Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

คู่มือการปฏิบัติธรรม (๔) มาฝึกเรียนรู้ความจริงของตัวเรา

mp 3 (for download) : คู่มือการปฏิบัติธรรม (๔) มาฝึกเรียนรู้ความจริงของตัวเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :เนี่ยสิ่งที่เราต้องฝึกนะ ก็คือการมาหัดรู้ความจริง ของตัวเราเอง

ความจริงของร่างกาย มีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของเป็นทุกข์ มีแต่ของบังคับไม่ได้ เป็นแค่วัตถุที่ไหลเข้าไหลออก จิตใจก็มีแต่ความไม่เที่ยง จิตใจมีแต่ความทุกข์บีบคั้น ถูกความอยากเกิดขึ้นทีไรนะ ก็บีบคั้นจิตใจทุกทีไปเลย อยากจะอยู่นานๆ มันไม่นาน อยากจะสาวนานๆ มันไม่นาน อยากให้แฟนรักเยอะๆ มันไม่รัก อะไรนี้นะ อยากให้ลูกไม่ดื้อ มันดื้อ ความอยากเกิดขึ้นทีไรนะ มันก็บีบคั้นใจเราทุกครั้งไป

เนี่ยมาเฝ้าดูนะ จิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง ความสุขก็ไม่เที่ยง ความสุขอยู่ชั่วคราว แล้วก็หายไป แต่พอความทุกข์(มา)นะ เรารู้สึกว่าเที่ยง ความทุกข์ไม่รู้จักหายซักที ทีความสุขละก็ไม่เที่ยงเร็ว อันนั้นเพราะใจเราอยาก อยากให้ความสุขอยู่นานๆ มันก็เลยรู้สึกสั้น

นี้เรามาคอยดูนะ ในจิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง จริงๆแล้วทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศลก็ไม่เที่ยง อกุศลเช่น โลภโกรธหลงทั้งหลาย ไม่เที่ยง ความฟุ้งซ่านไม่เที่ยง ความหดหู่ไม่เที่ยง ความดีใจความเสียใจ ไม่เที่ยง ความอิจฉาพยาบาท ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เที่ยง

มาดูจิตใจต่อไป จิตใจนี้ ถูกความอยากบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา อยากดูก็ทุกข์ อยากฟังก็ทุกข์ อยากได้กลิ่นก็ทุกข์ อยากได้รสก็ทุกข์นะ อยากสัมผัสอะไรที่ดีๆก็ทุกข์ อยากคิดอยากนึกเรื่องที่ดีนะ มันไม่ยอมคิด มันชอบไปคิดเรื่องไม่ดี เรื่องความทุกข์ เรื่องอะไรนี้นะ ใจชอบไปวนเวียน อย่างเวลาอกหักนะ เพื่อนๆชอบปลอบ ว่าอย่าไปคิดมันเลย ห้ามไม่ได้ ใจจะคิด ยิ่งเรื่องไม่ดียิ่งชอบคิด ยิ่งเรื่องทุกข์ยิ่งชอบคิด ห้ามไม่ได้ นี่คือคำว่า”อนัตตา”นะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่บ้านจิตสบาย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD: บ้านจิตสบาย วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
File: 550805A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การปฏิบัติมี ๒ ขั้น คือ รู้ด้วยสติ กับ รู้ด้วยสติปัญญา

mp 3 (for download) : การปฏิบัติมี ๒ ขั้น คือ รู้ด้วยสติ กับ รู้ด้วยสติปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การปฏิบัตินั้นมันจะมี ๒ ขั้นนะ เมื่อเรารู้ตัวได้แล้วนะ มันมีขั้นแรก มันรู้ด้วยสติ ขั้นที่สอง รู้ด้วยสติปัญญา

ตัวปัญญาเนี่ยคือตัวความเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา งั้นตรงที่วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นเนี่ย ต้องเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานะ เห็นกายเห็นใจนี้

