Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การภาวนาขั้นละเอียดเหลือแต่ไหวยิบยับ

mp 3 (for download) : การภาวนาขั้นละเอียดเหลือแต่ไหวยิบยับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : เห็นไหวๆไหวๆ ก็ต้องดูไปอย่างนี้ใช่ไหมค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ :ไม่ได้ดูแค่ไหวๆหรอก ไหวๆเป็นอารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า พอมันเห็นไหวๆแล้ว จิตเกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลเนี่ย ให้รู้ทันตัวนี้ ไม่ใช่รู้แค่ไหวๆนะ แล้วรู้เข้ามาให้ถึงจิตถึงใจ ไหวๆไม่ใช่จิตหรอก สังขารต่างหากล่ะ ที่เราว่า เราดูไหวๆ ไหวๆไม่ใช่จิตไหวๆคือสังขาร คือความปรุงของจิต จิตเป็นคนไปดูมัน

เพราะงั้นเมื่อจิตไปเห็นไหวๆแล้ว จิตเกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลนะ ให้คอยรู้ทันจิตไป เช่นดูแล้วรำคาญ รู้ว่ารำคาญ อยากให้มันหายไปซะที รู้ว่าอยากนะ แต่ถ้าดูจนเหนื่อย ไม่ไหวแล้ว ทำสมถะ ลืมการดูไป พุทโธลูกเดียวเลย พุทโธๆๆไป จิตจะไปดู รู้ทัน พุทโธๆๆ จิตจะเคลื่อนไปดู รู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นเด่นดวงได้พัก พอพักมีแรงแล้วไปดู บางทีขาดเลยนะ

โยม : ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : การภาวนานะ พอถึงขั้นละเอียดนี่ จะเหลือแต่ไหวยิบยับๆ นี่หลวงพ่อพุธสอนนะ หลวงพ่อพุธสอนหลวงพ่อไว้ การภาวนาพอถึงขั้นละเอียด จะเหลือแต่ไหวยิบยับ หลวงตามหาบัวก็มาลงที่เดียวกัน สอนอันเดียวกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๗
Track: ๑๕
File: 551014B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๖ ถึง ๑๘ วินาทีที่ ๔๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๙) ถ้าจิตดื้อมาก ต้องค่อยๆปลอบไปสอนไป

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๑๙) ถ้าจิตดื้อมาก ต้องค่อยๆปลอบไปสอนไป

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตไม่ชอบให้ใครบังคับนะ ชอบโอ้โลมปฏิโลม จิตน่ะ ค่อยๆปลอบค่อยๆสอน อย่าไปเคี่ยวเข็ญมากนัก มันไม่พอใจ แล้วมันจะดื้อเลย จิตนี้ดื้อ เวลาดื้อแล้ว ดื้อมากๆเลยนะ แบบเอาไม่อยู่เลยนะ เพราะงั้นต้องค่อยๆปลอบ ค่อยๆพูดดีๆกับเค้า

เมื่อก่อนเคยอ่านประวัติครูบาอาจารย์องค์นึง หลวงปู่ขาว ความจริงหลวงพ่อเข้าวัดทันหลวงปู่ขาวนะ แต่ไม่ได้ไปหาท่าน เพราะตอนนั้นรู้ว่าท่านอยู่ในห้องกระจกแล้ว ท่านสอนไม่ได้แล้ว ต้องไปเลือกหาครูบาอาจารย์ที่สอนได้

ในประวัติหลวงปู่ขาวเนี่ย ท่านไปภาวนาอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านอยู่บนเขานะ แล้วจิตท่านดื้อมากนะ ท่านด่าจิตอยู่เรื่อยๆ พอเช้าลงจากเขามา หลวงปู่มั่นก็สอน อย่าไปด่าจิตนะ จิตนั่นแหล่ะคือพุทธะ จิตเป็นของดีของวิเศษ อย่าไปด่าเค้า ค่อยๆปลอบเค้า พูดดีๆกับเค้า อ่อนโยนกับเค้า ท่านเลยหันมาเจริญเมตตา แล้วใจของท่านก็สงบ ใจสงบแล้วท่านเดินปัญญาต่อได้

อันนั้นเป็นเรื่องว่าเราอย่าไปเค้นจิตมาก เพราะนั้นเราค่อยๆสอนจิตไป เออร่างกายมันนั่งนะ เห็นไหม ใจเราเป็นคนดูอยู่ เนี่ย พูดกับมันเพราะๆนะ แต่ไม่ต้องเพราะมาก พ่อเจ้าประคุณเอ๋ยอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องขนาดนั้นนะ มันเวอร์ไป เอาสบายๆ เห็นไหม ร่างกายกำลังยิ้ม รู้สึกไหม เนี่ย ง่ายแค่นี้เอง เห็นไหมร่างกายพยักหน้า ง่ายแค่นี้เอง ทำใจให้สบาย แล้วมันก็เห็นเอง เห็นไหมร่างกายกำลังพัด เห็นไหมร่างกายดมยาดม เห็นไหมร่างกายยิ้มอีกแล้ว เนี่ยคอยรู้สึกนะ เห็นไหมร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่ ใจเราไปรู้มันนะ ใจเราเป็นคนรู้ แค่นี้แหล่ะ ค่อยๆฝึกอย่างนี้แหล่ะ ส่วนความรู้สึกทางใจ ขณะนี้บางคนสงสัย รู้สึกไหมบางคนสงสัยอยู่ แล้วใจมันสงสัยขึ้นมา เราเห็นเลย ความสงสัยเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า ความสุขเป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า ความทุกข์เป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า อารมณ์อะไรเกิดขึ้นนะ ค่อยๆสอนมันไป

แต่ถ้ามันแยกแล้วนะ ไม่ต้องสอนนะ อย่าพูดมาก ธรรมดาจิตพูดมากอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปช่วยมันพูด กว่าจิตจะหยุดพูดได้ นานนะ นาน

เมื่อก่อนหลวงพ่อภาวนานะ โอ้ จิตทำไมมันพากย์ไม่เลิก ใครเคยเห็นจิตพากย์ได้บ้าง นี่ เออ เห็นไหม ยกมือแล้ว (เห็น)จิตพากย์(ว่า) โกรธแล้ว โลภแล้ว หลงแล้ว ฟุ้งซ่านแล้วนะ จิตพากย์ บ่นมันนะ เมื่อไหร่จะเลิกพากย์ซะที รำคาญ ปรากฎมันไม่เลิกหรอก ภาวนาหลายปีนะ กว่าจิตจะเลิกพูด ต้องค่อยๆฝึกไป

อย่าไปว่ามันนะ ยิ่งว่ามันยิ่งดื้อนะ จิตน่ะ ค่อยๆปลอบ ค่อยๆให้กำลังใจ เชียร์มันบ้าง ชมมันบ้าง แต่อย่าให้มันเหลิง เชียร์มากนะ กิเลสมาแล้วก็หลง ตามใจกิเลสไป อย่างนั้นเรียกว่า พาจิตเหลิงไปแล้ว ไม่เอา ขนาดนั้นไม่เอา แค่ทะนุถนอมมันหน่อย ค่อยๆปลอบมัน เออเห็นไหม ความโกรธกับจิตมันคนละอันกันนะ เวลาคนทั่วไปโกรธนะ ก็จะไปดู คนที่ทำให้โกรธ

ของเราเวลามันมีความโกรธเกิดขึ้นมานะ รู้ทัน ว่าใจมันโกรธ จะเห็นว่าโกรธกับใจเป็นคนละอันกัน แต่ถ้ายังไม่เห็น ก็ค่อยๆสอนมันไป เออ ดูสิความโกรธ เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้านะ ค่อยๆหัดอย่างนี้นะ แล้วต่อไปมันจะแยกกัน


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๔ วินาทีที่ ๒๒ ถึง นาทีที่ ๓๗ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พละ ๕ (๓) วิริยะ

mp 3 (for download) : พละ ๕ (๓) วิริยะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
ขอขอบคุณ ภาพจากงาน “ธรรมะกลางเมือง”

หลวงพ่อปราโมทย์ : ต้องทำทุกวันในรูปแบบ ถ้าเราอดทนอดกลั้นทำทุกวัน เหน็ดเหนื่อยแค่ไหนนะ ถึงเวลาก็ต้องปฏิบัติ ถึงเวลาต้องภาวนา ภาวนาตอนค่ำทำไม่ไหวจริงๆนะ ทำมันตั้งแต่ตื่นนอน ทำวันละหลายๆรอบ เช้าสายบ่ายเย็น ไม่มีใครมาว่าเราหรอก ทำทีละเล็กทีละน้อยก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย พากเพียรเข้านะ อดทน

ทีแรกการลงมือปฏิบัตินะ จะไปนั่งสมาธิ ไปทำอะไรต่ออะไรนะ มันฝืนความรู้สึก ฝืนความขี้เกียจขี้คร้าน ฝืนความท้อแท้ท้อถอยของเรา พอเราทำมากขึ้นๆ ใจเรามีกำลังขึ้นพัฒนาขึ้น เราจะขยันมากขึ้น เพราะเราเห็นคุณเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติ วิริยะมันจะมากขึ้นๆ

เพราะงั้นเบื้องต้นบางทีหลวงพ่อขอ บอกขอ ๑๐ นาที ถ้า ๑๐ นาทีพวกเราทำได้นะ ต่อไปจิตของเรามีความสุข มีความสงบ มีเรี่ยวมีแรงนะ มันจะเพิ่มของมันเอง มันอยากเพิ่ม หลวงพ่อขอ ๑๐ นาที ขอแถมให้อีกชั่วโมงนึงนะ อย่างนี้มีเยอะเลยเดี๋ยวนี้ บางคนภาวนาตั้งหลายชั่วโมงนะวันนึง อันนั้นถ้าเค้ามีเวลานะ ถ้าไม่มีเวลา (ทำ) ๑๐ นาทีอย่าให้ขาด ถ้าทำได้ทุกวันเนี่ย วิริยะ พลังของความเพียรของเรา จะแก่กล้าขึ้น เวลาตั้งใจจะทำอะไรแล้วเนี่ย ถ้าเป็นสิ่งที่ดีงามนะ ไม่ท้อถอย ลำบากแค่ไหนก็ทำ ถึงจะเจ็บจะป่วยก็ทำ

