Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

จิตเจริญแล้วเสื่อมอยู่ตลอดเวลา

mp 3 (for download) : จิตเจริญแล้วเสื่อมอยู่ตลอดเวลา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : ก็จะเห็นความเจริญแล้วก็เสื่อมอย่างที่หลวงพ่อเคยบอกน่ะค่ะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : ใช่) จะเป็นช่วงๆ แล้วก็เป็นได้บ่อยมากค่ะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : นั่นล่ะดี) เป็นวงจรเยอะมาก

หลวงพ่อปราโมทย์ : แต่ก่อนหลวงพ่อภาวนานะ อาทิตย์หนึ่งเนี่ย เจริญแล้วเสื่อม ๑ รอบ บางคนยาวกว่านี้ บางคนสั้นกว่านี้ แต่พอเราภาวนาจนชำนาญเลย เราจะเห็นเลย เจริญแล้วเสื่อมอยู่ตลอดเวลา อันไหนเกิดอันนั้นก็ดับ เรียกว่าเจริญแล้วเสื่อม

โยม : อ่อ ค่ะ ไม่ทราบว่าการที่เสื่อมนี้ เพราะว่าเราย่อหย่อนหรือว่าเป็นธรรมชาติ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เป็นปกติ แต่ว่ามีเงื่อนไขอยู่อย่างหนึ่งนะ เราต้องปฏิบัติสม่ำเสมอ ตัวนี้ตัวสำคัญมาก ถ้าหากช่วงไหนเราปฎิบัติแล้วก็เจริญ แล้วเราขี้เกียจไม่ปฏิบัติแล้วเสื่อม เราจะรู้สึก เกิดความรู้สึกผิดๆ เห็นผิดว่า “ที่เสื่อมเพราะฉันไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าฉันปฏิบัติมันก็จะดีไปตลอด” แต่ถ้าเราทำสม่ำเสมอทุกวันนะ ทุกวันทำเรื่อยๆเหมือนกันทุกวันเลย เจริญบ้าง เสื่อมบ้าง เราจะเห็นเลยว่าา เราบังคับมันไม่ได้ นี่จะเห็นความจริงก็ตรงนี้แหละ

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติจะเว้นวรรคไม่ได้ ต้องทำทุกวัน

โยม : ค่ะ ทีนี้บางวันก็จะรู้สึกว่า รู้สึกตัวได้ดีนะคะ (หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ.. เป็นอย่างนั้นทุกคนแหละ) จะรู้สึกตัวเอง แล้วบางวันก็แทบไม่รู้สึกตัวเลย เวลาที่ไปอยู่กับโลก

หลวงพ่อปราโมทย์ : บางวันนะ มันภาวนาไม่เป็นเลย เป็นอย่างนั้นทุกคนแหละ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า


สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520424.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๓ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เราเกิดมาทำไม?

mp 3 (for download) : เราเกิดมาทำไม?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ชาวพุทธมีบุญนะ ชาวพุทธนั้นเป็นคนมีบุญ เรารู้ว่า อะไรเป็นสาระแก่นสารของชีวิต อะไรเป็นสาระ อะไรไม่ใช่สาระ อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ อะไรอยู่ในลู่ในทาง อะไรนอกลู่นอกทาง ชาวพุทธที่ดีจะรู้สิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้มีชีวิตแบบตามยถากรรม

คนซึ่งไม่มีหลักของทางจิตใจนั้น เหมือนมีชีวิตตามยถากรรม อยู่ไปวันๆหนึ่ง เกิดมาก็โตไป กินข้าวแล้วก็โตไป ตามยถากรรมนะ เรียนหนังสือตามยถากรรม ออกมาทำงาน มีครอบครัว มีลูกมีเมีย แย่งชิงกันไป แล้วก็แก่ไปตายไป ตามยถากรรม ไม่มีอะไร นะ ไม่มีอะไรในชีวิตเลย ไร้สาระ

พวกเราได้ฟังธรรม ที่พระพุทธเจ้าสอน เรารู้ว่าอะไรเป็นสาระเป็นแก่นสาร ทุกคนเกิดมา เรามีเป้าหมายในชีวิต เรารู้ว่าเราเกิดมาทำไม เรารู้กระทั่งว่า “ทำไมถึงเกิดมา” รู้ลึกซึ้งนะ

หลวงพ่อเคย คราวหนึ่งไปนั่งอยู่กับหลวงปู่เทสก์ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งนะ สงสัยชีวิตจะมีความทุกข์มาก ร้องไห้นะ ร้องโฮ โฮ โฮ มา มาหาหลวงปู่

“หลวงปู่.. ทำไมหนูต้องเกิดมา..”

