Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

การปฏิบัติไม่ยาก หากรู้หลัก เพราะการปฎิบัตินั้นเหมาะกับภูมิมนุษย์

mp3 for download : การปฏิบัติไม่ยาก หากรู้หลัก เพราะการปฎิบัตินั้นเหมาะกับภูมิมนุษย์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :การปฎิบัตินั้นจริงๆแล้วไม่ได้ยากอะไรถ้ารู้หลักแล้วนะ มันไม่เกินความสามารถของคนธรรมดา คนธรรมดาๆนี่แหละ ธรรมะไม่ใช่ของคนพิเศษอะไร พระพุทธเจ้าท่านเลือกตรัสรู้ในภูมิของมนุษย์ ว่าภูมินี้ภาวนาง่าย สะดวก นี่ถ้าไปสอนเทวดา ไปให้เทวดาดูรูปเนี่ย ดูยากนะ รูปมันสวยมันงามดูเที่ยงอยู่อย่างนั้น กว่าจะแสดงความไม่เที่ยงเนี่ยก็ตอนใกล้ๆจะตาย ร่างกายถึงจะแปรปรวนทรุดโทรมให้ดู แป๊บเดียวเอง ถ้าไปตรัสรู้ในพรหมโลกเนี่ย จิตใจมันเที่ยง คงที่อยู่อย่างนั้น สงบ สบาย ไปตามชั้นตามภูมิของระดับฌาน จะให้เห็นจิตใจที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงก็ดูยากอีก

ส่วนของมนุษย์นะ ร่างกายของเราก็แปรปรวนรวดเร็วมากเลย เร็วกว่าที่เราคิดอีก ยกตัวอย่างหากเราคิดว่าเราจะสาวนานนะ มันไม่นานเท่าไหร่เลย เดี๋ยวก็หิว เดี๋ยวก็หนาว เดี๋ยวก็ร้อน เดี๋ยวเหงื่อออก เดี๋ยวต้องการขับถ่าย เดี๋ยวปวดเดี๋ยวเมื่อย เดี๋ยวเจ็บ ไม่สบาย เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเร็วมากเลย แปรปรวนรวดเร็ว แล้วภูมิมนุษย์จิตใจก็เปลี่ยนเร็ว แค่ตามองเห็นรูป จิตก็เปลี่ยน หูได้ยินเสียง จิตก็เปลี่ยน จมูกได้กลิ่นล้นได้รสกายสัมผัส จิตก็เปลี่ยน จะดูความเปลี่ยนแปลงของกายก็ดูง่าย จะดูการเปลี่ยนแปลงของจิตก็ดูง่าย เนี่ยเป็นมนุษย์มันก็วิเศษตรงนี้แหละ ไม่ใช่ว่าร่างกายก็งดงามคงที่ เป็นหนุ่มเป็นสาว หรือเป็นเด็กคงที่ มีนะเทวดาบางองค์ ชอบเป็นเด็ก แล้วก็จะเป็นเด็กอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆไป โตแล้วนะยังไว้หัวจุกไว้แกละ ก็มีนะ ในพระไตรปิฎกก็มี เทวดาไว้แกละ ไว้จุก อะไรอย่างนี้ ทำตัวเป็นเด็กๆ แต่ไปรักสาวนะ

เนี่ยมนุษย์เนี่ยดีที่สุดเลย ภูมิของเราเนี่ย เหมาะแก่การภาวนามากที่สุด ร่างกายก็ไม่คงที่ จิตใจก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในขณะเดียวกันนะ ความสุขความทุกข์ก็ไม่รุนแรงเกินไป
เป็นเทพเป็นพรหมน่ะความสุขมาก ความทุกข์เนี่ยแทบจะหาไม่เจอ เป็นสัตว์ในอบายภูมินะ ความทุกข์มีมากความสุขมีน้อย มนุษย์เนี่ยเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง เป็นสัตว์นรกนะ ก็มีแต่ความทุกข์ ทุกข์อยู่อย่างนั้น จะให้ดูให้เห็นว่าทุกข์ไม่เที่ยง ดูไม่ไหว เพราะฉะนั้นเราเป็นมนุษย์นะ เหมาะแก่การภาวนามากที่สุดแล้ว เราก็อย่าไปทำตนเองให้พ้นจากความเป็นมนุษย์ไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒ ถึงนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๒๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ข้ามโอฆะได้ด้วยการไม่พักไม่เพียร

mp 3 (for download) : ข้ามโอฆะได้ด้วยการไม่พักไม่เพียร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ครั้งหนึ่งมีเทวดา ไปทูลถามพระพุทธเจ้า เทวดานี้ท่านนึกว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ ก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า คล้ายๆจะไปแลกเปลี่ยนความรู้กัน มาที่วัดนะ กลางคืน ยังราตรีให้สว่างไสวไปหมดเลย ด้วยรัศมีของเทวดา พระที่มีหูทิพย์ตาทิพย์ก็จะเห็น ถ้าไม่มีก็ไม่เห็น สว่างไสวด้วยรัศมีของเทวดานี้

เทวดาไปถึงก็ยืนพนมมือนะ แล้วทูลถามพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ข้ามโอฆะ โอฆะแปลว่าห้วงน้ำ ห้วงกิเลสนั่นเองแหละ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ข้ามโอฆะได้อย่างไร คล้ายๆชวนแลกเปลี่ยนทัศนะกันนะ เดี๋ยวท่านตอบแล้วเราจะตอบบ้าง ว่าชั้นข้ามมาด้วยวิธีนี้นะ ท่านข้ามมาได้ด้วยวิธีไหน กะจะมาชวนคุยธรรมะนะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ข้ามโอฆะได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าท่านก็ตอบ ดูกรท่านนิรทุกข์ นิรทุกข์แปลว่าผู้ไม่มีความทุกข์ อันนี้เป็นคำยกย่องนะ จริงๆเทวดานี้ยังทุกข์แต่ยังไม่เห็นหรอก ดูก่อนท่านนิรทุกข์ เราข้ามโอฆะได้นะ เพราะเราไม่พักและเราไม่เพียร เทวดาเจอหมัดเด็ดเข้า ไม่พักไม่เพียร หา..ข้ามโอฆะได้ด้วยการไม่พักและไม่เพียรเหรอ ไม่พักเนี่ยพอเข้าใจใช่มั้ย ขยันปฏิบัติไป ไม่เพียรด้วยเหรอ เออ..

เทวดาผู้(คิดว่าตนเอง – ผู้ถอด)เป็นพระอรหันต์งงแล้ว เอ๊ะ พระพุทธเจ้าข้ามโอฆะด้วยการไม่พักและไม่เพียร เป็นไปได้อย่างไร มีแต่บอกให้เพียรเยอะๆไปเลย ใช่มั้ย เนี่ยท่านแกล้งน็อคนะ น็อค ทำให้งง เทวดาก็หมดความถือตัวนะ ทูลถามท่าน เป็นอย่างไรพระเจ้าข้า ไม่พักไม่เพียร ให้ช่วยขยายความหน่อย ไม่เข้าใจ ยอมรับแล้วนะว่าไม่เข้าใจ

พระพุทธเจ้าท่านขยายความ ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าเราพักอยู่เราจะจมลง ถ้าเราเพียรอยู่เราจะลอยขึ้น เราไม่พักเราไม่เพียร เราข้ามโอฆะได้ด้วยวิธีนี้ เทวดาได้พระโสดาบันเลย ได้มั้ย พวกเราฟังเหมือนเทวดา ใครได้ยกมือสิ เห็นมั้ย บารมีสู้เขาไม่ได้นะ เทวดาแจ้งแล้วเทวดาก็ไป แต่พอพระพุทธเจ้ามาเล่าให้พระอานนท์ฟังใช่มั้ย มนุษย์ทั้งหลายที่ฟังตามหลังเนี่ย ไม่แจ้ง อรรถกถาก็เลยต้องมาขยายความให้อีกนะ พระพุทธเจ้าขยายความให้เทวดามา ๑ ชั้นแล้ว ทีแรกท่านบอกว่าท่านไม่พักไม่เพียร พอขยายความท่านบอกว่า ถ้าพักอยู่เราจะจมลง ถ้าเพียรอยู่เราจะลอยขึ้น เราไม่พักไม่เพียร เราข้ามโอฆะได้ด้วยวิธีนี้ อรรถกถาต้องมาแปลต่ออีกทีเพื่อให้คนรุ่นเรารู้เรื่อง

คำว่าพักอยู่เนี่ย ก็คือการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลส คือกามสุขัลลิกานุโยคนั่นเอง การที่เราวิ่งพล่านไปทางตา วิ่งพล่านไปทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย วิ่งคิดนึกปรุงแต่งฟุ้งซ่านไป นั่นแหละคือการหลงโลก เราติดต่อโลกภายนอกผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง เรียกว่าอายตนะที่เชื่อมต่อสัมผัสโลกข้างนอก ถ้าจิตวิ่งพล่านออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้เรียกว่าหย่อนเกินไป แล้วทำไมท่านบอกว่า ถ้าเราพักอยู่เราจะจมลง ถ้าเราปล่อยจิตใจของเรานะ ร่อนเร่ไปเรื่อย ตามกิเลสไปเรื่อย จะจมลง นึกออกหรือยังว่าจะจมลงอย่างไร จะลงอบาย(ภูมิ)นะ ใจจะลงอบาย ลงที่ต่ำไปเรื่อย

