Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

สังขารในปฏิจจสมุปบาท คือตัวเจตนา

mp3 for download : สังขารในปฏิจจสมุปบาท คือตัวเจตนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :บางคนถนัดแยกรูปนามเป็นอินทรีย์ ๒๒ อินทรีย์ ๒๒ ฟังแล้วเยอะ จริงๆแล้วไม่มีอะไรเท่าไหร่หรอก ตาหูจมูกลิ้นกายใจก็เป็นอินทรีย์ ศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญาก็เป็นอินทรีย์ ภาวะแห่งความเป็นผู้หญิงภาวะแห่งความเป็นผู้ชายก็เป็นอินทรีย์ แยกๆไปก็ไม่มีอะไร มีแต่รูปกับนามนั่นแหละ มีแต่รูปกับนาม

ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นรูปกับนาม อวิชาเป็นนามธรรม สังขารเป็นตัวนามธรรม สังขารในตัวปