Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ทางบรรลุธรรม (๙) เมื่ออริยมรรคเกิด อริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน (จบ)

mp3 for download : ทางบรรลุธรรม (๙) เมื่ออริยมรรคเกิด อริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน (จบ)

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางบรรลุธรรม (๙) เมื่ออริยมรรคเกิด อริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน (จบ)

ทางบรรลุธรรม (๙) เมื่ออริยมรรคเกิด อริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน (จบ)

หลวงพ่อปราโมทย์ : ข้ามเข้ามา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงวิญญาณธาตุ ธาตุรู้แท้ๆแล้ว ธรรมธาตุ ตัวนี้ แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่นี้ ถูกอริยมรรคแหวกออก แหวกออกทำลายออก ก็ล้างกิเลส ล้างในพริบตาเดียว ในขณะเดียว วับเดียว ขาดเลย

มันคล้ายๆ เปิดสวิตช์ไฟปั๊บ สว่างวูบเดียว ความมืดหายไปเลยนะ ในพริบตานั้นเลย จิตถัดจากนั้นนะ จะเห็นพระนิพพานอีก ๒ – ๓ ขณะ เห็นไม่เท่ากันหรอก บางคนเห็น ๒ ขณะ บางคนเห็น ๓ ขณะ ถ้าพวกอินทรีย์กล้ามากๆก็เห็น ๓ ขณะ พวกอินทรีย์ไม่กล้ามาก ก็เห็น ๒ ขณะ

เพราะฉะน้นพระอริยะในภูมิเดียวกันนะ ระดับเดียวกัน ความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ความแตกฉานอะไรอย่างนี้ไม่เท่ากัน เห็นพระนิพพาน ก็รู้ว่าพระนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา นิพพานไม่เคยหายไปไหน อยู่ต่อหน้าต่อตานี้แหละ แต่โง่เอง ไม่เห็น

ทำไมไม่เห็น มัวแต่เห็นแต่กาม มัวแต่เห็นรูปภพ มัวแต่เห็นอรูปภพ จิตไม่รู้จักปล่อย ตรงที่เขาปล่อย เขาข้ามแล้ว เขาทิ้งแล้ว ตรงโคตรภูญาณที่จิตข้ามโคตรน่ะ ข้ามจากปุถุชน มาเป็นพระอริยะ ข้ามทิ้งตรงนี้ มันทิ้งหมดเลยนะ มันทิ้งกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ทิ้งหมดเลย ข้ามมาสู่อริยภูมิ โลกุตรภูมิ ข้ามเอง

ทีนี้พวกเราก็มีหน้าที่ภาวนาให้มันพอเท่านั้นแหละ ถ้ามันพอเมื่อไหร่ มันก็ข้ามโคตร เปลี่ยนสกุล ก็ไม่ใช่นามสกุลเดิม โดยสมมุติบัญญัติก็เป็นนามสกุลเดิม โดยปรมัตถ์แท้ๆก็ไม่ใช่ละ ก็มาเป็นลูกพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเวลาพระพุทธเจ้าท่านพูดถึงพระอริยะนะ ท่านจะบอกว่า ลูกของเรา

540805.18m38-20m44

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันศุกร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

CD: 41
File (ประเทศไทย): 540805.mp3
File (สหรัฐอเมริกาและยุโรป): 540805.mp3

นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การทำวิปัสสนา จะแยกโดยธาตุ โดยขันธ์ โดยอายตนะ ก็ได้

mp 3 (for download) : การทำวิปัสสนา จะแยกโดยธาตุ โดยขันธ์ โดยอายตนะ ก็ได้

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

การทำวิปัสสนา จะแยกโดยธาตุ โดยขันธ์ โดยอายตนะ ก็ได้

การทำวิปัสสนา จะแยกโดยธาตุ โดยขันธ์ โดยอายตนะ ก็ได้

โยม : หลวงพ่อครับ รู้อย่างที่มันเป็น ครับ รู้อย่างที่มันเป็น

หลวงพ่อปราโมทย์ : เมื่อกี๊ดี ตอนนี้ไม่ดี ตอนนี้กดแล้ว

โยม: แล้วก็ผมรู้สึกได้ว่าแต่ละส่วนของกายมันทำงานแตกต่างกัน

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใช่

โยม : เวลาตาทำงานก็จะไม่เกี่ยวกับส่วนอื่น ท้องพองยุบก็จะไม่เกี่ยวกับแขนขา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ตรงนี้ถึงเรียกว่าอินทรีย์ แต่ละตัวนะเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตัวเอง ในขณะที่ทำงานด้วยตา ในขณะที่ตาดูตัวอื่นก็ไม่ใหญ่ ตาใหญ่ตัวเดียว ในขณะที่หูฟังใช่มั้ย หูก็เป็นใหญ่ ถึงเรียกว่าอินทรีย์มันเป็นใหญ่ในตัวของมันในกิจของมัน ขณะที่มันทำกิจของมันคนอื่นไม่เกี่ยว

โยม : แล้วมันก็แยกแต่ละส่วนออกไป

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดูอย่างนั้นได้ การภาวนาน่ะนะจะแยกแบบไหนก็ได้ จะแยกเป็นขันธ์ก็ได้ เป็นธาตุก็ได้ เป็นอายตนะก็ได้ ของคุณมันจะแยกอายตนะ ตามันทำงานหูมันก็ทำงานใช่มั้ย จมูกลิ้นกายก็ทำงานอันนี้เราเรียกว่าแยกด้วยอายตนะ การทำวิปัสสนานะจะแยกเป็นขันธ์ก็ได้ เป็นธาตุก็ได้ เป็นอายตนะก็ได้คือแยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นชิ้นๆ บางคนก็แยกเป็นขันธ์ เป็นขันธ์ ๕ เป็นรูป รูปนี่เป็นรูปเป็นตัววัตถุ เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นฝ่ายนามธรรม มีรูปอยู่ ๑ อันแต่มีนามธรรม ๔ อัน งั้นคนไหนที่ชำนาญเรื่องดูจิตนะ มันจะไปแยกขันธ์ ๕ จะแยกสิ่งที่เป็นตัวเราออกมาเป็นลักษณะของขันธ์ ๕

โยม : แยกขันธ์ ๕ กับอายตนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : คนละอันกัน อายตนะมีตาหูจมูกลิ้นกาย อันนี้เป็นวัตถุใช่มั้ย มีใจเป็นนามธรรมอันเดียว อันนี้เหมาะกับพวกที่ถนัดที่จะรู้กาย มันจะไปแยกอายตนะออกมา ธรรมะแต่ละบทแต่ละบทท่านสอนคนที่แตกต่างกัน ขันธ์น่ะสอนกับพวกที่ชำนาญเรื่องดูจิต อายตนะสอนกับพวกชำนาญดูกาย มีอีกตัวนึงธาตุ ธาตุมี ๑๘ ธาตุ ตาหูจมูกลิ้นกายใจรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ความรับรู้หรือจิตหรือวิญญาณทางตาวิญญาณทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจเห็นมั้ย มีอย่างละ ๖,๖,๖ รวมแล้วเป็น ๑๘ เรียกว่าธาตุ ธาตุ ๑๘ ถ้าลองดูสิ จะมีรูปธรรมจำนวนมาก รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นตัวรูปธรรมใช่มั้ย ธรรมารมณ์มีทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ตาหูจมูกลิ้นกายเป็นตัวรูปธรรม ใจเป็นนามธรรม วิญญาณคือการรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ๖ อันนี้เป็นนามธรรม งั้นแยกด้วยธาตุเนี่ยนะจะมีรูปจำนวนมากมีนามจำนวนมากเหมาะกับพวกที่เรื่องมาก พวกที่อยากรู้เยอะๆ งั้นกรรมฐานขอให้เราแยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเราออกเป็นส่วนๆได้ก็ใช้ได้แล้วล่ะ จะแยกโดยขันธ์ จะแยกโดยความเป็นธาตุ จะแยกโดยความเป็นอายตนะก็ใช้ได้

โยม : เราไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้สร้าง ของคุณจิตมันเห็นจริงๆ ให้คุณเดินต่อไปนะ แต่ว่าใจตอนนี้มันล็อกมากไป นิ่งเกินไปถ้าปล่อยกว่านี้ได้มันจะพอดีเป๊ะเลย ดูไปแล้ววันนึงก็เห็นแล้วมันไม่มีตัวเรา ตาหูจมูกลิ้นกายไม่ใช่เราเห็นมั้ย มันทำงานเอง รู้สึกมั้ย เวลาที่มันทำงานมันก็ข่มขี่คนอื่นหายไปหมดเลย

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๑๑
File: 511108B .mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๒ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อยากมีสมาธิง่าย ต้องสำรวมอินทรีย์

mp 3 (for download) : อยากมีสมาธิง่าย ต้องสำรวมอินทรีย์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

อยากมีสมาธิง่าย ต้องสำรวมอินทรีย์

อยากมีสมาธิง่าย ต้องสำรวมอินทรีย์

หลวงพ่อปราโมทย์ : พวกเรารู้สึกมั้ยวันๆหนึ่งเรารับข้อมูลทางตาทางหูอะไรนี้เยอะแยะเลยใช่มั้ย รับข้อมูล หลวงพ่อนั่งรถไปเทศน์ไปอะไรนะบางวันก็ไปนั่งฉันข้าวแกงริมถนนอะไรงี้ เค้ามีโทรทัศน์เราก็พลอยดูไปด้วยก็มันมีตาน่ะไม่ได้เจตนาจะดูนะไม่ได้อยากดู เห็นเค้าออกข่าวนะแล้วก็มีตัววิ่งด้วยเราเอ๊ะทำไมต้องวิ่งเราก็ดู เอ้าเอ๊ะตัววิ่งนะเป็นอีกข่าวนึง เนี่ยมันอ่านอีกข่าวนึงยังมีตัววิ่งอีกข่าวแล้วจะดูอะไร สับสนมากเลยดูไม่รู้เรื่องเลย เพราะสติเราเร็วมากนะเราดูนี้ตัวนู้นดับ

คนเราเสพมากเหลือเกินกระทั่งเสพข่าวนะ เสพมาก ความหวังที่จิตจะสงบเนี่ยยากเต็มที คนรุ่นเราเนี่ยนะหวังว่าจะทำสมาธิยากเต็มทีเลย เราเสพจนคุ้นชินเคยชินที่จะเสพอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ใจก็ชอบคิดฟุ้งไปเรื่อย พอตาหูจมูกลิ้นกายมันกระทบมากนะ ใจมันก็ฟุ้งก็คิดไปในเรื่องของรูปเรื่องเสียงเรื่องกลิ่นเรื่องรสเรื่องสัมผัส คิดเยอะแยะเลยวันๆนึง สมาธิไม่มี

เพราะงั้นถ้าอยากมีสมาธินะลองสำรวมดู สำรวมในตาสำรวมหูจมูกลิ้นกาย มีอินทรียสังวรไว้นะสมาธิค่อยเกิดง่ายหน่อย ไม่จำเป็นต้องดูก็อย่าไปดูมัน ถ้าดูมันแล้วยินดียินร้ายขึ้นมาก็รู้ทันมันอย่างนี้เรียกว่ามีความสังวรในการดู ไม่จำเป็นต้องฟังก็อย่าไปฟังมัน จำเป็นต้องฟังนะก็มันมีหูมันมีเสียงได้ยินจำเป็นต้องฟังมันนะจิตยินดียินร้ายขึ้นมารู้ทันมันนี่เรียกว่าอินทรียสังวร

ไม่ถึงขนาดว่าต้องตาบอดหูหนวกไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ไม่ใช่ แต่ถ้าได้ยินได้ฟังแล้วไม่ใช่ขอโทษนะแส่อยู่ดีๆนะเที่ยวไปแสวงหาอยากดูอยากฟังอยากได้กลิ่นอยากได้รสเนี่ยใจมันแส่ส่าย ไม่ใช่คำหยาบคายนะ ถ้าพูดแส่คำเดียวฟังไม่เพราะถ้าแส่ส่ายฟังเพราะกว่ารู้สึกมั้ย ความจริงทั้งแส่ทั้งส่ายไม่แส่ก็ไม่ส่ายหรอก รู้สึกมั้ยมันอยากใช่มั้ยมันก็ส่ายเที่ยวหาแสวงหาอารมณ์ไป จิตที่แส่ส่ายไม่มีสมาธิหรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒
Track: ๙
File: 541015A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๕๕ ถึง นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๒๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์

mp 3 (for download) : สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์

สุกขวิปัสสกะเหมือนซำเหมาทัวร์

หลวงพ่อปราโมทย์: เจริญปัญญารวดเดียว จิตจะแห้งแล้ง ไม่มีความสุขหรอก ไปไม่ไหว ไปยาก ลำบาก ถ้าไปเจริญปัญญารวดนะ คล้ายๆคนเดินทางไกลนะ แต่ไปแบบยากจน ซำเหมาทัวร์ มีเป้ใบหนึ่งแล้วเดินไปเรื่อยนะ รองเท้าขาดก็ปะเอา แล้วก็เดินต่อไป มืดที่ไหนก็ไปนอนแถวนั้นน่ะ ดูซิ มีลำห้วย ลำธาร บ่อน้ำมั้ย หาอะไรกินไป ไปเจอกล้วยก็กิน อะไรอย่างนี้ ก็พออยู่นะ พอไปได้ ไปลำบาก

