Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

คำว่า “อารมณ์” ในพระพุทธศาสนา หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้

mp3 (for download) : คำว่า “อารมณ์” ในพระพุทธศาสนา หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันจะมีสองอย่างเกิดร่วมกัน ก็คือจิต ซึ่งเป็นผู้รู้ กับอารมณ์ คำว่าอารมณ์เนี่ยเป็นศัพท์เฉพาะเป็นเทคนิคอลเทอมของพระพุทธเจ้านะ คำว่าอารมณ์ไม่ใช่ Emotion อารมณ์หมายถึง Objective หมายถึงสิ่งที่จิตไปรู้เข้า

เพราะฉะนั้นมันจะมีผู้รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ มี Ojectvie กับ Subjective จะมี ๒ ตัว เกิดร่วมกันเสมอ ไม่เกิดตัวเดียวหรอก เราพยายามแยก ๒ ตัวนี้ออกจากกัน ร่างกายยืนเดินนั่งนอนนี้เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า จิตซึ่งเป็นคนที่ไปรู้ร่างกายที่ยืนเดินนั่งนอนนั้น เป็นคนละส่วนกับร่างกาย ค่อยๆหัดอย่างนี้

นั่งไปนานมันปวดมันเมื่อยก็เห็นอีก ความปวดความเมื่อยเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ความปวดความเมื่อยไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายมันนั่งมาก่อน ความปวดความเมื่อยมันมาทีหลัง เพราะฉะนั้นเป็นคนละอันกัน ความปวดความเมื่อยไม่ใช่ร่างกายหรอก และความปวดความเมื่อยก็ไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า พอมันปวดก็อย่าเพิ่งขยับ นั่งดูมันไปเรื่อย หัดแยกไป ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่งความปวดความเมื่อยอยู่ส่วนหนึ่ง จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ส่วนหนึ่ง อย่าเพิ่งเปลี่ยนอิริยาบถ อดทนไว้ก่อน อยากได้ของดีเบื้องต้นทนไว้หน่อย

พอนั่งไปนานมันปวดมากนะ ใจมันเริ่มทุรนทุราย ใจมันเริ่มกระสับกระส่าย เริ่มกังวล นั่งนานๆจะเป็นอัมพาตมั้ย นั่งนานๆถ้าจะไม่ดี อะไรอย่างนี้ เปลี่ยนอิริยาบถเสียเถิด หลวงพ่อปราโมทย์บอกให้ทางสายกลาง นั่งนานไปทรมานเป็นอัตตกิลมถานุโยค นี่กิเลสหลอกทั้งนั้นเลย จิตมันดิ้นรนแล้ว ความฟุ้งซ่านของจิตมันเกิด พอมันเจ็บปวดมากๆนะ จิตมันฟุ้งซ่าน เราก็ดูลงไป ความฟุ้งซ่านเนี่ย ไม่ใช่ความเจ็บปวด ความเจ็บปวดมันอยู่ที่ร่างกาย ความฟุ้งซ่านมันอยู่ที่ใจเรา เพราะฉะนั้นความเจ็บปวดกับความฟุ้งซ่านเป็นคนละขันธ์กัน คนละอันกัน ความฟุ้งซ่านไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ความเจ็บปวด ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่จิต แต่เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒o เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

File: 550120
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๒๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

นิพพานอะไร มีเข้ามีออก

mp3 for download : นิพพานอะไร มีเข้ามีออก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ : บางคนก็น้อมจิตไปสู่ความว่างความนิ่ง แต่จิตนิ่งจิตว่าง เป็นจิตพระอรหันต์ พระอรหันต์อย่างนั้นไม่ใช่ของจริง มีเข้าๆออกๆ วันนี้นิ่งได้ สงบได้ อยู่กับความว่างได้ แต่อีกวันก็ถอยออกมาข้างนอกอีก พระอรหันต์ผลุบเข้าผลุบออกไม่ใช่ของจริง

หลวงพ่อก็เคยทำ ฝึกไปจนกระทั่งเหลือแต่รู้อันเดียวเลย เหลือแต่ธาตุรู้อันเดียวเลย ตอนฝึกทีแรกเรามีผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ มีจิตกับอารมณ์ มีสองอันใช่มั้ย ตัวนี้ไหวยุกยิกอยู่ที่หน้าอกนี่ ตัวนี้เป็นคนดูอยู่ เลยสงสัยว่าจะดูตัวไหน ดูตัวนี้?

พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ ตัวนี้ล่ะทุกข์ ตัวรู้ไม่เห็นจะทุกข์เลย ตัวรู้ไม่เห็นจะทุกข์เลย หลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต เอ๊..จิตมันเป็นคนรู้ น่าจะดูตัวนี้ สองตัว มีทั้งสองตัวนี้ จะดูตัวไหน สงสัยนะ ก็พยายามสังเกต

ไปดูที่ตัวไหวๆ ไปดูเป็นเดือนไม่ขาด ไม่มีที่สิ้นสุดเลย วัฏฏะหมุนอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่ ไปเพ่งใส่ตัวรู้นะ จะเกิดตัวรู้ซ้อนตัวรู้ไปเรื่อยๆ ดูอยู่เป็นปีก็ไม่ใช่อีก หรือว่ารู้ตรงกลาง นี่..มัชฌิมา ไม่เอาตัวรู้ ไม่เอาตัวถูกรู้ มัชฌิมา เวลากำหนดจิตลงไป นั่งดู จิตเคลื่อนไป สติเนี่ยเคลื่อนไป เข้าไปที่ไหวๆกลางหน้าอก เข้าไปดู พอเคลื่อนไปพอจะแตะอารมณ์ที่กลางหน้าอกนะ ถอนขึ้นเลย ทวนเข้าหาตัวรู้ พอเข้ามาใกล้ตัวรู้นะ ไม่จับเอาตัวรู้นะ ทวนออกอีก ทวนเข้าทวนออก มันวูบลงไปตรงกลางเลย ระหว่างตัวรู้กับตัวถูกรู้ นี่ล่ะมั้งทางสายกลาง

นี่เป็นเรื่องของสมาธิทั้งนั้นเลยนะ ทางสายกลางจริงๆเป็นเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ทางสายกลางไม่ใช่เรื่องของสมาธิ ความโง่ ความไม่รู้ ความไม่มีครูบาอาจารย์ การห่างครูบาอาจารย์นะ ใช้ลองเอา ลองอย่างนี้ไม่ใช่ ลองอย่างนี้ไม่ใช่ ลอง choice ที่สาม ไม่จับทั้งผู้รู้ ไม่จับทั้งสิ่งที่ถูกรู้เลยนะ จิตรวมลงไปนะ ว่างไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีความคิดความนึกความปรุงความแต่ง มันไม่มีอะไรเลย เหลือแต่ธรรมชาติรู้อันเดียวล้วนๆเลย ดูเข้าออก-เข้าออกอยู่อย่างนี้นะ เสร็จแล้วสงสัย หื้อ..มันใช่หรือเปล่าหนอ?