หลวงพ่อพุธเคยเล่าให้หลวงพ่อฟังนะ ว่ามีพระองค์นึง พระเนี่ยปกติท่านมีข้อวัตรที่ต้องทำ อย่างไปกวาดวัด ต้องกวาดวัด ต้องทำความสะอาดกุฎิเสนาสนะอะไรเนี่ย พระต้องทำ พระปล่อยให้กุฎิสกปรกเนี่ย ปล่อยวัดสกปรกเนี่ยผิดมากเลย ไม่/ถือว่าไม่เคารพพระธรรมวินัย เนี่ยมีพระอยู่องค์นึง ท่านก็รักษาข้อวัตรอย่างดี รักษากุฎิวิหารศาลาอะไร รักษาถนนหนทางสะอาด นี่ท่านป่วยจนลุกไม่ขึ้นนะ ป่วยจนลุกไม่ขึ้นเนี่ย ท่านนอนอยู่ กระดิกตัวก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว ใกล้จะมรณภาพแล้ว พอถึงเวลากวาดวัดเนี่ย ท่านลุกขึ้นมาไม่ได้ ท่านกำหนดจิตของท่าน ท่านลูบข้างๆที่นอนของท่าน ท่านเคลื่อนไปได้แค่นี้แล้วนะ ท่านกำหนดจิต ว่าเนี่ยท่านกำลังทำข้อวัตรอยู่ กำลังทำความสะอาด สุดกำลังที่จะทำแล้วนะ ได้แค่นี้ แล้วยังรักษาข้อวัตรไว้เลย นี่วิริยะสูงนะ เนี่ยหลวงพ่อพุธเคยเล่าให้ฟัง โอ้โห บอกใจเด็ด

อย่างมีสมัยพุทธกาลก็มีนะ เป็นตัวอย่าง ท่านเดินจงกรม เดินจนเท้าแตก เดินไม่ได้ท่านคลาน คลานจนหัวเข่าแตก ไม่ทิ้งข้อวัตรนะ หัวเข่าแตกคลานไม่ได้ ท่านต้องลงไปนอน ท่านก็นอนพลิกซ้ายพลิกขวาไปเรื่อยนะ ถือว่ากำลังเดินจงกรมอยู่ เห็นมั่ยท่านไม่ยอมท้อถอยเลยนะ มีวิริยะมาก

ถ้าเป็นพวกเรา เดินจนเท้าแตก เราก็ไม่เอาแล้วเนอะ เท้าแตกไม่ได้เท้าของเราเจ็บนี่ ให้ไปคลานหัวเข่าแตก ยิ่งไม่เอาใหญ่ เดี๋ยวหัวเข่าด้านไม่สวย ไปโน่นซะอีก เนี่ยความเพียรนะ ถ้าเราตั้งใจทำ แล้วเราทำสม่ำเสมอ กำลังของความเพียรจะมากขึ้นๆ ถ้าเราท้อแท้หดหู่เมื่อไหร่ กำลังจะตก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย ๑๔
หลักสี่ กรุงเทพมหานคร
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๕๖
File: 560120.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๔๗ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการเจริญสติปัฏฐาน (๓) รู้ตามความเป็นจริง คือ เป็นไตรลักษณ์

mp 3 (for download) : หลักการเจริญสติปัฏฐาน (๓) รู้ตามความเป็นจริง คือ เป็นไตรลักษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ดูตามความเป็นจริงด้วย มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันถูกบีบคั้นตลอดเวลา มันบังคับไม่ได้ หรือมันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ ดูลงเป็นไตรลักษณ์ เรื่องนี้ก็พูดทุกครั้งที่เจอกัน ไปดูเอาเอง ไปฟังเอาเอง ถ้าเรารู้กายรู้ใจที่กำลังปรากฏในปัจจุบันนี่ ตามความเป็นจริงคือเป็นไตรลักษณ์ ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่ใช่จะเดินจงกรมก็บังคับจิตให้นิ่ง จะนั่งสมาธิก็บังคับจิตให้นิ่ง หรือเดินจงกรมก็ต้องวางมาดใช่ไหม ต้องเดินท่านี้ จะนั่งก็ต้องวางมาด ต้องนั่งในสง่างาม ถึงจะเป็นนักปฏิบัติ นั่งท่านี้ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ใช่เลยนะ อย่าเข้าใจผิด มันไม่ได้สำคัญอยู่ที่อิริยาบถอะไร กิริยาท่าทางอะไร มันสำคัญอยู่ที่คุณภาพของจิต ในการที่ไปรู้กายรู้ใจต่างหาก ถ้าเรารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงนะ ตีลังกาอยู่ก็ได้

ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งคือ หลวงพ่อพุธ เมื่อก่อนท่านเคยมาสอนที่นี่ หลวงพ่อพุธนี่แหละท่านสั่งไว้นะ ว่าอย่าทิ้งศาลาลุงชินนะ เราเลยต้องอดทนมาที่นี่นะ เพราะครูบาอาจารย์ท่านสั่งไว้ แต่ท่านไม่ได้บอกนะว่า ให้ไม่ทิ้งนานแค่ไหน (โยมหัวเราะ) นี่ดูไปนะ ดูลงความจริง ความจริงคือไตรลักษณ์ ดูกายดูใจ ดูเป็นไตรลักษณ์ ไม่ไปแทรกแซง ไม่ใช่เวลาจะเดินจงกรมก็ต้องวางมาด ค่อยๆ เดิน อะไรอย่างนี้ หรือจะนั่งสมาธิต้องวางฟอร์ม วางฟอร์มทางกายไม่พอ ต้องวางฟอร์มทางใจด้วย รู้สึกไหม ต้องทำใจให้ซึมก่อนถึงจะดี นึกออกไหม มันแกล้งทำทั้งหมดเลยนะ มันไม่ใช่การรู้ตามความเป็นจริง แต่มันเป็นการแกล้งทำ เพราะฉะนั้น อย่าไปดัดแปลงกาย อย่าไปดัดแปลงใจ เราต้องการรู้กายที่เป็นจริง รู้จิตใจที่เป็นจริง เราอย่าไปดัดแปลงเขา อย่าไปบังคับเขา อย่าไปแทรกแซง รู้กายรู้ใจอย่างที่มันกำลังเป็นอยู่จริงๆ นะ รู้ไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๕
File: 511116
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญปัญญา จิตไม่จำเป็นต้องสงบ

