Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๘) สติปัฏฐานมี ๒ ขั้นตอน

mp 3 (for download) : ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค (๘) สติปัฏฐานมี ๒ ขั้นตอน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี
เอื้อเฟื้อภาพโดย บ้านจิตสบาย

หลวงพ่อปราโมทย์ : การเจริญสติปัฏฐานนั้น มี ๒ ขั้นตอน เรียนทันมั้ยเนี่ย มันคล้ายๆ intensive course แล้ว วันสุดท้ายแล้ว เรียนยากหน่อยนะ สติปัฏฐานเนี่ยนะมี ๒ ขั้นตอนนะ ขั้นตอนที่ ๑ ทำไปเพื่อให้เกิดสติ ขั้นตอนที่ ๒ ทำไปเพื่อให้เกิดปัญญา มี ๒ ส่วนนะ ไม่เหมือนกัน

การทำให้เกิดสติใช้การตามรู้กาย ตามรู้เวทนา ตามรู้จิต ตามรู้สภาวะธรรม ใช้ตามรู้ทั้งหมดเลย เพราะงั้นท่านถึงใช้คำว่า “กายานุปัสสนา” “ปัสสนา”คือ การเห็น การรู้การเห็น จริงๆแปลว่าการเห็น “อนุ” แปลว่าตาม ตามเห็นเนืองๆซึ่งกาย ตามเห็นเนืองๆซึ่งเวทนา ตามเห็นเนืองๆซึ่งจิต ตามเห็นเนืองๆซึ่งธรรม เนี่ยพระพุทธเจ้าใช้คำว่าตามเห็นเนืองๆ แต่ตามเห็นเนี่ย ต้องตามด้วยใจที่ตั้งมั่นนะ ใจที่ตั้งมั่น ไม่ใช่ใจที่ไหลไป ใจที่ตั้งมั่นจะไปได้ตอนฝึกสัมมาสมาธิ นี้ให้มีสัมมาสติ สัมมาสติคอยมีสติ

เบื้องต้นมีสติตามรู้กาย หายใจออกคอยรู้สึก หายใจเข้าคอยรู้สึก ยืนเดินนั่งนอน คู้เหยียด เหลียวซ้ายแลขวา คอยรู้สึก รู้สึกบ่อยๆนะ ต่อไปเนี่ย ไม่เจตนาจะรู้ มันก็รู้เอง พอร่างกายเคลื่อนไหวนะ สติจะระลึกได้เอง เนี่ยเรียกว่าเราฝึกได้สติแล้ว สติเกิดโดยที่ไม่ต้องเจตนาให้เกิด หรือบางคนตามรู้เวทนา คำว่าตามรู้ไม่ใช่ตามไปที่อื่นนะ ตามรู้หมายถึงว่า ร่างกายเคลื่อนไหว แล้วรู้ว่าร่างกายเคลื่อนไหว เวทนาเกิดขึ้นในกาย ก็รู้ว่าเวทนาเกิดในกาย เวทนาเกิดในใจ ก็รู้ว่าเวทนาเกิดในใจ หมายถึงเวทนาเกิดก่อน แล้วรู้ว่ามันเกิด ร่างกายเคลื่อนไหวไปก่อน แล้วรู้ว่าเคลื่อนไหว

เพราะฉะนั้นในการเดินจงกรมแบบนี้ ถูกหรือผิดหลัก? (หลวงพ่อทำให้ดู) เนี่ยแล้วค่อยๆเดินไป อันนี้เป็นการไปจ้องไว้ ไม่ใช่การตามรู้นะ ถ้าตามรู้ ไม่ทันจะระวังตัวเลย เป็นธรรมชาติธรรมดา เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ หายใจ มันหายใจอยู่แล้วใช่มัั้ย ตอนนี้ทุกคนหายใจอยู่มั้ย มีใครไม่หายใจมาบ้าง ทุกคนหายใจอยู่แล้ว ก็แค่รู้ว่ากำลังหายใจอยู่ รู้ว่าร่างกายกำลังหายใจอยู่ แค่นี้เอง ไม่ใช่เอาแล้วต่อไปนี้จะรู้ลมหายใจแล้ว (หลวงพ่อทำให้ดู) นี่ไม่ใช่แล้วนะ นี่ไม่ใช่การตามรู้แล้

