Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

ยากที่สุดก็ตอนเริ่มต้นนี่แหละ

mp3 for download : ยากที่สุดก็ตอนเริ่มต้นนี่แหละ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :จะทำวิปัสสนาได้ต้องแยกธาตุแยกขันธ์เป็นเสียก่อน วิปัสสนาเนี่ยเรียกอุทยัพพยญาณ เริ่มจากอุทยัพพยญาณ ญาณที่ ๔ นะ ญาณที่ ๑ เนี่ย หัดแยกรูปแยกนาม ญาณที่ ๒ จะเห็นเลย รูปแต่ละรูปที่ปรากฎขึ้นมา มีเหตุให้เกิดไม่ใช่เกิดลอยๆ นามแต่ละนามมีเหตุให้เกิด แล้วญาณที่ ๓ จะทำให้เห็นเลยว่า รูปแต่ละรูปนั้นไม่คงที่หรอก ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ นามแต่ละนามไม่คงที่ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ แต่นี่เป็นการเห็นด้วยการเปรียบเทียบ เช่น ส่องกระจกดู อุ๊ย เมื่อว่าไม่มีสิว วันนี้มีสิว นี่ไงรูปไม่คงที่ นี่มีการเปรียบเทียบคนละห้วงเวลานะ แต่ถ้าขึ้นญาณที่ ๔ ขึ้นวิปัสสนาเนี่ย ไมใช่การเปรียบเทียบคนละห้วงเวลานะ แต่เห็นการเปลี่ยนแปลงในขณะปัจจุบันนี้แหละนะ

เดินมาถึงตรงนี้ได้ ขั้นแรกต้องแยกรูปแยกนามก่อน ถึงจะเห็นรูปนามแต่ละอย่าง แสดงไตรลักษณ์ได้ รูปนั้นแสดงความเป็นไตรลักษณ์อยู่ตลอดเวลา นามธรรมทั้งหลายคือความสุขความทุกข์ กุศล-อกุศลทั้งหลาย กระทั่งตัวจิต ที่เกิดที่ตา เกิดแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ เกิดที่จมูกแล้วก็ดับ เกิดที่ลิ้นที่กายที่ใจแล้วก็ดับ เนี่ยแสดงไตรลักษณ์อยู่ตลอดเวลา

ดูของจริงซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ว่ารูปธรรมนี้แสดงไตรลักษณ์อยู่ตลอด นามธรรมนี้แสดงไตรลักษณ์อยู่ตลอด ดูซ้ำแล้วซ้ำอีก ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ดูจนใจมันเชื่อ ใจมันยอม ใจมันยอมจำนนต่อข้อเท็จจริง ว่าตัวเราไม่มีหรอก มีแต่รูปธรรมและนามธรรม ซึ่งมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ เมื่อได้ตรงนี้จะได้ธรรมะขั้นต้น ชาตินี้ยังไงก็ขอให้ได้โสดาบันนะ อย่าให้พลาดนะ ไม่ต้องมากกว่านั้นหรอก เอาโสดาบันให้ได้ ที่เหลือนั้นง่ายแล้วล่ะ ยากที่สุดก็ตอนเริ่มต้นนี่แหละ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๖
File: 560511A
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๐
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๘ ถึงนาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ใช้จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู เจริญวิปัสสนา

mp3 for download : ใช้จิตที่ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดู เจริญวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หยุดคิดถึงรู้ ยังไม่ใช่วิปัสสนานะ เพิ่งจะตั้งต้นเท่านั้นเอง เพิ่งหลุด “รู้” หมายถึงหลุดออกจากโลกของความคิด หลังจากนั้นต้องเจริญวิปัสสนาอยู่ดีแหละ ต้องรู้ความจริง ความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ด้วยจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน นี่ล่ะถึงจะเป็นวิปัสสนาแท้