mp 3 (for download) : การเจริญปัญญา จิตไม่จำเป็นต้องสงบ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีคราวหนึ่งนะ หลวงพ่อไปนั่งคุย นั่งสนทนากับหลวงพ่อพุธ (ฐานิโย) ที่วัดป่าสาละวัน ท่านก็เทศน์โน้นเทศน์นี่ไปแล้วท่านก็บอกว่า จิตของท่านนั้นไม่สงบหรอก จิตของท่านนั้นเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานะ ท่านมีสติรู้ทันไปเรื่อย ท่านก็เล่าเรื่องพวกนี้บอกว่าอย่าไปนิ่งอยู่เฉยๆนะ ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงไป ฟุ้งซ่านก็ไม่ต้องกลัวมัน มีใจเป็นคนดูไว้ เห็นจิตมันฟุ้งซ๋านมันปรุงไป นั่นแหละเรียกว่าเจริญปัญญา

เนี่ยท่านเล่ามาถึงตอนนี้นะ หลวงปู่เหรียญ (วรลาโภ) ก็มาเยี่ยมพอดีเลย หลวงปู่เหรียญเข้ามาปุ๊บ หลวงพ่อพุธทีแรกก็นั่งอยู่บนตั่ง ย้ายจากตั่งนะลงมานั่งกับพื้น มีผ้าแบบนี้ปู หลวงปู่เหรียญก็ขึ้นนั่งแทน นี่เขามีซีเนียริตีนะ หลวงปู่เหรียญอาวุโส(พรรษา)กว่า หลวงปู่เหรียญขึ้นไปนั่ง ยิ้มหวาน หลวงปู่เหรียญยิ้มหวานออก ใครเคยเจอท่านบ้าง ไม่เคยเจอเหรอ น่าสงสารจัง

หลวงพ่อพุธก็ชวนคุย หลวงปู่ครับขอโอกาส จิตของผมไม่สงบเลย นี่..เปิดฉากนะ เปิดฉากกับหลวงปู่เหรียญ หลวงปู่ครับ จิตของผมไม่สงบเลย หลวงปู่เหรียญหันขวั่บมามอง อ้าวภาวนาไม่เป็นล่ะสิ ไม่สงบ… พูดกันคนละระดับ

คือพระภาวนานะ ในขั้นของการเดินปัญญาเนี่ย เป็นส่วนหนึ่งนะ ขั้นผลของการเดินปัญญาเนี่ย จิตมันสงบ มีความสุขมีความสงบ คนละขั้น ท่านพูดธรรมะคนละระดับกัน หลวงปู่เหรียญไม่นึกว่าหลวงพ่อพุธกำลังสอนโยมเรื่องการเดินปัญญาอยู่ ก็เลยอุทาน “อ้าว ภาวนาไม่เป็นล่ะสิ”

ดีนะ ครูบาอาจารย์ท่านน่ารัก ท่านไม่เถียง ท่านกราบปลกๆนะ ถ้าประเภทกิเลสหนาแล้วล่ะก็ ลุกขึ้นเถียง(ว่า) ภาวนาเป็นต่างหากล่ะ จิตถึงไม่สงบ ท่านถูกกันทั้งคู่นะ ถูกคนละจุด ช่วงที่เราต่อสู้เนี่ย เราทำความสงบเป็นคราวๆ พอให้จิตมีเรี่ยวมีแรง แล้วเราก็ต้องให้จิตมันเดินปัญญา ออกไปดูกายออกไปดูใจ ช่วงที่ออกไปรู้ความจริงของกายของใจเนี่ย จิตไม่นิ่งหรอก แต่จิตตั้งมั่นเป็นคนดู จิตไม่ได้สงบแต่จิตตั้งมั่น หลวงพ่อพุธท่านจะพูดถึงตัวนี้

แต่เมื่อเราภาวนาจนมันแจ้งในธาตุในขันธ์ มันวางธาตุวางขันธ์นะ เข้าไปสัมผัสพระนิพพาน พระนิพพานเป็นความสงบอย่างยิ่งเลย เพราะฉะนั้นจิตจะเข้าถึงความสุขความสงบอย่างยิ่ง พระนิพพานเป็นบรมสุข พระนิพพานเป็นสันติ สงบอย่างยิ่ง

งั้นธรรมะมีขั้นมีตอนของมันนะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งหาความสุข ช่วงนี้ให้รู้ทุกข์ให้มาก จนใจมันแจ้งในความจริงของกายของใจ มันวางกายวางใจแล้ว มันมีความสุขมันมีความสงบที่ไม่มีอะไรเหมือนเลย ความสุขในโลกนะกลายเป็นของหลอกๆ


CD: บ้านเนินแสนสุข จ.ชลบุรี วันพุธที่ ๘ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕
File: 550808.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ต้องปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ

mp 3 (for download) : ต้องปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไปส่งการบ้านครูบาอาจารย์นะ พวกพระชอบมาฟัง บางทีมีชีมาฟังด้วย เมื่อก่อนเดินเข้าวัดป่าสาละวัน ไปหาหลวงพ่อพุธนะ จะผ่าน มีกุฎิแม่ชีอยู่หลังหนึ่ง พอแกเห็นเราเท่านั้นแหละ แกคว้าสมุดโน้ตมาเลย รีบมาเลย รีบจ้ำๆๆ มานั่งฟัง บางทีพระก็ฟัง