ตามรู้เนี่ย มันมีอยู่แล้ว เรารู้ไม่ทันต่างหาก ก็รู้ให้ทันขึ้นมา หายใจอยู่แล้วใช่มั้ย ยืนเดินนั่งนอนอยู่แล้วใช่มั้ย ขณะนี้ใครไม่ยืนเดินนั่งนอน มีมั้ย ใครไม่อยู่ในอิริยาบทนี้ ไม่มี ตอนนี้กำลังนั่ง นี่มีเดินอยู่หนึ่ง นอกนั้นกำลังนั่ง มันมีอยู่แล้วนะ เราก็แค่รู้เข้าไปเท่านั้น อันนี้แหล่ะเรียกว่าตามรู้ เวทนามันก็มีอยู่แล้ว แต่ไม่เห็น ก็แค่ตามรู้เข้าไป คือรู้มันขึ้นมานะ

กุศลอกุศลในจิตมีอยู่มั้ยขณะนี้ มีมั้ย ความสงบ ความฟุ้งซ่าน ความดีใจ ความเสียใจ ความสุข ความสุขความทุกข์นี่ส่วนเวทนา โลภโกรธหลง ไม่โลภไม่โกรธไม่หลง ขณะนี้มีใครโลภบ้าง ขณะนี้มีใครไม่โลภบ้าง เนี่ยเหมือนกันหมดเลย non response เห็นมั้ยมันมีอยู่แล้ว จิตที่เป็นกุศลหรืออกุศลเนี่ย มีอยู่แล้วในขณะนี้นะ ตามรู้คืออะไร รู้เข้าไปเลยสิ มันเป็นยังไง ขณะนี้มันเป็นยังไง รู้ว่าเป็นอย่างงั้น อันนี้แหล่ะคือคำว่าตามรู้ ตามรู้เนืองๆ ดูบ่อยๆ รู้บ่อยๆ มันมีอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยเห็น ก็คอยดูมันนะ คอยรู้มัน นี่เรียกว่าตามรู้นะ แต่การรู้เนี่ยจะต้องใจตั้งมั่น ถ้ารู้ตามจิตไหลไปนะ ปัญญาจะไม่เกิด เดี๋ยวจะไปเรียนเรื่องมรรคตัวสุดท้าย คือสมาธิ

งั้นหน้าที่เรานะ ร่างกายเคลื่อนไหว คอยรู้สึก มันเคลื่อนไหวอยู่แล้ว เวทนาเกิดขึ้นในกาย คอยรู้สึก เวทนาในกายมีอยู่แล้ว เวทนาในจิตเกิดขึ้น คอยรู้สึก เวทนาในจิตก็มีอยู่แล้ว แค่คอยรู้สึกขึ้นมา กุศล-อกุศลเกิดขึ้นในจิต ก็แค่คอยรู้ มันมีอยู่แล้ว นี่เรียกว่าตามรู้ทั้งสิ้นเลย เพราะงั้นการตามรู้ไม่ใช่ส่งจิตตามไปที่อื่นนะ รู้อยู่เฉพาะหน้า รู้อยู่กับปัจจุบัน แต่ว่าสภาวะมันมีอยู่แล้ว ก็รู้มัน นี่เรียกว่าตามรู้ ตามรู้เนืองๆ นี่ทำให้เกิดสตินะ

พอรู้บ่อยๆ จิตจะจำสภาวะได้แม่น อย่างเราหัดขยับตัวแล้วรู้สึก ขยับตัวแล้วรู้สึก วันนึงเราใจลอย พอใจลอยปุ๊บ เราเกิดขยับขึ้นมาโดยไม่ได้เจตนาจะรู้สึกนะ มันจะรู้สึกขึ้นเอง สติตัวจริงเกิดแล้ว เกิดโดยไม่เจตนานะ ไม่เจือด้วยโลภะ แล้วค่อยฝึกไปเรื่อยนะ บางคนดูเวทนา ดูบ่อยๆ ต่อไปพอนั่งๆอยู่ มดมากัดเจ็บปั๊บ สติเกิดเลย เห็นเวทนาเกิดขึ้นในกาย กายอยู่ส่วนนึง เวทนาอยู่ส่วนนึง จิตเป็นคนดู นี่เกิดสติขึ้นมา ใจตั้งมั่น รู้สึกขึ้นมา หรือเห็นกุศลอกุศลนะ หัดดูไปเรื่อย กุศลอกุศลใดๆเกิดขึ้นในใจ คอยหัดดูไปเรื่อย ที่หัดดูจิตๆ หัดดูไปอย่างนั้นแหล่ะ ในที่สุดก็ได้สติขึ้นมา รู้สึกขึ้นมา กิเลสเกิดแว้บ รู้สึกเลย อย่าว่าแต่ตอนตื่นเลย ตอนนอนหลับนะ กิเลสเกิดยังรู้สึกเลยอัตโนมัติขึ้นมา

นี่เราฝึกไปจนสติมันอัตโนมัตินะ ถึงจะใช้ได้ ถ้าสติยังต้องจงใจให้คอยเกิดอยู่ ยังอ่อนอยู่ ต้องฝึกไปอีก หัดรู้สภาวะมากๆนะ สติจะเกิด

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
Track: ๑๒
File: 530425A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๖ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๓) ปรารภความเพียร

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๓) ปรารภความเพียร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่คลุกคลีแล้วไปทำอะไรต่อ หลักการวางตัวของเรา ขั้นต่อไปก็คือ ต้องปรารภความเพียร มีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร คิดถึงการปฏิบัติ ปรารภความเพียร ถ้าจะปฏิบัติให้สมควรแก่ธรรม ก็คือ ปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ถึงจะเรียกว่ามีความเพียรดี ถ้าทำบ้างไม่ทำบ้างไม่เรียกว่าปรารภความเพียร

แต่ว่าพวกเราอินทรีย์เบื้องต้นยังไม่เข้มแข็ง ให้ปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ฟังแล้วก็ท้อใจละ แต่ขั้นสุดท้ายมันจะเป็นอย่างนั้นนะ ไม่ถึงขั้นของขั้นพระอรหันต์หรอก หมายถึงภาวนาไปเรื่อย จนกระทั่ง สติ สมาธิ ปัญญา มันอัตโนมัติขึ้นมา จะภาวนาทั้งวันแล้ว ภาวนาทั้งวันไม่มีแบ่งว่าเวลานี้เวลาปฏิบัติ เวลานี้ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่มีเลย มีแต่ว่าทุกเวลาคือเวลาปฏิบัติ แต่บางเวลานั้นจำเป็น ปฏิบัติไม่ได้ จะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่มีเวลาที่ไม่ต้องปฏิบัติ

นี่เราปรารภความเพียรนะ เรารู้เลยว่าชีวิตของเราเนี่ย ต้องปฏิบัติธรรม ในโลกก็มีของดึงดูดความสนใจเยอะแยะ แต่มันของชั่วครั้งชั่วคราว ธรรมะนั้นแหละ คือยกระดับจิตวิญญาณเรา ขึ้นไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นเป็นลำดับๆไป

เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ อะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ ถ้ารู้ว่าธรรมะมีสาระแล้ว ปฎิบัติแล้วนำความพ้นทุกข์มาให้จริงๆนะ พ้นทุกข์ได้จริงๆ เริ่มปฏิบัตินิดหน่อยก็เริ่มเห็นผลแล้ว ถ้าปฏิบัติถูกนะ นิดเดียวก็เห็นผล เดือน สองเดือน ก็เริ่มเห็นผลแล้ว นี่ขยันนะ นี่ปรารภความเพียร

พวกเรา คนไหนยังมีความรู้สึกบ้างว่า เวลาปฏิบัติก็คือเวลาที่เราไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เวลานอกนั้นไม่ต้องปฏิบัติ ถ้ายังมีความรู้สึกชนิดนี้อยู่นะ ยังไกลต่อมรรคผลอยู่ แต่ถ้าเราไม่แบ่งแยกนะว่า ชีวิตเรามีสองส่วน ชีวิตที่ปฏิบัติกับชีวิตที่เถลไถล

เราตื่นมาเราก็รู้สึกตัวเลย ตั้งแต่ตื่นจนหลับคือเวลาปฏิบัติ เวลาหลับไปแล้วยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติ เพราะปฏิบัติไม่ได้ แต่ถ้าฝึกจนชำนาญนะ ตื่นหรือหลับนะ ภาวนาทั้งวันทั้งคืนเลยนะ อัตโนมัติไปหมดเลย เพราะฉะนั้นเวลานักปฏิบัติจริงๆเนี่ย ทั้งชีวิต เวลาทั้งชีวิต ทั้งวันเนี่ย เป็นเวลาปฏิบัติ ยกเว้นเวลาหลับ กับเวลาที่ต้องทำงานที่ต้องคิด ถ้าทำงานที่ใช้ร่างกายทำงานเนี่ย ก็เป็นเวลาปฏิบัติ

