Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ก้าวข้ามสภาวะ

ก้าวข้ามสภาวะ

ถาม : ช่วงหลัง ๆ 3-4 เดือนนี้   เกิดถีนมิทธะ  ความคิดฟุ้งซ่าน  ความขุ่นรุ่มร้อนในใจเกิดสลับกับอารมร์อื่น  แต่ 3 ตัวดังกล่าวเกิดเด่นและบ่อยเป็นพิเศษ  ทั้งนี้ได้ดูลงไปถึงความพอใจและไม่พอใจด้วย   แต่เกิดมานาน ไม่สามารถก้าวข้ามสภาวะดังกล่าวไปได้  ไม่ทราบว่าปฏิบัติผิดพลาดตรงไหนคะ ?

ตอบ : ยังไม่ได้หรอกครับ ถ้าเห็นแล้วจิตยังไม่ชอบ ยังอยากข้ามให้ได้
ต้องหัดดูไปจนกว่าเห็นแล้ว จิตเป็นกลาง แค่รู้แค่ดูได้จริงๆ ครับ

อีกอย่างคือ เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะก้าวข้ามสภาวะแบบนี้หรอกนะครับ
เพราะแม้จะข้ามตอนนี้ไปได้ ก็ยังสามารถเกิดได้อีกตามเหตุตามปัจจัย
ที่เราต้องหัดคือ หัดรู้ไปเท่านั้น รู้แล้วสภาวะเหล่านี้จะดับหรือไม่ก็ได้
หัดรู้ไปจนเห็นว่า สภาวะเหล่านี้ก็ไม่เที่ยง เกิดดับไปตามเหตุปัจจัย
ไม่เป็นไปตามที่เรานึกอยากให้เป็นหรอกครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ควรดึงจิตออกจากสภาวะที่เป็นอกุศลหรือไม่ ?

ควรดึงจิตออกจากสภาวะที่เป็นอกุศลหรือไม่ ?

ถาม : ผมสังเกตุว่าเมื่อจิตมีกิเลสเช่น โลภ โกรธ หลง ครอบไปแล้ว ไม่ควรเอาอารมณ์พวกนี้มาภาวนา ให้มีสติแล้วดึงออกจากสภาวะให้เร็วที่สุด เพราะถ้าไปรู้ไปดูนอกจากไม่หายแล้วยังหนักกว่าเดิมอีกเพราะจิตจะพยายามกดสภาวะไว้ และเคยได้ยินว่าจิตที่มีอกุศลคุณภาพจะไม่สามารถปฏิบัติภาวนาได้ ตรงนี้เข้าใจถูกไหมครับ ?

ตอบ : การดึงจิตออกมา ไม่ถูกตามหลักการหัดรู้สภาวะแล้วครับ
เพราะตรงที่ไปคึงจิตออกมา คือการทิ้งการรู้สภาวธรรมตามที่เป็นจริงไปแล้ว
การหัดรู้สภาวะนั้น แม้จะเกิดสภาวะที่เป็นอกุศล เราก็ต้องหัดดูสภาวะที่เป็นอกุศลด้วย
ไม่ใช่ว่าคอยจะปัดอกุศลทิ้ง ไม่ใช่ว่าคอยจะดึงจิตออกมาจากอกุศล
การหัดดูสภาวะอกุศลนั้น จะทำให้เกิดปัญญาเห็นว่า อกุศลก็ไม่เที่ยง
แต่ถ้าปฏิเสธอกุศลไม่ยอมดูเพราะเข้าใจผิดว่า ถ้าเกิดอกุศลแล้วภาวนาไม่ได้นั้น
จะกลายเป็นความไม่เป็นกลาง ไปหลงยินดีพอใจกุศล ยินร้ายอกุศล
เมื่อไม่เป็นกลางก็เจริญปัญญาไม่ได้ครับ