ไปหาหลวงปูเทสก์นะ บางที เข้าไปกราบท่านนะ โยมเข้าไปวันหนึ่งเป็นร้อย ในมณฑปที่ท่านอยู่ พระอุปัฏฐากจะให้หลวงพ่อนั่งข้างๆท่านก่อน นั่งหลบๆมุมๆก่อน เอ้า..โยมคณะที่หนึ่ง ถวายของ คณะที่สองถวาย สาม สี่ ห้า เอ้าหมดทุกคณะแล้ว หลวงปู่จะให้พร รับพร เอ้า หลวงปู่จะพักผ่อน เชิญโยมกลับ เนี่ยใช้เวลาไม่นานนะ สิบกว่านาที คนเป็นร้อยๆนะ กลับไปหมด พระปิดประตูเลย หลวงพ่อก็จะอยู่กับหลวงปู่ ทีนี้พระจะมานั่งฟัง คราวหนึ่งอาจารย์อินทร์ถวายยังเคยมานั่งฟัง

เสร็จแล้วพอ พูดกับหลวงปู่เสร็จนะ ออกมาข้างนอก บางทีพระมาตามมา พระถาม โยมทำได้ยังไง โยมปฏิบัติยังไง พระทำตั้งสิบปี ยี่สิบปี ไม่ได้นะ ก็บอกว่า ผมทำตลอดเลย ผมไม่เคยหยุด ทำตั้งแต่ตื่นน่ะ ทำตั้งแต่ตื่นไม่มีเถลไถลเลยนะ ไม่ใช่ว่าห่างไกลครูบาอาจารย์แล้วไม่ภาวนา เวลา พอถึงเวลามาหาครูบาอาจารย์ มาปั่นการบ้านหน้าวัดแบบคนยุคนี้ ไม่มีหรอกนะ มาปั่นกันอยู่แถวนี้แหละ ผ่านโค้งดารามาแล้วมาปั่นกันใหญ่ บางคนมาลอกการบ้านเพื่อน มาฟังๆเขาว่าถามยังไงแล้วหลวงพ่อชม ก็ลอกแบบกัน หลวงพ่อไม่มี(ไม่เคยทำ)อย่างนั้นนะ

หลวงพ่อทำการบ้านจริงๆ ดูของเรา ดูทุกวัน ทุกวัน ทุกวันะ ไม่มีใครควบคุมหรอก ดูเอา จึงได้ผล เพราะฉะนั้นถึงรู้เลยว่าการภาวนาเนี่ยนะ ความฉลาดปราชญ์เปรื่อง ไบรต์ รู้ปริยัติเยอะ อะไรอย่างนี้ ช่วยอะไรไม่ได้ คิดมากช่วยอะไรไม่ได้ พวกนี้มีแต่ถ่วง เจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจ ตั้งแต่ตื่นเลย ตั้งแต่ตื่นจนหลับไปเลย จนชำนิชำนาญนะ นอนหลับไปแล้วนี่ พลิกซ้ายพลิกขวา รู้ตัวทั้งคืนเลย รู้สึกหมดเลย จิตจะขยบเขยื้อน รู้หมดเลย ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น ฝึกของเราไปเรื่อยๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๔
File: 510801.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ

mp3 for download : เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ

เดินปัญญาได้แล้วอย่าทิ้งสมถะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีอยู่คราวหนึ่ง ภาวนา มันเห็นสภาวะอยู่กลางหน้าอกนี่ มันไหวยิบยับๆ ใครเคยเห็น ไหวยิบยับในหน้าอก ยกมือสิๆ มีเยอะเหมือนกัน มันไหวยิบยับๆนี่น่ะ ดูแล้วไม่หาย อย่างถ้าความโลภความโกรธความหลงเกิดขึ้นมา ดูป๊บหายปั๊บ รู้สึกมั้ย โกรธขึ้นมาพอรู้ทันนั้นก็หาย โลภมารู้ทันมันหาย ไอ้ไหวยิบยับไม่ยอมหาย ไม่หาย ดูอยู่อย่างนั้นนะดู เสร็จแล้วสติมันไปจ่อมันไปดูอยู่ ดูอยู่เป็นเดือนเลย กลางวันก็ดู กลางคืนก็ดู ไม่ยอม(หยุด)เลย มันจะดูของมันตลอดเวลา เพราะมันสงสัยว่าตัวนี้มันคืออะไร

มันไหวยิบยับๆยิบยับๆขึ้นมาอยู่เดือนหนึ่งได้ โอ๊ยทุกข์มากเลย มันเหนื่อยแสนสาหัส เหนื่อยหนักเลย เอ๊… เราจะทำอย่างไรดี เราไม่ผ่านตัวนี้น้อ.. ไปถามครูบาอาจารย์ดีกว่า ไปหาหลวงพ่อพุธ ตอนนั้นท่านกำลังมีงาน เรียกว่างานบูรพาจารย์ ๑ – ๓ ธันวาคม ใช่มั้ย ชักจะจำไม่ได้แล้ว ไม่ได้ไปหลายปี ก็มีโยมมีพระมาเต็มวัดเลย ทีนี้หลวงพ่อไปแต่เช้าเลย หลวงพ่อพุธท่านยังไม่ได้ออกไปเทศน์ ก็ไปเล่าให้ท่านฟัง ว่ามันไหวอย่างนี้ จะทำอย่างไรครับ ทรมานมากเลย เห็นอยู่เดือนหนึ่งแล้ว

พวกเรา สมมุติ พวกเราดูหนังเรื่องเดิม ๑ เดือน ทุกข์หรือไม่ทุกข์ล่ะ ฟังเพลงประโยคเดียว ๑ เดือน ทุกข์มั้ยล่ะ ประโยคเดียว เนี่ยมันเห็นไหวยิบยับๆ ทู้ก..ทุกข์ บอกหลวงพ่อพุธว่าเนี่ยผมจะทำยังไงดี แต่เดิมสภาวะอะไรเกิดขึ้น ผมดูปุ๊บขาดหมดเลย นี้ไม่ขาด หลวงพ่อพุธบอกว่าการภาวนานี้ เมื่อถึงขั้นละเอียดนะ มันเหลือแต่ยิบยับๆ ยิบยับๆ ท่านว่าอย่างนี้ มันเหลือแต่ยิบยับๆให้ดูไปนะ ดูไป เนี่ยไม่มีทางปฏิบัติอื่นหรอก มันเป็นความปรุงละเอียด จิตมันปรุงละเอียด

ท่านพยายามสอนนะ ใจเราไม่ลง เฮ่อ.. ก็ปรุงละเอียดน่ะครับ แล้วทำอย่างไรจะผ่าน ใจมันไม่ลงแต่ไม่พูดนะ แต่ท่านรู้ว่าใจเรายังติดอยู่ นี่น่ะครูบาอาจารย์ท่านรู้หรอก ใจเรายังข้องนะ ใจเรายังติดอยู่ ท่านก็พยายามอธิบายใหญ่นะ วนไปวนมา ซ้ำไปซ้ำมา จะให้จิตเราคลายออก มันไม่คลาย สักครึ่งชั่วโมงแล้วพระมาตาม บอกว่าได้เวลาแล้ว คนเขารออยู่เต็มศาลาเลย ท่านบอกว่า เอาไว้ก่อนๆ อันนั้นไปเทศน์ตามธรรมเนียม ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก ตรงนี้สำคัญ ต้องแก้กรรมฐานก่อน นี่นะท่านพยายามแก้ให้หลวงพ่อนะ เกือบชั่วโมง ไม่ตกนะ แก้ไม่ตกนะ ในที่สุดเราก็ต้องบอกท่านว่า หลวงพ่อเหนื่อยเต็มทีแล้วครับ นิมนต์หลวงพ่อไปเทศน์เถอะ เดี๋ยวผมค่อยไปหาทางจัดการเอาเอง สงสารท่านนะ แล้วเราก็ชักกลัวด้วย เขามาตามหลายรอบแล้ว เขาก็ชักตาขวางๆแล้ว

เสร็จแล้วกลับมาบ้าน แก้ไม่ตก เขียนจดหมายไปถามอาจารย์มหาบัว สมัยโน้นท่านยังตอบจดหมายอยู่ คนยังไม่ยุ่งกับท่านมาก ตอนนั้น เขียนไปถามท่านว่า มันยิบยับอย่างนี้ทำยังไง แล้วท่านก็ตอบมานะ ให้หนังสือธรรมเตรียมพร้อมมา บอกว่าเราเพิ่งไปทำตาใหม่ เราเขียนจดหมายยาวไม่ได้ ให้ไปอ่านเอาเอง โอ้โห..เล่มเบ้อเริ่มเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านให้มานะ เอาหนังสือลงวางนะ บนโต๊ะกราบเลย กราบท่านเลย ไหนๆท่านก็ให้มาแล้ว ลองดูสักหน้าสองหน้าก็แล้วกัน พลิกออกมานะ กลางๆเล่มนะ ตอบเเรื่องนี้เป๊ะเลย ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรอก พอดีมือมันไปเปิดหน้านี้เข้า

ท่านก็บอกเหมือนที่หลวงพ่อพุธบอกเปิ๊ยบเลย การภาวนาพอถึงขั้นละเอียดจะเหลือแต่ยิบยับๆ แก้ไม่ตกน่ะ แก้ไม่ตก ตายแล้ว อาจารย์มหาบัวบอกมา ก็เหมือนที่หลวงพ่อพุธบอกนะ นี่ คิดอย่างนี้ ทำอย่างไรดี มันมีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย บอกจิต บอกกับจิตนะ หยุดซะ วันนี้อย่าดูมัน วันนี้อย่าดูมันเลยนะ ไปดูของอื่นนะ ไปดูหนังฟังเพลงก็ได้นะ ทำอะไรก็ได้ ให้มันไปที่อื่น อย่ามาดูอยู่ตรงนี้ กลางหน้าอกนี่ สั่งมันอย่างนี้ มันไม่ยอมนะ เปิดทีวีดูนะ มันก็เห็นไอ้นี่ยิบยับๆอยู่อย่างนั้นนะ แก้อย่างไรก็ไม่ตกน่ะ

ไปยืนรอรถเมล์อยู่ จะไปทำงาน ผู้คนก็เยอะแยะเลย ที่ป้ายรถเมล์ เพื่อนร่วมทางเยอะนะ เรียกว่าเพื่อนร่วมทุกข์ ไปรอรถเมล์อยู่ บอกมัน เลิกดูเหอะๆ มันไม่เลิก นึกขึ้นได้เอ๊ะเราไม่ได้ทำสมถะมานานแล้ว ทำเสียหน่อย พอเดินปัญญานี่นะ เป็นจุดอ่อนนะ พวกเราเป็นกันทุกคนน่ะ พอเดินปัญญาได้แล้วชอบทิ้งสมถะไปเลยนะ ไม่ทิ้ง ต้องไม่ทิ้ง เอาละวันนี้ทำสมถะเสียที หายใจเข้าพุทหายใจออกโธนับหนึ่งเข้าพุทออกโธนับสองอย่างนี้ นับไปๆได้ ๒๘ ครั้งนะ หายใจเข้าออกได้ ๒๘ ที จิตมันรวมลงมาปุ๊บ รวมลงไปนะ มันได้พักนิดนึงนะ พอมันถอนขึ้นมานะ ไอ้ยิบยับนะขาดไปนะ หายไป จิตหลุดออกไปจากไอ้ยิบยับ แต่ยิบยับมีอยู่นะ จะปรุงไปเรื่อยแหละนะ ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์มันปรุงอีก แต่จิตมันถอนออก มันไม่เข้าไปเพ่งไปเกาะมันนิ่งๆอยู่ตรงนั้น