ยกตัวอย่างอยู่โรงงาน วันๆไม่ทำอะไรนะ หมุนอยู่แค่นี้ ขยับอยู่แค่นี้ รู้สึกตัวไปเรื่อยนะ เห็นร่างกายมันทำงานไปเรื่อย เมื่อก่อน หลายสิบปีไปแล้วนะ หลวงพ่อเคยดูหนัง ชาลี แชปลิน พูดถึงตอนปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ๆ คนนะกลายเป็นเครื่องจักร มีหน้าที่ขันน็อตนะ ไขอยู่อย่างนี้ ทั้งวันเลยนะ คนออกจากโรงงานมาก็เดินกันอย่างนี้นะ คนเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว เสียความเป็นมนุษย์ไป เนี่ย ถ้า ชาลี แชปลิน เจริญสติเป็นนะ จะเป็นพระอรหันต์คาโรงงานคาเครื่องจักรเลยนะนั่นน่ะ มันเห็นเลยร่างกายมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนดู ขี้เกียจรู้ว่าขี้เกียจ ขยับ

เพราะฉะนั้นถ้าทำงานที่ใช้ความเคลื่อนไหวของร่างกายเนี่ย ปฏิบัติธรรมได้ แต่ถ้าทำงานที่ต้องคิดเนี่ยปฏิบัติไม่ได้ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องไปจดจ่ออยู่กับงาน ยกตัวอย่างนั่งเขียนซอฟต์แวร์นะ แล้วก็ตามองเห็นสักว่ามองเห็น นิ้วสัมผัสคีย์บอร์ดสักว่าสัมผัส เขียนอะไรไม่ได้หรอก

เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมก็คือ ปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ยกเว้นเวลาที่ต้องคิด


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางบรรลุธรรม (๔) ความผิดพลาดแรกที่ทุกคนต้องผ่าน เพื่อสร้างรากฐานของวิปัสสนา

mp3 for download : ทางบรรลุธรรม (๔) ความผิดพลาดแรกที่ทุกคนต้องผ่าน เพื่อสร้างรากฐานของวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางบรรลุธรรม (๔) ความผิดพลาดแรกที่ทุกคนต้องผ่าน เพื่อสร้างรากฐานของวิปัสสนา

ทางบรรลุธรรม (๔) ความผิดพลาดแรกที่ทุกคนต้องผ่าน เพื่อสร้างรากฐานของวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : แต่ถ้าเรามีตัวรู้แล้วเห็นขันธ์ทำงานได้นะ ถ้าสติปัญญายังไม่พออีก ไม่รู้หลักของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะเข้าไปแทรกแซงขันธ์แทรกแซงจิตนะ เช่น เห็นว่าจิตไหลเข้าไปเกาะกับอารมณ์ได้ ทำอย่างไรจิตจะแยกจากอารมณ์ ทำอย่างไรจะดึงจิตตั้งมั่นเด่นดวงอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน คิดแต่ว่าคำว่าจะทำยังไง

พวกเราเวลาคิดถึงการปฏิบัติ ในใจลึกมีมั้ยคำว่าจะทำยังไง มันคิดตลอดนะ คิดทุกคนแหละ จะทำยังไงๆ ห้ามมันไม่ได้หรอก มันจะคิดน่ะ เพราะมันอยากทำ มันคิดว่าทำแล้วถึงจะได้ ยังปลอบใจตัวเองอีกนะ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น พยายามจะทำอยู่อย่างนั้น พยายามจนสุดสติสุดปัญญานะ ถึงตรงนั้นล่ะถึงจะได้ของจริง

แต่อาศัยที่เคยพยายามปฏิบัตินะ มันเป็นการพัฒนาสติให้เร็วขึ้น พัฒนาสมาธิให้ตั้งมั่นมากขึ้น ปัญญาก็มีสะสมไปนะ เห็นรูปธรรมนามธรรมเขาทำงานได้เอง

ตรงที่เราจงใจปฎิบัติ จงใจอยากทำนั่นแหละ มันค่อยๆฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา ให้เข้มแข็งมากขึ้นๆนะ ถึงจุดหนึ่ง สติ สมาธิ ปัญญา แก่กล้าขึ้นมา จนเป็นอัตโนมัติละ ร่างกายพลิกนะ พลิกตัวเนีย รู้สึกเองเลย ไม่ต้องเจตนารู้สึก ความสุขความทุกข์ กุศล-อกุศล อะไรเกิดขึ้นที่จิตนะ รู้เองเลยโดยไม่เจตนาจะรู้ มันสารพัดจะเกิด มันจะรู้ได้เอง นี่สติเป็นอัตโนมัติขึ้นมาแล้ว ไม่ได้จงใจ

แต่ก่อนที่จะอัตโนมัติก็ต้องจงใจมาก่อน เพราะฉะนั้นการที่เราคิดอยู่นะ ทำอย่างไรจะดี ทำอย่างไรจะดี แล้วพยายามทำนะ มันได้พัฒนา สติ สมาธิ ปัญญา ขึ้นมา ทำไปเรื่อยๆ

540805.06m37-08m22


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 41
File (ประเทศไทย): 540805.mp3
File (สหรัฐอเมริกาและยุโรป): 540805.mp3

นาทีที่ ๖ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อยากเจริญมรรคทำอยางไร ?

mp3 (for download) : อยากเจริญมรรคทำอยางไร ?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อยากเจริญมรรคทำอยางไร ?

อยากเจริญมรรคทำอยางไร ?

โยม : แต่ตอนนี้อยากจะเจริญมรรคค่ะ แต่อยากจะทราบวิธีค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : มรรคเนี่ย ก็คือพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญาไปเรื่อยนะ มีสติมันก็มีศีลเพิ่มขึ้น มีสติก็มีสมาธิ มีสติก็แยกธาตุแยกขันธ์ก็เกิดปัญญา ไม่รีบร้อนนะ เราต้องฝึกจนสติอัตโนมัติ สมาธิอัตโนมัติ ปัญญาอัตโนมัติ อริยมรรคถึงจะเกิดได้ ถ้ายังไม่ถึงขั้นอัตโนมัติยังไม่เกิดหรอก

โยม : ก็ฝึกโดยการรู้ใช่มั้ยคะ ใช้แนวทางอะไร

หลวงพ่อปราโมทย์ : ขั้นแรกนะ จงใจรักษาศีล ๕ ไว้ก่อน อันที่สองทำในรูปแบบทุกวัน ไหว้พระสวดมนต์ทำสมาธิเดินจงกลมอะไรงี้ ทำทุกวัน ใจจะได้มีกำลังนะ ถัดจากนั้นเจริญสติในชีวิตประจำวัน วิธีเจริญสติในชีวิตประจำวันก็คือ ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ทำอารมณ์ไปตามธรรมชาติ กระทบแล้วก็ปล่อยให้ใจมันทำงานไป ปรุงสุข ปรุงทุกข์ ปรุงดี ปรุงชั่วขึ้นมา แล้วเราก็เห็นเลย สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีก็ชั่วคราว ชั่วก็ชั่วคราว เนี่ยฝึกเดินปัญญาไป

โยม : ก็ฝึกแบบนี้ไปใช่มั้ยคะ โดยอาศัยการรู้ใช่มั้ยคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : รู้รวดเดียวไม่ได้นะ ต้องรู้จักรวมพลังจิตเข้ามาด้วย ไม่งั้นมันจะกระจายกว้างๆไม่มีแรง ขาดแรง

โยม : ตอนนี้รู้สึกเหมือนไม่มีแรง

หลวงพ่อปราโมทย์ : นั่นแหล่ะปัญหาแล้ว ไม่มีแรง พุทโธไป พุทโธไป ตอนไหนที่ไม่มีแรงทำสมถะ เพราะสมถะทำให้มีแรง พอมีแรงแล้วนะก็พัฒนาจิตขึ้นมาเป็นคนดู แล้วก็แยกธาตุแยกขันธ์เดินปัญญา ต้องเดินอย่างนี้นะอยู่ๆทิ้งสมถะไปเลยไม่ได้

หลวงพ่อทำสมถะ ๒๒ ปีนะ แล้วไปเจอหลวงปู่ดุลย์แล้วมาหัดเดินปัญญา ดูจิตดูใจดูได้ ๒ ปีเอง กำลังของสมาธิหมดแล้วที่ฝึก ๒๒ ปี วันนึงไปหาอาจารย์มหาบัวไปถามท่าน ท่านอาจารย์ครับพ่อแม่ครูอาจารย์สอนให้ผมดูจิตดูใจผมก็ดูอยู่ทำไมไม่พัฒนา ท่านบอก ต้องเชื่อเรานะไอ้ที่ว่าดูจิตนั่นดูไม่ถึงจิตแล้ว ต้องเชื่อเรานะตรงนี้สำคัญนะเราผ่านมาด้วยตัวเอง อะไรก็สู้บริกรรมไม่ได้ ท่านว่างี้นะ