ถ้าเป็นคนที่มีสมาธิเป็นที่พักผ่อนนะ เที่ยวแบบเจ้าสัว นั่งรถไปเที่ยวนะ ตรงนี้ก็ขึ้น ฮ. (เฮลิคอปเตอร์) ตรงนี้นั่งเครื่องร่อนนะ ไปเรื่อย ถึงเวลาพักผ่อน มีโรงแรมให้นอน มีอาหารมาเสิร์ฟ ก็ไม่เหมือนกัน

แต่เราจะไปอิจฉาเศรษฐีไม่ได้นะ ถ้าเราจนน่ะ เพราะฉะนั้นเราภาวนา ถ้าเราได้แค่จนๆ เราก็เอาจนๆนี้แหละ ไปแบบคนจนนะ ไม่ต้องง้อเศรษฐี ถ้าทำความสงบได้ก็สบาย ภาวนาเหมือนเศรษฐี มีความสุข

แต่อาจจะช้าก็ได้นะ ไม่ได้บอกว่าภาวนามีความสุขแล้วจะเร็วกว่าพวกที่ภาวนาลำบากนะ แล้วก็ไม่ใช่ว่าพวกภาวนาลำบากแล้วจะเร็วกว่าพวกที่ภาวนาแล้วมีความสุข คนละเรื่องกัน คนละพวกกัน ไม่เกี่ยวกันสองเรื่องนี้ ระหว่างช้าเร็วนะ กับมีความสุขหรือมีความทุกข์ในการปฏิบัติเนี่ย เป็นคนละประเด็น พวกไหน กิเลสหนาหน่อยก็ภาวนาลำบาก พวกกิเลสเบาบางก็ภาวนามีความสุขหน่อย พวกไหนอินทรีย์แก่กล้าแล้วก็บรรลุเร็ว อินทรีย์ไม่แก่กล้าก็บรรลุช้า คนละประเด็นกัน

เพราะฉะนั้นภาวนาแบบแห้งแล้ง สุกขวิปัสสกะ ไม่จำเป็นต้องช้า ไม่ช้า พวกที่ทำสมาธิมากอาจจะช้าก็ได้ เพราะมัวแต่ไปนั่งสมาธิเพลินไป ไม่ยอมเจริญปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๖
Track: ๑๖
File: 530917B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความรู้สึกเป็นตัวเรา แทรกอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ

mp 3 (for download) : ความรู้สึกเป็นตัวเรา แทรกอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ความรู้สึกเป็นตัวเรา แทรกอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ

ความรู้สึกเป็นตัวเรา แทรกอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เป้าหมายแรก เราต้องพัฒนาสติไปเรื่อย จนเกิดปัญญา ให้เห็นความจริงก่อนว่า กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี

พวกเราหัดเจริญสติเรื่อยๆ บางคนเริ่มเห็นแล้ว ว่าตัวเราไม่มี ทีนี้บางคนเริ่มเห็น เช่น พอมีสติอยู่นะ กำลังอาบน้ำถูสบู่อะไรอยู่นี่ ถูขี้ไคลอยู่ รู้สึกแว้บ..ขึ้นมาเลย ตัวนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นอะไรตัวหนึ่งก็ไม่รู้

ถามว่ามันเป็นอะไร? ถ้าจะใส่ชื่อให้มัน มันก็เป็นรูปอันหนึ่ง เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ เป็นรูป ไม่ใช่ตัวเรา นี่ เริ่มมีสติ เริ่มมีปัญญา เห็นความจริง บางคนก็เห็นเลยว่า ความรู้สึกเป็นเรานะ ผุดขึ้นมาในใจเป็นคราวๆแล้วก็หายไป ผุดขึ้นมาแล้วก็หายไป แต่ตรงนี้ยังไม่ได้โสดาฯนะ ถ้าโสดาฯมันจะไม่ผุดขึ้นอีกเลย

ทีนี้บางคนนี่ พอหัดภาวนาไป เริ่มเห็นแล้ว เห็นตัวเราโผล่ขึ้นมา ความรู้สึกเป็นตัวเรา ความรู้สึกเป็นตัวเรานี่มันแทรกอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำเลย จะกินข้าว จะอาบน้ำ จะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างนะ มันแฝงสิ่งที่เป็นตัวเราเข้าไปตลอดเวลา การกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ล้วนแต่ย้ำตัวเองตลอดว่า ตัวฉันยังอยู่ ฉันยังอยู่ ฉันมีจริงๆนะ นี่มันกลัวตัวเราหายไป

ทีนี้พอมาหัดภาวนา พอใจรู้ ใจตื่น ใจเบิกบาน ใจไม่หลงไปอยู่ในโลกของความคิด จะเห็นว่าตัวเราไม่มี ทีนี้บางคนเข้าใจผิด พอเห็นความเป็นตัวเราโผล่ขึ้นมาแว้บ.. พอสติรู้ทัน ความเป็นตัวเราดับไป ก็คิดว่าบรรลุพระโสดาบัน ยังไม่บรรลุนะ ไม่บรรลุง่ายขนาดนั้นหรอก เพิ่งเห็นทีเดียว แต่บางคนเห็นครั้งเดียวก็บรรลุเลย มันเกิดอริยมรรคต่อไปเลย แต่ส่วนมากเห็นครั้งหนึ่งยังไม่พอหรอกนะ อินทรีย์เราไม่แก่กล้าพอ เราก็จะเห็นเลยเดี๋ยวก็มีตัวเรา เดี๋ยวตัวเราก็ไม่มี มีเกิดมีดับอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ถ้ามีตัวเราแฝงเร้นปรากฎขึ้นได้แม้แต่นิดๆหน่อยๆ ยังไม่ใช่พระโสดาบัน ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วท่านจะละความมีตัวเรานี้เป็นสมุจเฉทเลย ไม่มีอีกต่อไปละ ไม่ต้องประคอง ไม่ต้องรักษาจิตนะ จะไม่รู้สึกว่ามีเราอีกต่อไปละ แต่ถ้ายังมีแฝงๆขึ้นมานี้ ไม่ใช่ของจริง


CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๙
File: 520517.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๔๑ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

วิธีสะสมอินทรีย์ ๕ คือการเจริญสติปัฏฐาน

mp3 for download: วิธีสะสมอินทรีย์ ๕ คือการเจริญสติปัฏฐาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: มันยากมากเลยที่..กว่าคนๆหนึ่งจะตื่นขึ้นมา แต่ว่าคนที่ตื่นแล้วไม่ยากหรอกที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานในชีวิตนี้ เพราะถ้าตื่นขึ้นมาได้ก็สามารถเจริญสติปัฏฐานได้ ถ้าเจริญสติปัฏฐานได้ถูกต้องก็ได้ผลเร็ว เจ็ดวันเจ็ดเดือนเจ็ดปีต้องได้ผล บางคนทำสามสี่ปีเอง สามสี่ปีสบายไปแล้ว บางคนก็นานหน่อย ก็แล้วแต่..อินทรีย์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน แก่อ่อนต่างกันนะ ถ้าอินทรีย์แก่กล้าก็บรรลุเร็ว อินทรีย์ยังไม่แก่กล้าก็ต้องสะสมเอา

อินทรีย์มี ๕ ตัวนะ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา วิธีสะสมก็คือเจริญสติฯให้เยอะไว้ ถ้าสติดีนะศรัทธาก็จะดีขึ้น วิริยะ สมาธิ ปัญญา มันจะดีขึ้น แต่สตินะต้องเป็นสัมมาสติ ถูกต้อง ถ้าเป็นมิจฉาสติก็ไม่ได้นะ อินทรีย์ก็ไม่แก่กล้า

สัมมาสติต้องรู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา รู้กายรู้ใจไป คำว่าสัมมาสติจริงๆก็คือสติปัฏฐานนั่นเอง เป็นสติที่รู้กายรู้ใจ พอเรารู้กายรู้ใจมากๆนะ เราเห็นความจริงของกายของใจไปเรื่อย จนวันหนึ่งได้พระโสดาบัน ศรัทธาของเราจะเต็มแล้ว กว่าศรัทธาจะเต็มต้องเป็นพระโสดาบันแหน่ะ

ศรัทธาของปุถุชนนะ เป็นศรัทธากลับกลอก วันนี้ศรัทธาอีกวันหนึ่งไม่ศรัทธา กลับกลอก แต่พระโสดาบันนะ เจริญสติปัฏฐานมาพอสมควรแล้ว เห็นความจริงว่าตัวเราไม่มี มีแต่รูปกับนาม รู้เลยพระพุทธเจ้าสอนของจริงนะ ธรรมะของจริงเป็นอย่างนี้ คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวเรา เห็นธรรมะของจริง พระพุทธเจ้าสอนของจริง