ถ้าไม่มีจิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้วไประลึกรู้อะไรนะ จิตจะถลำลงไปจ้อง พอรู้ลมหายใจจิตจะจ้องลมหายใจ เพราะจิตไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู รู้อิริยาบถ ๔ จิตจะไหลไปจ้องอิริยาบถ จ้องร่างกายทั้งร่างกายเลย ยกตัวอย่างรู้ลมหายใจ จิตจะจ้องอยู่ที่ลม จ้องอยู่ที่ท้อง นี่เป็นการจ้องบางพื้นที่ รู้อิริยาบถ ๔ นะ รู้มันทั้งตัวเลย แต่บางคนก็ยังอุตส่าห์บีม (Beam) ความรับรู้ลงไปอยู่ที่จุดเล็กๆนะ เช่นเดินอยู่ก็ไปรู้อยู่ที่เท้า อะไรอย่างนี้นะ จิตมันจะไปคับแคบอยู่นะ อย่างนั้นไม่ใช่จิตผู้รู้

ถ้ามีจิตผู้รู้ก็จะเห็นร่างกายมันเดิน จิตเป็นคนดู ร่างกายกับจิตเป็นคนละอันกัน ตรงที่เห็นร่างกายกับจิตเป็นคนละอัน นี่ล่ะ แยกรูปแยกนามได้แล้ว เป็นปัญญาขั้นที่ ๑ ใน ๑๖ ขั้น (ญาณขั้นที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณ – ผู้ถอด) พวกเราตอนนี้คนไหนแยกรูปแยนามได้บ้าง มีมั้ย ยกมือให้ดูซิ เห็นกายอยู่ส่วนกาย จิตอยู่ส่วนจิต ไม่เห็นทั้งวันนะ เห็นเป็นคราวๆนะ เห็นทั้งวันไม่ได้หรอกไม่ใช่ภูมิ(ธรรมของเรา – ผู้ถอด) ไหน ยกมือ ยกให้มันโดดเด่นหน่อย โอ้..เยอะนะ พวกนี้ก็เริ่มเดินปัญญาละ

เห็นมั้ย ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ใครเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราบ้าง เห็นเป็นคราวๆ ยกมือซิ โอ้..เห็นด้วยการคิดหรือว่าเห็นจริงๆ ถ้าเห็นด้วยการคิดนะ เป็นญาณที่ ๓ เรียกว่า สัมมสนญาณ ถ้าเห็นจริงๆเป็นญาณที่ ๔ ชื่อ อุทยัพพยญาณ (ตรงกันกับอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ วิปัสสนาญาณที่ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙ -ผู้ถอด) ถ้าเห็นด้วยญาณที่ ๔ นี้ ขึ้นวิปัสสนาแล้ว วิปัสสนากรรมฐานนี่น่ะขึ้น(วิปัสสนา-ผู้ถอด)ตรงญาณที่ ๔ ใน ญาณ ๑๖ นะ

ญาณที่ ๑ แยกรูปกับนามออกจากกันได้ (ญาณขั้นที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณ – ผู้ถอด) เห็นกายอยู่ส่วนกายจิตอยู่ส่วนจิตนะ เป็นคนละอันกัน มีช่องว่างมาคั่น ไม่ใช่อันเดียวกัน ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน ร่างกายเคลื่อนไหวนี่นะเป็นอันเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า แยกอย่างนี้ได้ ได้ญาณที่ ๑

ญาณที่ ๒ เรียกว่า ปัจจัยปริคคหญาณ รู้เลยว่ารูปธรรมต้องมีเหตุถึงจะเกิด นามธรรมต้องมีเหตุถึงจะเกิด สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ไม่ได้เกิดลอยๆ เช่นร่างกายมันจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน เพราะจิตมันสั่งนะ ถ้าจิตไม่สั่งมันไม่เป็น แต่ก็มีเหมือนกันนะ กะจะเดินนะ ไปเหยียบเปลือกกล้วยเข้า ลงไปนอน อันนั้นจิตไม่ได้สั่งนะ แต่ซุ่มซ่าม เนี่ยไปคอยรู้เอา รู้เข้าไปเลย เห็นร่างกายส่วนร่างกาย จิตส่วนจิต เห็นเลยว่าร่างกายเคลื่อนไหวได้เพราะจิตมันสั่ง อะไรอย่างนี้ ร่างกายอ้าปากพะงาบๆได้ เพราะจิตมันสั่งนะ