หลวงพ่อก็กลับมาบริกรรมพุทโธๆ โอ๊ย ใจไม่เอา ใจเหมือนจะแตกเลย แล้วก็นึกขึ้นได้ เอ๊ะ ทำไมท่านให้บริกรรม ให้บริกรรมเพราะจิตของเราไม่ตั้งมั่น ไม่มีพลัง หลวงพ่อก็หายใจ เราถนัดอานาปานสติ หายใจแล้วใจก็ตั้งมั่นขึ้นมา มันเดินต่อได้ ของคุณนะต้องให้ใจมันกลับเข้ามาในบ้านก่อน ไม่งั้นใจไม่มีแรง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลราชบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ธรรมเทศนานอกสถานที่ โรงพยาบาลราชบุรี
File:
541207
ระหว่างนาทีที่ ๕๑ วินาทีที่ ๒๖ ถึงนาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๐๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

mp3 (for download) : จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

จิตที่เดินปัญญาได้จริงต้องตั้งมั่น เป็นกลาง และมีกำลังกล้า

หลวงพ่อปราโมทย์ : บทเรียนเกี่ยวกับจิตตสิกขาไม่ได้จบแค่ว่า อันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล ยังลึกลงไปอีกชั้นนึง ในบรรดาจิตที่เป็นกุศลนั้นยังมี 2 ชนิด กุศลที่สงบพักผ่อนอยู่เฉยๆ กับกุศลที่ใช้เจริญปัญญา ไม่เหมือนกัน

จิตที่มีกุศลแบบสงบพักผ่อนสบาย จิตเป็นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นบุญเป็นกุศลเนี่ยอย่างหนึ่ง อย่างเวลาเราทำบุญใส่บาตร รู้สึกมั้ย มีความสุข รู้สึกมั้ย และจิตเป็นกุศลนะแต่กุศลอย่างนี้ไม่เจริญปัญญา เป็นกุศลเฉยๆ ทำบุญทำความดีอะไรนี้ เสียสละปลื้มใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นเจริญปัญญา

กุศลที่เจริญปัญญาได้นะ จิตที่จะเจริญปัญญาได้ต้องตั้งมั่น ตั้องตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถอนตัวออกจากปรากฎการณ์ทั้งหลายทางรูปธรรมนามธรรม เห็นรูปธรรมแสดงละคร เห็นนามธรรมแสดงละคร จิตถอนตัวออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู เห็นมันแสดงทั้งวันเลย

ในร่างกายเรามีตัวละครอยู่ 28 ตัวนะ มีรูปมันมี 28 รูปแต่รูปจริงๆมี 18 รูป รูปเทียมๆ รูปไม่จริงมีอีก 10 รูป นามธรรมทั้งหลายเนี่ยมีจิตหนึ่ง จิตมีหนึ่ง จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิกอีก 52 เจตสิก 52 อย่างเนี่ยแยกเป็นเวทนาซะหนึ่ง สัญญาอีกหนึ่ง อีก 50 เป็นตัวสังขาร เนี่ยตัวละครนะ ตัวละครโรงใหญ่เลยนะ มีจิต มีเจตสิก มีรูปนะ

จิต ถ้าแยกออกไปอีกมีจิตอีกเยอะแยะเลย มีอีก 81 ดวง พวกเราไม่มี 89 ดวง เราไม่เคยมี เราไม่มีโลกุตตรจิต(อ่าน โล-กุต-ตะ-ระ-จิต)อีก 8 ดวง ถ้าคนใหนเป็นพระอริยะก็เคยมีโลกุตตรจิต ถ้าเป็นพระอรหันต์ผลจิตเกิดขึ้นนะก็เป็นโลกุตตระได้นะแต่อย่างปุถุชนนี่ไม่มี ไม่เคยเห็น ถ้าคนทำฌานไม่ได้นะจำนวนจิตที่มียิ่งลดลงอีก

อย่างพวกเรานี้เป็นจิตอยู่ในกาม จิตวนเวียนอยู่ในกามาวจรภูมิ เราดูจิตเท่าที่เรามี จิตที่เรามีนะเดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศลเนี่ยหัดดูไปเท่าที่มีนะ ไม่ต้องอุตริไปดูว่าจิตของพรหมเป็นแบบใหนเราต้องเลียนแบบไม่จำเป็นเลย ไม่จำเป็น เราดูของจริงในตัวเอง รวมๆแล้วสภาวะธรรมทั้งหมดนะที่จะเรียนจริงๆมี 72 ตัว เป็นนิพพานซะตัวนึง เป็นจิตซะตัวนึง อีก70 ตัวเนี่ยเป็นทั้งรูปทั้งนาม รูปนามแท้ๆนะ เราไม่ต้องเรียนเยอะขนาดนั้น

เราเรียนเท่าที่เรามี เรียนเท่าที่เรามี หัดดูของจริงนะ หัดดูไปเรื่อย ดูด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นกลาง เนี่ยจิตที่เป็นกุศลชนิดที่มันตั้งมั่น มันเป็นกลาง แล้วจิตที่เป็นกุศลที่ใช้เดินปัญญาได้จริงเนี่ยต้องเป็นกุศลที่มีกำลังกล้า

จิตที่มีกุศลนะยังมี 2 ชนิดนะ ชนิดที่ 1 มีกำลังอ่อนเอาไปทำวิปัสสนาไม่ได้จริงหรอก ชนิดที่ 2 มีกำลังกล้าต้องมีปัญญาด้วย จิตที่มีกุศลก็ยังมีอีกสองพวก พวกที่มีปัญญากับพวกไม่มีปัญญา พวกที่มีปัญญากับไม่มีปัญญายังแยกได้อีกนะ แยกเป็นพวกที่มีกำลังแก่กล้ากับพวกกำลังไม่แก่กล้า

อย่างพวกมีปัญญาเนี่ย ปัญญาอ่อนๆก็มีนะแต่ไม่ใช่ปัญญาอ่อนอย่างโลกๆนะหมายถึงกำลังของปัญญาเนี่ยไม่แก่กล้า กับพวกที่กำลังแก่กล้า จิตที่เป็นกุศลที่มีกำลังกล้าเนี่ยเป็นจิตที่เกิดอัตโนมัติเกิดได้เองเรียกว่า อสังขาริกัง เกิดเอง จิตที่ต้องน้อมนำให้เกิดกุศลเนี่ยมีกำลังอ่อนเรียก สสังขาริกัง

สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตำหรับตำรา ต้องศึกษา รู้เองไม่ได้หรอก กระทั่งพระอรหันต์ก็ไม่รู้หมดหรอก เพราะว่าไม่ใช่ภูมิปัญญาที่จะรู้ได้ทั่วถึงขนาดพระพุทธเจ้าขนาดนั้น นั้นเราอย่าดูถูก ตำหรับตำรานะ เป็นนักปฏิบัติอย่าดูถูกปริยัติ ดูของจริง ดูของจริงลงไป เรามาฝึกจนจิตที่เป็นกุศลเกิดอัตโนมัติ                           

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๑๐ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?

mp3 (for download) : สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?

สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?

หลวงพ่อปราโมทย์ : อยากให้สติเกิดนะ สั่งให้เกิดไม่ได้ สติเป็นอนัตตา ต้องทำเหตุของสติ เหตุใกล้ให้เกิดสติก็คือ การที่จิตจำสภาวะได้แม่น เรียกว่า ถิรสัญญา เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ จิตจะจำสภาวะได้แม่นต้องเห็นสภาวะบ่อยๆ เพราะฉะนั้นหัดรู้สภาวะไป

บางคนมาบอกหลวงพ่อสอนผิดนะ เริ่มต้นไปหัดดูสภาวะได้อย่างไร ไม่ดูสภาวะไม่รู้จักสภาวะขึ้นวิปัสสนาไม่ได้นะ อย่างไปนั่งสงบใจแล้วไปคิดพิจารณาร่างกาย ไม่เคยเห็นสภาวะของรูปนามเลย ไม่ขึ้นวิปัสสนาหรอก ได้แต่สมถะนะ เรียนต้องเรียนให้ดีนะ ไม่งั้นมั่วซั่วนะ