ไปเจอหลวงปู่เทสก์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี – ผู้ถอด) หลวงปู่เทสก์ท่านก็บอกว่า สมาธิอย่างนี้.. ท่านพูดชัดเลยนะ สมาธิ สมาธิอย่างนี้ตอนนี้ไม่มีคนเล่นนะ ไปเล่นให้ชำนาญไว้ ไปหัดเล่นให้ชำนาญ พอได้ยินว่าสมาธิก็รีบกราบเรียนท่านเลย หลวงปู่ มันเป็นสมาธิ ผมกลัวติด ท่านบอกว่าอย่ากลัวติด ไปซ้อมให้ชำนาญ ถ้าติดอาตมาจะแก้ให้ นี่..ท่านพูดอย่างห้าวหาญเลย เพราะท่านเก่งเรื่องสมาธิไม่มีตัวจับเลย ทำไมหลวงปู่เทสก์เก่งเรื่องสมาธิ ท่านติดสมาธิอยู่ตั้งสิบกว่าปี ตัวท่านน่ะ เพราะฉะนั้นท่านชำนิชำนาญมาก ท่านบอกให้เราเล่น หลวงพ่อก็เล่นอยู่อย่างนั้น ครูบาอาจารย์บอกให้เล่นก็ลองเล่นไปเรื่อย

วันหนึ่งไปเชียงใหม่ เจอหลวงปู่บุญจันทร์ (หลวงปู่บุญจันทร์ จนฺทวโร วัดถ้ำผาผึ้ง youtube – ผู้ถอด)เข้า ไม่ได้เจอท่านหรอก ไปวัดสันติธรรม ท่านมาพักอยู่ที่นั่นพอดี ท่านให้ลูกศิษย์ของท่านที่ตามท่านมา มาดักอยู่หน้าวัด มาเรียกเราไปหาท่าน เราไม่รู้จักท่านนะ อยู่ๆก็ให้พระมาดักเรียกตัวไปเลย พอไปถึงท่านก็ถามว่าภาวนาอย่างไร พอบอกท่านว่าเนี่ย รวมลงไปตรงกลางเนี่ยนะ อู๊ย..ท่านตวาดเอา เฮ้ย! นิพพานอะไรมีเข้ามีออก ไง!จะภาวนายังไง เรานึกว่าท่านฟังเราไม่รู้เรื่อง สำเนียงมันไม่เหมือนกันนะ เราก็ฟังท่านไม่ค่อยออกนะ ท่านก็ฟังเรา อื้อ.. คงไม่ออกมั้ง เล่าซ้ำอีกที ครั้งที่สองท่านตวาดดังกว่าเก่าอีก เฮ้ย!! นิพพานอะไรมีเข้ามีออก ใจมันทิ้งเลย ไม่เอา เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่จะนำไปสู่มรรคผลนิพพานหรอก มันเป็นกลางจริงนะ เป็นมัชฌิมาจริงนะ แต่เป็นมัชฌิมาของสมาธิอันเดียวไม่ใช่ศีลสมาธิปัญญา ทางสายกลางนั้นเป็นทางของศีลสมาธิปัญญา ไม่ใช่แค่สมาธิ เราถูกท่านดุนะ

ตั้งแต่วันนั้นมาใจไม่เอาตรงนี้เลย ใจไม่ยอมเข้าไปที่ตรงนี้ รู้สึกว่าถ้าอยู่ตรงนี้เสียเวลา หลวงปู่เทสก์ท่านอยากให้ฝึกให้เล่นให้ชำนาญเท่านั้นเอง ท่านก็ได้บอกอยู่แล้วว่านี่คือสมาธิ ไม่ใช่ทางพ้นหรอก ที่นี้เรากลัวช้า ใจมันไม่เอาแล้ว พอหลุดจากตรงนี้นะ ท่านหัวเราะเลย เสียดัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า หัวเราะสะใจ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า เสียงดังอย่างนี้ ท่านหัวเราะเราก็หัวเราะตามท่านไปด้วย ฮ่าๆ บ้าง นะ ท่านหยุดกึกเลยนะ พอเราหัวเราะท่านหยุดปุ๊บเลย ใจท่านนิ่งว่าง ท่านหยุดเราก็หยุด ใจเราก็เฉยเลย ท่านบอกว่า เออ! ใช้ได้ นี่ท่านลองนะ ท่านลองเราว่า จิตเราไวขนาดไหน ท่านหัวเราะเราก็หัวเราะ ท่านหยุดเราก็หยุดด้วย ท่านบอกใช้ได้ ไป ไปทำต่อเอา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File 550106
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๒๐ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เคล็ดลับของการทำสมถะ

mp3 for download : เคล็ดลับของการทำสมถะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมย์ :ลูกศิษย์ของหลวงพ่อ ตอนนี้เขาเรียนนักธรรมโท หลวงพ่อเอาหนังสือมาอ่านบ้าง อ่านไปถึงนักธรรมเอกแล้ว พบว่าในตำรานักธรรมเอกนั้นสอนเหมือนที่หลวงพ่อสอนนี่แหละ มีหมดเลย กระทั่งตัณหาจริตทิฎฐิจริตยังมีเลย ละเอียดยิบเลย พระน่าจะเรียน แต่ถ้าจะเรียนแล้วจับเคล็ดไม่ได้นะ มีคัมภีร์อยู่ จับเคล็ดวิชา วิธีปฏิบัติไม่ได้ ทำไม่เป็น

เคล็ดของการปฏิบัติมีนิดเดียว อย่างละประโยคเท่านั้นเอง ถ้าจะทำสมถะ ให้น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง มีเงื่อนไขว่า อารมณ์นั้นต้องไม่ยั่วกิเลส เป็นอารมณ์ทีจิตชอบ จิตของเราแต่ละคนชอบอารมณ์ไม่เหมือนกัน บางคนชอบพุทโธ อยู่กับพุทโธแล้วมีความสุข ก็น้อมจิตไปอยู่กับพุทโธอย่างเดียว จิตไม่หนีไปที่อื่น ก็มีความสุข จิตสงบ คนไหนชอบลมหายใจนะ น้อมจิตไปอยู่กับลมหายใจ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็สงบ