งั้นอย่างสมมติว่า ความสุขเกิดขึ้นในใจ เรารู้ว่ามีความสุขเกิดขึ้น ถ้ารู้อยู่แค่นี้แล้วก็ลืมไปนะ ไปดูอันอื่น อย่างนี้เรียกว่ามีสติเฉยๆ ตรงที่รู้ทันว่ามีความโกรธเกิดขึ้น หรือมีความสุขเกิดขึ้น แต่ถ้าจะทำวิปัสสนานะ พออย่างความสุขเกิดขึ้น เราก็รู้ รู้แล้วอย่าหลงลืมไปที่อื่นซะ รู้ก็รู้สบายๆ จิตใจเรารู้เนื้อรู้ตัวอยู่ ความสุขเกิดขึ้นเราจะเห็น ว่าความสุขกับจิตใจเป็นคนละอันกัน พอเห็นความสุขกับจิตใจเป็นคนละอันกัน เราจะเห็นเลย ความสุขค่อยๆ fade ไป ค่อยๆสลายตัวไป กลายเป็นอุเบกขา ความสุขหายไปแล้ว เออนี่ ความสุขเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วหายไปนะ ความสุขไม่เที่ยง นี่แหล่ะเรียกว่าปัญญา

แต่ไม่ใช่คิดเอานะ ถ้าดูซ้ำๆไปเรื่อย แล้วถึงวันนึงจิตมันจะปิ๊งขึ้นมาเอง ว่าโอ้ ทุกอย่างนี้มันไม่เที่ยง ความโกรธนี้มันไม่เที่ยง ความโลภมันไม่เที่ยง ความฟุ้งซ่านไม่เที่ยง ความหดหู่ไม่เที่ยง ความสุขไม่เที่ยง ความทุกข์ไม่เที่ยง

หรือดูไปเรื่อยไปเห็นเลย ว่าความสุขความทุกข์เราก็สั่งไม่ได้ สั่งให้จิตสุขก็สั่งไม่ได้นะ ห้ามจิตทุกข์ก็ห้ามไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเดินปัญญา คือเห็นความจริงเห็นว่าเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้

เนี่ยในขั้นเดินปัญญานี้ ต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของกายของใจ ของรูปของนาม ถ้าลำพังเห็นรูปเห็นนามอยู่เฉยๆ เช่น เห็นความโกรธเกิดขึ้น แล้วก็ไม่ได้ดูหรอก ว่ามันเกิดได้ดับได้ มันมีเหตุมันเกิด หมดเหตุมันดับ บังคับไม่ได้ ไม่ได้เห็นอย่างนี้นะ

เห็นแค่ว่าความโกรธเกิดขึ้น แล้วก็เลิกเลย ไม่สนใจมัน อย่างใครเคยมั้ย เวลาโกรธใครซักคนนะ เห็นความโกรธเกิดแว้บนึง แล้วก็เลิกดูนะ ไปดูคนที่ทำให้โกรธต่อแล้ว เห็นมั้ย อย่างนี้ไม่เป็นวิปัสสนานะ มีสติในขณะที่เห็นความโกรธเกิด แล้วก็ขาดสติต่อเลย อย่างนี้ใช้ไม่ได้

ถ้ามีสติแล้วมีใจเป็นคนดู มันจะเห็น ว่าความโกรธมันอยู่ต่างหาก จิตเป็นคนดูอยู่ต่างหาก นี่ แยกกัน แล้วก็ความโกรธเนี่ย มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หรือเห็นว่าความโกรธเกิดได้ ก็ดับได้ เป็นไปเอง ไม่ต้องไปดับมัน มันดับของมันเอง อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าวิปัสสนานะ คือเข้าใจความเป็นไตรลักษณ์ ของรูปธรรมนามธรรม

งั้นสติเป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่ะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๗
Track: ๑๑
File: 550929
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๑๐) เบื้องต้นฝึกให้มีตัวรู้ขึ้นมาได้เอง

mp 3 (for download) : ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๑๐) เบื้องต้นฝึกให้มีตัวรู้ขึ้นมาได้เอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอขอบคุณ บ้านจิตสบาย ที่เอื้อเฟื้อภาพ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ : ปัญญาแก่รอบต่อไปอีก ก็จะเห็นอีกว่า จิต จะรู้หรือจิตจะหลงนะ ห้ามมันไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ นี่คือการเห็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้ มันไม่ใช่เราหรอก จิตจะหลง มันก็หลงของมันเอง จิตจะโลภ ก็โลภของมันเอง จิตจะโกรธ ก็โกรธของมันเอง จิตจะเป็นยังไงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหล่ะ จิตจะรู้ขึ้นมา ก็รู้ได้เอง จงใจรู้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่เราก็ต้องฝึกจนกระทั่งมันได้รู้ขึ้นมานะ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่ฝึกให้มันมีรู้ก่อน

