะ โอโหย.. มันแช่มชื่นใจนะ มันมีความสุข สุขคนละแบบกันสมถะ

สมถะนั้นเป็นความสุขแบบไร้เดียงสา วิปัสสนาเนี่ยถ้าเกิดปัญญาแล้วจะมีความสุข จะเป็นเหมือนความสุขของผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตน่ะ ความสุขคนละแบบ สมถะมันเป็นความสุขแบบเด็กเล่นดินเล่นทรายอะไรอย่างนั้นไป ก็มีความสุขนะ เพลิดเพลินไป วิปัสสนาเป็นความสุขของผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มันอิ่มเอิบใจ คนละแบบกัน

เนี่ยพอเราเห็นผลของการปฏิบัตินะ ความเพียรมันจะมากขึ้นๆ เห็นมั้ย เห็นผลของการปฏิบัติ ศรัทธาก็มากขึ้นเรื่อยๆ เห็นผลของการปฏิบัตินะ ความเพียรก็มากขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งขยันปฏิบัติ เพราะปฏิบัติแล้วดี ปฏิบัติแล้วสุข ปฏิบัติแล้วของที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ ของที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น น่าสนใจมาก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
File: 560111A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๘
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๑๑ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คำสอนของหลวงปู่มั่นที่บอกแก่หลวงปู่สุวัจน์

mp3 for download : คำสอนของหลวงปู่มั่นที่บอกแก่หลวงปู่สุวัจน์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไปเจอหลวงปู่สุวัจน์ (พระโพธิธรรมาจารย์ หลวงปู่ สุวัจน์ สุวโจ) หลวงปู่สุวัจน์ก็เคยเล่าว่า หลวงปู่มั่นสอนท่าน ท่านเข้าไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นบอกว่า ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ดูจิตก็ไม่ได้ดูกายก็ไม่ได้ ให้ทำความสงบไว้ ทำสมถะ ทำสมถะก็เพื่อให้มีแรง ดูกายเพื่อให้เห็นจิต ดูจิตเพื่อให้รู้แจ้ง ท่านสอนกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าตัดตรงเข้ามารู้ถึงจิตถึงใจได้ ไม่เสียเวลา

ถามว่าถ้ารู้จิตแล้วจะรู้กายมั้ย จะปล่อยวางกายได้มั้ย ได้แน่นอน เพราะว่าผู้ที่ไปยึดกายก็คือจิต ผู้ที่จะปล่อยวางกายก็คือจิต ทีนี้บางท่าน ท่านดูกายไป ท่านเห็นกายนี้เป็นของไม่ดี เป็นตัวทุกข์อะไรอย่างนี้นะ ก็ปล่อย

แต่ถ้าดูจิตนะ จะเห็นว่าถ้าจิตไปยึดกาย จิตจะทุกข์ อย่างนี้ก็ปล่อยเหมือนกัน ก็เลิกยึดเหมือนกัน มองมาจากคนละด้านนะ เพราะมันอิงอาศัยกัน ใครไปยึดกาย ก็จิตนั่นแหละ เป็นผู้ไปยึด ทำไมจิตไปยึดกาย เพราะจิตมันโง่ มันโง่ได้ ๒ ด้าน

ด้านหนึ่งมันโง่เพราะมันไม่รู้ว่ากายเป็นตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้ามาดูกายจะเห็นแจ้งว่ากายเป็นตัวทุกข์ ก็ปล่อยกาย อีกด้านหนึ่ง มันโง่ มันไม่รู้ว่าถ้ามันไปยึดกายแล้วมันจะทุกข์ ถ้ามันไม่โง่ตรงนี้นะ มันยึดกายหรอก มันก็ปล่อยกาย

เห็นมั้ยมันเดินได้นะ ถ้าภาวนาเป็นแล้วจะรู้เลย การปฏิบัตินั้นทำอะไรก็ถูกน่ะ ถ้าภาวนาไม่เป็นนะ ทำอะไรก็ผิดหมดน่ะ มันผิดหลักผิดเกณฑ์ไปหมด เพราะฉะนั้นจริงๆไม่ใช่ของยากของลึกลับพิศดาร ต้องแนวนี้เท่านั้น ต้องแนวนี้เท่านั้น อย่างนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนของอาจารย์แต่ละท่านๆไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๐ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๒) ถ้ายังดูจิตไม่เป็นก็ดูกายไปก่อน

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๒) ถ้ายังดูจิตไม่เป็นก็ดูกายไปก่อน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตใจของคนในโลกนี้ ลืมเนื้อลืมตัวตลอด ออกไปที่รูปที่เสียง ที่กลิ่นที่รส ที่สัมผัส ที่เรื่องราวที่คิด ไม่สามารถกลับมาอยู่ที่ตัวเองได้ ถ้ากลับมาอยู่ที่ตัวเองได้ ก็คือกลับมาที่จิตได้ “จิต”ที่หลวงพ่อบอก (คือ)จิตถึงฐาน ถ้ายังเข้ามาถึงจิตไม่ได้ ให้มาอยู่ที่กายไว้ก็ยังดี กายเป็นบ้านของจิต มาคอยรู้อยู่ที่กาย ดูจิตไม่เป็นดูกายไปก่อน

ครั้งนึงหลวงพ่อภาวนานะ วันนึงก็อดสงสัยไม่ได้ ไปถามหลวงปู่(ดูลย์) “หลวงปู่ครับ ผมไปที่ไหนๆนะ ได้ยินแต่ครูบาอาจารย์อื่นๆเนี่ย ท่านมักจะพูดถึงคำว่า พุทโธพิจารณากาย ผมจะต้องไปพิจารณากายอีกไหม” หลวงปู่ดูลย์ตอบ บอกว่า “เอาทำไม กายเป็นของทิ้ง ที่เค้าพิจารณากายเนี่ยนะ ก็เพื่อให้เข้ามาถึงจิต เมื่อถึงจิตแล้ว จะเอาทำไมกับกาย” นี่ท่านสอนอย่างนี้นะ

ต่อมาอีกนานหลายปีเลย เป็นสิบปีเลย เจอหลวงปู่สุวัจน์ หลวงปู่สุวัจน์เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ฝั้นเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ ท่านก็เลยโยงกันนะ ท่านก็นับถือหลวงปู่ดูลย์อยู่ หลวงปู่สุวัจน์ก็บอกหลวงพ่อ บอกว่าเนี่ย ไปเจอท่านอาจารย์มั่น อาจารย์มั่นท่านบอกนะว่า ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย กายมันเป็นบ้านของจิตน่ะ “ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ถ้าดูจิตก็ไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ทำสมถะไว้” ทำสมถะนะ จิตสงบ จิตมีความสุขขึ้นมา มีสติ รู้ว่าจิตมีความสุข มีความสงบ มีปีติ นี่มันกลับมาดูจิตได้แล้ว

จิตเป็นเจ้าของบ้านนะ ร่างกายเหมือนบ้านที่จิตอยู่ เราอยากหาเจ้าของบ้าน แต่ยังหาเจ้าของบ้านไม่เจอ เรามาเฝ้าที่บ้านไว้ คอยรู้สึกอยู่ที่กายไว้ เดี๋ยววันหนึ่งเราก็เห็นจิตได้ งั้นเราถ้าดูจิตได้ ดูจิตไปเลยนะ ดูจิตไม่ได้ รู้สึกในกายไว้ ค่อยๆฝึกไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔ ถึง นาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรื่องเล่าครูบาอาจารย์ : หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ บรรลุธรรมด้วยอิริยาบทเดิน