เคล็ดลับของสมถะอยู่ที่ รู้จักเลือกอารมณ์ที่มีความสุข น้อมจิตไปสู่อารมณ์นั้น แค่นั้นเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
File 550106
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๒๘ ถึงนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สมาธิเพื่อการเจริญปัญญา (๑/๖) : สมาธิชนิดที่ ๑: สมาธิเพื่อการพักผ่อน

mp 3 (for download) : สมาธิเพื่อการเจริญปัญญา (๑/๖) : สมาธิชนิดที่ ๑: สมาธิเพื่อการพักผ่อน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: หลวงพ่อปราโมทย์ : นี่ต้องแยกให้ออกนะ ระหว่างสมถะกับวิปัสสนา เมื่อวานหลวงพ่อสอนหลักของสมถะให้แล้ว เราต้องทำ การทำสมถะเป็นการชาร์จพลังของจิต ถ้าจิตไม่มีพลัง เดินปัญญาลำบาก

สมถะมี ๒ ชนิด ชนิดที่ ๑ เอาไว้พักผ่อน ชนิดที่ ๒ ฝึกให้จิตตั้งมั่น เพื่อจะได้เดินปัญญา จะเอาสมาธิชนิดพักผ่อนไปเดินปัญญา(จะทำ)ไม่ได้ เพราะถ้าเดินปัญญามันก็ไม่ได้พักผ่อน

สมาธิพักผ่อนนั้นจิตเป็น ๑ อารมณ์เป็น ๑ อยู่กับพุทโธอยู่กับลมหายใจ จิตไม่หนีไปที่อื่น ไม่ไปแสวงหาอารมณ์อันอื่น จิตก็จะสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว เคล็ดลับอยู่ที่การเลือกอารมณ์ ที่เหมาะกับนิสัยของเรา (เหมาะกับ)จิตใจของเรา

อารมณ์ใดที่เป็นกุศล อยู่แล้วมีความสุข ก็เอาอันนั้น อารมณ์บางอย่างอยู่ด้วยมีความสุขแต่เป็นอกุศล (ก็)ไม่เอา มันดูมีสมาธิแต่สมาธิจะเป็นมิจฉาสมาธิไป ไม่ดี

ยกตัวอย่าง ดูบอล มีความสุขไปดูบอล มีสมาธิจดจ่อในการดูบอลนะ ดูได้ทั้งคืนเลย เป็นสมาธิออกนอกไปหมด เป็นมิจฉาสมาธิ เลือกอารมณ์ที่เป็นกุศลไว้ หรือไม่ยั่วกิเลส คนไหนอยู่กับพุทโธมีความสุข(ก็ให้)อยู่กับพุทโธไป คนไหนอยู่กับลมหายใจมีความสุข ก็อยู่กับลมหายใจไป คนไหนดูท้องพองยุบมีความสุข ก็อยู่กับท้องพองยุบ ใครขยับมือทำจังหวะแล้วมีความสุข (ก็)ขยับมือไป อย่าบังคับจิตให้สงบ

มันมีเคล็ดลับหลายตัว อันแรกเลือกอารมณ์ที่มีความสุข แล้วก็มนสิการถึงอารมณ์อันนั้น คำนึงถึงอารมณ์นั้นเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ไปบังคับจิตให้ไปจ่อเครียดๆอยู่กับอารมณ์ ถ้าบังคับจิต จิตจะไม่มีความสุข ไม่สงบหรอก เคล็ดลับของสมาธิคือ มีความสุขมันถึงจะสงบ

ท่านถึงสอนบอกว่า ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ นี่คือสมาธิชนิดแรก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๑๒ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
File: 550212A
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่  ๐๑ ถึง นาทีที่ ๒ วินาทีที่ ๔๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า (๕) เจริญสมาธิ

mp 3 (for download) : ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า (๕) เจริญสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีสติแล้วก็มีสมาธิได้ ถ้าคอยรู้ทันความฟุ้งซ่าน

สมาธิกับความฟุ้งซ่านเป็นสิ่งตรงข้ามกัน ความฟุ้งซ่านเป็นกิเลส สมาธิเป็นธรรมที่เป็นกลางๆ จิตที่มีกิเลสมีสมาธิก็มี จิตที่เป็นกุศลมีสมาธิก็มี สมาธิไม่ใช่กุศลเสมอไป แต่สติเป็นกุศลเสมอไปนะ

ความฟุ้งซ่านเป็นอกุศลแน่นอน ถ้าเวลาใจฟุ้งซ่าน ใจฟุ้งซ่านคือใจวิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู เปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วนะ แส่ส่ายหาอารมณ์ไปเรื่อย เรียกว่าจิตฟุ้งซ่าน ถ้าเรามีสติรู้ทันว่าจิตกำลังฟุ้งซ่านอยู่ จิตจะสงบอัตโนมัติ

การที่จิตแส่ส่ายออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นตลอดเวลาเนี่ย แทบจะเป็นอยู่ตลอดเวลา มันแส่ส่ายทางไหนมากที่สุดรู้มั้ย แส่ส่ายทางใจมากที่สุด คือหนีไปคิดมากที่สุด วันหนึ่งๆเนี่ย จิตหลงไปคิดเนี่ยเกิดบ่อยที่สุด จิตหลงไปดู หลงไปฟัง หลงไปดมกลิ่น หลงไปลิ้มรส หลงไปรู้สัมผัสทางกายเนี่ย มีเป็นคราวๆ จิตหลงไปคิดเนี่ยแทบจะยืนพื้นเลย พอหลงไปดูก็ต่อด้วยหลงคิด หลงไปฟังก็ต่อด้วยหลงคิด ไม่มีอะไรเลยก็หลงคิดด้วยตัวของตัวเองได้ จิตที่หลงคิดก็คือจิตฟุ้งซ่านนั่นแหล่ะ เป็นจิตฟุ้งซ่านที่เกิดบ่อยที่สุด

เพราะงั้นให้้เรามีสติ รู้ทันจิตที่หลงคิดเนี่ย ดีที่สุดเลย ถ้าจิตหลงไปคิดปุ๊บ เรารู้ทันนะ ความหลงคิดดับ จิตจะตั้งมั่นขึ้นอัตโนมัติ สมาธิเกิดอัตโนมัติเลย ไม่จำเป็นต้องไปนั่งทำฌาน ทำกสิณอะไรนะ เสียเวลา ถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ไม่จำเป็นเลย แค่รู้ทันว่าจิตหลงไปคิด สมาธิก็เกิดแล้ว งั้นมีสติก็จะได้สมาธินะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๔
File: 550422.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