บางคนได้ยินหลวงพ่อพูด หลวงพ่อเล่าให้ฟังนะว่า ตอนหลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดุลย์ครั้งสุดท้าย สามสิบหกวันก่อนท่านมรณะภาพ หลวงปู่ดุลย์สอนหลวงพ่อ พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ ออกจากหลวงปู่ดุลย์นะ อีกวันไปหาหลวงพ่อพุธ หลวงพ่อพุธก็บอกท่านไปหาหลวงปู่ดุลย์มา หลวงปู่ดุลย์สอนอย่างเดียวกันนี้ บอก เจ้าคุณการปฏิบัติจะยากอะไร พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ สอนอย่างนี้ พอได้ยินอย่างนี้นะเลยพยายามทำลายผู้รู้ทั้งๆที่ผู้รู้ยังไม่มีเลย มีแต่ผู้หลงแต่หาทางทำลายผู้รู้ สติแตกสิ

ตอนนี้อย่าเพิ่งทำลายผู้รู้นะ ไม่ใช่เวลาทำลายผู้รู้ เอาไว้ให้ได้พระอนาคาก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องทำลายผู้รู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้ เราก็ยังไม่ทำลาย เราต้องมีผู้รู้ไว้ก่อน สังเกตมั้ยเดี๋ยวจิตก็รู้ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตก็โลภ คอยรู้สึกไปเรื่อย รู้ัมันจะมีทีละแว้บ มีรู้อย่างนี้บ่อยๆ มีรู้ขึ้นมาเพื่อตัดตอนชีวิตให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตตรงนี้รู้ เห็นมั้ยหลงต้องใหญ่หน่อย รู้ต้องนิดเดียว เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่ใช่ชีวิตตะกี้หลง ชีวิตเดี๋ยวนี้รู้ ปัจจุบันไม่โตขนาดนี้ คำว่าปัจจุบันน่ะเล็กนิดเดียว ชิวิตที่รู้ลงมาคือชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันได้ ขณะแว้บเดียวต่อหน้าเท่านั้น เล็กๆ ไม่มีรู้ยาวเท่านี้ (หลวงพ่อวาดมือ) รู้เที่ยงสิรู้อย่างนี้ รู้เที่ยงก็มิจฉาทิฐิ จริงๆรู้เกิดวับก็ดับ วับก็ดับ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๓
File: 520809A
ระหว่างนาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่ได้ฝึกห้ามคิด ไม่ได้ฝึกข่มจิต แต่ฝึกให้รู้ตามความเป็นจริง

mp3 for download: ไม่ได้ฝึกห้ามคิด ไม่ได้ฝึกข่มจิต แต่ฝึกให้รู้ตามความเป็นจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้นั่งสมาธิให้ไม่คิดหรอก นั่งสมาธิแล้วคอยรู้ทันจิตที่มันฟุ้งไป จิตแอบไปคิดแล้วรู้ จิตแอบไปคิดแล้วรู้

ไม่ได้ฝึกห้ามมันนะ จิตเป็นอนัตตา ห้ามไม่ได้จริงหรอก ไปข่มไว้มันมีแต่ยิ่งเครียดนะ เพราะฉะนั้นเราไม่ข่มมัน เหมือนอย่างความกลัวเกิดขึ้น ความกลัวก็เป็นอนัตตา จิตที่กลัวก็เป็นอนัตตา ให้เรารู้เฉยๆนะ ไปข่มมันยิ่งกลัวหนักเข้าไปอีก ยิ่งเครียดหนักเข้าไปอีก

ของคุณที่เครียดง่าย เพราะชอบ่ข่มจิตมากไป คอยรู้นะไม่ใช่ให้ไปข่มนะ ไปฝึกตัวนี้ให้ดีเลย แล้วจะมีความสุขกว่านี้อีกเยอะเลย ไปฟังซีดีนะ จะรู้ว่า ให้รู้ ไม่ใช่ให้ไปข่มมัน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗

File: 531204B
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๔๔
ถึงนาทีที่ ๔๓ วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีภาวนาเมื่อเครียด

วิธีภาวนาเมื่อเครียด


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
หมู่บ้านเมืองทอง กรุงเทพฯ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความทุกข์ทางใจเกิดจากความอยาก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