จิตล่ะ มันเกิดได้อย่างไร มีการกระทบอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนะ ไปกระทบอารมณ์ขึ้นมานะ จิตก็เกิดขึ้นมารับรู้อารมณ์ได้นะ มีหลายอย่างนะ องค์ประกอบของมัน เพราะฉะนั้นมันอิงอาศัยกันระหว่างรูปธรรมนามธรรม ทำงานร่วมกันอยู่

ต่อไปเราก็จะเริ่มเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมัน เห็นเลย เออ.. ทุกอย่างตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์นะ หน้าตาของเราวันนี้หน้าตาของเราตอนเด็กๆก็ไม่เหมือนกัน นี่เห็นไตรลักษณ์ด้วยการคิดเปรียบเทียบ นี่เป็นญาณที่ ๓ นะ ชื่อ สัมมสนญาณ

ต่อมาไม่คิดแล้ว เห็นสภาวะสดๆร้อนๆเลย เห็นสภาวะสดๆร้อนๆ เห็นรูปธรรมที่หายใจออกเห็นรูปธรรมทีหายใจเข้าเป็นคนละอันกันนะ เห็นจิตใจเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยนะ เกิดดับหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย การที่เห็นการเกิดดับของรูปธรรมนามธรรมนั้นแหละเรียกว่า อุทยัพพยญาณ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
ไฟล์ 540710
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๓๗ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ต้องเห็นไตรลักษณ์ของรูปนามต่อหน้าต่อตา จึงจะเป็นวิปัสสนา

mp 3 (for download) : โสฬสญาณ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : อย่างนี้ถ้าเกิดเราแยกธาตุแยกขันธ์ได้ ถือว่าเป็นการวิปัสสนามั้ยครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์  :แยกธาตุแยกขันธ์ได้แล้วยังไม่ถึงวิปัสสนา แยกธาตุแยกขันธ์ได้แล้วต้องเห็นเลยแต่ละขันธ์แต่ละขันธ์ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ถึงจะเป็นวิปัสสนา

มันมีธรรมะอยู่เรื่องนึงชื่อโสฬสญาณ เคยได้ยินมั้ยโสฬสญาณ โสฬสญาณเนี่ยไม่ใช่พระพุทธวจนะ เป็นตำราที่พระรุ่นหลังท่านแต่งขึ้นมา แต่ท่านก็เอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาแจกแจงให้ละเอียดเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมา

ในโสฬสญาณนี้ ญาณที่ ๑ ชื่อนามรูปปริจเฉทญาณแยกรูปกับนาม แยกรูปแยกนามนั่นแหล่ะ พอแยกรูปกับนามแล้วรูปยังแยกออกไปได้อีกนะ ตัวรูปแยกออกเป็นอะไร แยกได้ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ตัวนามแยกออกได้ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกรูปแยกนามนามรูปปริจเฉทญาณเนี่ย ยังไม่ใช่วิปัสสนา

ก็จะเห็นอีกรูปอย่างนี้ก็มีเหตุให้เกิด นามอย่างนี้ก็มีเหตุให้เกิด ตรงที่รู้ว่าแต่ละอย่างเกิดจากเหตุ เกิดจากเหตุไม่ได้ลอยๆมานะ อันนี้เรียกว่าปัจจยปริคคหญาณ ปัจจยปริคคหญาณเนี่ยก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา

ต่อไปก็จะเห็นเลยแต่ละอย่างเนี่ยมันไม่คงที่นะ อย่างหน้าตาของเราตอนนี้กับหน้าตาของเราตอนเด็กๆไม่เหมือนกัน หน้าตาของเราตอนตื่นนอนกับหน้าตาตอนที่ตื่นแล้วก็ไม่เหมือนกัน เนี่ยแสดงว่ารูปไม่เที่ยง อันนี้รูปไม่เที่ยงด้วยการเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน อันนี้ก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา เรียกว่าสัมมสนญาณ