“เพราะไม่รู้.. เพราะไม่รู้”

“ทำไมหนูต้องเกิดมา..” ซ้ำอีก หลวงปู่ก็บอก “เพราะไม่รู้..”

“หลวงปู่ไม่รู้แล้วใครจะรู้..” ว่าอย่างนี้

ความจริงท่านตอบให้เรียบร้อยแล้วนะ เพราะความไม่รู้ ถึงเกิดมานะ เกิดอะไร เกิดทุกข์นั่นแหละ จะเกิดอะไร

คนไหนความจำดีๆ เกิดระลึกชาติได้ บางคนระลึกชาติได้ ความจำดีๆ แล้วจะรู้สึกเลยว่า ชาติไหนที่ไม่ได้เจอพระพุทธศาสนานะ ชีวิตมันวังเวง มันรู้สึกวังเวงนะ มันไม่ได้ชั่วนะ จะชั่วจะดีมันก็แต่ละคนมันก็อบรมของตัวเองมา กระทั่งคนดีๆนั้นแหละ ชาติใดไม่ได้เจอพระพุทธศาสนา มันรู้สึกวังเวง ไม่รู้ว่าอยู่ไปทำอะไร ก็ทำคุณงามความดีไปนั้นแหละ แต่ไม่รู้เป้าหมายของชีวิต

พระพุทธเจ้ามาสอนเรานะ ให้เรารู้ว่าเป้าหมายของชีวิตเรานี้คืออะไร บางคนก็ถาม เกิดมาทำไม เกิดมาทำอะไรก็ช่างมันเถิดนะ แต่ว่าจริงๆ ทุกคนมีเป้าหมายของชีวิตที่จะต้องพัฒนาจิตใจของตัวเองไปสู่ความพ้นทุกข์ให้ได้

ทำไมเราต้องมีชีวิตที่อมอยู่กับความทุกข์ เหมือนคนอมโรค เรื่องอะไรต้องทำอย่างนั้น เราสามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้ คนไหนได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้านะ จะได้รับประโยชน์ ได้รับความสุข

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า เวลาท่านจะส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาเนี่ย ท่านก็บอกพระสาวก มอบหมายหน้าที่ให้ บอกว่า ให้ไปประกาศธรรมะ ที่งามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง ในที่สุด เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ของมหาชนจำนวนมาก

เห็นมั้ย สิ่งที่จะได้จากการฟังธรรมนะ คือ ประโยชน์ ความสุข ประโยชน์หมายถึงว่าอะไร หมายถึงต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น แล้วก็ไม่ใช่มีชีวิตที่ดีขึ้นแบบเป็นทุกข์ด้วย ต้องมีความสุขด้วย

บางคนเข้าใจผิด เห็นศาสนาพุทธสอนเรื่องความทุกข์เยอะ ก็เลยว่าศาสนาพุทธเนี่ย มองโลกแง่ร้าย ความจริงไม่ได้มองโลกแง่ร้าย ท่านให้เรียนรู้ปัญหา ชีวิตมันมีปัญหานะ เรียนรู้ลงมา เรียนรู้ลงมา ชีวิตมีความทุกข์ ก็เรียนรู้ลงมา ความทุกข์อยู่ในกายในใจ รู้อยู่ที่กายที่ใจนี้ เรียนรู้ไปเรื่อยๆนะ แล้วก็ความทุกข์มันจะค่อยๆ หายไป

แต่เดิมหลวงพ่อพูดอย่างนี้นะ พูดแล้วก็ ต้องออมๆหน่อย พูดมากไม่ได้ ถึงวันนี้หลวงพ่อกล้าพูดเต็มปากเต็มคำ เพราะหลวงพ่อมีพยานเยอะแยะเลย ว่าถ้าศึกษาปฏิบัติธรรมแล้วจะมีความสุข มีความสุขมากที่สุดเลย

อย่างคนที่ได้ศึกษาได้ฟังธรรมกับหลวงพ่อนะ สักพักเดียว ไม่นานหรอกนะ บางคนฟังครั้งเดียว สองครั้ง บางคนปฏิบัติตามดูจิตดูใจสักเดือนหนึ่ง บางคนแค่ฟังซีดีนะ แล้วก็คอยสังเกตจิตใจตนเองไปเรื่อยๆ ก็มาบอกหลวงพ่อเรื่อยๆเลยว่า จิตใจของเขาเปลี่ยนไป เคยมีความทุกข์มากก็ทุกข์น้อยนะ เคยทุกข์นานๆก็ทุกข์สั้นๆ เนี่ย หลวงพ่อมีพยานเยอะนะ ว่าปฏิบัติธรรมแล้วมันพ้นทุกข์จริงๆ ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปเถอะ ทุรนทุรายลำบากไปสารพัดนะ แล้วหวังว่าชาติหน้ามันจะสบายกว่านี้ ตายแล้วมันจะดีกว่านี้

ศาสนาพุทธไม่ได้อนาถาถึงขนาดที่ว่า ต้องตายก่อนแล้วถึงจะดี เราสามารถดีได้ในปัจจุบัน สามารถมีความสุขได้ในปัจจุบัน พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองเลยเห็นมั้ย ถ้าหากบอกว่า เอ้า..ทำดีไปนะ สร้างคุณงามความดีสารพัดไป เดี๋ยวชาติหน้าจะดี พิสูจน์ยาก ใช่มั้ย พิสูจน์ยาก

แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านะ ผู้ปฎิบัติสามารถเห็นได้ด้วยตัวเอง ในชีวิตนี้แหละ เห็นในปัจจุบันนี้แหละ บางคนศึกษาธรรมะเพียงเดือน สองเดือน ก็เปลี่ยน ตัวเองเปลี่ยนแปลง ที่วัดหลวงพ่อนี้มีมารายงานเยอะแยะเลย ชีวิตจิตใจนี้เปลี่ยน ตัวเองรู้สึกได้ คนในบ้านรู้สึกได้

มีผู้หญิงคนหนึ่งนะมาเรียนสองสามครั้งมั้ง เสร็จแล้วก็ วันหนึ่ง พาพี่สาวมาด้วย พี่สาวตามมา แล้วไปเล่าให้แม่ชีนุชฟัง พี่สาวก็บอกเลยเนี่ย คนนี้เหรอ เมื่อก่อนร้าย เห็นแก่ตัว ไม่ดีอย่างโน้น ไม่ดีอย่างนี้นะ แหมบรรยายต่อหน้าเลยนะ ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ดีขึ้น ก็เลยต้องมาฟังธรรมบ้าง เพราะว่ามันเปลี่ยนจริงๆ เปลี่ยนคนได้นะ ธรรมะของพระพุทธเจ้านะเปลี่ยนคนได้ และคนที่จะเปลี่ยนได้คือคนซึ่งลงมือศึกษาปฎิบัตินี่ล่ะ เปลี่ยนจริงๆ

พวกศาสนาอื่นนะ สมัยพุทธกาล ถึงกับเตือนกันว่าอย่ามาฟังธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีมนต์เปลี่ยนใจ ถ้ามาพบพระพุทธเจ้าแล้วเปลี่ยนใจ เลิกนับถือศาสนาเก่าๆ

ทำไมล่ะ เพราะว่าศาสนาพุทธนี้สมบูรณ์ด้วยเหตุด้วยผล พิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง เส้นทางที่จะพิสูจน์ก็ไม่ได้ยากลำบากเกินไป แค่มีสติขึ้นมาแล้วรู้สึกกายรู้สึกใจไป กายเป็นอย่างไรก็รู้ว่าเป็นอย่างนั้น จิตเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ตามรู้ตามดูอย่างนี้เรื่อยๆ รู้สึกตัวไปแล้วคอยรู้ไปเรื่อยๆ ชีวิตจิตใจจะเปลี่ยน แล้วก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วย


CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๓
File: 510817.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๐ วินาทีที่ ๑๐ ถึง นาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๒๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จิตไม่ได้เสื่อม แต่เกิดจากการเปรียบเทียบของเราเอง

เสื่อม

เสื่อม

mp3 (for download) : จิตไม่ได้เสื่อม แต่เกิดจากเปรียบเทียบของเราเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : จริงๆคำว่า”เสื่อม” ไม่เคยมีเลย คำว่า “เสื่อม” นี้เกิดจากความเห็นผิดของเรา เกิดจากการเปรียบเทียบสภาวะสองสภาวะ  มันเคยดีแล้วคราวนี้ไม่ดีเท่าเก่า บอกเสื่อม แท้จริงนั้นจิตมันเกิดดับอยู่ตลอดเวลา จิตดวงที่ดี มันเกิดแล้วมันก็ดับไป ไม่ใช่มันเสื่อม จิตดวงที่ไม่ดีมันเกิดขึ้นแทน  จิตดวงที่ไม่ดีมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป ก็ไม่ใช่ว่ามันเจริญ  แท้จริงก็คือ จิตที่เสื่อมก็เกิดแล้วก็ดับ  จิตที่เจริญเกิดแล้วก็ดับ

ทีนี้ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ เราก็ไม่คิดว่าจิตมีดวงเดียว เดี๋ยวเจริญเดี๋ยวเสื่อม  ความสำคัญผิดมันคิดว่าจิตมีดวงเดียว ฉะนั้นอยากทำให้มันดีตลอด อยากให้มันถาวร  ความจริงไม่มีหรอกจิตที่เป็นดวงเดียวน่ะ มีแต่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับนะ คำว่า “เจริญ” คำว่า “เสื่อม”เกิดจากการเปรียบเทียบทั้งหมดเลย เปรียบเทียบสภาวะสองอันทั้งๆ ที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

ฉะนั้นถ้าเห็นว่า จิตเจริญ เจริญแล้วมันก็ดับไป จิตที่เสื่อมเิกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปนะ ใจเป็นกลาง  เจริญก็ไม่หลงดีใจ เสื่อมก็ไม่หลงเสียใจ  นี่เป็นกลาง ในที่สุดจิตเป็นกลางต่อทุกสภาวะ จิตที่เป็นกลางต่อทุกสภาวะนะ จะเลิกดิ้นรน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมที่ สวนโพธิญาณ หนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี
เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๘

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๑๐
ลำดับที่ ๘
File 481022B
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๐๐ ถึงนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ภพ มี ๒ อย่าง

mp 3 (for download) : ภพ มี ๒ อย่าง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ภพมี ๒ อย่างนะ อย่างหนึ่งเรียก ‘อุปปัตติภพ’ คือ ภพโดยการเกิด อย่างพวกเรานี้มีอุปปัตติภพเป็นมนุษย์ และมี ‘กรรมภพ’ คือการทำงานของใจ ที่ทำอยู่เป็นขณะๆ พวกเรามีกรรมภพ วันหนึ่งมีกรรมภพนับไม่ถ้วน เดี๋ยวก็เป็นภพที่ดี เดี๋ยวก็เป็นภพที่เลว

บางขณะกิเลสครอบงำใจ อย่างโทสะครอบงำใจ ในขณะนั้นเราอยู่ในภพของสัตว์นรก ร่างกายเราเป็นมนุษย์ แต่กายเราเป็นสัตว์นรกในขณะนั้น ขณะใดความโลภครอบงำใจนะ  ร่างกายเราเป็นมนุษย์แต่ใจเราเป็นเปรต มีภพย่อยๆ ที่เป็นเปรต อันนี้เป็นภพย่อยๆ ภพที่เกิดจากจิตมันทำงานขึ้นมา

หรือในขณะใดจิตเรามีศีลมีธรรมขึ้นมา เราอยู่ในภพของมนุษย์ ขณะจิตเรามีหิริโอตตัปปะ ละอายที่จะทำบาป เกรงกลัวผลของการทำบาป เราเป็นเทวดา ขณะใดจิตใจเราสงบ มีความสงบนะ สุขสงบว่าง อุเบกขา แล้วก็สงบบ้าง จิตใจเราเป็นพรหม

เพราะฉะนั้นเราจะมีภพเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ภพใหญ่ๆ นี่ได้มาโดยการเกิด เกิดมาชาติหนึ่ง อุปปัตติภพเป็นมนุษย์ ก็มีภพย่อยๆ มากมายนับไม่ถ้วนในแต่ละวัน


ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๗
File: 530815.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๕ ถึง นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๒๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทำไมปฏิบัติแล้วความโกรธไม่ลดลง?

mp3 (for download) : anger not stable

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : การสังเกตอารมณ์ที่รู้ทัน เช่น เวลาที่เราดีใจ เสียใจ หรือโกรธ คือ หลังจากปฏิบัติแล้วไม่ได้ลดน้อยลง เพียงแต่รู้ทันว่าตอนนี้กำลังโกรธ ตอนนี้กำลังอารมณ์ไม่ดี

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราไม่ได้ฝึกให้ลดน้อย แต่เราฝึกให้เห็นความจริงว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ เห็นตรงนี้มั้ย โกรธแล้วก็ดับ โลภเกิดแล้วก็ดับ ดีใจเสียใจเกิดแล้วก็ดับเราเรียนเพื่อสิ่งนี้ต่างหาก หลวงพ่อบอกแล้วว่าเราไม่ได้เรียนเอาดี

โยม : มันดับเร็วขึ้นกว่าเดิม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใช่ นั่นแหละดีแล้ว นั่นมีพัฒนาการแล้ว แต่เดิมเคยโกรธทีนึงหลายชั่วโมง เดี๋ยวนี้พอความโกรธผุดแว้บก็ขาดสะบั้นไปแล้ว ภพชาติของเราสั้นลง แทนที่จะเป็นภพขี้โมโหหลายชั่วโมงนะ ก็เป็นภพขี้โมโหหนึ่งแว้บ อะไรงี้ สังสารวัฏเราก็หดสั้นลงๆ

เพราะฉะนั้นเรียนนี่ไม่ใช่เรียนเพื่อไม่ให้โกรธ ความโกรธก็เป็นอนัตตาเหมือนกัน ถ้าเหตุของความโกรธยังมีมันจะต้องโกรธอีก เหตุของความโกรธคืออะไร อันแรกเลยคือมีอนุสัยขี้โมโห พูดภาษาไทยคือมีสันดานขี้โมโห มันคุ้นเคยที่จะโมโห มันจะโมโหบ่อย มีสันดานขี้โมโหอย่างเดียวก็ยังไม่โกรธ ต้องมีอันอื่นอีก ต้องได้กระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจถึงจะโกรธ ถ้ากระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจอย่างเดียว แต่ไม่มีอนุสัยขี้โมโห มันก็ไม่โกรธนะ เพราะงั้นความโกรธ เกิดจากเหตุตั้งหลายอย่างมาประชุมกัน แล้วก็ปรุงเป็นความโกรธขึ้นมา ถ้าเหตุของมันยังอยู่ มันยังโกรธอีก ถ้าวันนึงเราภาวนาจนอนุนัยขี้โมโหนี้หายไป มันจะไม่โกรธละ เพราะฉะนั้น เราไม่ได้เรียนเพื่อจะไปบังคับเพื่อแทรกแซงสังสารวัฏนะ ไม่ใช่ไปแทรกแซงสภาวะนะ แต่เรียนว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ถ้าเหตุดับ สิ่งนั้นก็ดับ

CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ 12

ไฟล์ 080749B

26min49-28min43

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่