Mp3 for download: 530522_suffe bc of wants

ความทุกข์ทางใจเกิดจากความอยาก

ความทุกข์ทางใจเกิดจากความอยาก

หลวงพ่อปราโมทย์ : ความทุกข์ทางใจเกิดจากความอยาก มีความอยากขึ้นเมื่อไหร่ มีความทุกข์ขึ้นเมื่อนั้น ให้เราสังเกตใจของเราไป ใจมีความอยากขึ้นมารู้ทัน ใจมีความอยากขึ้นมารู้ทัน ถ้าคอยรู้ความอยากของใจบ่อยๆ เราจะรู้เลยว่าใจอยากในสิ่งที่ไร้สาระนี่เยอะมากเลยวันๆ นึง อยากในสิ่งที่มีสาระไม่มากนะ อยากในสิ่งไร้สาระนี้เยอะ อยากดูหนัง อยากฟังเพลง อยากไปเที่ยว อยากกินโน่นอยากกินนี่ อยากคุยกับคนโน้น อยากไม่เห็นหน้าคนนี้ อะไรอย่างนี้นะ อยากให้อากาศเย็นๆ พอร้อนแล้วก็อยากให้เย็น พอเย็นมากแล้วก็ โอ๊ย เย็นมากไป อยากให้อุ่นๆ อะไรอย่างนี้นะ ฝนตกก็โมโห ว้า มาตกทำไม ลำบาก ฝนไม่ตกเลยก็กลุ้มใจ

ใจนั้นมันเต็มไปด้วยความอยากนะ อยากได้ฝนหรือไม่อยากได้ฝนไรงี้นะ ความอยากเรามีตลอดเวลา พอความอยากเกิดขึ้นนะ ใจจะเครียดละ ความอยากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ใจจะเครียดเมื่อนั้น ไปสังเกตนะ ว่าจริงหรือไม่จริง มันกลัวไม่ได้ หรือได้แล้วไม่ได้เหมือนที่อยาก อะไรอย่างนี้นะ ได้มาแล้วกลัวมันหายไป

หรือบางอย่างนะ ตอนยังไม่ได้อยากได้นะ พอได้มาแล้วอยากให้มันหายเร็วๆ ถามดูผู้ชายที่แต่งงาน ลองถามดู แต่เวลาคุยกับเพื่อน เขาจะคุยแบบนี้นะ อยู่ที่บ้านก็คุยอีกอย่างนึง ใครจะไปพูด คนยังไม่แต่งงานอยากแต่ง คนแต่งงานแล้วอยากเลิก อะไรอย่างนี้

เพราะงั้นนะ ความอยากเกิดตลอดเวลาเลย ความอยากเกิดเมื่อไหร่ ใจก็เครียดเมื่อนั้น ทำยังไง ห้ามความอยากไม่ให้เกิดได้มั้ย ห้ามไม่ได้เพราะจิตเป็นอนัตตา แต่ให้เรามีสตินะ ความอยากเกิดขึ้นในจิต เราคอยรู้ทันไว้

อย่างเขาจะตีกันนะ เราโอ๊ยเมื่อไหร่เขาจะกลับบ้านกันไปให้หมดน้า เลิกมายุ่งในกรุงเทพฯ สักที นี่เราอยาก ความอยากเกิดขึ้นก็กลุ้มใจนะ หลวงพ่ออยู่เมืองชลนะ เขาไปตีกันในกรุงเทพ หลวงพ่อไม่กลุ้มเท่าไหร่หรอก แต่สงสารพวกเรา

เมื่อไหร่ความอยากเกิดขึ้น ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้น ความอยากจะเกิดเนี่ยห้ามไม่ได้ แต่ถ้าความอยากเกิดขึ้น เรามีสติรู้ทัน จิตจะไม่ถูกความอยากบีบคั้น ความอยากจะบีบคั้นจิตใจไม่ได้ มันจะอยากขึ้นมา พอรู้ทันก็สลายตัวไป หายไป คราวนี้จะเหลือเหตุผลละ ไอ้สิ่งที่อยากนั้นสมควรอยากมั้ย ถ้าสมควรอยากนะ สมควรที่จะต้องทำอย่างนั้น เราก็ทำด้วยเหตุด้วยผล