จิตใจของผู้ปฎิบัติตามเนี่ย สามารถเข้าถึงความจริงอันนี้ได้ คือ เป็นพระสงฆ์ได้ พระสงฆ์แท้ๆเกิดขึ้นเมื่อใจเราเข้าถึงความเป็นจริงของธรรมะ คือเห็นความจริงแล้ว ทั้งกายทั้งใจไม่ใช่เรา เป็นพระ แทนพระแท้ๆแล้ว พระที่บวชเข้ามาก็เรียกว่าเป็นพระสมมุติ เรียก สมมุติสงฆ์ ส่วนสงฆ์แท้ๆนั้นไม่ต้องบวช อยู่ที่เจริญสติฯจนเข้าใจธรรมะก็เป็นพระสงฆ์ขึ้นมา

พอเราเข้าใจแล้ว โอ้.. พระสงฆ์มีจริงๆนะ ผู้ที่ปฏิบัติตามแล้วบรรลุธรรม เข้าใจธรรมตามที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีจริงๆนะ พระพุทธเจ้าก็มีจริง พระธรรมก็มีจริง พระสงฆ์ก็มีจริง มันซาบซึ้งถึงอกถึงใจแน่นแฟ้น ไม่คลอนแคลนอีกละ

ของเรายังคลอนแคลนนะ ภาวนา วันนี้ศรัทธาพระพุทธเจ้านะ อีกวันไปศรัทธาจตุคามฯอีกละ จตุคามฯไม่นานนะมาพระพิฆเณศวร์อีกละ ต่อไปจะปั่นตัวอะไรขึ้นมาไหว้ จิ้งจกสองหางก็ไหว้นะ ตุ๊กแกก็ไหว้ รักยม กุมารทอง นะ มันเอาหมดแหละ แต่ก่อนเขามีนางกวัก เดี๋ยวนี้เห็นมีแมวกวักใช่มั้ย ต้องแมวกวัก มันมีที่พึ่งอะไรก็ไม่รู้ เต็มไปหมดนะ ที่พึ่ง อันนั้นสะท้อนเลยว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้จริงหรอก มีที่พึ่งอื่นนอกจากพระรัตนตรัย

ถ้าเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ยังไม่มีที่พึ่งอื่นนะ มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เนี่ย ศรัทธาของเราจะสมบูรณ์ตอนเป็นพระโสดาฯแล้ว

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
File: 510427A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อิทธิบาทสี่ กับการดูจิต

mp 3 (for download) : อิทธิบาทสี่ กับการดูจิต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : พอหลวงพ่อได้ยินคำว่าดูจิตนะ หลวงพ่อมาคอยหัดดูจิต สนุกน่าดูเลย ทำไมจิตเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน สนุกที่ได้เรียนรู้ธรรมะนะ สนุกที่ได้รู้กายรู้ใจ ไม่ได้รู้สึกลำบากที่ได้เรียนรู้กายรู้ใจนะ การที่เรามีความสุข มีความสนุกในการรู้กายรู้ใจก็คือมีฉันทะที่จะรู้ มันมีความสุขมีความพอใจที่ได้รู้ วิริยะเกิดเอง ขยันดู เพราะว่าอยากดู ชอบดู ดูแล้วมีความสุข ชอบดู ดูทุกวัน ไม่มีใครสั่ง ดูไม่เลิกเลย จิตใจก็คอยจดจ่อกับการรู้การดูนี่เรียกว่าจิตตะ วันๆ นะไม่คิดเรื่องอื่นแล้ว ใครจะยังไง ไม่สนใจ ถ้าพูดหยาบๆ ก็ช่างแม่มันนะ ใครจะทำอะไร สนใจอย่างเดียว เรียนรู้ตัวเอง จิตใจนี่ อ่านหนังสือนะ ก็ไม่ได้อ่านเรื่องอื่น ไปอ่านพระไตรปิฎก นั่งอ่านอยู่ในทำเนียบ มีห้องสมุด ของสำนักเลขานายกนะ เอาพระไตรปิฎกมาครั้งละสองเล่ม บาลีเล่มนึง ไทยเล่มนึง มานั่งดูไป บางทีก็เห็น อ้อมันแปลไม่ตรงกัน ก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี บางทีมีคำเกินๆ มา ภาษาไทย อย่างทุกข์ให้กำหนดรู้นี่ บาลีไม่มี นี่เวลาอ่านหนังสือก็อ่านหนังสือธรรมะ อ้าวถึงเวลาวันหยุดแล้ว ต้องไปเที่ยวสักหน่อย ไปเที่ยววัดไหนดี ๆ ไปหาอาจารย์องค์ไหนดี คราวนี้ เห็นมั้ย ใจมันเคล้าเคลียอยู่กับธรรมะ นี่เรียกว่าวิมังสานะ เคล้าเคลียอยู่ ไม่ไปไหนหรอก ถ้าใครนะ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เค้าเรียกว่าอิทธิบาทสี่ ธรรมนี้แหละทำให้ประสบความสำเร็จเร็ว เร็วมาก ไม่มีฉันทะ ต้องเคี่ยวเข็ญ ต้องอ้อนวอนให้ภาวนานะ ไม่ไหวนะ สู้ไม่ไหว อินทรีย์อ่อนไป ต้องขยันดูของเราเอง