ส่วนที่หัดดูอกุศลแล้ว มันไม่หาย อันนี้ก็ยังเข้าใจหลักผิดไป
เพราะเราไม่ได้หัดดูสภาวะเพื่อให้มันหายไป
แต่เราหัดดูเพื่อให้เห็นว่ามันเป็นไตรลักษณ์
การที่มันยังไม่ดับก็เพราะยังมีเหตุปัจจัยอยู่
ส่วนเราเองพอมันไม่ดับก็หลงไปอยากให้ดับ
แต่ไม่รู้เท่าทันความอยาก
ก็เลยยิ่งหลงไปกดบ้าง หลงดึงจิตออกมาบ้าง
การทำอะไรเพื่อหวังให้สภาวะดับ จะไม่ใช่การเจริญวิปัสสนานะครับ
แต่ถ้าอกุศลรุนแรงเกินกว่าจะทำวิปัสสนาได้
นั้นแหละจึงควรทำจิตให้สงบทำให้อกุศลเบาบางลงก่อน

เพราะฉะนั้นต้องแยกให้ออกว่า
ขณะใดจำเป็นต้องทำสมถะ
ขณะใดไม่จำต้องทำสมถะ และควรเจริญวิปัสสนาต่อไป
หากแยกไม่ออกก็จะพลาดไปแบบคำถาม (ที่ถามมา – ผู้เรียบเรียง) นั่นแหละครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีการเริ่มต้นภาวนาของผู้มาใหม่

mp3 for download : วิธีการเริ่มต้นภาวนาของผู้มาใหม่

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ธรรมะนะ ฟังด้วยการเปิดใจกว้างๆ ทำใจสบายๆ ถ้าฟังด้วยใจที่ปิดกั้นตัวเอง ก็เรียนอะไรใหม่ๆยาก ฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง ฟังไปก่อน แล้วค่อยเอาไปพิจารณาดู ไปลองทำดู ยังไม่ต้องเชื่อนะ เชื่อง่ายไม่ฉลาด แต่ถ้าฟังอะไรแล้วไม่เชื่อเลยก็ไม่ฉลาด ใครเขาพูดอะไรให้ฟังพูดธรรมะ หลวงพ่อพูดธรรมะให้ฟัง ก็ฟังไว้ก่อน แล้วเอาไปลองทำดู ทำแล้วเห็นผลอย่างไรนะ เรารู้ด้วยตัวของเราเอง อย่างนี้ค่อยเรียกว่าฉลาดหน่อย ถ้าพูดอะไรแล้วก็เชื่อตลอดเลยก็ไม่ฉลาดหรอก กลายเป็นคนงมงาย ขาดปัญญา พูดอะไรแล้วก็ไม่เชื่อเลย ก็ไม่ฉลาดนะ ฟุ้งซ่าน

เพราะฉะนั้นฟังไว้แล้วเอาไปลองปฏิบัติ ลองดูสิว่าเราจะเจริญสติ เราจะหัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ จนสติที่แท้จริงเกิดขึ้นมา พอสติที่แท้จริงเกิดขึ้นมาแล้วลองดูสิ จิตมันจะเป็นอย่างไร มันเป็นกุศลหรือมันเป็นอกุศล จิตทีเป็นกุศลเป็นอย่างไร จิตที่เป็นอกุศลเป็นอย่างไร ลองดูของเราเอง

เบื้องต้นก็หัดรู้สภาวะไป ลองดู ร่างกายหายใจออกคอยรู้สึก ร่างกายหายใจเข้าคอยรู้สึก ร่างกายยืน ร่างกายเดิน ร่างกายนั่ง ร่างกายนอน คอยรู้สึกไปนะ ร่างกายมีความสุขมีความทุกข์ ก็คอยรู้สึก จิตใจมีความสุขมีความทุกข์ จิตใจเฉยๆ ก็คอยรู้สึก มีเฉยๆเกินขึ้นมาอีกอันหนึ่งนะ จิตใจจะมีราคะหรือไม่มี มีโทสะหรือไม่มี มีโมหะหรือไม่มี ฟุ้งซ่านหรือหดหู่ คอยดูเรื่อยๆไปนะ หัดรู้จักสภาวะแต่ละอย่างๆที่เกิดขึ้นในกายในใจเรื่อยๆไป