ยกตัวอย่าง จิตมันอยากกินโน่นอยากกินนี่ พอเรารู้ทันความอยาก ความอยากดับไป เราก็เหลือเหตุผล สมควรกินก็กินนะ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่อยากแล้วจะต้องไม่กิน ถ้าทุกครั้งอยากแล้วไม่กิน คงไม่ได้กินอะไรเลย เพราะว่าใจมันอยากตลอดเวลา หรืออยากได้เสื้อใหม่ มีเสื้อตัวใหม่อยากได้ พอสติรู้ทันใจที่อยากนะ ความอยากดับไป เหลือเหตุผลละ สมควรจะไปซื้อมั้ย สมควรซื้อก็ซื้อ อะไรอย่างนี้ ไม่สมควรก็ไม่ซื้อ จะเหลือเหตุผล เราดำรงชีวิตด้วยเหตุผลนะ ไม่ใช่ดำรงชีวิตด้วยความอยาก

งั้นง่ายๆนะ มีสติรู้ทันใจตัวเองไป ใจเกิดความอยากขึ้นมารู้ทัน ๆ ความอยากไม่บีบคั้นนะ ไม่จนหรอกนะ ฐานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ความอยากน้อยไม่จนนะ มีเงินมากแต่ความอยากมาก จนนะ เท่าไหร่ก็ไม่พอ ไม่เต็มตามความอยากหรอก นี่หัดดูใจนะ ถ้าใจมีความอยากขึ้นมา ใจก็มีความทุกข์ ถ้ารู้ทัน ความอยากหายไป เหลือเหตุผล ดำรงชีวิตด้วยเหตุผลนะ ก็ทุกข์น้อยหน่อย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
ลำดับที่ ๓
File: 530522
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๐๐ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

mp3 for download : สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใจเริ่มนิ่งแล้ว รู้ว่าใจนิ่งๆ รู้เข้าไปตรงๆเลย การภาวนาก็คือการหัดรู้สภาวะ หัดรู้ไปเรื่อยๆ สภาวะอะไรเกิดขึ้นในกาย คอยรู้สึก อะไรเกิดขึ้นในใจ คอยรู้สึก หัดไปอย่างนี้แหละ

ต่อไปจิตจำสภาวะแม่น สติเกิดเองคราวนี้ อะไรเกิดขึ้นในกายนะ สติระลึกได้เอง อะไรเกิดขึ้นในจิต สติก็ระลึกได้เอง ลงมันระลึกได้เองก็ใช้ได้แล้ว มันไม่ได้เจือด้วยโลภะเจตนา ถ้าเจตนาระลึก จงใจระลึก ส่วนใหญ่จะกลายเป็นเพ่ง เข้าไปเพ่งไว้ ไปจ้องไว้ พอไปเพ่งไว้ กายก็นิ่ง ใจก็นิ่ง พอนิ่งก็ไม่แสดงไตรลักษณ์ ดูเหมือนเที่ยง ดูเหมือนมีความสุข ดูเหมือนบังคับได้ ยิ่งภาวนาก็ยิ่งเห็นผิดไป

หัดรู้จักสภาวะนะ ดูไปเรื่อย ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในกายในใจก็รู้สึกไป ดูเล่นๆ แต่ดูบ่อยๆ อย่าไปจ้องไว้ ดูสบายๆ คอยรู้สึกเอา รู้สึกแล้วมันเป็นอย่างไร ก็ไม่แทรกแซง ยกตัวอย่างเห็นกิเลสเกิดขึ้น กิเลสเกิดขึ้นอย่าไปเกลียดมัน ถ้าใจเกลียดมันก็รู้ทัน ความสุขเกิดขึ้นใจไปชอบมันก็รู้ทัน

เพราะฉะนั้นหัดดูสภาวะนะ ดูสภาวะไปเรื่อยๆ สภาวะจะสอนเราให้เห็นไตรลักษณ์ มีแต่ความไม่เที่ยง ยกตัวอย่างใจของเรานะ เปลี่ยนตลอดเวลาใช่มั้ย ว้อบแว้บๆ ตลอดเวลา มันไม่เที่ยง มันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งนานๆไม่ได้ ยกเว้นแต่ไปเพ่งเอาไว้ เอาเข้าจริงก็บังคับไม่ได้ เช่น สั่งให้มีความสุขก็ไม่ได้นะ ห้ามมีความทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งให้ดีก็ไม่ได้นะ ห้ามไม่ให้ชั่วก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ของจริงจะแสดงไตรลักษณ์ให้ดู