หลุดพ้นด้วยอิริยาบถเดิน

เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมกับจิตที่มันจะตัดสินชี้บอก แต่สุดท้ายมันเสร็จกิจหมดแล้ว มันไม่ต้องทำ ไม่ต้องใช้เครื่องมือแล้วมันประหารเลยทีนี้ แม้แต่จิตมันก็ประหาร เพราะจิตมันใช้สำหรับคิดนึก มันไม่ต้องใช้อะไรแล้ว มันก็ไม่จำเป็นต้องมี ผมเองสังเกตดูแล้วคล้ายว่า “เอาให้พ้นทุกข์อย่างเดียว ไม่มีอะไรมากที่เราทำมา” เพราะฉะนั้นสามัญผลพิเศษพลังอย่างนั้นคงไม่มีอะไร อิทธิฤทธิ์อะไร มีฤทธิ์เดชอะไร มีอานุภาพอะไร อยู่เงียบๆ ไป แล้วแต่มันจะเกิด เหมือนกับครูบาอาจารย์บางองค์ ท่านไม่พูด ไม่สอน อยู่อย่างไรก็ได้ แล้วท่านก็มรณภาพไป มีหลายองค์ส่วนมากเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย ถ้าหากว่าพอจะมีบุญวาสนามีศรัทธาอยู่กับจิตเป็นกองทุนแล้ว ก็พยายามสร้างศรัทธาพร้อมกับวิริยะ ความพากเพียร สติปัญญาขึ้นมา คู่นี้แหละที่ปฏิบัติ เราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สติปัญญาขึ้นมา ธรรมะเท่านี้แหละ พลังนี้แหละเป็นตัวสำคัญ มันรวมในมรรค มันอยู่ด้วยกัน จะว่ามรรคก็ได้ จะว่าพลังก็ได้ ธรรมะที่เด่นๆ ที่จะเอาชนะกิเลสได้นี่ ศรัทธา วิริยะ ตลอดทั้งสติ สมาธิ ปัญญานี่ มันตัวธรรมที่สำคัญมาก ไม่ต้องเอาอันอื่น เวลาสงบก็สงบ ถ้าต้องการสบายก็พิจารณา ทั้งกลางวันกลางคืน ยืน เดิน นั่ง นอน บางครั้งกำลังฉันนี่ มันไม่ได้อยู่ในฉันแล้ว มันไปอยู่ในธรรมะส่วนใหญ่ ทำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ยิ่งปัดกวาดนี้ มันก็เกิดธรรมะสลดสังเวช หรือข้อวัตรต่างๆ นี้ มันเกิดขึ้นประจำ ถ้าเราชอบทำแล้ว จิตมันตั้งชอบแล้ว มันก็น้อมไปทางเรื่องที่ชอบไปทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคราวนี้ที่มันไปรู้ ไปรู้อยู่โน้น จึงได้เป็นพยานยืนยัน อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ไม่สงสัย ขอให้จิตเราอย่างเดียวเท่านั้นทีนี้พอตอนที่จิตมันจถอน ก็ไม่ใช่นอน ไม่ใช่นั่ง กำลังเดินจะถึงกุฏิ คือจุดปัญญามันจะพอของมัน พอมันปรากฏของมัน

มันอยู่ตรงไหนก็ได้ กลางวันก็ได้ กลางคืนก็ได้ แต่พลังในส่วนนั้นที่มันปรากฏเรื่อยๆ มา มันก็มีอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้จดจำไว้ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติก็มีอยู่เหมือนกันทีนี้กิเลสที่มันต่อสู้มันก็มีไม่ย่อยเหมือนกัน เหมือนคู่แข่งกันธาตุธรรม เพราะฉะนั้นคราวนี้จึงได้เห็นว่า เมื่อกิเลสดับแล้ว ธรรมะก็ดับไปด้วยกัน เครื่องมือก็ดับ มันดับคู่กัน มรรคก็ทำลายด้วยกัน สมุทัย ทุกข์ นิโรธ มันดับไปด้วยกัน เพราะมันหมดกิจแล้วนี่ ไม่ต้องใช้แล้วนี่ มันปรากฏไปอย่างนั้นแหละ จึงว่าแม้แต่มรรคแม้แต่จิต มันก็ไม่ได้ใช้แล้วนี่ มันไม่เคยปรากฏอย่างนี้มาก่อน

แต่มันปรากฏออกมาอย่างนี้ก็ไม่ทราบว่าจะว่ายังไง เหมือนกับไม่ใช่เถียงครูบาอาจารย์ แต่พูดตามที่มันปรากฏมาว่านี้แหละ เราก็เชื่อว่า “มันเป็นด้วยที่สร้างบารมีมา แต่ก่อน ก่อนมันจะขาด” ตอนนี้ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า ก่อนจะตรัสรู้ ที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์มากน้อยเท่าไหร่ก็ตรงนี้แหละ แต่ถึงเวลาประหารไปแล้วมันไม่มีสีแสง ไม่มีอะไรกว่านั้น เป็นพระพุทธเจ้านั้น เป็นสาวกนั้นเป็นอะไร ไม่มีแล้ว มันเป็นธาตุธรรม ธรรมฐิติ เพราะมันไม่มีแสงสีที่กำหนดที่อะไร แต่มันมีอยู่ มันไม่ปฏิเสธ มันมีอันเดียว ไม่ทราบว่าจะเอาอันอื่นมาเทียบไม่ได้ ไม่มีอะไรที่จะเปรียบ ไม่มีอะไรจะเทียบ ก็ไม่มีอะไรที่จะบัญญัติด้วย ไม่ใช่ว่าบัญญัติ…..

ครูบาอาจารย์ที่หลุดพ้นแล้ว ที่ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ท่านได้ฉันดี นอนดี อยู่ดี อันนี้มันเป็นเรื่องเปลือก ไม่ใช่เรื่องแก่น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องสนใจ สนใจแต่ทำความเพียรทั้งกลางวันกลางคืนเฉพาะในจิตในใจโดยเฉพาะมันไม่ช่มากนะอันเรื่องที่จะพ้นทุกข์นี่ ดูเหมือนมันเฉพาะๆ พอเรารู้ตามพระองค์แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปเห็นตาม รู้ตาม กำหนดตาม แล้วก็ดับไปตาม ปรากฏในจิตในใจที่มันมีธรรมะอยู่ในตัวของมันเอง มันชัดอยู่ในตัวของมันเอง เพราะฉะนั้นบางองค์ที่ท่านรู้ ท่านรู้จริง แต่บางองค์ที่ท่านไม่บัญญัติมาพูด ไม่ได้ตั้งใจมาพูด มันรู้เลย อย่างหลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์ที่ท่านไม่พูด นึกว่าท่าน “ไม่พ้นไม่ใช่นะ” ไม่ใช่ว่าท่านไม่ได้อะไร บางคนไปเห็นนึกว่าท่านไม่ได้เทศน์ไม่สอน นึกว่าท่านไม่เก่งเหมือนตัวเอง บาปกินไม่รู้ตัว

ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเวลานี้ เพราะมันไม่ได้อะไรเลย เพราะมันปรากฏแต่เท่านั้นเพราะมันทำลาย ไม่ใช่เรื่องได้นี่นะที่ปรากฏ นี่มันเรื่องทำลายหมด ไม่มีอะไรที่จะเหลือเลย จะเอาอะไรมาพูด ถ้าพูด ก็พูดแต่ของเก่าที่เคยจำมาแล้วเท่านั้นแหละถ้าพูดขึ้นมาก็ของเก่า

ที่นี้ถ้าหมดขันธ์อันนี้แล้ว ก็ไม่มีของเก่าที่เหลืออยู่ ไม่มีอะไรอีก อายตนะที่เกี่ยวเนื่องด้วยธาตุนี่มันก็มีอยู่ ก็อาจจะไม่ได้ทำความเพียรต่อเนื่องกันถึงตอนนี้หรอก

ทางจงกรมกับกุฏิก็อยู่ใกล้กันทำได้ตลอด อากาศก็ดี มันก็สัปปายะอันหนึ่ง แต่สำคัญว่าจิตของเราอย่าไปหลงความเจริญของบ้านเมือง ถ้าเราไปเอานั้นมานี้แล้วเสร็จ ธรรมะหายไปหมดเลย แต่จิตใจของคนมันไม่อัศจรรย์เลย แม้แต่เขาจะวิเศษยังไงมันก็ไม่

อัศจรรย์เลย อัศจรรย์แต่พระพุทธเจ้า ธรรมคือพระองค์สามารถที่จะพ้นทุกข์ความสุข จนขนาดเทวดานี่ พระองค์ยังเห็นโทษ ขนาดที่นั่งฌานสงบ ที่เรานั่งสงบมีความสุขพอใจในความสุขอันนั้น แต่พระองค์ก็ยังเห็นโทษไม่ติด ขนาดทำลายรูป มีแต่อากาศ มีแต่วิญญาณ แต่พระองค์ก็ยังเห็นทุกข์เห็นโทษจนพ้นได้ อันนี้มันอัศจรรย์ ปัญญาเราน่ะมันไปไม่ได้นะ เราต้องอาศัยพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการปฏิบัติมันต้องยึดหลักพระองค์แล้วก็เร่งทำความเพียร เพราะทำแล้ว จะต้องรู้ นอกจากพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ที่เราใกล้ชิดที่เห็นปฏิบัติ….