คำว่าเพียรอยู่เนี่ย ก็คือการฝึกหัดตัวเอง บังคับควบคุมตัวเอง คือ อัตตกิลมถานุโยค ยกตัวอย่างเวลาที่พวกเราคิดถึงการเดินจงกรม เราก็เริ่มบังคับกาย เริ่มบังคับใจ เวลาเราคิดถึงเรื่องการนั่งสมาธิ เราก็บังคับกาย บังคับใจ มีแต่บังคับจนมันนิ่งๆแข็งๆทื่อๆ ไม่แสดงไตรลักษณ์ แล้วท่านก็บอกว่า ถ้าเราเพียรอยู่คือบังคับตัวเองอยู่เนี่ย เราจะลอยขึ้น ลอยขึ้นไปอย่างไร ก็ไปสุคติใช่มั้ย สุคติมีตั้งแต่เป็นมนุษย์นะ เป็นเทวดา เป็นพรหม ลอยขึ้น

ถ้าพักอยู่ คือปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลสจะจมลง สู่อบาย อบายภูมิทั้ง ๔ นะ ตั้งแต่สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย เปรต ขึ้นมาใกล้มนุษย์แล้ว ถ้าเพียรอยู่ พยายามควบคุมตัวเองบังคับตัวเอง ไม่ให้ตามใจกิเลส ก็จะได้เป็นมนุษย์ ได้เป็นเทวดา ได้เป็นพรหม ไม่นิพพาน ทั้งสองฝั่ง เห็นมั้ยว่าไม่มีช่องของพระนิพพาน ช่องของพระนิพพานนั้น ไม่พักและไม่เพียร ไม่พักคือไม่หลงไปไม่เผลอไป ไม่เพียรคือไม่ควบคุมกดข่มบังคับตัวเอง

ช่องตรงกลางก็คือ การรู้รูปนามตามความเป็นจริง รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องคิดเอาเอง และไม่ใช่เรื่องบังคับกายบังคับใจให้นิ่งนะ เพราะฉะนั้นทางสายกลางอยู่ตรงที่เราไม่พักไม่เพียร ไม่หย่อนไม่ตึงนั่นเอง ให้รู้รูปนามตามความเป็นจริง ที่หลวงพ่อย่อลงมาบอกว่า “ให้มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง”

ถ้าเราไม่รู้กายรู้ใจเราก็ย่อหย่อนไป ลืมกายลืมใจเมื่อไหร่ นึกเลยนะ ถ้าเมื่อไหร่เผลอ ขาดสติ ลืมกายลืมใจ ต้องรู้นะ ขณะนั้นย่อหย่อนแล้ว โอกาสที่จะไปอบายภูมิเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

ถ้าขณะไหนลงมือปฏิบัติแล้วก็แน่นไปหมดเลย ควบคุมตัวเองแน่นไปหมดเลย ขณะนั้นตึงเกินไป ไปสุคติได้แต่ไปนิพพานไม่ได้ เพราะอะไร เพราะไม่เห็นไตรลักษณ์ กายก็จะนิ่ง ใจก็จะนิ่ง เมื่อไม่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม เรียกว่าไม่เห็นความจริง เมื่อไม่เห็นความจริงย่อมไม่เบื่อหน่ายไม่คลายความยึดถือ ไม่หลุดพ้นนะ

เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรา เดินจิตเข้าสู่ทางสายกลางให้ได้


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
Track: ๙
File: 550722
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเกิดเป็นมนุษย์ นาทีทองในสังสารวัฏฏ์

mp 3 (for download) : การเกิดเป็นมนุษย์ นาทีทองในสังสารวัฏฏ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การเป็นคนเนี่ยสำคัญมากนะ สำคัญ จิตของคนหรือจิตของมนุษย์เนี่ย เป็นจิตที่สูงที่สุดนะ เป็นจิตที่ดีที่สุด เป็นจิตที่ประเสริฐที่สุด มนุษย์ถึงแปลว่าผู้มีใจสูง พระพุทธเจ้าไม่เรียกเทวดาไม่เรียกพรหมว่ามนุษย์นะ เพราะใจไม่สูง พวกเทวดาพวกพรหมจะตาย เพื่อนจะเตือนขอให้ได้เป็นมนุษย์ แต่ส่วนมากไม่ค่อยได้เป็นหรอก มันเพลิดเพลินมานาน มันหลงมานาน มักจะไปอบาย