ลองไปทำดูนะ แล้วดูสิ หัดรู้สภาวะอย่างนี้แล้วสติจะเกิดหรือไม่เกิด ถ้าหัดรู้สภาวะแล้วสติไม่เกิดนะ ก็หลวงพ่อปราโมทย์โกหกหลอกลวง ถ้าหัดรู้สภาวะสักเดือนหนึ่ง อย่าไปคิดเอานะ ให้รู้สภาวะไม่ใช่ให้คิดเรื่องสภาวะ แล้วก็ไม่ได้ให้เพ่งสภาวะ ไม่ใช่ไปเพ่งร่างกาย เพ่งลมหายใจ เพ่งมือ เพ่งเท้า เพ่งท้อง ให้แค่รู้สึกอยู่ในกาย รู้สึกอยู่ในใจ คอยรู้สึกตัวบ่อยๆ ต่อไปสติมันจะเกิดได้เอง นี่คำท้าพิสูจน์ข้อที่ ๑ ไปหัดรู้สภาวะดูสิว่าสติจะเกิดหรือไม่เกิดนะ

พอสติเกิดแล้วนะ หัดรู้ต่อไปอีก ดูไป ดูด้วยใจที่เป็นกลาง ใจที่เป็นกลางก็คือ ก่อนจะรู้ ไม่ใช่อยากรู้ ให้สภาวะเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรู้เอา ระหว่างรู้ไม่ถลำลงไปรู้นะ รู้อยู่ห่างๆ เหมือนเรายืนอยู่บนตลิ่ง บนริมแม่น้ำ เราเห็นอะไรต่ออะไรไหลผ่านไปในแม่น้ำ เราดูอยู่ห่างๆ เราอย่ากระโดดลงไปในแม่น้ำ

รู้แล้วก็ไม่เข้าไปแทรกแซงนะ เช่น พอเราเห็นสาวสวยขึ้นมา เราไม่ต้องพยายามจะไม่เห็น เพราะตามันมองเห็น ตามันมองเห็นเราก็รู้นะ พอรู้แล้วจิตเกิดราคะขึ้นมา เห็นสาวสวยเห็นหนุ่มหล่อ จิตเกิดราคะขึ้นมาก็ให้คอยรู้ ไปหัดรู้อย่างนี้เรื่อยๆ อย่าเข้าไปแทรกแซง ไม่ใช่ว่าพอจิตมีราคะขึ้นมาก็หาทางแก้ไข จิตมีโทสะก็หาทางแก้ไข อันนั้นไม่เรียกว่า “รู้ด้วยความเป็นกลาง” แต่เป็นการรู้แล้วยังเข้าไปแทรกแซง เรารู้แล้วจบลงที่รู้ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซงนะ เนี่ยพอเรามีสติเกิดแล้วเราก็รู้อันโน้นรู้อันนี้ไป

วิธีรู้ก็คือ รอให้สภาวะเกิดก่อนแล้วค่อยรู้นะ อย่าอยากรู้ อย่าเที่ยวแสวงหาว่าจะดูอะไรดี ให้สติมันระลึกเอง ระหว่างรู้อย่ากระโดดลงไป อย่าถลำลงไปจ้อง ถ้าถลำลงไปมันจะจ้อง มันเป็นการเพ่ง พอรู้แล้วนะ ไม่เข้าไปแทรกแซง อะไรจะเกิดขึ้น จะเป็นความสุขหรือเป็นความทุกข์ จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ให้รู้ไปเรื่อยๆด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ใช่ว่าพอความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ กุศลเกิดขึ้นก็อยากให้อยู่นาน หรือพอใจอยากให้เยอะกว่านี้อีก อกุศลเกิดขึ้นอยากให้หายไป ความทุกข์เกิดขึ้นอยากให้ดับไปเร็วๆ อะไรอย่างนี้ อย่างนี้เรียกว่าไม่เป็นกลาง

ถ้าเราไม่เป็นกลางเมื่อไหร่เราจะเข้าไปแทรกแซงนะ เราไม่ได้รู้ตามความเป็นจริงแล้ว แต่จะรู้ไปแล้วก็เข้าไปแทรกแซง เห็นความทุกข์เกิดขึ้นมา พอรู้ว่ามันทุกข์นะ ก็หาทางทำอย่างไรจะให้หาย ภาวนาอยู่ ภาวนายังไม่เป็น ไปบังคับตัวเอง จิตมันแน่นขึ้นมา หาทางทำอย่างไรจิตจะหายแน่นอะไรอย่างนี้ หรือว่าจิตมันจะหลง จิตมันจะต้องคิด จิตมีหน้าที่คิด พอจิตคิดไปเราก็มาคิดต่อ ทำอย่างไรจิตจะไม่คิด หาทางแทรกแซงตลอด ถ้าเราแทรกแซงอยู่ เราจะไม่มีคำว่า “สักว่ารู้” หรอกนะ