(องค์ยืน) หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ณ วัดภูริทัตตวนาราม ประเทศสหรัฐอเมริกา

ทำลายหมดไม่เหลือเศษ

แต่คราวนั้นทำลายแต่เพียงเวทนากับสัญญาขันธ์สองอย่างเท่านั้นเอง สามอย่างมันยังไม่ปรากฏมันไม่ได้บอก พอคราวนี้มันไม่เหลืออะไรเลย มันบอกถึงความบริสุทธิ์แล้วก็หมดกิจตลอดถึงโลกทั้งสามเลย มันทำลายหมดแล้วนี้ มันบอกหมด ไม่มีอะไรเหลือเศษแม้คำว่าเศษเหลือนิดเดียวก็ไม่มีอะไรเลย แม้แต่จิตกับมรรค อรหัตตมรรคผู้ทำลายนี่มันลายไปด้วยกัน เพราะไม่มีกิจจำเป็นจะต้องมีไว้แล้วหลังจากนั้นเราก็เดินทางไปเมืองนอก ไปจำพรรษาเมืองนอก

ขอขอบคุณ ป้านัยนิด ผู้นำมาเผยแพร่ใน Facebook

จาก http://www.fungdham.com/download/book/suwatbook.pdf

>>> แนะนำให้อ่าน : หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ แห่งวัดป่าเขาน้อย หนึ่งใน พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อปราโมทย์ <<<

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัย

mp 3 (for download) : รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัย

รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วจะละสมุทัย

หลวงพ่อปราโมทย์ : เมื่อเรารู้ขันธ์แจ่มแจ้งแล้วเนี่ย ตัณหาจะถูกละโดยอัตโนมัติ รู้ทุกข์แล้วละสมุทัย มันละของมันเอง เราไม่ต้องไปนั่งละ ไม่มีใครละได้นะ

ทันทีที่ตัณหาถูกละ นิโรธคือนิพพานก็จะปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาโดยอัตโนมัติเลย เราจะพบว่า โห..โง่หลาย มันอยู่ตรงนี้มานานแล้วนะ ไม่เห็น ตอนที่ไปเรียนกับหลวงปู่สุวัจน์นะ ท่านก็เคยพูดอย่างนี้ให้ฟังนะ บอกว่า พอแจ้งขึ้นมานะ ท่านด่าตัวเองเลย เราอย่าไปด่าท่านนะ แต่ท่านเล่าว่าท่านด่าตัวเอง ท่านด่าว่า โอ้ย..โง่ โง่แท้น้อ.. โง่หลาย โง่แท้ ของอยู่ต่อหน้าต่อตานี้แหละ เห็นนะ ก็เห็นนะเพราะว่า ถ้าเข้าใจธรรมะเป็นลำดับๆไป ก็เริ่มเห็นนิพพานแล้ว แล้วก็ปรากฎอยู่ต่อหน้าต่อตา แต่ไม่เข้าใจ

สภาวะที่พ้นความปรุงแต่ง มีอยู่ตลอดเวลานะ ในขณะนี้ก็มีอยู่ เพียงแต่เราไม่เข้าใจ เราไม่เห็น เพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งในใจเรานี้แหละ ปิดบังไว้ มันทำให้เราไม่เห็นความไม่ปรุงแต่ง

อาจารย์อำนาจ ท่านบรรยาย มีอยู่บทหนึ่งท่านบอก อะไรนะ ระลอกคลื่นบังน้ำใส ระลอกคลื่นมันบังน้ำใส ระลอกคลื่นก็คือความปรุงแต่งนั่นเอง ก็บังสภาวธรรมตัวแท้ๆของสภาวธรรมเอาไว้ เพราะฉะนั้นให้เรารู้ทันความปรุงแต่งไป จิตใจมีกิเลสขึ้นมา..รู้ไป ถ้ารู้ไม่ทันนะ กิเลสเกิดจิตใจรู้ไม่ทัน มันจะหลอกให้เราทำงาน จะดิ้นรนค้นคว้า ไขว่คว้าอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ ไปเรื่อยๆ หรือกระทั่งกุศลเกิดขึ้น ถ้ารู้ไม่ทัน มันก็จะหลอกให้ทำงานเหมือนกัน

ในขั้นของการทำวิปัสสนานี้ กุศลและอกุศลล้วนแต่หลอกให้จิตทำงานเหมือนๆกันนั่นแหละ แต่ทำงานกันคนละแบบ อันหนึ่งหลอกให้ทำงานที่ดีก็ไปสู่ภพภูมิที่ดี อีกอันหนึ่งหลอกให้ทำงานที่ชั่ว ก็ไปสู่ภพภูมิที่ชั่ว รวมความแล้วต้องไปสู่ภพภูมิอันใดอันหนึ่ง

แต่ถ้าเรามีสติ จนกระทั่งหมดการทำงาน การทำงานของจิตนั้นแหละคือคำว่าภพ คำเต็มๆของมันคือคำว่า กรรมภพ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ทันกิเลส กิเลสตัณหาไม่ย้อมจิตนะ จิตก็จะไม่ดิ้นรนทำงานขึ้นมา ก็จะไม่สร้างภพขึ้นมา เมื่อภพไม่มี ความรู้สึกว่ามีเราก็จะไม่มีขึ้นมา เมื่อไม่มีเราเป็นที่รองรับแล้ว ที่ตั้งของความทุกข์ก็จะไม่มี ขันธ์น่ะเป็นทุกข์ไป แต่ไม่มีที่ตั้งของความทุกข์ ไม่ใช่ว่าขันธ์ไม่ทุกข์นะ ขันธ์ของพระอรหันต์ก็ทุกข์นะ แต่พระอรหันต์ท่านไม่หยิบฉวยขันธ์เอาไว้ ขันธ์ก็ทุกข์ส่วนขันธ์ไป พระอรหันต์ท่านก็ไม่ได้ทุกข์อะไรของท่านด้วย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า


CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๔
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๖ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ แห่งวัดป่าเขาน้อย หนึ่งใน พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อปราโมทย์

ชาติภูมิ

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ มีชาติกำเนิดในสกุล “ทองศรี” ท่านมีนามเดิมว่า “สุวัจน์” เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2462 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 10  ปีมะแม ณ ตำบลตากูก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

โยมบิดาชื่อ “บุตร” โยมมารดาชื่อ “กึ่ง” ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน โดยมีพี่ชาย 2 คน และน้องสาว 2 คน

วัยเด็กและการศึกษา

เมื่ออายุถึงเกณฑ์ท่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก จนจบชั้นประถมบริบูรณ์ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น และท่านได้อยู่ช่วยงานด้านเกษตรกรรมร่วมกับบิดามารดา และพี่ ๆ น้อง ๆ นอกจากนั้น ท่านได้มีโอกาสเรียนวิชาชีพกับช่างทองจนมีความรู้พอประกอบอาชีพได้

สู่เพศพรหมจรรย์

ด้วยจิตใจที่ฝักใฝ่ทางธรรมและรักในเพศบรรพชิตมาตั้งแต่เป็นเด็ก ดังนั้นในปี พ.ศ. 2481 ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ 19 ปี ท่านก็ได้ขออนุญาตบิดามารดา เพื่อบรรพชาเป็นสามเณร โดยเข้าพิธีบรรพชา ณ วัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก นั้นเอง

ท่านได้ตั้งใจศึกษาและประพฤติปฏิบัติธรรม จนเมื่ออายุใกล้ครบบวช ซึ่งแม้ว่าการปฏิบัติธรรมของท่านในช่วงที่เป็นสามเณรอยู่นี้จะไม่นานนัก แต่ความศรัทธาต่อศาสนธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้หยั่งลงลึกในจิตใจท่าน และเพียงพอที่จะเกิดเป็นปณิธานภายในใจท่านว่า อย่างไรเสียท่านต้องอุปสมบท เพื่อประพฤติธรรมในสมณเพศนี้สืบไป ดังนั้นท่านจึงได้ของอนุญาตโยมบิดามารดาเพื่ออุปสมบท ซึ่งท่านทั้งสองก็ไม่ขัดข้อง

อย่างไรก็ดี ตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าวพอดี ประกอบกับเพื่อจะได้จัดการในเรื่องต่าง ๆ ก่อนที่จะอุปสมบท ท่านจึงได้ลาสิกขาบทจากสามเณรเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน

ในปี พ.ศ. 2482 หลังจากที่ท่านได้จัดการเรื่องต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับท่านมีอายุครบ 20 ปีท่านจึงได้เข้าพิธีอุปสมบท อยู่ในภิกษุภาวะสมความตั้งใจ ณ วัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก ซึ่งเป็นวัดมหานิกายที่ท่านเคยบรรพชาเป็นสามเณร ท่านได้รับฉายาว่า “สุวโจ” โดยมี

พระครูธรรมทัศน์พิมล (ด้น) เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย (เมื่อครั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์) เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์เคลือบ วัดดาวรุ่ง บ้านขาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระอาจารย์อุเทน วัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลังจากที่ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ในพรรษาแรกนั้นเอง ได้มีชาวบ้านบุแกรง อำเภอท่าตูม (ปัจจุบันคืออำเภอจอมพระ) จังหวัดสุรินทร์ พากันมาอาราธนาท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบุแกรง ซึ่งเป็นวัดร้าง ไม่มีพระอยู่จำพรรษา ต่อมาด้วยเห็นว่า หากจะอยู่ทำประโยชน์ไว้ในพระบวรพุทธศาสนาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จำเป็นที่ท่านต้องศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2483 หลังออกพรรษาแล้ว ท่านจึงเดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดป่าศรัทธารวม ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนสอบได้นักธรรมชั้นตรีและโทในปี พ.ศ. 2483 และ 2484 ตามลำดับ

พระธาตุของหลวงปู่ สุวัจน์ สุวโจ

ญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุต

ในปี พ.ศ. 2484 ภายหลังที่ท่านสอบได้นักธรรมโทแล้ว เกิดมีศรัทธาหนักไปทางปฏิบัติจิตตภาวนา ดังนั้นท่านจึงได้ญัตติใหม่ในธรรมยุติกนิกาย ณ วัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี

ท่านเจ้าคุณพระธรรมฐิติญาณ (สังข์ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระอาจารย์ทองดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

จากนั้น ท่านได้กลับไปจำพรรษา ณ วัดป่าศรัทธารวม เป็นเวลา 2 พรรษา ก่อนที่จะเริ่มต้นการเดินธุดงค์ในปี พ.ศ. 2486

ประวัติการอยู่จำพรรษา

พ.ศ. 2486  วัดป่าพระสถิต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

พ.ศ. 2487  วัดโยธาประสิทธิ บ้านห้วยเสนง จังหวัดสุรินทร์ (ในพรรษานี้ ท่านได้จำพรรษา ร่วมกับท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ประกอบกับได้ดูแลโยมบิดามารดา ซึ่งกำลังป่วยอยู่)

พ.ศ. 2484  วัดป่าศรีไพรวัน อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านได้เดินธุดงค์ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ ข้ามเขาภูพาน ไปวัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อไปศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

พ.ศ. 2489-2492  หลวงปู่มั่น ท่านพิจารณาเห็นว่าท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรเป็นลูกศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ แต่ยังไม่มีผู้ดูแลอุปัฏฐากจึงมอบหมายให้ท่านอาจารย์สุวัจน์ไปเป็นพระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์ฝั้น ในระยะเวลา 4 ปีนี้ ณ วัดป่าภูธรพิทักษ์ ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โดยในช่วงเวลาออกพรรษาของแต่ละปี ท่านอาจารย์สุวัจน์จะลาท่านพระอาจารย์ฝั้นไปศึกษาธรรม และอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ณ วัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2493  วัดเทพกัลยาราม บ้านน้อยจอมศรี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2494  วัดป่าพระสถิต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

พ.ศ. 2495  สำนักสงฆ์ควนเขาดิน อำเภอท้ายเมือง จังหวัดพังงา

พ.ศ. 2496  วัดเจริญสมณกิจ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

พ.ศ. 2497  วัดป่าภูธรพิทักษ์ จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2498  วัดป่าปราสาทจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

พ.ศ. 2499  วัดถาวรคุณาราม อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

พ.ศ. 2500-2501  วัดป่าปราสาทจอมพระ  อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

พ.ศ. 2502  วัดถาวรคุณาราม อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

พ.ศ. 2503  วัดป่าบ้านไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

พ.ศ. 2504  วัดถาวรคุณาราม อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

พ.ศ. 2505  สำนักสงฆ์ถ้ำขาม ตำบลบ้านไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2506  วัดป่าภูธรพิทักษ์ จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2507  วัดถาวรคุณาราม อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

พ.ศ. 2508  วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2509-2514  วัดป่าภูธรพิทักษ์ จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2515-2524  สำนักสงฆ์ถ้ำศรีแก้ว ตำบลสร้างค้อ อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

พ.ศ. 2525-2526  สำนักสงฆ์ (ชั่วคราว) เมืองซีแอตเติ้ล มลรัฐวอชิงตัน

พ.ศ. 2527  สำนักสงฆ์ (ชั่วคราว) เมืองแอนนาไฮม์ฮิล มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2528  สำนักสงฆ์ป่าธรรมชาติ เมืองลาพวนเต้ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2529  สำนักสงฆ์นอร์ธแซนฮวน เมืองซาคราเมนโต้ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2530-2533  วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2534  วัดเมตตาวนาราม เมืองแวลเลย์เซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2535  วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2536-2538  วัดเมตตาวนาราม เมืองแวลเลย์เซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2539  วัดป่าเขาน้อย จังหวัดบุรีรัมย์

พ.ศ. 2540  วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2541-ปัจจุบัน  วัดป่าเขาน้อย ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

การรับแต่งตั้งให้ปฏิบัติศาสนกิจ และการรับสมณศักดิ์

1. ตามหนังสือที่ 26/2529 ลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2529 ท่านได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ให้เป็นพระอุปัชฌาย์

2. ตามหนังสือที่ 9/2529 ลงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2529 ท่านได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ให้เป็นประธานกรรมการคณะธรรมยุตในประเทศสหรัฐอเมริกา

3. วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2532 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณ”

4. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระโพธิธรรมจารย์เถร”

พระธาตุของหลวงปู่ สุวัจน์ สุวโจ

การปฏิบัติศาสนกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา

นับแต่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตจากคณะสงฆ์ไทย ในปี พ.ศ. 2525 เพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านได้ปฏิบัติศาสกิจนี้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างวัดภูริทัตตวนาราม และวัดเมตตาวนาราม มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ให้เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมตามแบบอย่างของวัดกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และพุทธศาสนิกชนชาวอเมริกาหนึ่งในจำนวนนั้นได้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ถวายปัจจัยแด่ท่าน เพื่อซื้อที่ดินบนเขา เนื้อที่ 60 เอเคอร์ (ประมาณ 150 ไร่) คิดเป็นเงิน 700,000 ดอลล่าร์ (ประมาณ 17,500,000 บาท) ให้เป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนา ซึ่งก็คือ วัดเมตตาวนาราม เมืองแวลเลย์เซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปัจจุบัน

พิมพ์บูชาคุณองค์หลวงปู่โดยน้องนุดีค่ะ

จากคุณ : ไก่แก้ว [ 10 เม.ย. 2545]

“รำลึกพระคุณหลวงปู่”

เนื้อความ :

ได้มีโอกาสไปร่วมงานพระราชทานน้ำอาบศพหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจที่วัดป่าเขาน้อย จ. บุรีรัมย์มาค่ะเลยอยากนำบรรยากาศและเรื่องราวต่าง ๆ มาถ่ายทอดให้พี่ ๆ น้อง ๆ ฟังรวมทั้งปฏิปทาขององค์หลวงปู่ซึ่งตนเองได้รับความเมตตามาและได้รับฟังมาจากพี่ ๆ น้อง ๆ ที่บุรีรัมย์ข้อความต่าง ๆ อาจจะไม่ต่อเนื่องนัก และไม่สละสลวยสวยงามต้องขออภัยด้วยค่ะ

ขอเริ่มจากลำดับเหตุการณ์ที่องค์หลวงปู่ท่านละสังขารก่อนนะคะ

สูญเสียร่มโพธิ์ร่มไทร

องค์หลวงปู่ท่านมีปัญหาเรื่องปอดไม่แข็งแรงมานานแล้วในช่วงระยะ 1 ปีที่ผ่านมา องค์หลวงปู่ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคปอดติดเชื้อมาตลอด (ประมาณ 4-5 ครั้ง)ครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะละสังขารนี้ องค์หลวงปู่เข้ามารักษาองค์ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธและหัวใจท่านได้หยุดเต้นไปแต่เป็นบุญที่คณะแพทย์และพยาบาลได้ถวายการรักษาได้ทันท่วงทีจึงสามารถช่วยท่านไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่ทำการรักษาองค์หลวงปู่มักจะปรารถอยู่เนือง ๆ ว่าท่านอยากกลับไปวัดจนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม องค์หลวงปู่แข็งแรงขึ้นมากและแพทย์เห็นสมควรให้ท่านเดินทางกลับบุรีรัมย์ได้

หลวงปู่ท่านสดใสมาก เมื่อได้กลับไปที่วัดป่าเขาน้อยอาการท่านก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แข็งแรงมากพอที่จะไปโปรดญาติโยมที่วัดป่าปราสาทจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ได้หลวงปู่เมตตาพำนักที่วัดป่าปราสาทจอมพระและแสดงธรรมโปรดญาติโยมประมาณ 1 อาทิตย์คือช่วงวันที่ 13 มี.ค. ถึง 20 มี.ค. จึงได้กลับเดินทางกลับวัดป่าเขาน้อย

หลังจากที่หลวงปู่ท่านเดินทางกลับมาพำนักที่เขาน้อยได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์หลวงปู่มีอาการอ่อนเพลียมาก จนต้องพาท่านเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนบุรีรัมย์หลังจากที่ท่านได้เข้าไปรักษาตัวได้ 2 วัน อาการดีขึ้นมากแพทย์ที่ถวายการรักษา ขอดูอาการ ซึ่งหากไม่ทรุดลงไปก็จะอนุญาตให้กลับวัดได้แต่แล้ว…อาการของหลวงปู่ ก็เริ่มทรุดลงเมื่อวันที่ 2 เม.ย.และอาการหนักในคืนวันที่ 3 เม.ย.เนื่องจากโรคปอดติดเชื้อที่แทรกซ้อนขึ้นมาเช้าวันที่ 5 เป็นวันที่ศิษยานุศิษย์ใกล้ชิดและแพทย์ต้องตัดสินใจแพทย์แนะนำให้เจาะคอองค์หลวงปู่แต่เมื่อประชุมกันแล้ว ลงความเห็นว่าไม่สมควรเจาะคอเพราะจะเพียงแค่ยืดอายุขัยท่าน แต่ก็จะทรมานองค์หลวงปู่มากมายแพทย์หลาย ๆ คนพยายามติดต่ออาจารย์หมอที่ชำนาญทางปอดเพื่อให้เดินทางมาถวายการรักษาที่บุรีรัมย์

ประมาณช่วงเที่ยงวันนั้นองค์หลวงปู่ท่านแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่จะละสังขารด้วยการค่อย ๆ ถอนให้เห็นโดยปกติคนที่ป่วยหนัก ค่าต่าง ๆ ที่แสดงถึงความมีชีวิตอยู่อาทิ ความดัน ชีพจร ฯลฯ จะ fluctuateแต่ขององค์หลวงปู่ท่านจะคงที่ ค่อย ๆ ลดลงเป็นลำดับให้เห็นว่าองค์ท่านควบคุมได้ และไม่ประสงค์จะครองสังขารอีกต่อไปคณะศิษยานุศิษย์จึงเตรียมนำองค์ท่านกลับคืนสู่วัด หากแต่ก็ไม่ทัน …

องค์หลวงปู่ ละขันธ์ ด้วยสติที่พร้อมบริบูรณ์เมื่อเวลา 13.12 น.ของวันที่ 5 เม.ย. 2545

พระธาตุของหลวงปู่ สุวัจน์ สุวโจ

ปฏิปทาองค์หลวงปู่

ได้รับฟังจากญาติธรรม ศิษยานุศิษย์ใกล้ชิดองค์หลวงปู่มาสมัยที่ท่านมาอยู่ที่เขาน้อยใหม่ ๆ นั้น ไม่มีอะไรเลย นอกจากกุฏิเล็ก ๆ 2 หลังเป็นกุฏิชั้นเดียว ห้องเดียว มีลานเล็ก ๆ ตรงกลางหากแต่ลานเล็ก ๆ กุฏิเล็ก ๆ นี้เองที่ใช้เป็นที่แสดงธรรม และสอนกรรมฐานทุกเย็น

องค์หลวงปู่จะเมตตาญาติโยมมากไม่ว่าจะมากันกี่คน 2 คน 3 คน หรือมากกว่านั้นองค์ท่านจะนำทำวัตร แสดงธรรม และปฏิบัติภาวนาทุกวันท่านจะให้ความสำคัญกับการภาวนามากพี่ ๆ เล่าว่า ท่านไม่เคยเบื่อ หรือหงุดหงิดกับความดื้อรั้นขี้เกียจ หรือความเขลาของเหล่าศิษย์เลยท่านคงความเมตตาที่เปี่ยมล้นอย่างสม่ำเสมอจนแม้แต่คนที่ไม่น่าจะเอาดีในด้านการภาวนา ก็มีหลักในการภาวนาจนได้ ภาวนาเป็น

องค์หลวงปู่เคารพพ่อแม่ครูบาอาจารย์มากนักและท่านก็เคารพรัก”หลวงปู่บ้านตาด” เป็นนักหนาแม้ในช่วงที่ท่านไปปฏิบัติหน้าที่เป็นธรรมทูตที่อเมริกาทุกครั้งที่ท่านเดินทางกลับมาเมืองไทยหากองค์หลวงตาอยู่ที่สวนแสงธรรมท่านจะตรงไปสวนแสงธรรมหรือหากองค์หลวงตาอยู่ที่บ้านตาดท่านก็จะเดินทางไปที่บ้านตาดเพื่อกราบองค์หลวงตา ก่อนที่จะกลับไปที่วัดของท่านเอง

องค์หลวงปู่มักจะพูดน้อย แต่นุ่มนวลท่านมักจะปรารภเรื่อย ๆ ว่าท่านไม่ทนญาติโยมเหมือนองค์หลวงปู่มั่น องค์หลวงปู่ฝั้น และองค์หลวงปู่บ้านตาดแต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่เคยมีผู้ตกทุกข์คนไหนที่ดั้นด้นไปกราบหลวงปู่ แล้วหลวงปู่จะไม่เมตตาหลวงปู่จะให้ทั้งที่พัก ทั้งปัจจัย และที่สำคัญ คือองค์ท่านที่เป็นเสมือนหิ้งพักใจและร่มไทรหนา ให้ผู้ทุกข์หนัก ได้พักอาศัย

แม้ในช่วงหลังมาที่องค์หลวงปู่ประสบอุบัติเหตุเป็ฯอัมพาตครึ่งองค์ทุก ๆ เช้า ท่านจะเมตตาลงมาที่ศาลาโรงฉันและบิณฑบาตรในรถเข็น เพื่อให้ญาติโยมได้สร้างบุญกุศลโดยทั่วหน้าก่อนฉัน หากสังขารท่านเอื้ออำนวยหลวงปู่จะเมตตาแสดงธรรมสั้น โปรดญาติโยมอย่างสม่ำเสมอหลวงปู่มักจะเน้นให้เราหมั่นอนุโมทนาบุญเพื่อสร้างเสริมกุศลจิตในใจและอานิสงค์ของการแผ่เมตตาหลวงปู่จะเน้นเราให้สร้างสมความดี ละชั่วหมั่นตรวจสอบตนเอง และปฏิบัติภาวนาอย่างสม่ำเสมอท่านเคยเมตตาสอนว่า”การปฏิบัติภาวนานั้น เราจะเลือกปฏิบัติ เฉพาะเวลาสุขนั้นไม่ได้เราต้องปฏิบัติภาวนาให้ได้ ทั้งในเวลาสุข และทุกข์”หลวงปู่ท่านจะเมตตาทั้งพระทั้งโยมที่ปฏิบัติภาวนายิ่งนักเมื่อไหร่ที่ติดขัดในการภาวนาเพียงแต่โผล่หน้าไปให้ท่านเห็นท่านก็จะเมตตาแก้ไขข้อข้องจิต ข้องใจให้โดยที่เราไม่เคยต้องออกปากโดยที่บางครั้ง เราเองไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเรากำลังติดขัดอยู่องค์หลวงปู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรที่ร่มเย็นเป็นนักหนา