เนี่ยดูจิตนะ สั่งมันไม่ได้หรอก สั่งมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราภาวนานะ จับหลัก ทำความสงบเป็นช่วงๆไป แล้วก็ดูมันทำงานไป เป็นระยะๆ ระยะไป สลับไปสลับมา แล้วจิตจะได้มีเรี่ยวมีแรง เป็นของสั่งไม่ได้ห้ามไม่ได้บังคับไม่ได้ มันทำงานของมันได้เอง มันจะไปยิบยับ มันก็ยิบยับเอง มันจะไปดูยิบยับมันก็ไปดูของมันเอง ทำไม่ได้สักอย่าง เนี่ยเราค่อยฝึกๆนะ ค่อยหัดไป

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: ๓๙
File: 540226A
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ

mp 3 (for download) : เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ

เจริญปัญญาได้แล้ว ก็อย่าทิ้งสมาธิ

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีช่วงหนึ่งนะ มันเห็นแต่สภาวะ เห็นทั้งวันเห็นทั้งคืน ไหวยิบแย็บๆๆ ทั้งหลับทั้งตื่น เห็นอยู่อย่างนั้น ยิบแย็บๆ เหนื่อย เหนื่อยมากเลยก็นึก วันนี้ขอไม่ภาวนาสักวันเถอะ ขอไม่ดู ขอไม่ดูก็ไม่ได้ เพราะสติเป็นอัตโนมัติ ทำอย่างไรก็ไม่หาย ทำอย่างไรก็ผ่านตรงนี้ไม่ได้นะ เหนื่อยมากเลย เครียด

วิ่งไปหาหลวงพ่อพุธ จำได้เลย ไปวันบูรพาจารย์ คนเต็มวัดเลย พระก็คอยมาเร่ง บอกหลวงพ่อ เขาพร้อมกันแล้ว ให้หลวงพ่อไปเทศน์ที่ศาลา หลวงพ่อบอกว่า ยังๆ ต้องแก้ตรงนี้ก่อน ตรงนี้สำคัญ นั่งแก้กรรมฐานให้หลวงพ่ออยู่ชั่วโมงหนึ่ง เหนื่อยมากเลยนะ เราก็เหนื่อย ท่านก็เหนื่อย ใจมันไม่ลง

ท่านบอกว่า เมื่อภาวนาไปถึงขั้นละเอียดเนี่ย มันเห็นแต่สภาวะยิบยับๆนี้แหละ ให้สักว่ารู้สักว่าเห็นไป เราก็รู้นะ ฟังท่านพูด ก็รู้แต่ทฤษฎีนะ ใจมันไม่ยอม มันเหนื่อย แต่สุดท้ายก็ต้องบอกท่าน นิมนต์หลวงพ่อไปเทศน์ที่ศาลาเถอะ คนรออยู่นานแล้ว ทั้งพระ ทั้งโยม เราก็กลับมา ไม่รู้จะทำอย่างไรนะ

เขียนจดหมายไปหา อาจารย์มหาบัว แต่ก่อนเรียกท่านว่า ท่านอาจารย์พระมหาบัว ไม่ได้ไปเรียกท่านว่าหลวงตาบัวนะ เขียนจดหมายไปถึงท่านอาจารย์พระมหาบัว เรียนท่านว่าสภาวะเป็นอย่างนี้ๆ ธรรมดาเขียนไปท่านจะเขียนตอบมา สอนกรรมฐานให้เราทางจดหมาย คราวนั้นท่านตอบมาสั้นๆ บอกว่า เราเพิ่งไปผ่าตามา เขียนจดหมายยาวไม่ได้ เอาหนังสือไปอ่านเอง ส่งหนังสือธรรมเตรียมพร้อมมาให้เล่มหนึ่ง เบ้อเริ่มเลย เห็นแล้วท้อใจ เราไม่ชอบอ่านหนังสือ เราน่ะสงสัยอยู่จุดเล็กนิดเดียวนะ เอาหนังสือมาให้เราเล่มใหญ่ ท่านให้มาแล้วก็ยกมือไหว้นะ กราบท่าน ยกมือไหว้ หยิบหนังสือมาเปิด พลัวะ หน้านั้นเลยที่เปิดออกมา เรื่องภาวะที่ยิบยับๆนี่แหละ มาอ่านดูก็เหมือนที่หลวงพ่อพุธบอกหมดนะ ใจไม่ลงอีกละ กลุ้มใจ

เสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นไปทำงาน ไปขึ้นรถเมล์ ตอนรอรถเมล์เนี่ย โอ้… เหนื่อยเต็มประดาแล้ว วันนี้ขอพักดีกว่า ทำสมถะดีกว่า หายใจเข้าพุทธ.. หายใจออกโธ.. นับหนึ่งนะ นับไปถึง ๒๘ จิตก็รวมเข้ามานะ พอจิตถอยออกมานะ สภาวะนี้ขาดสะบั้นเลย เรารู้เลยว่า เราเจริญแต่ปัญญา เราทิ้งสมาธิ นี่ก็โง่อีกแบบหนึ่ง