คนใจร้อน ให้ดูจิตที่เคลื่อนไหว

mp 3 (for download) : คนใจร้อน ให้ดูจิตที่เคลื่อนไหว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : จะขอคำแนะนำพระอาจารย์ว่าดูสภาวะจิตนะค่่ะ แล้วอีกคำถามก็คือว่าอยากขอคำแนะนำที่เหมาะสมในเรื่องของวิหารธรรมที่เหมาะสมกับตัวหนูค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราเป็นคนใจร้อนนะ เพราะงั้นเราดูจิตดูใจที่มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเนี่ยมันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเลย รู้สึกมั้ยอารมณ์ของเรามันเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงไปเรื่อยๆนะ นั่นแหล่ะดูไป เห็นแต่อารมณ์เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์นะ เดี๋ยวก็หงุดหงิดอะไรงี้ ไหลมาไหลไปเดี๋ยวก็หงุดหงิดอีก พอมีสติรู้ความหงุดหงิดหายไปอีกซักพักก็มาอีกอะไรงี้ เฝ้ารู้อยู่อย่างนี้บ่อยๆ

ในที่สุดปัญญามันเกิดมันจะเห็นเลยทุกอย่างผ่านมาแล้วผ่านไป ทุกอย่างเป็นของถูกรู้ถูกดู ทุกอย่างไม่ใช่ตัวเราหรอก ของคุณทำในรูปแบบด้วยนะ พยายามไป อดทน เดินจงกรม เห็นร่างกายมันเดินไป ถึงวันหนึ่งใจมันมีเรี่ยวแรงขึ้นมา

มีผู้หญิงคนหนึ่งนะ ไปเรียนกับหลวงพ่อ เมื่อหลายเดือนแล้ว มาเดือนพฤศจิกายนไปเรียนแล้วถามหลวงพ่อว่าที่ภาวนาอยู่เป็นยังไง หลวงพ่อก็บอกว่า ภาวนาก็รู้หลักอยู่แล้ว ภาวนาก็ใช้ได้อยู่แล้ว แล้วก็เงียบๆนะไม่พูดต่อแล้ว เขาก็ถามหลวงพ่อว่าเขาขาดวินัยในการปฏิบัติใช่ไหม บอกว่า ใช่ ตั้งแต่นั้นนะ เดินจงกรมทุกวันเลย คนนี้งานเยอะนะ ดูแลบ้านดูแลครอบครัวดูแลลูกดูแลสามี งานเยอะมากเลย พอดูแลเสร็จแล้วก็ไปทำงาน ดูแลบริษัทอีก ๕ บริษัท กลับมาถึงบ้านนะ กว่าจะมีเวลาส่วนตัวเนี่ย ๕ ทุ่มแล้ว ๕ ทุมถ้าเป็นพวกเราทำงานมาตึ้งแต่เช้ามืดยัน ๕ ทุ่ม เราก็มีข้ออ้างแล้วใช่ไหม ขอนอน นี่ คนนี้ฮึดสู้นะ ลุกขึ้ันเดินจงกรม ยังไม่นอนนะ เดินจงกรมไปชั่วโมงกว่า เที่ยงคืนหมดเรี่ยวหมดแรงไปนอน นอนไปตี่นหนึ่งนะ ก็ลุกขึ้นมาเดินอีก เขาฝึกของเขามาอย่างนี้ด้วยความยากลำบากนะ แต่ว่าไม่ท้อถอยเลย เขาฝึกจนกระทั่งวันหนึ่งใจมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง ใจมันถอดถอนตัวเองออกมา เราค่อยฝึกเอา ใช้เวลาราวๆ ๗ เดือนเอง ของเราอย่าขึ้เกียจนะ แล้วเราอย่าอ้างว่างานเยอะ งานทั้งหลายที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เพื่อจะอาศัยอยู่ในโลกชั่วครั้งชั่วคราว งานในธรรมะนะข้ามภพข้ามชาติ

ดูเด็กนี่ เห็นไหม เด็กนี่เห็นรูปตั้งแต่เล็กๆ ยังไม่เคยฟังธรรมก็รู้จักรูปแล้ว แต่ว่าไม่รู้ชื่อมันเท่านั้นเอง คนที่เคยทำนะ มันทำง่าย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา
ชลบุรี

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๑
File: 520719.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๔๑ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

มีสติช่วยให้มีสมาธิได้อย่างไร ?

mp3 (for download) : มีสติช่วยให้มีสมาธิได้อย่างไร ?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สมาธิเป็นเครื่องสู้กิเลสระดับกลางชื่อว่า “นิวรณ์” นิวรณ์มีห้าตัว แต่ทั้งห้าตัวมันเป็นความฟุ้งซ่านของจิตทั้งนั้น ถ้าฟุ้งไปชอบใจในอารมณ์ เรียกว่า “กามฉันทะนิวรณ์” ฟุ้งไปเกลียดอารมณ์ เรียก “พยาบาท” ฟุ้งจับจด ฟุ้งแล้วไม่รู้อะไรต่ออะไร สะเปะสะปะ เรียก “อุทธัจจะ” อุทธัจจะไม่อยู่ลำพังหรอก พอฟุ้งมากๆก็รำคาญใจ อุทธัจจะ เป็นโมหะ มันจะต่อด้วย “กุกกุจจะ” รำคาญใจ กุกกุจจะ เป็นโทสะนะ พอฟุ้งได้ที่ก็รำคาญ หงุดหงิด เนี่ย ถ้าจิตไม่ฟุ้ง ไม่รำคาญ ไม่หงุดหงิด ลังเลสงสัยก็เป็นความฟุ้งซ่าน คนถามกรรมฐานมากๆ ถามแล้วถามอีก คิดมาก ดูกายดูใจมันทำงานเข้าไป ไม่มีคำถาม มีน้อย คำถาม

หลวงพ่อเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์นะ เรียนจากครูบาอาจารย์ตั้งหลายสิบองค์ เข้าไปหาท่าน คำถามหลักๆเลยที่ถามนะคือที่ทำอยู่นี่ถูกมั้ย คราวก่อนท่านสอนมาอย่างนี้ ผมไปทำ อย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าผิดให้ท่านบอกด้วย ถ้าถูกแล้วทำยังไงจะพัฒนาไปมากกว่านี้ ถามเท่านี้เองนะ ครูบาอาจารย์ก็ตอบเหมือนกันทุกที ดีแล้ว ทำอีก จบแล้ว ไม่มีอะไรต้องมาพิรี้พิไร ขอแถมอีกหน่อยอะไรอย่างนี้ ขอนั่งอีกนิด ไม่มี เสียเวลา