สวนสันติธรรม
CD: 16
File: 491123B.mp3
Time: 29.16 – 31.15

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อินทรีย์ ๕ กำลังในการปฏิบัติ

mp 3 (for download) : อินทรีย์๕ กำลังในการปฏิบัติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: จริงๆ กำลังในการปฏิบัติมี ๕ อัน ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องคอยเช็คตัวเองว่า อันใดมากอันใดน้อยไป เช็คตัวเองแล้วก็ปรับสมดุลมันไป ถ้าเราดูของเราออก เราก็แก้ไปเองได้ เอาตัวรอดไปได้ ดูไม่ออกก็อาศัยเพื่อนสหธรรมิก อาศัยครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตร อะไรอย่างนี้ บอกให้ แต่ที่ดีที่สุดนะ อาศัยการสังเกต หลวงพ่ออาศัยการสังเกตมากเลยเพราะไม่ได้อยู่กับครูบาอาจารย์ หลวงพ่อสามเดือนสี่เดือนไปทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลือนี่ใช้การสังเกตเอา

บางช่วงศรัทธามากไป ชักจะโง่แล้ว งมงาย คิดว่าทำๆ ไปเดี๋ยวมันก็พ้นเอง นี่ค่อนข้างโง่นะ ทำๆ ไป มันต้องมีเหตุมีผลนะ ไม่ใช่ดุ่ยๆ ไปเรื่อย ทำผิดทำถูกหรือเปล่าไม่รู้นี่ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ แล้วก็บรรลุได้นะ ถ้าทำผิดมันไม่บรรลุหรอก มันต้องมีสติปัญญารู้เลย ไม่ใช่เชื่องมงายนะว่าทำๆ ทนๆ ไปแล้ววันหนึ่งรู้ ไม่ใช่

มีความเพียร ความเพียรมากไป หรือความเพียรน้อยไป วัดตัวเองดู บางช่วงขี้เกียจขี้คร้าน ก็เอาข้ออ้างนะ มีข้ออ้างนะ เวลาขี้เกียจขึ้นมาก็บอกว่า โอ จิตมันไม่ใช่เรา ไม่รู้จะขยันไปทำไม ไม่ใช่เรา ถ้าขยันเดี๋ยวจิตเป็นเราขึ้นมาอีก นี่ หาข้ออ้าง บางช่วงขยันเกินไป ภาวนาหามรุ่งหามค่ำจิตใจไม่ได้พักผ่อนเลย ไม่มีความสุข แห้งแล้ง เหน็ดเหนื่อยเกินไป ใช้ไม่ได้เหมือนกัน

สติ สติของเราเกิดเอง หรือว่าสติบังคับให้เกิด สติเกิดเองใจก็โปร่งโล่งเบา สติบังคับให้เกิดนี่ใช้ไม่ได้ หรือสติคมกล้าเกินไป แข็งไป แข็งปึกเลย อะไรไหวแว๊บนี่รู้หมดเลยนะ รู้แบบคมกริบเลย คมเกินไปก็ใช้ไม่ได้อีก ต้องค่อยๆ สังเกตตัวเอง