นอกจากมนุษย์แล้ว องค์หลวงปู่ยังมีเมตตาต่อสัตว์ชนิดต่าง ๆ มากมายท่านมีทั้งปลา นกกะทา ไก่ป่า นกกาเหว่า และอื่น ๆ ท่านรักต้นไม้มาก มักจะหาพันธุ์ไม้แปลก ๆ ต่าง ๆ มาปลูกที่เขาน้อยอย่างสม่ำเสมอ

บรรยากาศงาน

สำหรับท่านที่เคยไปวัดป่าเขาน้อยแล้วคงจำศาลาเมตตาสุวโจ ศาลาใหญ่ที่ใช้สวดมนต์ได้ทางวัดได้นำสังขารขององค์หลวงปู่ท่านมาตั้งให้ทั้งพระทั้งโยมได้เข้าไปเคารพ รดน้ำและขมาท่านเป็นครั้งสุดท้ายองค์หลวงปู่นอนบนที่นอนของท่าน ปูผ้าสีกลัก ห่มผ้าห่มสลัก อยู่ในกลดผ้าชีฟองสีครีมนวลมองดูคล้ายกับองค์ท่านหลับอยู่ ไม่ได้จากเราไปไหนสีหน้าท่านสงบ และผาสุขอย่างไม่มีใดเทียบไม่เคยได้เห็นสังขารใด ๆ ที่ถูกทิ้งไปแล้ว จะงามพร้อมขนาดนี้องค์หลวงปู่หลับไหล ราวกับบอกว่า “เราไม่มีทุกข์ใด ๆ แล้วจากนี้ไปตลอดอนันตกาล”

ทั้งพระ ทั้งญาติโยมทยอยกันมาจากทุกสารทิศไม่ได้ขาดตลอดทั้งวัน

งานการเตรียมพร้อมเพื่อพิธีพระราชทานเพลิงศพดำเนินไปอย่างเร่งด่วนแต่สุขุม และละเอียดลออ เพื่อถวายแด่องค์หลวงปู่ให้สมกับที่ท่านเมตตา ให้สมกับพระคุณของท่านแม้งานจะหนัก และเหนื่อย ก็ไม่มีใครย่อท้อคณะทำงานที่ประกอบทั้งพระ ทั้งฆราวาสพร้อมใจกันทำถวายหลวงปู่ ไม่มีการเกี่ยงงอนใด ๆ แบ่งงานกันทำตามความถนัดของแต่ละบุคคล

แม้เมื่อเสร็จสิ้นจากงานนี้ เหล่าศิษยานุศิษย์ทุกองค์ และทุกคนสำนึกดีอยู่ว่า งานที่เราสมควรทำถวายองค์หลวงปู่ยังไม่เสร็จสิ้นยังคงเหลืองานชิ้นสุดท้าย แต่คงความสำคัญที่สุดเป็นงานที่องค์หลวงปู่ยกย่องว่าเลิศกว่างานใด ๆ คือการปฏิบัติภาวนา ทำตนให้ถึงพร้อมให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์หลาย ๆ คน พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ได้สนทนากันล้วนแล้วแต่ได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าองค์หลวงปู่ให้สัจจะว่าจะดำเนินรอยตามองค์ท่านให้สมกับที่ท่านได้เมตตาสั่งสอนมา

ขอน้อมกราบองค์หลวงปู่ด้วยเศียรเกล้าค่ะ

ขอขอบคุณ คุณ ไก่แก้ว เวปลานธรรม ผู้รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล

เมื่อหลวงปู่สุวัจน์สอนหลวงพ่อปราโมทย์

- หลวงปู่สุวัจน์ ท่านบอกนะ ท่านบอกว่า ตอนที่ท่านปล่อยวางจิตนะ ท่านมีความสุขอยู่ตั้งปีกว่าๆ สุขมหาศาล สุขเหมือนจะทนอยู่ไม่ไหวเลย สุขมหาศาล สุขแทบตาย สุขมาก ต่อๆไปใจก็ค่อยๆคุ้นเคยนะ ใจก็ค่อยๆเป็นอุเบกขา ก็มีความสุขบ้าง อุเบกขาบ้าง ไม่หวือหวาเหมือนทีแรก มีความสุขมาก

เนี่ยพวกเราอยากได้สัมผัสความสุขอันนี้นะ เราต้องพ้นทุกข์ให้ได้ ตัวทุกข์ก็คือ รูป นาม กาย ใจ ของเรานี่เอง เราจะพ้นทุกข์ได้ ใจจะปล่อยวางรูปนาม ปล่อยวางกายวางใจได้ ใจต้องมีปัญญาเห็นความจริงของรูปของนามนะว่า ไม่ใช่ของดีของวิเศษ..

- ก่อนไปกราบหลวงปู่สุวัจน์ เราภาวนา เรายังไม่ได้บวชนะ จิตเราหลุดออกมา เรารู้สึกสบายเลยเราคิดว่าพระอรหันต์ต้องเป็นอย่างนี้ จิตไม่เกาะอะไรจิตไม่เกาะขันธ์

เราไปหาท่าน ปรากฎว่าพอใกล้ถึงจิตดันเข้าไปเกาะกัน ดันเข้าไปยึด(ขันธ์)อีก เราก็เลยคิดนี่ล่ะน้าาา มันเป็นอนัตตา .. มันเป็นไตรลักษณ์

พอคิดว่าเป็นไตรลักษณ์นะ ใจเราไม่ดิ้น ก็หลุดออกมา

หลวงปู่สุวัจน์: นี่แหละ บางทีจิตมันก็หลุดออกมา บางทีจิตมันก็เข้าไปจับอารมณ์ พอมันจับอารมณ์แล้วเราเห็นว่ามันเป็นไตรลักษณ์ มันก็หลุดออกมา

เราก็ อ๋อ..จิตนี่ก็เป็นไตรลักษณ์นะ เราจะไปบังคับให้จิตหลุดพ้นไม่ได้หรอก ถึงเวลาถ้าเค้าพอ เค้าหลุดเอง แต่เราไม่รู้ว่าเค้าขาดอะไรที่ยังไม่พอ

[เฉลย] คือ ขาดอริยสัจ ขาดความรู้แจ้งอริยสัจนะ ถ้าแจ้งอริยสัจก็คือพอ

ถ้าไม่แจ้งอริยสัจ ยังเห็นว่ากายนี้ ใจนี้เป็นตัว สุขบ้าง ทุกข์บ้างอยู่ ไม่มีทางเลย ยังไม่พอที่จะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ

>>> อ่านธรรมเทศนา หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ <<<

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตไม่มีที่ตั้ง

mp3 for download : จิตไม่มีที่ตั้ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอ.. ไปพยายามแยกมันเนี่ยผิดนะ นึกขึ้นได้ว่าท่านบอกให้ “ดูจิต” นี่ ท่านบอกให้ดู ไม่ได้บอกให้แยกนะ เราเสือกไปแยกเอง นี่ ต้องคำนี้นะ เราเสือกไปแยกเองน่ะ ท่านบอกให้ดูต่างหากล่ะ เอาใหม่วะ คราวนี้มันเป็นยังไง รู้ ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันโลภเห็นมันโลภนะ มันโกรธเห็นมันโกรธนะ บางทีใจก็แยกออกมาบางทีก็ไหลเข้าไปรวมกัน ยังไงก็ได้ จริงๆแล้วยังไงก็ได้ ฝึกไปๆนะ จนวันหนึ่งแจ้งขึ้นมา มันไม่มีเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่เรา อะไรก็ไม่ใช่เรา

