Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เห็นโลกเห็นจักรวาลเกิดดับ ไม่มีประโยชน์ใดเพื่อความพ้นทุกข์ของเรา

mp3 for download : เห็นโลกเห็นจักรวาลเกิดดับ ไม่มีประโยชน์ใดเพื่อความพ้นทุกข์ของเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : โลกมันก็ยังไม่แตก แต่วันหนึ่งมันก็แตกสลาย พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้วนะ มันจะแตกสลายด้วยอะไร ด้วยดินน้ำไฟลม โลกนี้จะแตกสลายด้วยดินน้ำไฟลม อยู่มาสี่พันห้าพันล้านปี อายุสั้นนิดเดียว เทียบกับจักรวาลนะ จักรวาลทั้งหมด โลกอายุนิดเดียว สี่ห้าพันล้านปี นิดเดียว และถ้าใครเป็นพรหมนะ อายุยืนมากๆเนี่ย จะเห็นจักรวาลเกิดแล้วก็ดับได้ ต้องเป็นพรหมมีรูปนะ พรหมมีตา ถ้าเป็นพรหมไม่มีรูปไม่เห็น จะเห็นว่าจักรวาลนี้ แต่ละกาแลคซี่นะ ไม่ใช่โลกๆเดียว แต่ละกาแลคซี่เนี่ย เทียบกับพรหมแล้วเหมือนดาวเล็กๆดวงหนึ่งเนี่ย มันไหลตามกันไป ไหล.. เหมือนทางช้างเผือกอย่างนั้นแหละ แต่ว่ามันเป็นกาแลคซี่ไม่ใช่พระอาทิตย์ ไหลตามๆกันไป พรหมก็ได้แต่นั่งดู เห็นบางอันก็เกิดขึ้นมา บางอันก็ดับลงไป มีนะ มีเกิดมีดับนะ กระทั่งจักรวาลก็มีเกิดมีดับ แต่ว่าเห็นเกิดดับอย่างนั้นไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์อะไรเพื่อความพ้นทุกข์ของเรา

ถ้าเราอยากพ้นทุกข์จริงๆนะ ให้ทวนกระแสเข้ามา กระแสอะไร กระแสโลกนั้นแหละ โลกดึงดูดเราออกนอกตลอดเวลา ดึงดูดความสนใจของเราออกข้างนอกตลอดเวลา เราทวนกระแสโลกเข้ามา มาเรียนรู้กาย มาเรียนรู้ใจ เรียนรู้เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อที่จะทำอะไรเลยนะ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้มีความสุข ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้สงบ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อเอาความดีอะไรทั้งสิ้นเลย ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความมีศีลมีสมาธิ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อปัญญา ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่ออะไรเลย ปฎิบัติธรรมจนมันเห็นความจริงแล้วมันปล่อย ไม่ยึดถือ ไม่ทุกข์นั่นเอง ปฎิบัติจนมันไม่ทุกข์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
แผนที่ : 1 2 3
แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า
FILE : 560907A
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
ระหว่างนาที่ที่ ๙ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธาตุ ๔ – การรู้รูปเป็นธาตุ ๔

mp3 for download : ธาตุ ๔ – การรู้รูปเป็นธาตุ ๔

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม ศรี่ราชา ชลบุรี

หลวงพ่อปราโมย์ :เราเฝ้ารู้ลงไป ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวรเลยในรูปธรรม คือในร่างกายนี้ ก็มีแต่ของที่เกิดดับตลอดเวลา เช่นร่างกายที่หายใจออกเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่ยืนที่นั่งที่นอนเกิดแล้วก็ดับไป ร่างกายที่เคลื่อนไหวเกิดแล้วก็ดับ ร่างกายที่หยุดนิ่งเกิดแล้วก็ดับ ความเย็นความร้อนความอ่อนความแข็งความตึงความไหวที่เกิดขึ้นในร่างกาย ก็เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น

ความเย็นความร้อนก็คือตัวธาตุไฟ ความอ่อนความแข็งก็เป็นธาตุดิน ความตึงความไหวเป็นธาตุลม ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ รู้ด้วยร่างกาย