เพราะฉะนั้นจะต้องหัดรู้สภาวะนะ การที่เราหัดรู้สภาวะบ่อยๆนะ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก สติอัตโนมัติจะเกิด ถึงจุดหนึ่งนะ ไม่ได้เจตนาจะรู้สึก มันจะรู้สึกขึ้นเอง อะไรแปลกปลอมขึ้นในจิตนิดเดียว สติระลึกขึ้นได้เองแล้วว่ามีความแปลกปลอมเกิดขึ้น ไม่ได้เจตนาดู

ถ้าเจตนาดูจิตจะเกิดอะไรขึ้น จะว่างๆไม่มีอะไรให้ดูนะ หายไปหมดเลย เพราะฉะนั้นดูจิตนี้เจตนาดูไม่ได้นะ จงใจดูปุ๊บหายหมดเลย ว่างไปหมดเลย เจตนาดูกายอะไรจะเกิดขึ้น เหมือนกันแหละ เจตนาดูกายก็เพ่งกาย เจตนาดูจิตก็เพ่งจิต แต่เพ่งกายนี่นะกายยังกระดุกกระดิกได้นะ แต่จิตจะทื่อๆ จะกินน้ำสักแก้วหนึ่ง ขยับ เพ่งไปตลอด เพ่งไปตลอดเวลา จนไตวายไปแล้วยังไม่ได้กินน้ำเลย ดูจิตนี่นะ จะไม่มีความเคลื่อนไหวให้ดู ดูกายถ้าเพ่งอยู่นี่ยังเห็นความเคลื่อนไหวของกายได้

เพราะฉะนั้นอย่างคนที่เดินจงกรมแล้วทำวิปัสสนา เห็นรูปเคลื่อนไหวอยู่ ไม่เห็นจริงหรอก ถ้ายังเพ่งรูปอยู่นี่ใช้ไม่ได้ เห็นร่างกายหายใจแล้วยังเพ่งร่างกายที่หายใจอยู่นี่ ไม่ใช่ของจริงหรอกนะ ยังเพ่งอยู่ ยังไม่เดินวิปัสสนาจริงหรอก ดูท้องพองยุบแล้วเพ่งท้องอยู่เนี่ย ไม่เดินวิปัสสนาจริงหรอก

จิตต้องถอนตัวออกมานะ เป็นคนดู เห็นรูปเคลื่อนไหว นามเป็นคนดู ถึงจะใช้ได้ รูปมันเคลื่อนไหว จิตเป็นคนดู เห็นเจตสิกทั้งหลายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตเป็นคนดู เห็นจิตเกิดดับทางทวารทั้ง ๖ จิตก็เป็นคนดู มีจิตอีกดวงหนึ่งไปรู้จิตอีกดวงหนึ่งที่เพิ่งดับไปสดๆร้อนๆ

เนี่ยหัดรู้หัดดูนะ หัดรู้บ่อยๆ เราจะจำสภาวะได้แม่นขึ้นๆ รู้ใหม่ๆบางทีมีสภาวะบางอย่างเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ใครเคยเป็นมั้ย มีอะไรบางอย่างโผล่ขึ้นมาแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่รู้ชื่อไม่เป็นไร แต่ถ้าจิตจำสภาวะแบบนี้ได้แม่น เช่นมันขยับอย่างนี้ เคยเห็นมั้ย มันขยำๆอยู่กลางหน้าอกได้ ในตำรามีมั้ย ขยำๆ ไม่มี ตำราเขาแยกจำแนกเอาไว้เพียงพอสังเขปหรอก จริงๆแล้วเยอะแยะเลย อาการแยกย่อยแต่ละอย่างๆเยอะแยะไปหมดเลย เคยเห็นมั้ยมันออกเป็นแฉกๆอย่างนี้ เคยเห็นมั้ย เวลารู้สึกมันเขี้ยวนะ ฉึบ ฉึบ ฉึบ อย่างนี้ได้นะ แบบฟ้าแลบก็มี รู้สึกมั้ย มีต่างๆนานา มีชื่อมั้ย ไม่มีชื่อ เรารู้แต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นหายไป รู้เท่านี้พอแล้วนะ

แต่ว่าถ้าจิตจำสภาวะอย่างนี้ได้นะ ต่อไปพอสภาวะอย่างนี้เกิด สติเกิดเอง มันนึกขึ้นได้เอง ระลึกได้เอง นี่ถ้าฝึกนะ หัดรู้สภาวะบ่อยๆไปแล้วสติจะเกิดเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่