“เวลา” หมดแล้วหมดเลยนะ ซื้อไม่ได้ ทิ้งเปล่าๆ ไม่นานก็ตาย ฉะนั้นเราเอาเวลามาภาวนา ภาวนาแล้วไม่ค่อยมีคำถามเท่าไหร่หรอก ถามอะไร มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง มีเท่านี้เอง ถามมากกว่านี้ก็คิดมาก คิดเยอะไป รู้ไว้เยอะๆ รู้ทัน ทุกคนรู้จิตรู้ใจตัวเองได้อยู่แล้ว กายของเรา เราก็รู้ได้อยู่แล้ว จิตของเรา เราก็รู้ได้อยู่แล้ว รู้เอาบ่อยๆ พอเรามีสติรู้ทันนิวรณ์ที่เกิดขึ้นนะ นิวรณ์จะดับ อย่างจิตมีพยาบาทเกิดขึ้น เรามีสติรู้ทันนะ พยาบาทดับ จิตมีกามฉันทะเพลิดเพลินพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส เรามีสติรู้ทันนะ ความเพลิดเพลินพอใจคือกามฉันทะก็ดับ สงสัยขึ้นมา มีสติรู้ทัน สงสัยก็ดับ หดหู่ มีสติรู้ขึ้นมา หดหู่ก็ดับ

อาศัยสตินี่แหล่ะ มารู้ทันนิวรณ์ที่เกิดขึ้นในใจบ่อยๆ แล้วสมาธิจะเกิดขึ้นเอง นี่เป็นวิธีทำสมาธิที่สุดจะง่ายเลยนะ ไม่ใช่หลวงพ่อพูดเองด้วย มีพระสูตรที่สอง ชื่อ สามัญญผลสูตร (สูตรที่ ๒ ในคัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระสุตตันตปิฎก) พระพุทธเจ้าสอน อชาตศัตรู อชาตศัตรูเกิดมาไม่เป็นศัตรูกับใครนะ เป็นศัตรูกับพ่อเท่านั้นแหล่ะ ฆ่าพ่อตาย อชาตศัตรูไปเรียนธรรมะ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ทันนิวรณ์นะ รู้ทันนิวรณ์แล้วสมาธิเกิด นี่เป็นวิธีฝึกสมาธิของฆราวาส อาศัยสติรู้ทันศัตรูของสมาธิ พอจิตไม่มีศัตรูของสมาธิ จิตก็สงบเองแหล่ะ ไม่ต้องทำความสงบหรอก อย่าทำความฟุ้งซ่านก็พอแล้ว ความฟุ้งซ่านเราจะทำลายมันได้ไง ความฟุ้งซ่านเป็นกิเลส เมื่อไรมีสติ เมื่อนั้นไม่มีกิเลส นี่เป็นกฎของธรรมะเลย

ดังนั้นเรามีสติรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่านไป ฟุ้งไปหาอารมณ์ที่ชอบ ฟุ้งไปหาอารมณ์ที่ไม่ชอบ ฟุ้งสะเปะสะปะ จับอารมณ์ไม่ถูก ฟุ้งไปหาอารมณ์ที่ชอบเป็นกามฉันทะ ฟุ้งไปหาอารมณ์ไม่ชอบเป็นพยาบาท ฟุ้งสะเปะสะปะเป็นอุทธัจจะกุกกุจจะ ฟุ้งไปคิดมากก็ลังเลมากเป็น “วิจิกิจฉา” ฟุ้งมากหมดเรี่ยวหมดแรงลงไปแผ่หลาอยู่ หมดเรี่ยวหมดแรง ดูอะไรไม่รู้เรื่องแล้วเรียกว่า “ถีนมิทธะ” ทั้งจิตทั้งเจตสิกหมดแรง ล้วนแต่มาจากความฟุ้งทั้งนั้น

ถ้ามีสติรู้ทันจิตที่ฟุ้งไปนะ สมาธิเกิดเอง โดยเฉพาะจิตนะชอบฟุ้งไปคิด ฟุ้งไปคิดเนี่ยบ่อยที่สุด ถ้าเรารู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่านไปคิด ความฟุ้งซ่านจะดับ จิตจะเกิดสมาธิ จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจต้องอยู่กับเนื้อกับตัวนะ ถึงจะเจริญปัญญาได้ ถึงจะทำวิปัสสนาได้ ถ้าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำวิปัสสนาไม่ได้ เพราะวิปัสสนานี่คือการเรียนรู้ความจริงของรูปนาม สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา รูปธรรมนามธรรมนี้เอง เมื่อไหร่ขาดสติเมื่อนั้นไม่รู้รูปนาม ไม่รู้รูปธรรมนามธรรมของตัวเอง ใช้ไม่ได้เลยนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า

CD: ๔๑
File: 540730B
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๔๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ

mp3 (for download) : เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึกสังเกตใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก

เวลาฝึกก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ถูกแล้วที่ฝึก

โยม : คือ พึ่งเริ่มฝึก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าที่ฝึกนี้ ถูกต้องไหม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถูกแล้วนะที่ฝึก ต้องฝึกนะ เวลาที่เรา ฝึกมันก็ถูกบ้างผิดบ้าง แต่อย่างน้อยที่ฝึกเนี่ย ถูกแล้ว (โยม : ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ขอบคุณค่ะ) ต้องฝึกไปเรื่อยๆ วิธีฝึกก็ไม่มีอะไรหรอก สังเกตใจเราไว้ ใจเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน บางวันก็สุข บางวันก็ทุกข์ บางวันก็ดี บางวันก็ร้ายใช่มั้ย ในวันเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน ดูออกมั้ย เช้าสายบ่ายเย็นความรู้สึกไม่เหมือนกัน ให้เราคอยรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รู้เฉยๆนะ อย่าแทรกแทรง อย่าไปห้ามมันว่า ความรู้สึกต้องดีห้ามรู้สึกชั่วอะไรนี้  ไม่ห้ามเลย ให้รู้ไปลูกเดียว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510315
ระหว่างนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๓๑ ถึงนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

mp3 (for download) : ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

ไม่ทราบอารมณ์ปัจจุบัน ควรทำอย่างไร

โยม : เวลาที่เราไม่ทราบว่าจิตอยู่ที่ใหน กำลังหลงอารมณ์อะไรอยู่ เราควรทำอย่างไรดีคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ก็หัดรู้ทันนะ หัดรู้ทันความรู้สึกของตัวเองไป เราทุกคนสามารถรู้ความรู้สึกของตัวเองได้ ความรู้สึกทุกชนิดเรารู้จักอยู่แล้ว แต่เราละเลยที่จะรู้