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นสัมผัสในร่างกายของเราเนี่ย เช่นลมหายใจ ธาตุไฟไม่เที่ยง หายใจเข้าลมเย็น หายใจออกลมร้อน ธาตุไฟในลมหายใจไม่เที่ยง เวลาเราเดินเดี๋ยวขา-น่องเราก็แข็งเดี๋ยวน่องเราก็หย่อน พอยกเท้าขึ้นน่องเราก็ย่อง เหยียบลงไปที่พื้นน่องเราก็แข็ง ความแข็งความอ่อนเนี่ยเป็นธาตุดิน ธาตุดินนี้ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็แข็งมากก็มีธาตุดินมาก เดี๋ยวก็ธาตุดินลดลงก็อ่อน

ดินไม่ได้แปลว่าดินนะ น้ำไม่ได้แปลว่าน้ำ ลมไม่ได้แปลว่าลม ไฟไม่ได้แปลว่าไฟ เหมือนอย่างภาษาไทยที่เอามาใช้

อะไรเป็นธาตุดิน ส่วนที่แข็ง ส่วนที่แข็งเป็นธาตุดิน แข็งมากแข็งน้อย อะไรเป็นธาตุไฟ ส่วนที่ร้อนเป็นธาตุไฟ ร้อนมากร้อนน้อย ในน้ำลายของเรามีธาตุไฟมั้ย ในน้ำลาย มี มีอุณหภูมิอยู่ใช่มั้ย มีธาตุไฟอยู่ มีลมมั้ย เคลื่อนไหวได้มั้ย หรือแข็งกระด้าง เคลื่อนไหวได้ ระเหยได้ ระเหยได้เพราะว่าธาตุน้ำน้อย แปลกหนักเข้าไปอีก กระจายตัวได้ง่าย น้ำ น้ำแท้ๆนะ กลับมีธาตุน้ำน้อย เหล็กกลับมีธาตุน้ำเยอะ คำว่าธาตุน้ำคือแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
File 550701
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๓๐ ถึงนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๕๑

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเสื่อมไม่มี มีแต่เกิดแล้วดับ

mp 3 (for download) : จิตเสื่อมไม่มี มีแต่เกิดแล้วดับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

 โยม : ช่วง ๒ อาทิตย์ก่อน ผมจิตเสื่อมไปครับ แล้วก็รู้สึกว่า พอดูอะไรมันไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว ก็เลยกลับมาทำรูปแบบนิดนึงครับ  

หลวงพ่อปราโมทย์  : ใส่รูปแบบไป แต่ว่าในความเป็นจริง จิตเสื่อมไม่มี จิตมีแต่เกิดแล้วก็ดับ จิตที่เป็นกุศลเกิดแล้วก็ดับ จิตอกุศลเกิดแล้วก็ดับ ถึงจิตอกุศลไม่มีสติ เกิดแล้วก็ดับเหมือนกันใช่มั้ย ส่วนที่เราบอกว่าจิตเสื่อม เพราะเราเอาไปเปรียบเทียบ ก่อนหน้านี้ มันเคยมีจิตที่เป็นกุศลบ่อยๆ ตอนนี้ไม่ค่อยมี มีอกุศลบ่อยๆ เราก็ว่าเสื่อม

เพราะงั้นเสื่อมไม่ใช่ของจริงนะ เสื่อมนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบ จริงๆแล้วจิตไม่มีเสื่อม มีแต่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับอยู่


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๕ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
Track: ๑๐
File: 510315.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๑๑ ถึง นาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๑๒) เบื้องปลายจิตจะปล่อยวางความยึดถือกายและใจ

mp 3 (for download) : ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๑๒) เบื้องปลายจิตจะปล่อยวางความยึดถือกายและใจ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอขอบคุณ บ้านจิตสบาย ที่เอื้อเฟื้อภาพ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราทำไปเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบเช่น เรา เห็นว่าร่างกายที่หายใจออก เกิดขึ้นมาแล้วดับไป กลายเป็นร่างกายที่หายใจเข้า ร่างกายที่หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นร่างกายที่หายใจออก ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอนนี่ ก็คือร่างกายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนะ ก็แสดงความหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความหลงไปกับความรู้สึก หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ก็แสดงความเกิดดับ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาวนาเพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ภาวนาเอาดีเอาสุขเอาสงบอะไร หรอกนั่นตื้นไป แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ มันมีแต่ความไม่เที่ยง ในกายในใจนี้ มีแต่ความทนอยู่ไม่ได้ในสภาวะ อันใดอันหนึ่ง อยู่ไม่ได้ตลอดหรอก ไม่นานก็ต้องเสื่อมไป

มีแต่เรื่องบังคับไม่ได้นะ สั่งไม่ได้ ร่างกายก็ไม่ใช่เรานะ เป็นแค่วัตถุอันนึง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง สั่งมันไม่ได้ นี่ภาวนาอย่างนี้ สุดท้ายจะได้อะไรขึ้นมา จะเห็นเลยว่า ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งหมดเลยนะ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก อย่างร่างกายนะ ประคบประหงมมันอย่างดีเลย ให้มันมีความสุข ไม่นานเลยมันก็ทุกข์อีกแล้ว นี่อย่างนี้ดูไปเรื่อย มันเอื่อมระอา มันไม่ยึดกายแล้ว จิตใจก็เหมือนกันนะ อุตสาห์ทำความสงบเข้ามา ไม่นานก็ฟุ้งอีกแล้ว ทำดียังไงเดี๋ยวก็แย่ขึ้นมาอีกแล้ว มีแต่ของไม่เที่ยงนะ เห็นแล้วอิดหนาระอาใจ ในที่สุดไม่ยึดจิตใจด้วย สุดท้ายไม่ยึดทั้งกายไม่ยึดทั้งใจ ก็ไม่ยึดสิ่งใดในโลกนะ จิตก็หลุดพ้นจากความยึดถือ เรียกว่าวิมุตตินะ จิตหลุดพ้น


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๓
File: 520809A
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ตัวผู้รู้เป็นแค่เครื่องอาศัยในการเจริญปัญญา

mp 3 (for download) : ตัวผู้รู้เป็นแค่เครื่องอาศัยในการเจริญปัญญา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เวลาที่เราดูตัวผู้รู้เนี่ย เราไม่ได้เอาตัวผู้รู้ เรามีตัวผู้รู้ขึ้นมาเนี่ยก็เพื่อจะแยกได้ว่า ตัวผู้รู้ไม่ใช่ตัวผู้หลง ตัวผู้รู้ไม่ใช่ตัวผู้เพ่ง เดี๋ยวจิตก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวจิตก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวจิตก็เป็นผู้เพ่ง ทั้งหมดไม่ใช่ตัวเราเลย ทำงานของมันไปเรื่อยๆ ทั้งหมดมีแต่เกิดแล้วดับ

เราภาวนาเนี่ยไม่ใช่เพื่อเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่จะเอากระทั่งตัวผู้รู้ แต่เรามีตัวผู้รู้มาเป็นเครื่องอาศัย เพื่อที่จะได้แยกเอาตัวผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง ออกไป เราจะเห็นว่าตัวปรุงแต่งเกิดแล้วก็ดับ ตัวรู้เกิดแล้วก็ดับ ตัวเพ่งเกิดแล้วก็ดับ เราต้องการสิ่งนี้ ต้องการเห็นว่า “สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ” ไม่ใช่ต้องการเอาตัวผู้รู้หรอก แต่ตัวผู้รู้เป็นเครื่องมือ เป็นทางผ่าน เพราะถ้าไม่มีตัวผู้รู้ จิตเราจะมีตัวเดียว คือตัวผู้หลง ถ้าเป็นผู้หลง ผู้หลง ผู้หลง มันจะรู้สึกว่าจิตเที่ยง แต่พอมีจิตผู้รู้ขึ้นมา ก็จะเห็นว่าจิตผู้หลงก็ไม่เที่ยง จิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยง มีตัวผู้รู้เพื่ออาศัยสิ่งนี้เท่านั้นเอง อาศัยเดินปัญญา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันศุกร์ที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๖
Track: ๑๕
File: 550817B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๓๑ ถึง นาทีที่ ๓๐ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๑๕) สิ่งที่พระอรหันต์เห็น