งั้นการที่เราเป็นมนุษย์ท่านบอกว่าเป็นของยาก กว่าจะได้เป็นมนุษย์เป็นของยาก สัตว์เยอะนะ สัตว์ที่มองเห็น สัตว์ที่มองไม่เห็น เยอะแยะไปหมดเลย การเป็นมนุษย์เป็นของยากมากเลย แถมพวกเราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วย สมบูรณ์ในกายสมบูรณ์ในใจ พร้อมที่จะเจริญปัญญา เราต้องใช้โอกาส จังหวะที่ดีที่สุดในชาตินี้แหล่ะนะ เราเป็นคนที่พร้อม เราได้เจอธรรมะด้วย เราสนใจด้วยเห็นมั้ย บางคนเจอธรรมะก็ไม่สนใจนะ

พวกเรามีคุณสมบัติที่พร้อมหลายอย่างเลย อันแรกเราได้เป็นมนุษย์ อันที่สองเราได้เจอศาสนา อันที่สามเราสนใจที่จะศึกษา ถ้าเราศึกษาจนแจ่มแจ้งนะ เราจะรู้เลยว่าคุ้มค่าที่สุด ตอนที่เรายังไม่แจ่มแจ้ง เราก็รู้สึกทำบ้างไม่ทำบ้างก็ไม่เป็นไร แต่พอภาวนาเป็นแล้วจะรู้เลย ถ้าไม่ได้ภาวนานะไม่ได้เข้าถึงธรรมะ รู้เห็นธรรมะตามที่พระพุทธเจ้าบอก ชีวิตนี้ไม่มีคุณค่าเท่าไหร่

โอกาสที่พวกเราจะได้เป็นมนุษย์ ในเวลาที่มีศาสนา แล้วเราก็มีศรัทธาที่จะเรียน แล้วก็มีโอกาสได้เรียนเนี่ย มีน้อยที่สุด ท่านถึงบอกว่าเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก พวกเราในชีวิตนี้ในขณะนี้ เรียกว่าเราเป็นนาทีทองในสังสารวัฏครั้งหนึ่ง ในสังสารวัฏ ไม่ใช่ครั้งหนึ่งในชีวิตนะ ครั้งหนึ่งในสังสารวัฏนะ น้อยครั้งนะในสังสารวัฏ ที่จะได้เกิดมามีคุณสมบัติสมบูรณ์ขนาดนี้ เพราะงั้นพวกเราอย่าทิ้งโอกาสที่ดีไป  รีบศึกษากายศึกษาใจตัวเองไว้ ถ้าพลาดจากตรงนี้ เมื่อไหร่จะเจออีกไม่รู้นะ เมื่อไหร่จะเจออีกก็ไม่รู้ บางคนหวังจะเจอพระศรีอาริย์มัวแต่เข้าสมาธิ นู่นพระศรีอาริย์นิพพานไปหลายกัปแล้วยังไม่รู้เรื่องเลย หรือมัวแต่เป็นเทวดาเพลิดเพลินไปนะ พอพระศรีอาริย์มาก็เฮกันมาฟังธรรมะนะ ฟังเสร็จแล้วกลับไปเต้นระบำต่อ นิสัยอย่างนี้ก็เยอะนะ มันไปไม่รอด

งั้นเราดีที่สุดเราเป็นมนุษย์ มนุษย์เนี่ยมีคุณสมบัติที่ดี เหมาะที่สุดกับการเจริญวิปัสสนา เพราะอะไร เพราะกายของเราก็อยู่ชั่วคราว ไม่ใช่อายุยืนแล้วก็สวยงามตลอดเวลา เหมือนกายของพรหมหรือกายของเทวดานะ กายของเราอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว มีความทุกข์เบียดเบียนให้เห็น เนี่ยเป็นนาทีทองของเรานะ ที่เราจะได้รู้ความจริงของกาย จิตใจของเราก็เปลี่ยนแปลงเร็ว จิตใจเทวดามันมีความสุขอยู่อย่างนั้นน่ะ นานเป็นร้อยๆปีนะ อยู่อย่างนั้นเป็นพันปีหมื่นปีล้านปี จิตใจพรหมมันก็สงบอยู่อย่างนั้นเอง มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ดู แต่จิตใจมนุษย์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จิตใจสัตว์นรกก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนะ มันมีแต่ความทุกข์ งั้นเราได้เป็นมนุษย์เนี่ย เป็นนาทีทองนะ นาทีทองของเราอย่าทิ้งเปล่าๆตายเปล่าๆนะ ภาวนาเข้า

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑๐
File: 500318
ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๔ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๑๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่