มีใครไม่รู้จักว่าโกรธเป็นไงบ้าง มีมั้ย ใครไม่รู้จัก ไม่เคยโกรธ ใครไม่เคยโลภ ใครไม่เคยหลง ใครเคยกลัวบ้าง มีมั้ย ใครเคยกลัว (โยมเริ่มยกมือ) มีคนเดียวเคยกลัว อ้อ มีสองคน สามคน มีใครเคยอิจฉาบ้างมีมั้ย เคยทุกคนแหล่ะ ความรู้สึกทุกชนิดนะเรารู้จักอยู่แล้ว แต่เราละเลยที่จะรู้ว่าตอนนี้ใจของเรารู้สึกอะไร ใจไม่ได้หลงไปใหนนักหนาหรอก เรานั่นแหล่ะไม่ยอมดูเอง ถ้าขยันดู เราก็จะรู้เลยว่าตอนนี้ความรู้สึกของเราเป็นยังไง ความสุขรู้จักมั้ย ความทุกข์ก็รู้จักใช่มั้ย ดีใจ เสียใจ กลัว กังวล รู้จักทุกอย่าง เซ็งรู้จักมั้ย เซ็งกับโกรธเหมือนกันมั้ย ไม่เหมือน เห็นมั้ย แยกเป็น ตอนนี้ความรู้สึกเป็นยังไง

รู้ลงไป รู้ทันความรู้สึกที่กำลังเกิดอยู่ สดๆร้อนๆในใจ ตัวเองนะ ฝึกอย่างนี้แหล่ะ แล้วถึงจะเข้าใจว่าจิตมันเป็นยังไง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ โรงพยาบาลตำรวจ
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ โรงพยาบาลตำรวจ
File: 540330
ระหว่างนาทีที่  ๓๖ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๓๘ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เบื้องต้นยังดูไม่ถึงจิต ให้ดูอารมณ์ไปก่อน

mp3 for download : เบื้องต้นยังดูไม่ถึงจิต ให้ดูอารมณ์ไปก่อน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : คำว่าดูจิตๆนั้นส่วนใหญ่เราพูดโดยอนุโลม ส่วนมากดูไม่ถึงจิตหรอก ส่วนมากเราจะไปดูอารมณ์มากกว่า เช่นเราเห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ความสุขความทุกข์ใดๆเกิดขึ้น เราก็คอยรู้ไปเรื่อยๆ

เราไม่สามารถเห็นตัวจิตตรงๆได้ ก็อาศัยการรู้จิตตสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งจิต แล้วก็เห็นเลย จิตที่มีความโลภเกิดมาแล้วก็หายไป เกิดจิตไม่โลภ เดี๋ยวก็เป็นจิตที่มีความหลงเกิดมาแล้วก็หายไปเป็นจิตไม่หลง จิตมีความโกรธ เกิดมีโลภโกรธหลงอะไรอย่างนี้ เกิดแล้วก็หาย แต่ละอย่างๆ เห็นอย่างนี้ยังไม่เรียกว่าเห็นจิตหรอก แต่เห็นจิตตสังขาร เพราะตัวจิตไม่มีรูปร่างแสงสีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีอะไรที่จะให้สัมผัสร่องรอยของมันได้ จิตเป็นแต่ธรรมชาติรู้

แต่ถ้าเราฝึกจนชำนิชำนาญนะ เบื้องต้นก็หัดดูความรู้สึกไปก่อน ต่อไปเราก็จะค่อยๆสังเกตเห็นพฤติกรรมของจิต ตัวพฤติกรรมของจิตนี้บางทีเราก็รู้สึก จิตมันเหมือนวิ่งไปที่ตา วิ่งไปที่หู วิ่งไปที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ วิ่งไปวิ่งมา เหมือนจิตมีดวงเดียววิ่งไปวิ่งมาได้ อันนี้จริงๆก็ยังไม่ใช่จิตอีก เป็นวิญญาณ ที่หลวงปู่ดูลย์บอกว่าให้ดูจิตน่ะ ไม่ใช่ดูแค่นั้นหรอกนะ นั่นเป็นวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดดับไปเรื่อยๆ ยังไม่ใช่ตัวธาตุรู้นะ ดูยากนะจิตแท้ๆ

ทีนี้ถ้าหากละเอียดปราณีตขึ้นมาอีกนะ เราดูความไหว ความไหวของจิต เราจะรู้สึกนะ เวลาตัณหาเกิด อยากดูรูป จิตเหมือนจะขยับไป เหมือนจะขยับไปดูนะ เวลาได้ยินเสียงเมือนจะขยับไปฟัง เวลาได้กลิ่นได้รสได้สัมผัส เหมือนมันขยับไป จะไปรู้อารมณ์ แค่มันขยับตัวขึ้นมาก็เห็นแล้ว ก็ไม่ต้องไปดูนาน คล้ายๆดูที่ต้นตอมัน พอมันไหวตัวขึ้นมา ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกจิตส่งออกนอก รู้ทันตรงที่จิตส่งออกนอกนี่ ไม่ใช่ไปรู้อารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า

แต่ว่าบางคนก็ทำตรงนี้ไม่ได้ ทำตรงนี้ไม่ได้ก็ดูความรู้สึกดูอารมณ์ไปก่อน เห็นมันโลภมันโกรธมันหลงไป มันสงสัย มันหดหู่ มันว้าเหว่ มันดีใจ มันเสียใจ มันสุขมันทุกข์ หมุนเวียน ดูอย่างนั้นไปก่อน เก่งขึ้นมาก็เห็นเลย เดี๋ยวจิตวิ่งไปที่ตา วิ่งไปที่หู ถ้าเห็นอย่างนี้ใช้ได้เลย เก่งขึ้นมาเยอะแล้ว ต่อไปนะมันจะรู้อยู่ที่จิต พอจิตจะส่งออกนอกก็เห็นแล้ว

เหมือนคำของหลวงปู่ดูลย์ ลึกซึ้งนะ จิตส่งออกนอก มันมีตัณหาขึ้นมาเมื่อไหร่ จิตก็จะออกนอกเมื่อนั้นน่ะ มันมีแรงผลัก หรือกิเลสเกิดขึ้นนะ มันเย้ายวน เห็นอารมณ์บางอย่างเย้ายวนใจ เหมือนดึงดูดให้จิตขยับตัว จะวิ่งเข้าไปหา…