เสร็จแล้วความสงสัยก็ยังมีอยู่นะว่า การปฏิบัติที่ละเอียดปราณีตขึ้นไปเนี่ย เราต้องให้ตัวนี้แยกอยู่ตลอดหรือเปล่า? มันมี ๒ ตัวแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่าอารมณ์ จิตผู้รู้มันแยกออกมาอยู่ต่างหาก เสร็จแล้วยังเกิดสงสัยได้อีกนะ เราควรจะดูตัวไหนดี เราจะเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนดี? จะตั้งไว้ที่ตัวรู้นี่ หรือจะตั้งไว้ตรงนี้? ถ้าตัวนี้ก็เห็นมันเกิดดับไปเรื่อยๆ ถ้าตั้งไว้ตรงนี้ก็ว่างๆนิ่งๆ ไม่มีอะไร

เอ..ถ้าตั้งไว้ตรงนี้ก็นิ่งๆนะ หลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต พระพุทธเจ้าบอกให้ดูขันธ์ พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ ให้รู้รูปนาม ท่านไม่ได้ให้ไปจ้องใส่ตัวจิต ทำไมหลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต หลวงปู่ดูลย์กับพระพุทธเจ้าทำไมสอนไม่เหมือนกัน ชักงงๆนะ ขนาดเห็นตัวเราไม่มีนะ จะภาวนาที่ยากลำบากที่ปราณีตขึ้นไป ก็ยังต้องลูบๆคลำๆอีก เพราะอยู่ห่างครูบาอาจารย์ สงสัยน่ะ

จิตมันอาจอยู่ตรงนี้ก็ได้ ไอ้นี่มันเป็นตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้กับจิตอาจเป็นคนละตัวก็ได้ นี่คิดไปอย่างนั้นอีกนะ เสร็จแล้วมาดูอยู่ตรงนี้ อีกคราวหนึ่งไปหาหลวงปู่ดูลย์อีก หลวงปู่จิตมันตั้งอยู่ที่ไหนแน่ ไปให้ท่านชี้ขาดนะ ว่ามันตั้งอยู่ที่นี่หรือตั้งอยู่ที่นี่ เราก็คิดว่าต้องดูตรงนี้ เพราะพระพุทธเจ้าบอกให้ดูขันธ์มันทำงาน มันเกิดดับ กะว่าคำตอบสุดท้ายที่ท่านจะฟันธงนะ จะต้องอยู่กลางหน้าอกนี่ ท่านบอก “จิตไม่มีที่ตั้ง” ฟังแล้ว หา..ไม่มีที่ตั้ง แล้วจะดูที่ไหนล่ะ คราวนี้งงอยู่หลายปีเลย

จนสิ้นหลวงปู่ดูลย์ไป จะถามท่านอีกนะว่า หลวงปู่ครับ ผมควรจะดูไอ้ตัวนี้ หรือผมควรจะดูตัวนี้ สงสัย เอาไว้ดูเองก่อนน่ะ เดี๋ยวค่อยถามทีหลัง ถามมากนักเดี๋ยวหลวงปู่ว่าเราขี้เกียจดู ดูไปๆจนหลวงปู่มรณภาพไป หลังจากนั้นไปอยู่กับหลวงปุ่เทสก์ ขยับจะถามหลวงปู่เทสก์หลายทีนะ ขยับถามแต่เรื่องอื่นน่ะ พอมาถึงเรื่องนี้ว่าจะเอาจิตไปดูที่ไหนดี จะดูที่นี่หรือดูที่ตัวรู้นี่ ขยับจะถามอยู่นั่นล่ะนะ แต่ไม่ถามนะ จนหลวงปู่เทสก์ก็มรณภาพไป

ไปเรียนกับหลวงปู่สิมอีกนะ หลวงปู่สิมมรณภาพไปอีกองค์หนึ่ง ครูบาอาจารย์ค่อยๆทะยอยมรณภาพไปเรื่อยๆเราก็ไม่ได้ถามใคร จนมาบวชนะ ตั้งแต่มาบวชนี่เรียนกับหลวงปู่สุวัจน์ ให้หลวงปู่สุวัจน์เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สุดท้าย ให้ชี้เป็นชี้ตายเราได้ ถามดีไม่ดีๆ นี่อุตส่าห์อดกลั้นมา ๒๐ ปีแล้ว อดกลั้นอีกหน่อยก็แล้วกัน ดูไปๆนะ เห็นแต่ทุกข์ล้วนๆนะ ไอ้นี่ก็ทุกข์ๆ ไม่เห็นมีตัวไหนไม่ทุกข์เลย ถึงเข้าใจว่าจริงๆแล้วไม่ได้ดูตัวไหนหรอก ทุกๆตัวล้วนแต่แสดงไตรลักษณ์ ทำไมจะต้องเพ่งเล็งไปดูตัวใดตัวหนึ่ง ทั้งหมดนั้นแสดงไตรลักษณ์เหมือนๆกันหมดเลย เราดูสภาวะทั้งหลายเสมอภาคกันหมดนะ สลัดทิ้งหมดเลย ใจไม่ได้เอา ไม่ใช่ทิ้งตัวนี้แล้วเอาตัวนี้ไว้ ถ้าทิ้งตัวนี้แล้วเอาตัวนี้ไว้ มันเป็นภูมิธรรมของพระอนาคา ไปติดอยู่ตรงนั้นน่ะไปไม่รอดแล้ว

สมัยที่หลวงปู่ดูลย์ยังอยู่ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ยี่สิบหกปี วันหนึ่งท่านก็เปรยๆบอกว่า ผู้ปฏิบัติส่วนมาก กระทั่งที่มีชื่อเสียงมากๆเลยเนี่ย ส่วนมากเป็นผีใหญ่ ท่านว่าอย่างนี้ คำว่าผีใหญ่ของท่านหมายถึงเป็นพระอนาคา ตายแล้วไปเป็นพรหม เราก็ฟังไว้นะ ส่วนมากยังไม่จบหรอก ทำไมมันยากเย็นแสนเข็ญนะ

ผู้ปฏิบัตินั้นมีเยอะ ท่านบอกว่าเหมือนขนวัวนะ วัวทั้งตัวมีขนเยอะ แต่ที่บริสุทธิ์หลุดพ้นไปเลยเหมือนเขาวัว เขาวัวมีนิดเดียวนะ ขนวัวมีเยอะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคือไตรลักษณ์

mp3 for download: ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคือไตรลักษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ปัญญานี้จะเป็นตัวล้างความเห็นผิด เพราะฉะนั้นความเห็นผิดนี้แหละเป็นกิเลสชั่วหยาบ ชั่วร้ายสุดๆเลย ความเห็นผิดก็คือตัวอวิชานั่นเอง ซ่อนเนียนๆอยู่ในใจ

ถ้าใครเชื่อว่าจิตนี้ดีอยู่แล้ว ปภัสสรอยู่แล้วแสดงว่าบริสุทธิ์อยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลย ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องใช้ สัมมาทิฎฐิไม่ต้องมี พวกนี้จะนอนจมกิเลสโดยไม่รู้เรื่องอยู่อย่างนั้น กี่ภพกี่ชาติก็จะจมอยู่กับกิเลสอย่างนั้นเลย

เพราะฉะนั้นจิตไม่ได้ดีอยู่แล้วนะ จิตชั่วอยู่แล้ว ต้องกลับข้างเลยนะ จิตมีอวิชาครองโลกครองหัวใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องล้างอวิชาให้ได้ จะล้างอวิชาได้นะ ต้องล้างลูกน้องมันก่อน ต้องล้างกิเลสหยาบๆ กิเลสอย่างกลางเข้าไป สู้ของมันไป

กิเลสละเอียด ล้างได้ด้วยปัญญา วิธีใช้ปัญญานะ มีสติ รู้ทัน ปัญญานี้เป็นเครื่องซักฟอก เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ อวิชาเนี่ยเป็นความไม่รู้อริยสัจจ์ อริยสัจจ์ข้อที่ ๑ คือ ทุกข์ อวิชาทำให้เราไม่รู้ทุกข์ อะไรคือทุกข์ รูปธรรม นามธรรม นั้นแหละคือตัวทุกข์ นะ เรียกว่า รูปนาม เป็นตัวทุกข์