เราดูไปทำไม ดูสภาวะที่เป็นรูปธรรมนามธรรม ดูไปทำไม ดูไปจนวันหนึ่งเห็นความจริงว่า สภาวธรรมมีอยู่ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย แต่สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่เป็นนามธรรมนั้น มันไม่ใช่ตัวเรา

ถ้าใครเขาถามว่าหลวงพ่อสอนอะไร บอกว่าหลวงพ่อสอนให้ดูสภาวะ ถ้าเราเห็นสภาวะกระจายสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกมา จะเป็นตัวสภาวะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไตรลักษณ์ของกายใจเป็นอย่างไร

mp3 (for download) : ไตรลักษณ์ของกายใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : นี่เราหัดภาวนานะ ลงมาดูที่กายที่ใจไปเรื่อย ถ้าดูเป็น เราจะเห็นความจริงของกายของใจ  ความจริงของเขาคือ “ไตรลักษณ์”

กายนี้ไม่เที่ยง กายนี้ทนอยู่ได้ไม่นานหรอก กายนี้เป็นก้อนธาตุ ไม่ใ่ช่ตัวเรา เป็นวัตถุ เป็นแค่เศษธุลีเล็กๆ เทียบกับโลก เทียบกับจักรวาลแล้วเล็กนิดเดียว   ใครเคยชอบไปเที่ยวทะเลเที่ยวภูเขาบ้าง? เคยไหม? รู้สึกไหม ตัวเราเล็กนิดเดียว ไปดูแล้ว ต่ำต้อยด้อยค่า นิดเดียวเอง แต่ความสำคัญตัวมันใหญ่ เราเลี้ยงความสำคัญตัวมานาน สะสมความเห็นผิดมานาน

เรามาหัดภาวนา มารู้สึกอยู่ในกาย มารู้สึกอยู่ในใจ  วันนึงเห็นความจริงของเขา กายมันไม่เที่ยงนะ กายมันเป็นทุกข์ กายมันเป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเราหรอก

จิตใจก็ไม่เที่ยง จิตใจที่มีความสุข อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป  จิตใจที่มีความทุกข์ อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่เฉยๆ อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่โลภที่โกรธที่หลงอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตใจที่สงบที่มีปิติ มีคุณงามความดีทั้งหลายอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป หรือกระทั่งจิตใจที่มีศรัทธา ศรัทธาก็อยู่ชั่วคราว รู้สึกไหม? ความเพียรก็อยู่ชั่วคราว รู้สึกไหม? เดี๋ยวก็เพียร เดี๋ยวก็ไม่เพียร เดี๋ยวก็ศรัทธา เดี๋ยวก็ไม่ศรัทธา สติก็อยู่ชั่วคราว รู้สึกไหม?

เดี๋ยวก็มีสติ เดี๋ยวสติแตก สติหายไปตั้งเป็นเดือนเลยก็มี  สมาธิก็ชั่วคราวใช่ไหม เดี๋ยวก็ตั้งมั่น เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน ส่วนใหญ่ฟุ้งซ่าน สมาธิอยู่แว๊บๆ ทนอยู่ไม่นานก็หายไปเอง  มีปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ นานๆ มีทีนึง  ภาวนาไปนี่ มีสติมีเรื่อยๆได้ แต่มีปัญญานี่ นานๆ มันจะเกิดครั้งหนึ่ง

มันทุกอย่างเลยนะ ทั้งที่เป็นกุศล ทั้งที่เป็นอกุศล ทั้งที่เป็นสุข ทั้งที่เป็นทุกข์ มันอยู่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็หายไป

จิตที่ไปดูรูป จิตที่เกิดที่ตา จิตไปดูรูป  จิตที่ฟังเสียง จิตที่ดูรูปอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ฟังเสียงอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่คิดอยู่ชั่วคราวแ้ล้วก็หาย  ลองดูซิ เวลานั่งฟังหลวงพ่อพูด บางทีก็มองหน้าหลวงพ่อ รู้สึกไหม? มองแว๊บนึง แล้วหน้าหลวงพ่อก็เบลอๆ ไป  บางทีก็ตั้งใจฟัง ตั้งใจฟังได้สองสามคำ ประโยคนึง สองประโยค ก็ไปคิดทีนึง  ฟังไปคิดไป ฟังไปคิดไป  จิตที่ไปฟัง อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่ไปคิด อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย  จิตที่ไปดู อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย

นี่เรามาเฝ้าดูของจริงนะ เห็นแต่ของไม่เที่ยง มีแล้วก็ไม่มี มีแล้วก็ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นจิตที่สุข ที่ทุกข์ ที่ดี ที่ชั่ว หรือจิตที่ไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกอย่างเป็นของชั่วคราวหมด มันทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้ เรียกว่าเป็น “ทุกข์”

แล้วมันจะไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หรือมันจะสุข หรือมันจะทุกข์ หรือมันจะดี หรือมันจะชั่ว เราสั่งไม่ได้ เราลองสั่งจิตเราซิ วันนี้ลองสั่งนะ  ลองทดสอบดู สั่งลงไปเลย วันนี้ห้ามโกรธ ห้ามขัดใจ ทำได้ไหม? ใครทำได้นะ เพื่อนข้างๆ ลองด่าดูทีนึง   จิตจะโกรธ ห้ามได้หรือเปล่า? ห้ามไม่ได้  จิตจะโลภ ก็ห้ามไม่ได้  จิตจะสุข จิตจะทุกข์ ก็สั่งไม่ได้  มันมีเหตุแล้วมันก็เกิด มันไม่มีเหตุ มันก็ไม่เกิดหรอก

สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง  การที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง นี่เรียกว่า “อนัตตา” ไม่ใช่สิ่งทั้งหลายไม่มีเลย  พวกเราชอบแปลอนัตตา ว่า “ว่างเปล่า”  อันนั้นมัน “สุญญตา” ไม่ใช่อนัตตา

“อนัตตาหมายถึง มันไม่อยู่ในอำนาจบังคับจริงๆ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวรจริงๆ  มีหลายนัย คำว่าอนัตตา  รวมความก็ืคือ สิ่งทั้งหลาย ถ้ามีเหตุมันก็มีขึ้นมา  ถ้าไม่มีเหตุ มันก็ไม่มี มันเป็นไปโดยเหตุ ไม่ใช่เป็นเพราะเราสั่ง

อย่างจิตจะโกรธ ก็มีเหตุให้โกรธ เช่น ต้องกระทบอารมณ์ที่ไม่ดี มันถึงจะโกรธ  ถ้ากระทบอารมณ์ดีๆ มันก็ไม่โกรธ   พอกระทบอารมณ์แล้ว ก็ต้องมีการตัดสินอารมณ์ด้วย ต้องคิดนิดนึงก่อน ถึงจะโกรธ  แล้วก็ต้องมีพื้นฐาน เป็นคนชอบโกรธ  มีอนุสัยขี้โกรธสะสมมา พออนุสัยขี้โกรธมีอยู่แล้ว พอกระทบอารมณ์ที่ไม่ดี มันผุดกิเลส ผุดโทสะขึ้นมาเลย  นี่ทุกอย่างมันเป็นไปด้วยเหตุทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรที่เกิดโดยไม่มีเหตุ  สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ถ้าเหตุดับ สิ่งนั้นก็ัดับ  พระอัสสชิสอน พระสารีบุตรสอน อย่างนี้ สอนอุปติสะ  อุปติสสะฟังแล้วเป็นพระโสดาบัน

สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ พระตถาคตเจ้าแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และแสดงความดับไปแห่งธรรมนั้น  พระตถาคตเจ้ามีปกติกล่าวอย่างนี้ สอนอย่างนี้ืเนืองๆ  สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ

นี่เราเฝ้าดูลงไป ไม่ใช่ตัวตนถาวร ไม่ใช่สิ่งที่บังคับได้  ดูลงมาในกาย ความจริงของมันก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา   ดูลงในจิต ก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนัตตาของกาย ดูไป มันไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ อย่างนี้ ดูง่ายๆ

อนัตตาของจิต ดูซิ บังคับมันไม่ได้หรอก  มันเป็นไปตามเหตุ

เฝ้ารู้ เฝ้าดูอย่างนี้นะ  วันนึงก็เห็นความจริงเลย มันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวร หรือตัวตนที่แท้จริง  เราสั่งไม่ได้ตลอดเวลาหรอก  นี่เฝ้าดูลงมาที่กาย เฝ้าดูลงมาที่ใจ เพื่อวันนึงจะได้เห็นความจริง คือไตรลักษณ์

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ 33

521211

3.20 – 9.13

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่