เห็นมั้ยวันนี้เล่าแต่เรื่องโง่ๆของหลวงพ่อ เห็นมั้ย โง่ไปติดสมาธิ โง่ไปหาจิต โง่ไปแก้อาการของจิต นี่เรื่องโง่ๆทั้งนั้นเลย นี่โง่ทิ้งสมาธิไป ทิ้งสมถะ เพราะฉะนั้นสมถะก็ทิ้งไม่ได้นะ แต่ทำสมถะอย่างเดียวก็ไม่บรรลุ มรรค ผล นิพพาน คนละเรื่องกันเลย แต่ไม่มีสมถะเลยก็ไม่มีเรี่ยวมีแรง เหมือนมีมีดทื่อๆ ฟันอะไรก็ไม่เข้า เพราะฉะนั้นเราต้องมีความสงบเป็นช่วงๆไป เพียงแต่สงบแล้วต้องออกมารู้กาย สงบแล้วต้องออกมารู้ใจ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หลังฉันเช้า


CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๒
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด

mp 3 (for download) : สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด

สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตรงที่เราบอกว่าเราฟังธรรมเข้าใจเนี่ย   ความจริงไม่ได้เข้าใจด้วยการฟัง แต่เข้าใจด้วยการคิดเอาเอง การคิดเอาเองของเราเนี่ย  คิดถูกก็ได้  คิดผิดก็ได้ งั้นธรรมที่ฟัง ๆ เอานะยังใช้ไม่ได้ ฟังเอาพอเป็นแนว เพื่อจะมารู้กาย รู้ใจ  ศัตรูของการรู้กาย รู้ใจ  เบอร์หนึ่งเลยคือการที่เราหลงไปอยู่ในโลกของความคิด ลืมกาย ลืมใจที่เป็นปัจจุบัน รู้สึกไหม ขณะที่เราคิดไปเนี่ย เรานั่งอยู่เราก็ลืมไป จิตใจเราเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกุศล อกุศล เราก็ไม่รู้ นึกออกไหม   เนี่ยอย่างขณะนี้ลืมกาย ลืมใจแล้ว ตรงที่ไหลแว๊บไป

เพราะฉะนั้นตราบใดที่คุณยังคิดไม่เลิกนะ  คุณไม่ได้ทำวิปัสสนาแน่นอน แล้วมันเป็นศัตรูด้วย   หลวงพ่อเลยไม่ส่งเสริมให้มานั่งคิดนั่งถามนะ ที่สงสัยได้เพราะคิดมาก   คิดมากก็สงสัยมาก สงสัยแล้วอยากถาม ถามไปแล้วก็จำเอาไว้แล้วหรือเอาไปคิดต่อ นะ มันจะเวียนไปอย่างนี้เรื่อย ๆ  วิปัสสนาจริง ๆ ไม่ใช่การคิด วิปัสสนาจริงๆ ในอภิธรรมสอนนะเริ่มจากตัวอุทยัพพยญาณ อุทยัพพยญาณเนี่ยมันเห็นความเกิดดับของรูปนามนะ แล้วระบุไว้ด้วยว่า ต้องพ้นจากความคิดด้วย ถ้ายังเห็นไตรลักษณ์ด้วยการคิดเอา เช่นคิดเอาว่าจิตตะกี้กับจิตเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนกัน เนี่ยแสดงว่าเป็นไตรลักษณ์ นี่ได้แค่สัมมสนญาณ ยังไม่ขึ้นวิปัสสนา เพราะฉะนั้นยังตราบใดที่ยังคิดอยู่ไม่ใช่วิปัสสนา

หลวงพ่อพุธเคยสอนนะบอกว่า “สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด” ความคิดเนี่ยคือศัตรูเบอร์หนึ่งเลย   มันทำให้เราลืมกายลืมใจตัวเอง ส่วนศัตรูเบอร์สองคือการที่บังคับกาย บังคับใจ นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยคือนักบังคับกาย บังคับใจ   เพ่งเอา ๆ นะ กำหนดเอา ๆ กายก็ทื่อ ๆ ใจก็ทื่อ ๆ  ถ้าเราบังคับกาย บังคับใจ จนมันทื่อ ๆ ไปแล้วไตรลักษณ์มันจะไปอยู่ที่ไหน มันไม่แสดงตัวขึ้นมา

ศัตรูของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอันแรก  หลงไป เผลอไป ขาดสติ ลืมเนื้อ ลืมตัว ตามใจกิเลสไปนี้เรียกว่า  อกุศลาภิสังขารมั่ง   อปุญญาภิสังขารมั่ง   เรียกว่า  กามสุขัลลิกานุโยคบ้าง มีหลายชื่อ

ศัตรูหมายเลขสองคือการเพ่งกาย เพ่งใจ บังคับกาย บังคับใจ กำหนดกาย กำหนดใจ ควบคุมไว้ ทำกายทำใจให้ลำบากอันนี้เรียกว่า  ปุญญาภิสังขาร  ความปรุงแต่งฝ่ายที่เป็นบุญ  เรียกว่า กุศลาภิสังขาร ความปรุงแต่งที่เป็นกุศลเรียกว่า  อัตตกิลมถานุโยค  การบังคับตัวเอง

เนี่ยสองทางนี้แหละเป็นทางสุดโต่งสองด้านที่พระพุทธเจ้าห้าม ถ้าเรายังไปทำส่วนใหญ่ไปทำอย่างนั้นเองคือไปเพ่งเอา กำหนดเอา ใจแข็ง  ทื่อ ๆ จ้องเอาไว้ ๆ นั่นไม่ใช่การเจริญสติ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑๖
Track: ๖
File: 491106.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่