ทีนี้เราไม่รู้ ว่าตัวทุกข์ก็คือรูปธรรมนามธรรม คือสิ่งซึ่งเราเห็นว่าคือตัวเรานั่นเอง ถ้ารู้รูปรู้นามก็เรียกว่า รู้ทุกข์ เพราะฉะนั้นวิธีปฎิบัตินะ ให้รู้ทุกข์ คือ รู้รูป รู้นาม รู้กาย รู้ใจ ของตัวเองนี้แหละ รู้เข้าไป ซักฟอกเข้าไป ว่ากายนี้จริงๆเป็นอย่างไร เราต้องการรู้ความจริง เพราะฉะนั้นเราไม่ดัดแปลงความจริง ร่างกายเคลื่อนไหว ก็ดูมันเคลื่อนไหวไป ไม่ต้องดัดแปลงมัน ทำให้มันนิ่ง หรือว่าเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติธรรมดา

เคยเดินท่าไหนก็เดินได้นะ ยกเว้นจะเดินในพิธีการ คนอื่นเขาเดินช้าๆ เราจะไปจ้ำๆตามควายอยู่คนเดียวมันก็ไม่ได้ เดี๋ยวไปเหยียบคนอื่นเขาเข้า เดินให้เหมือนๆเขา แต่ในธรรมชาติธรรมดาของเราน่ะ เดินจงกรมแต่ละคนนะ มีท่าที่ตัวเองถนัดก็เดินไปอย่างนั้น แต่ไม่ใช่เดินถนัดเอ้อระเหยนะ (สติ)หนีไปหมดเลย

เพราะฉะนั้นเราไม่ดัดแปลง เราไม่เริ่มต้นด้วยการดัดแปลง เราต้องการรู้ว่าจริงๆเป็นอย่างไร จริงๆเป็นอย่างไร กายนี้เป็นอย่างไร จิตนี้เป็นอย่างไร เราต้องการรู้ทุกข์ เราไม่ต้องการดัดแปลงทุกข์ เราไม่ต้องการละทุกข์นะ ไม่ใช่ละทุกข์นะ ยกตัวอย่างนั่งสมาธิปวด ทำอย่างไรจะหายปวด อันนั้นอยากละทุกข์แล้ว ทุกข์ให้รู้ ไม่ใช่ให้ละ หน้าที่ของเรา รู้ รู้รูป รู้นาม ตามที่เขาเป็น

อยากรู้ตามที่เขาเป็น ต้องไม่ไปดัดแปลงเขา เขาเป็นอย่างไร รู้ว่าเขาเป็นอย่างนั้นนะ ทำใจเป็นแค่คนดูนะ ทำใจเป็นแค่คนดู ใจที่เป็นคนดูได้นั้นแหละ คือใจที่มีสมาธิแล้ว เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้รู้นะ ไม่ใช่ผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง เพราะฉะนั้นใจที่ไหลไปแล้วรู้ ไหลแล้วรู้ มันจะตั้งขึ้นมา พอใจมันตั้งขึ้นมา ก็เรียกว่าใจเรามีสมาธิแล้ว มาดูรูป ดูนาม มันทำงาน ดูด้วยใจที่ตั้งมั่น สบายๆ เป็นผู้รู้ผู้ดูนี่เอง

เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว เห็นจิตใจมันเคลื่อนไหว ใจเราเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู สบายๆ ในที่สุดจะเห็นความจริง ความจริงของกายคืออะไร ความจริงของกายคือไตรลักษณ์ ความจริงของจิตคืออะไร คือไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้นความจริงของกายก็ไตรลักษณ์ ความจริงของจิตก็ไตรลักษณ์ อันเดียวกันนั้นเอง คือความเป็นไตรลักษณ์

เราดูเพื่อให้เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ของกายของใจ การเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจนี้แหละ ชื่อว่า เจริญปัญญา มีปัญญา ถ้าไปเห็นอย่างอื่นไม่เรียกว่าปัญญานะ ไปเห็นว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ร่างกายนี้เที่ยงถาวร อย่างนี้ไม่เรียกว่าปัญญา ต้องเห็นเลย มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์นะ มันทนอยู่ไม่ได้ มันเคลื่อนไหว มันเปลี่ยนแปลง มันหมุนเวียนไปเรื่อย ไม่มีตัวเรา เนี่ยดูไปเรื่อยๆ

ดูจนกระทั่งเห็นความจริงเลย กายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ไม่ใช่เรา เป็นแค่รูปธรรม เป็นแค่นามธรรม มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ตัวนี้สำคัญนะ จะเห็นอย่างนั้นจริงๆ เห็นเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่อมตะ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวเราถาวร ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวเราถาวร ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดถาวรเลย ไม่เฉพาะว่าสิ่งที่เป็นตัวเรานะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดถาวร มีสิ่งถาวรอันเดียวคือนิพพาน ซึ่งเรายังไม่เห็น

ต้องเห็นรูปเห็นนามให้แจ้งนะ เห็นรูปเห็นนามให้แจ้ง พอเห็นรูปเห็นนามแจ้งแล้ว ตอนที่เกิดอริยมรรคนั้นน่ะ จิตจะสัมผัสกับพระนิพพาน ตอนที่ได้โสดาปัตติมรรคนั่นแหละ คือครั้งแรกในสังสารวัฏฏ์ ที่สัมผัสกับพระนิพพาน

พระนิพพานเป็นอย่างไร พระนิพพานไม่มีไม่เป็นอะไร เป็นสภาวะที่พ้นจากความมีความเป็น นิพพานมีอยู่มั้ย มีอยู่ มีลักษณะอย่างไร มีลักษณะสันติ สงบ สันติ ไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่นิพพานแห้งแล้ง โหวงๆเหวงๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว จิตที่สัมผัสนิพพานเป็นอย่างไร มีบรมสุข เพราะนิพพานเป็นบรมสุข เราไปสัมผัสบรมสุขนะ มันก็บรมสุขไปด้วยนะ เราไปสัมผัสไฟ ไฟมันร้อนใช่มั้ย มันก็บรมร้อนไปด้วยแหละ ใช่มั้ย สัมผัสน้ำแข็งมันก็บรมเย็นแหละ สัมผัสพระนิพพานบรมสุขนะ สุขจริงๆนะ สุขจนธาตุขันธ์มนุษย์แทบจะทนอยู่ไม่ได้เลย สัมผัสทีแรกแทบตายเลย

แต่ว่าตอนโสดาฯ สกทาคาฯ อนาคาฯ นี่ สัมผัสแป๊บเดียว ไม่ทันตายหรอกนะ ไม่ทันรู้สึกหรอก ต้องภาวนาให้มันสุดขีดนะ นึกถึงพระนิพพาน จิตมันทรงอยู่อย่างนั้นน่ะ ทรงกับพระนิพพาน โอ้โหมันมีความสุข เรื่องนี้ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังนะ หลวงพ่อแค่อวดข้อมูลที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง

หลวงปู่สุวัจน์ (สุวัจน์ สุวโจ วัดป่าเขาน้อย ต. เสม็ด อ. เมือง จ. บุรีรัมย์) ท่านบอกนะ ท่านบอกว่า ตอนที่ท่านปล่อยวางจิตนะ ท่านมีความสุขอยู่ตั้งปีกว่าๆ สุขมหาศาล สุขเหมือนจะทนอยู่ไม่ไหวเลย สุขมหาศาล สุขแทบตาย สุขมาก ต่อๆไปใจก็ค่อยๆคุ้นเคยนะ ใจก็ค่อยๆเป็นอุเบกขา ก็มีความสุขบ้าง อุเบกขาบ้าง ไม่หวือหวาเหมือนทีแรก มีความสุขมาก

เนี่ยพวกเราอยากได้สัมผัสความสุขอันนี้นะ เราต้องพ้นทุกข์ให้ได้ ตัวทุกข์ก็คือ รูป นาม กาย ใจ ของเรานี่เอง เราจะพ้นทุกข์ได้ ใจจะปล่อยวางรูปนาม ปล่อยวางกายวางใจได้ ใจต้องมีปัญญาเห็นความจริงของรูปของนามนะว่า ไม่ใช่ของดีของวิเศษ..

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๙ ถึงนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
ลำดับที่ ๒๑
File: 530730A.mp3

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่