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510414A
ระหว่างนาทีที่ ๑ วินาทีที่ ๑๕ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สมาธิที่มีจิตตั้งมั่น ต่างกับสมาธิที่มีจิตสงบในอารมณ์อันเดียว

mp 3 (for download) : สมาธิที่มีจิตตั้งมั่น ต่างกับสมาธิที่มีจิตสงบในอารมณ์อันเดียว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สมาธิที่มีจิตตั้งมั่น ต่างกับสมาธิที่มีจิตสงบในอารมณ์อันเดียว

สมาธิที่มีจิตตั้งมั่น ต่างกับสมาธิที่มีจิตสงบในอารมณ์อันเดียว

หลวงพ่อปราโมทย์: ตั้งมั่นกับสงบ คนละอันกันนะ เป็นลักษณะของสมาธิคนละชนิดกัน ถ้าสงบเนี่ย มันจะนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียวนะ เรียกว่า อารัมณูปนิชฌาน จะสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้าตั้งมั่นอยู่เนี่ย จะสามารถเห็นความเกิดดับ เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปธรรมนามธรรมได้ เรียก ลักขณูปนิชฌาน คนละอันกัน อันหนึ่งเป็นฌาน เป็นความตั้งมั่น ที่เห็นลักษณะ คือเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม อีกอันหนึ่งเห็นตัวรูปนาม

เพราะฉะนั้นลำพังเราเห็นตัวรูปนาม ยังไม่ใช่วิปัสสนานะ บางคนเข้าใจผิดเลย ยกตัวอย่างไปดูท้องพองยุบ แล้วคิดว่าถ้าดูท้องพองยุบแล้วเป็นวิปัสสนา ไม่เป็นหรอก เพราะมันเป็นการเห็นตัวท้อง เห็นตัวท้องมันเป็นตัวอารมณ์ เรียกว่าอารัมณูปนิชฌาน เป็นสมถกรรมฐาน แต่ถ้าเห็นรูปพอง รูปยุบ นี่เกิดแล้วดับไปเรื่อยนะ นี่เห็นลักษณะแล้ว เห็นความเกิดดับของมัน อย่างนี้ขึ้นเดินปัญญาได้

รู้ลมหายใจ จิตไปรู้ลมหายใจนะ สงบ อยู่กับลมหายใจ อันนี้รู้อะไร รู้ลมหายใจ ลมหายใจเรียกว่าเป็นอารมณ์ คำว่าอารมณ์นะ คือคำว่า Object นะ เป็นตัวที่ถูกรู้ Objective คำว่าอารมณ์ในศาสนาพุทธนี้ ไม่ใช่แปลว่าอารมณ์อย่างที่พวกเรารู้จัก emotion อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ อารมณ์หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้

เพราะฉะนั้น ยกตัวอย่างเราไปรู้ลมหายใจนะ จิตเกาะนิ่งอยู่กับลมหายใจ นี่คือการเพ่งตัวอารมณ์ เรียกว่าอารัมณูปนิชฌาน เป็นสมถกรรมฐาน แต่ถ้าเราเห็นร่างกายมันหายใจ เห็นรูปมันเคลื่อนไหวนะ ใจมันเป็นคนดู มันมีความรู้สึกหยั่งซึ้ง ลึกซึ้ง อยู่ในใจนะ เนียนๆ ลึกซึ้งอยู่ในใจเลย รูปที่เคลื่อนไหวอยู่นี้ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เราไม่ใช่เขาเลย เป็นรูปที่เคลื่อนไหว อันนี้มันเดินปัญญานะ มันล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน

เพราะฉะนั้นถ้าไม่เห็นลักษณะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่าตัวลักษณะ ถ้าไม่เห็นลักษณะก็ไม่ขึ้นวิปัสสนา สมาธิก็เลยมี ๒ พวก สมาธิที่ไปรู้ตัวอารมณ์ กับสมาธิที่ไปรู้ตัวลักษณะ ความเป็นไตรลักษณ์ มี ๒ ชนิด

เนี่ยต้องเรียนทั้งสิ้นนะ ถ้าไม่เรียนแล้วก็ เอาสมาธิชนิดเพ่งอารมณ์นี้แหละมาทำวิปัสสนา เช่น ไปนั่งเพ่งลมหายใจแล้วบอกว่าทำวิปัสสนา ไปนั่งเพ่งท้องพองยุบแล้วบอกว่าทำวิปัสสนา ไม่เป็นหรอก เป็นสมถะล้วนๆเลย ต้องเห็นไตรลักษณ์จึงจะเป็นวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖
Track: ๑๕
File: 530917A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๓๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตไม่มีที่ตั้ง

mp3 for download : จิตไม่มีที่ตั้ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงพ่อปราโมทย์ : เอ.. ไปพยายามแยกมันเนี่ยผิดนะ นึกขึ้นได้ว่าท่านบอกให้ “ดูจิต” นี่ ท่านบอกให้ดู ไม่ได้บอกให้แยกนะ เราเสือกไปแยกเอง นี่ ต้องคำนี้นะ เราเสือกไปแยกเองน่ะ ท่านบอกให้ดูต่างหากล่ะ เอาใหม่วะ คราวนี้มันเป็นยังไง รู้ ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันโลภเห็นมันโลภนะ มันโกรธเห็นมันโกรธนะ บางทีใจก็แยกออกมาบางทีก็ไหลเข้าไปรวมกัน ยังไงก็ได้ จริงๆแล้วยังไงก็ได้ ฝึกไปๆนะ จนวันหนึ่งแจ้งขึ้นมา มันไม่มีเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่เรา อะไรก็ไม่ใช่เรา

เสร็จแล้วความสงสัยก็ยังมีอยู่นะว่า การปฏิบัติที่ละเอียดปราณีตขึ้นไปเนี่ย เราต้องให้ตัวนี้แยกอยู่ตลอดหรือเปล่า? มันมี ๒ ตัวแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่าอารมณ์ จิตผู้รู้มันแยกออกมาอยู่ต่างหาก เสร็จแล้วยังเกิดสงสัยได้อีกนะ เราควรจะดูตัวไหนดี เราจะเอาจิตไปตั้งไว้ที่ไหนดี? จะตั้งไว้ที่ตัวรู้นี่ หรือจะตั้งไว้ตรงนี้? ถ้าตัวนี้ก็เห็นมันเกิดดับไปเรื่อยๆ ถ้าตั้งไว้ตรงนี้ก็ว่างๆนิ่งๆ ไม่มีอะไร