แต่ตรงที่เป็นวิปัสสนานี่เห็นต่อหน้าต่อตาเนี่ย เช่นความโกรธผุดขึ้นมาแล้วความโกรธก็ดับไปต่อหน้าต่อตา ความโลภผุดขึ้นมาแล้วก็ดับไปต่อหน้าต่อตานะ ความสุขผุดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ตรงที่เห็นว่าสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับ เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ ตัวนี้เรียกว่าอุทยัพพยญาณ เนี่ยขึ้นวิปัสสนาตรงนี้

เพราะงั้นตรงที่คุณบอกว่ารู้สึกตัวเนี่ยเป็นวิปัสสนาหรือยัง ไม่เป็น แยกรูปนามเป็นวิปัสสนาหรือยัง ยังไม่เป็น ต้องเห็นไตรลักษณ์ของรูปนามก่อนถึงจะเป็น

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๔ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๒
Track: ๑๘
File: 541118B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จุลโสดาบัน ปิดอบายภูมิได้หนึ่งชาติ

mp 3 (for download) : จุลโสดาบัน ปิดอบายภูมิได้หนึ่งชาติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: เพราะฉะนั้น มีสติบ่อยๆ มีสติบ่อยๆนะ มันจะไม่ไปทุคติหรอก ถ้าสติอัตโนมัติเลย เหมือนโอ่งอย่างนี้ ถ้าไม่เสื่อมไปจากตรงนี้นะ ชาติต่อไปนี่ไม่ไปทุกขคติหรอก มันปิดอบายภูมิไปได้ หนึ่งชาติ ชาติเดียวนะ ปิดได้หนึ่งชาติ เพราะจิตที่เดินมาถึงอย่างนี้นะ เรียกว่าจิตมันได้ จุลโสดาบัน จุลโสดาบันไม่ใช่พระโสดาบัน จุลโสดาบัน คือคนที่ภาวนาจนได้ ถึงสัมมสนญาณ สัมมสนญาณ นี่คือการที่เห็นไตรลักษณ์นั่นเอง เห็นแต่ว่าไม่ได้เห็นด้วยการเข้าไปประจักษ์ความเกิดดับต่อหน้าต่อตา อย่างโอ่งภาวนา โอ่งเห็นสภาวะที่เกิดดับต่อหน้าต่อตานี่เลยสัมมสนญาณไปอีก เรียกว่าอุทยัพพยญาณ เพราะฉะนั้นถ้าเราภาวนานะเราเห็นไตรลักษณ์ที่ยังเจือด้วยการคิดอยู่ เจือด้วยการคิดอยู่ นี่เรียกว่าได้ สัมมสนญาณ ในตำรานะ บอกว่าปิดอบายได้ชาติหนึ่ง มาดูดูก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะว่าสติมันเริ่มเกิดขึ้นอัตโนมัติแล้ว เกิดเร็วขึ้นๆนะ เพียงแต่ว่ามันยังไม่หยั่งลงไปเห็นสภาวะเกิดดับ พอสติเกิดเร็วๆนี่เวลาเราฝันร้าย รู้สึกมั้ย สติเกิดอัตโนมัติเลย เพราะฉะนั้นเวลาจะตาย พอนิมิตไม่ดีเกิดนะสติเกิดอัตโนมัติเลย เห็นนิมิตที่ไม่ดีดับไปเกิดนิมิตที่ดีแทน เพราะฉะนั้นหัดดูจิตดูใจไว้นะหัดดูไป ใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย ใช้ในชีวิตประจำวันนี้ก็ได้นะ ใช้ไปมรรคผลนิพพานก็ได้ ถ้ายังไม่มรรคผลนิพพาน ไม่ถึงนิพพานในชีวิตนี้ เอาไปใช้ประโยชน์ตอนจะตาย ไปช่วยตัวเองตอนจะตายได้

สวนสันติธรรม
CD: 17
File: 500109B.mp3
Time: 26.17 – 28.07

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

โอวาทท้ายศาลาครั้งที่ 18:-วางความคิดรู้ความจริง

MP3 (for download): โอวาทท้ายศาลาครั้งที่ 18:-วางความคิดรู้ความจริง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โอวาทท้ายศาลาจาก การแสดงธรรม ณ ศาลาลุงชินครั้งที่ 18 (16/03/51)

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่