ให้เรารู้อย่างที่เขาเป็นนะ ก่อนจะรู้ไม่ต้องอยากรู้ ระหว่างรู้ก็ไม่ต้องอยากรู้ให้ชัดจนถลำลงไปจ้อง รู้แล้วก็ไม่ต้องไปอยากแก้ไข หรืออยากควบคุม รู้แล้วจบลงที่รู้ รู้แล้วสักว่ารู้ เนี่ยใครทำได้อย่างนี้นะ ท้าพิสูจน์ มีสติรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในกายในใจด้วยจิตที่เป็นกลาง ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เผลอไป ไม่เพ่งไว้ นี่เป็นคำท้าพิสูจน์อีกคำหนึ่งนะ ลองดูสิ ทำไปแล้วเราจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเองมั้ย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520426A.mp3
ลำดับที่ ๔
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๑ ถึง นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๑๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

mp3 for download : สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใจเริ่มนิ่งแล้ว รู้ว่าใจนิ่งๆ รู้เข้าไปตรงๆเลย การภาวนาก็คือการหัดรู้สภาวะ หัดรู้ไปเรื่อยๆ สภาวะอะไรเกิดขึ้นในกาย คอยรู้สึก อะไรเกิดขึ้นในใจ คอยรู้สึก หัดไปอย่างนี้แหละ

ต่อไปจิตจำสภาวะแม่น สติเกิดเองคราวนี้ อะไรเกิดขึ้นในกายนะ สติระลึกได้เอง อะไรเกิดขึ้นในจิต สติก็ระลึกได้เอง ลงมันระลึกได้เองก็ใช้ได้แล้ว มันไม่ได้เจือด้วยโลภะเจตนา ถ้าเจตนาระลึก จงใจระลึก ส่วนใหญ่จะกลายเป็นเพ่ง เข้าไปเพ่งไว้ ไปจ้องไว้ พอไปเพ่งไว้ กายก็นิ่ง ใจก็นิ่ง พอนิ่งก็ไม่แสดงไตรลักษณ์ ดูเหมือนเที่ยง ดูเหมือนมีความสุข ดูเหมือนบังคับได้ ยิ่งภาวนาก็ยิ่งเห็นผิดไป

หัดรู้จักสภาวะนะ ดูไปเรื่อย ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในกายในใจก็รู้สึกไป ดูเล่นๆ แต่ดูบ่อยๆ อย่าไปจ้องไว้ ดูสบายๆ คอยรู้สึกเอา รู้สึกแล้วมันเป็นอย่างไร ก็ไม่แทรกแซง ยกตัวอย่างเห็นกิเลสเกิดขึ้น กิเลสเกิดขึ้นอย่าไปเกลียดมัน ถ้าใจเกลียดมันก็รู้ทัน ความสุขเกิดขึ้นใจไปชอบมันก็รู้ทัน

เพราะฉะนั้นหัดดูสภาวะนะ ดูสภาวะไปเรื่อยๆ สภาวะจะสอนเราให้เห็นไตรลักษณ์ มีแต่ความไม่เที่ยง ยกตัวอย่างใจของเรานะ เปลี่ยนตลอดเวลาใช่มั้ย ว้อบแว้บๆ ตลอดเวลา มันไม่เที่ยง มันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งนานๆไม่ได้ ยกเว้นแต่ไปเพ่งเอาไว้ เอาเข้าจริงก็บังคับไม่ได้ เช่น สั่งให้มีความสุขก็ไม่ได้นะ ห้ามมีความทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้นะ ห้ามไม่ให้ชั่วก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ของจริงจะแสดงไตรลักษณ์ให้ดู

เราดูไปทำไม ดูสภาวะที่เป็นรูปธรรมนามธรรม ดูไปทำไม ดูไปจนวันหนึ่งเห็นความจริงว่า สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย แต่สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่เป็นนามธรรมนั้น มันไม่ใช่ตัวเรา

ถ้าใครเขาถามว่าหลวงพ่อสอนอะไร บอกว่าหลวงพ่อสอนให้ดูสภาวะ ถ้าเราเห็นสภาวะกระจายสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกมา จะเป็นตัวสภาวะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่