เอ..ถ้าตั้งไว้ตรงนี้ก็นิ่งๆนะ หลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต พระพุทธเจ้าบอกให้ดูขันธ์ พระพุทธเจ้าบอกให้รู้ทุกข์ ให้รู้รูปนาม ท่านไม่ได้ให้ไปจ้องใส่ตัวจิต ทำไมหลวงปู่ดูลย์บอกให้ดูจิต หลวงปู่ดูลย์กับพระพุทธเจ้าทำไมสอนไม่เหมือนกัน ชักงงๆนะ ขนาดเห็นตัวเราไม่มีนะ จะภาวนาที่ยากลำบากที่ปราณีตขึ้นไป ก็ยังต้องลูบๆคลำๆอีก เพราะอยู่ห่างครูบาอาจารย์ สงสัยน่ะ

จิตมันอาจอยู่ตรงนี้ก็ได้ ไอ้นี่มันเป็นตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้กับจิตอาจเป็นคนละตัวก็ได้ นี่คิดไปอย่างนั้นอีกนะ เสร็จแล้วมาดูอยู่ตรงนี้ อีกคราวหนึ่งไปหาหลวงปู่ดูลย์อีก หลวงปู่จิตมันตั้งอยู่ที่ไหนแน่ ไปให้ท่านชี้ขาดนะ ว่ามันตั้งอยู่ที่นี่หรือตั้งอยู่ที่นี่ เราก็คิดว่าต้องดูตรงนี้ เพราะพระพุทธเจ้าบอกให้ดูขันธ์มันทำงาน มันเกิดดับ กะว่าคำตอบสุดท้ายที่ท่านจะฟันธงนะ จะต้องอยู่กลางหน้าอกนี่ ท่านบอก “จิตไม่มีที่ตั้ง” ฟังแล้ว หา..ไม่มีที่ตั้ง แล้วจะดูที่ไหนล่ะ คราวนี้งงอยู่หลายปีเลย

จนสิ้นหลวงปู่ดูลย์ไป จะถามท่านอีกนะว่า หลวงปู่ครับ ผมควรจะดูไอ้ตัวนี้ หรือผมควรจะดูตัวนี้ สงสัย เอาไว้ดูเองก่อนน่ะ เดี๋ยวค่อยถามทีหลัง ถามมากนักเดี๋ยวหลวงปู่ว่าเราขี้เกียจดู ดูไปๆจนหลวงปู่มรณภาพไป หลังจากนั้นไปอยู่กับหลวงปุ่เทสก์ ขยับจะถามหลวงปู่เทสก์หลายทีนะ ขยับถามแต่เรื่องอื่นน่ะ พอมาถึงเรื่องนี้ว่าจะเอาจิตไปดูที่ไหนดี จะดูที่นี่หรือดูที่ตัวรู้นี่ ขยับจะถามอยู่นั่นล่ะนะ แต่ไม่ถามนะ จนหลวงปู่เทสก์ก็มรณภาพไป

ไปเรียนกับหลวงปู่สิมอีกนะ หลวงปู่สิมมรณภาพไปอีกองค์หนึ่ง ครูบาอาจารย์ค่อยๆทะยอยมรณภาพไปเรื่อยๆเราก็ไม่ได้ถามใคร จนมาบวชนะ ตั้งแต่มาบวชนี่เรียนกับหลวงปู่สุวัจน์ ให้หลวงปู่สุวัจน์เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สุดท้าย ให้ชี้เป็นชี้ตายเราได้ ถามดีไม่ดีๆ นี่อุตส่าห์อดกลั้นมา ๒๐ ปีแล้ว อดกลั้นอีกหน่อยก็แล้วกัน ดูไปๆนะ เห็นแต่ทุกข์ล้วนๆนะ ไอ้นี่ก็ทุกข์ๆ ไม่เห็นมีตัวไหนไม่ทุกข์เลย ถึงเข้าใจว่าจริงๆแล้วไม่ได้ดูตัวไหนหรอก ทุกๆตัวล้วนแต่แสดงไตรลักษณ์ ทำไมจะต้องเพ่งเล็งไปดูตัวใดตัวหนึ่ง ทั้งหมดนั้นแสดงไตรลักษณ์เหมือนๆกันหมดเลย เราดูสภาวะทั้งหลายเสมอภาคกันหมดนะ สลัดทิ้งหมดเลย ใจไม่ได้เอา ไม่ใช่ทิ้งตัวนี้แล้วเอาตัวนี้ไว้ ถ้าทิ้งตัวนี้แล้วเอาตัวนี้ไว้ มันเป็นภูมิธรรมของพระอนาคา ไปติดอยู่ตรงนั้นน่ะไปไม่รอดแล้ว

สมัยที่หลวงปู่ดูลย์ยังอยู่ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ยี่สิบหกปี วันหนึ่งท่านก็เปรยๆบอกว่า ผู้ปฏิบัติส่วนมาก กระทั่งที่มีชื่อเสียงมากๆเลยเนี่ย ส่วนมากเป็นผีใหญ่ ท่านว่าอย่างนี้ คำว่าผีใหญ่ของท่านหมายถึงเป็นพระอนาคา ตายแล้วไปเป็นพรหม เราก็ฟังไว้นะ ส่วนมากยังไม่จบหรอก ทำไมมันยากเย็นแสนเข็ญนะ

ผู้ปฏิบัตินั้นมีเยอะ ท่านบอกว่าเหมือนขนวัวนะ วัวทั้งตัวมีขนเยอะ แต่ที่บริสุทธิ์หลุดพ้นไปเลยเหมือนเขาวัว เขาวัวมีนิดเดียวนะ ขนวัวมีเยอะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความแปลกแยก และการคืนสู่ธรรมชาติ โดยคุณ สันตินันท์

การแปลกแยก และการคืนสู่ธรรมชาติ

การแปลกแยก และการคืนสู่ธรรมชาติ


อันที่จริงสรรพสิ่งในจักรวาลก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่แล้ว
แต่จิตที่อุบัติขึ้นต่างหาก ประกอบด้วยอวิชชาหรือความไม่รู้จริง
จึงเริ่มแปลกแยกออกจากธรรมชาติอันเป็นกลางและศานติ
ด้วยการส่งออกรู้อารมณ์ภายนอก แล้วเกิดความรู้สึกแบ่งแยกขึ้นว่า
นี้(จิต)เรา นี้(อารมณ์)สิ่งภายนอก
ภาวะความเป็นคู่ก็เกิดขึ้นตั้งแต่นั้นมา

เขียนโดยคุณสันตินันท์ เมื่อวันจันทร์ ที่ 3 เมษายน 2543 09:09:41
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ CoffeeBreak

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่