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๑๕) สิ่งที่พระอรหันต์เห็น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : พระอรหันต์ท่านไม่คิดนะ ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เพราะพระอรหันต์ท่านมีปัญญาแจ่มแจ้งว่า พระอรหันต์ไม่มี คนไม่มีน่ะ คนไม่มี สัตว์ไม่มี เราไม่มี เขาไม่มี มีแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่ง รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ นั้น ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วดับไปทั้งสิ้น นี่ล่ะที่พระอรหันต์ท่านเห็นกัน ท่านก็เห็นกันอย่างนี้นะ

550409.30m-56-31m18

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๓๐ วินาทีที่ ๕๖ ถึง นาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๑๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ผัสสะที่รุนแรงเป็นครูสอนธรรมะที่ดีที่สุด

mp 3 (for download) : ผัสสะที่รุนแรงเป็นครูสอนธรรมะที่ดีที่สุด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ผัสสะที่รุนแรงเป็นครูสอนธรรมะที่ดีที่สุด

ผัสสะที่รุนแรงเป็นครูสอนธรรมะที่ดีที่สุด

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทุกวันๆที่หลวงพ่อเปิดวัดที่ศรีราชานี่จะมีพระเข้าไปเยอะแยะเลยแต่ละวัน บางวันเยอะ บางวันก็ไม่มากองค์สององค์ พระบางองค์ท่านเข้าไป บางองค์ท่านมาสารภาพทีหลังนะว่าท่านมาด้วยความพอง ท่านรู้สึกว่าท่านภาวนามาเก่งกล้าสามารถมาก เสร็จแล้วท่านก็มานั่งฟังโยมส่งการบ้าน ท่านบอกท่านค่อยๆสั่นขึ้นทีละน้อยนะ สั่นๆ ท่านพบว่าเอ๊ะทำไมญาติโยมภาวนาเก่งขนาดนี้ แค่ฟังก็รู้แล้วว่าฝีไม้ลายมือในการปฏิบัติของแต่ละคนนะขนาดไหน

ก็เลยเรียนท่านบอกโยมเค้าความทุกข์เยอะนะ โยมต้องกระทบผัสสะที่รุนแรง ถ้าโยมเจริญสติเป็นผัสสะที่รุนแรงนั่นแหล่ะเป็นตัวสอนธรรมะให้ อย่างเราภาวนาเราอยู่แต่ในวัดอยู่แต่ในป่าเงียบๆนะ จิตนิ่งอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน ไม่ค่อยมีอะไรกระทบ อันนี้ดูยากมากเลย ครูบาอาจารย์ถึงสอนให้พิจารณากายให้หางานให้มันทำซะ อย่าให้มันอยู่เฉยๆ งั้นพระก็ต้องไปทำความสงบขึ้นมา พระไม่มีกามสุข พระก็ทำความสงบจิตสงบใจ เป็นความสุขแบบพระ สุขแล้วก็มารู้กายมารู้ใจไปโดยเฉพาะร่างกายต้องรู้เยอะๆ จิตใจมันนิ่งๆไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเท่าไหร่

แต่ญาติโยมเป็นอีกแบบนึง ญาติโยมนั้นกระทบอารมณ์รุนแรงทั้งวัน ตื่นนอนมาก็ต้องรีบตาลีตาลานไปทำงานใช่มั้ย แย่งกันขึ้นรถแย่งอะไร ลำบาก ทำมาหากินก็แย่งกันต่อสู้เข้มแข็งดุเดือด ประเภทเผลอนิดเดียวพริบตาทีเดียวบริษัทเจ๊งไปแล้ว แพ้ยับเยิน เพราะนั้นญาติโยมเนี่ยมีผัสสะที่รุนแรง

ผัสสะที่รุนแรงเนี่ยมันทำร้ายคนซึ่งภาวนาไม่เป็น นำความทุกข์นำการบีบคั้นที่รุนแรงมาให้ แต่สำหรับคนที่ภาวนาเป็นรู้หลักของการปฏิบัติแล้ว ผัสสะที่รุนแรงนั้นแหล่ะคือครูที่สอนธรรมะที่ดีที่สุด เพราะว่าเวลามันกระทบอารมณ์นะใจเราจะกระเพื่อมขึ้นมา ใจกระเพื่อมขึ้นมาด้วยความดีใจบ้างด้วยความเสียใจบ้าง ยินดีบ้างยินร้ายบ้าง ด้วยความสุขบ้างความทุกข์บ้าง ด้วยความโลภความโกรธความหลงบ้าง มันกระทบแล้วมันกระเทือน กระเทือนขึ้นมานะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระเทือนขึ้นมาเป็นปฏิกิริยาขึ้นมา ล้วนแต่เกิดแล้วดับทั้งสิ้นเลย