สมาธิ ใจเราตั้งมั่นจริงไหม หรือใจเราไปซึมเซาอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง หรือว่าใจเราตั้งมั่นสักว่ารู้สักว่าเห็นอารมณ์ ต้องคอยสังเกตเอา บางช่วงภาวนาไปแล้วเห็นสภาวะนะไม่ขาดสักทีหนึ่ง ดูใหญ่ๆ อยากให้มันขาดนะ เห็นแต่มันเกิดดับๆ ไปเรื่อยนะ ไม่ขาดไป สังเกตให้ดี ขาดสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ขึ้นมา หรือทำสมาธิพักผ่อนนิดเดียวนะ พอถอยออกมาเห็นสภาวะนะขาดสะบั้นเลย นี่สมาธิไม่พอ ต้องสังเกตเอา

ปัญญาก็ต้องสังเกตนะ ปัญญาฟุ้งซ่าน หรือว่าปัญญารู้จริงๆ ปัญญาคิด ปัญญานึก ปัญญาน้อม ปัญญาฟุ้งซ่าน ปัญญารู้ก็ปัญญาตัวจริง แต่บางครั้งก็ต้องอาศัยการคิดการน้อมเหมือนกัน มีศิลปะนะ มันไม่ใช่เป็นศาสตร์อย่างเดียวนะ การปฏิบัติเป็นศิลปะด้วย อีกหน่อยใครมีศิลปะเก่งๆ หลวงพ่อจะออกใบรับรองประกอบโรคศิลป์ มีศิลปะนะ มีศิลปะในการปฏิบัติ มันเป็นชั้นเชิงนะ เราไม่ได้วัวได้ควายมีแต่เรี่ยวแรงแล้วทุ่มเอาๆ หรือว่าชั้นเชิงมากจนไม่ต่อยสักทีนะ ฟุตเวิร์คสวยอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ได้กินอีกนะ

นี่มันต้องสังเกตตัวเองเลย ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่มันพอเหมาะพอควรไหม อันใดมากอันใดน้อยใช้ไม่ได้ นี่สติ ยกเว้นสตินะ สติยิ่งบ่อยยิ่งดี แต่สติกล้าแข็งไม่ดี ศรัทธามากก็โง่ วิริยะมากก็ฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อย สมาธิมากก็ซึมเซา ปัญญามากก็ฟุ้งซ่านอีก หรือไม่เชื่ออะไรเลย เชื่อตัวเอง กูเก่งๆ พวกปัญญากล้า ปัญญาอย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาทางศาสนาพุทธหรอก ปัญญาคิดมาก

สวนสันติธรรม
CD: 17
File: 500106.mp3
Time: 12.17 – 17.25

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อินทรีย์ของนักภาวนาเป็นอย่างไร?

MP3: อินทรีย์ของนักภาวนาเป็นอย่างไร?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม: ที่หลวงพ่อเคยพูดไว้ในซีดีนะครับว่า บางคนหลวงพ่อทุบได้ เพราะจิตใจของเขาหยุ่นเหมือนดินเหนียวลักษณะหนึ่ง บางคนเปราะเป็นแก้วอีกลักษณะหนึ่ง ก็เลยอยากทราบว่าลักษณะของคนแตกต่างกันอย่างไร และก็มีเหตุเพราะอะไร?

หลวงพ่อ : ถ้าใจมันเคยฝึกฝนอบรมมานะ เคยฝึกปฏิบัติมา ใจมันห้าวหาญเข้มแข็ง รักในความจริง ยอมรับความจริงได้ แต่บางคนยังยอมรับความจริงไม่ได้ อินทรีย์ยังอ่อนมาก เพราะฉะนั้นคนที่ยังยอมรับไม่ได้ก็ต้องประคบประหงมไปก่อน เหมือนจะให้กินยานะ กินยาเพียวๆไม่ได้ ก็ต้องใส่น้ำหวานลงไปให้กิน อะไรอย่างนี้

โยม: อ๋อ อินทรีย์ใช่ไหมครับ?

หลวงพ่อ : ไม่เอาอย่าไปเรียนอย่างนั้น เรียนอย่างนั้นเมื่อไรจะจบ หมดสงสัยเรื่องนี้ก็สงสัยเรื่องอื่นอีก ให้เรารู้ทันจิตของเราไป จิตเราสงสัยรู้ว่าสงสัย จิตเราฟุ้งซ่านรู้ว่าฟุ้งซ่าน ดูอย่างนี้นะ อย่าไปเที่ยวดูอะไรอย่างอื่น

*หมายเหตุ*

คลิปธรรมะคือเสียงเทศน์บางช่วงของลพ.ปราโมทย์ จัดเป็นหมวดหมู่และตอบคำถามเฉพาะเรื่อง จึงไม่ใช่ข้อสรุปของการสอนธรรมะของท่าน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่