ถ้ามีสติรู้ลงไปก็เหมือนคนทำการบ้านอยู่ทั้งวันทั้งคืน เพราะงั้นนอนกลางคืนยังต้องคิดใช่มั้ยจะทำมาหากินอะไร ลำบาก ลูกเต้าทำยังไง ภรรยามีกิ๊กจะทำยังไงอะไรเงี้ย เรื่องปวดกบาลทั้งนั้นนะ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นสิ่งไม่ดี เหมือนขยะนะไม่ดี แต่รู้จักใช้แล้วมีประโยชน์มากเลย

เพราะงั้นญาติโยมภาวนาเนี่ย ถ้ารู้หลักของการปฏิบัติแล้วไม่ช้ากว่าพระนะ หลวงพ่อกล้ายืนยัน ในขั้นต้นๆไม่ช้ากว่าพระ พูดอย่างนี้ไม่ได้พูดให้พระสึกกนะเดี๋ยวจะนึกว่าชวนพระสึก ไม่ได้ชวน เพราะขั้นปลายๆฆราวาสทำยากกระทบผัสสะที่หยาบตลอดเลย ภาวนาไปในขั้นละเอียดทำยาก แต่ในขั้นที่หยาบๆ ภาวนาในขั้นต้นนะโสดาฯสกิทาคาฯอะไรนี้เป็นฆราวาสเนี่ย ทำได้ ไม่ได้ปิดกั้นนะ

ธรรมะไม่ใช่เป็นของผูกขาดไว้ให้พระ พระพุทธเจ้าสอนธรรมะให้กับบริษัท ๔ คือทุกคนนั้นเอง เป็นผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้ เป็นพระก็ได้เป็นฆราวาสก็ได้ ฟังให้รู้หลักแล้วก็รู้สึกไป ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ใจกระเทือนขึ้นมา รู้ทันๆๆไป ตามรู้ไปเรื่อยอย่าเข้าไปแทรกแซง


CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๑๗
File(thai): 510120.mp3
File(usa): 510120.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๔๘ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

Mp3 for download: 520808B klangduaipanya

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

จิตเป็นกลางด้วยปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์: เวลาที่เรามีสติตามดูไปเรื่อยนะ เห็นสภาวะทั้งหลายเกิดดับไปเรื่อย เห็นจิตเป็นกลางบ้าง ไม่เป็นกลางบ้าง ยินดีบ้าง ยินดีร้ายบ้างนะ ทั้งเป็นกลางทั้งยินดี ทั้งยินร้าย ก็มีแต่เกิดดับอีก ในที่สุดปัญญามันเกิด จะเห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ พอปัญญาเกิด เห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับเนี่ย จิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา ความทุกข์มาก็ไม่ทุรนทุรายเพราะรู้ว่าไม่นานก็ดับ ความสุขมาก็ไม่ติดใจรักใคร่พัวพัน เพราะรู้ว่าอยู่ไม่นานก็ดับ เนี่ยอย่างนี้ เป็นกลางอย่างนี้ใช้ได้เลย

พวกเราที่ภาวนานะ วันนึงเราจะต้องมาสู่จุดนี้ให้ได้ คือความเป็นกลางด้วยปัญญา เพราะถัดจากการเป็นกลางด้วยปัญญาแล้วเนี่ย ถัดนั้นขึ้นไปนะ อริยมรรคจะเกิดละ

จุดสุดท้ายที่พวกเราจะภาวนาได้นะ ก็คือ ภาวนาจนกระทั่งจิตเป็นกลางด้วยปัญญา เป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างเลย ความสุขความทุกข์ กุศลอกุศล เกิดแล้วดับๆ ดูไปวันนึงจิตมีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ จิตจะเป็นกลาง จิตเป็นกลางตัวนี้เรียกว่าจิตมีสังขารุเบกขาญาณ ญาณแปลว่าปัญญา สังขารุเบกขา ก็คือ มีอุเบกขาต่อความปรุงแต่งทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสุขทั้งทุกข์

จิตที่เดินมาถึงสังขารุเบกขาญาณเนี่ยจะมีรอยแยกสองทาง มีทางแยก ทางที่หนึ่งนะ พวกเห็นภัยในสังสารวัฏ พวกนี้จะพลิกไปสู่การเกิดมรรคผล พวกที่สองนะ เกิดความกรุณาสงสารสัตว์โลก จิตจะพลิกไปสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์ มีพลิกไปได้สองทาง แล้วพวกที่เป็นโพธิสัตว์ ที่เข้ามาถึงตรงนี้ได้นะ ถ้าไปเจอพระพุทธเจ้าเนี่ย อาจจะได้รับพยากรณ์ว่าอีก 16 อสงไขยแสนมหากัปป์จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง อีกนาน โลกแตกหลายรอบ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๒ 520808B
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ภูมิมนุษย์นี่เหมาะกับการทำวิปัสสนาที่สุด

mp3 for download: ภูมิมนุษย์นี่เหมาะกับการทำวิปัสสนาที่สุด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: คอยรู้สึกนะ รู้สึกไป เดี๋ยววันหนึ่งก็เข้าใจ เข้าใจเป็นลำดับ ลำดับไปนะ ไม่มีอะไรยากหรอก ไม่มีอะไรเหลือวิสัยที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้ เพราะธรรมะก็คือธรรมดา

ภูมิที่เหมาะที่สุดที่จะรู้ธรรมะก็คือภูมิของมนุษย์นี่เอง ภูมิอื่นๆไม่เหมาะที่จะรู้ธรรมะหรอก เจริญสติยาก อย่างสัตว์นรกนะ มันก็ทุกข์อย่างเดียวเลย จิตมันเต็มไปด้วยโทสะอย่างเดียวเลย ถ้ามันไปดูมันจะรู้สึกโทสะเที่ยง ไม่เห็นเปลี่ยนเลยเหมือนกันทุกวันเลย พวกเปรตมันก็โลภอย่างเดียวเลย จิตเต็มไปด้วยความโลภความหิวกระหาย สัตว์เดรัจฉานมันก็เหม่อของมันอยู่ทั้งปีอย่างนั้นแหละ ใจลอยอยู่ทั้งปี มีแต่หลงกับหลง เป็นอสุรกายนะ เจ้าทิฎฐิ เจ้าทฤษฎี อสุรกายเนี่ยส่วนมากจะมีดีกรีนะ ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ส่วนใหญ่อสุรกาย เจ้าทิฎฐิน่ะ พวกนี้ก็ยึดแต่ความคิดความเห็น ไม่เหมาะที่จะทำวิปัสสนา

สัตว์นรกก็ทุกข์เกินไปไม่เหมาะที่จะทำวิปัสสนา เปรตนะก็กระหายต้องการมากไป ทำวิปัสสนายาก เทวดาก็สบายเกินไปทำวิปัสสนายากนะ ขืนไปส่องกระจกดู อู๊ย..ฉันก็สวยนี่ สวยมาแสนปีแล้ว ยังสวยอยู่เหมือนเดิม มีความสุขทุกข์วันเลย นี่ความสุขเที่ยง หรือพรหมนะ มีแต่ความสงบ มีความสุขสงบบ้าง มีความสงบเฉยๆบ้าง กี่ปีกี่ชาติ แสนชาติแสนกัปป์อะไรอย่างนี้นะ อยู่ไปเป็นหมื่นๆกัปป์ พันๆกัปป์ อะไรอย่างนี้ โลกแตกแล้วแตกอีก

พรหมเห็นจักรวาลเกิดดับนะ แต่พรหมไม่เห็นตัวเองเกิดดับ เห็นจักรวาลเกิดดับ โน่นมันเกิดขึ้นมานะ แล้วมันก็ดับวับลงไปนะ มันก็สลายไป ละอองของมันก็กระจายไป เดี๋ยวก็ไปรวมเกิดขึ้นมาอีกแล้ว แล้วก็สลายไปอีกแล้ว เห็นแต่จักรวาลเกิดดับ แต่ไม่รู้นะว่าจักรวาลไหลมาจากไหน จักรวาลไหลไปไหน ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ตัวเองมาจากไหน ไม่รู้หรอก รู้สึกผุดขึ้นมาจากความว่างๆ เพราะฉะนั้นเป็นอมตะ ไม่เห็นตายสักทีเห็นแต่คนอื่นตายยกเว้นฉันไม่ตายสักที พวกมิจฉาทิฎฐินะ ไม่เหมาะที่จะทำวิปัสสนาหรอก

ภูมิมนุษย์นี่เหมาะกับการทำวิปัสสนาที่สุด เพราะมนุษย์นี่สำส่อน จิตใจเราเนี่ยกลับกลอกยอกย้อน ใน ๑ นาทีเนี่ยใจเราเปลี่ยนไปตั้งหลายรอบแล้ว เดี๋ยวก็ดู เดี๋ยวก็ฟัง เดี๋ยวก็คิด เดี๋ยวก็รู้สึก เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็หลง ใจมนุษย์เนี่ยกลับกลอกตลอดเวลา ของกลับกลอกนี้แหละเราเห็นความไม่เที่ยงง่าย มันเปลี่ยนแปลงง่าย ของกลับกลอกเนี่ยเราเห็นความทนอยู่ไม่ได้ เห็นง่าย ของกลับกลอกเนี่ยเราเห็นเลย เราบังคับมันไม่ได้ ถ้าของเที่ยงเรารู้สึกบังคับได้ ของเที่ยงไม่มีจริงหรอก มันเที่ยงชั่วคราว เนี่ยเป็นมนุษย์ดีที่สุดแล้ว สวมหัวใจมนุษย์ไว้ เป็นมนุษย์ธรรมดาไว้

เป็นมนุษย์ธรรมดาเป็นอย่างไร เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย คุ้มดีคุ้มร้ายอยู่อย่างนี้แหละ นี่แหละเหมาะแก่การทำวิปัสสนาที่สุดเลย มันจะเห็นได้ง่ายว่า สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง กุศล อกุศลก็ไม่เที่ยง ทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ อยู่ได้ชั่วคราว ความสุขวิ่งหาแทบตายเลย พอได้มานะ แว้บเดียวก็รู้สึกงั้นๆอีกละ

ใครเคยรู้สึกมั้ย ความสุขบางอย่างนะ กว่าจะได้มาตั้งนานแน่ะ อย่างไอ้หนุ่มคนหนึ่งจีบสาวนะ ต้องเป็นสาวรักนวลสงวนตัวแบบสาวโบราณหน่อย สาวสมัยนี้จีบหนุ่มนะ ที่หลวงพ่อรู้ ผู้ชายทุกวันนี้เหมือนดอกไม้ริมทาง บางคนนะเห็นอย่างนี้ สลดใจ หนีมาบวชนะ องค์สุดท้ายนั่นน่ะ บอกว่าไม่ไหวแล้ว ผู้ชายเหมือนดอกไม้ริมทาง

เนี่ยบางทีสาวจีบหนุ่ม หนุ่มจีบสาว จีบกันตั้งนานแหน่ะ พอได้มาแล้วก็งั้นๆแหละ ลองถามคนที่มีเมียแล้วแต่อย่าถามต่อหน้าเมียเขานะ จะไม่ได้ความจริง เพราะว่าคนพูดความจริงตายได้เหมือนกัน

ความสุขในโลกนะ ดิ้นแทบตายเลย ได้มาแล้วก็งั้นๆแหละ พองั้นๆแล้วใจจืดชืดใจจะหิวของใหม่ อยากได้อันใหม่แล้ว ไปดิ้นอีกนะ แล้วก็ทุกข์อีกแล้ว ทุกข์ทุรนทุราย ดิ้นรนมา พอได้มาก็งั้นๆแหละ ตลอดชีวิตมีแต่เรื่องแบบนี้ ดิ้นไปเรื่อยๆ หาไปเรื่อยๆ แล้วก็งั้นๆแหละ ไม่เห็นมีอะไร ภาษาจีนบอกว่า “มักคังคัง” ตาว่างเปล่า นึกว่ามีอะไร ดูไปแล้วว่างเปล่า ไม่มีอะไร

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
File: 510426.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๑๓ ถึงนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่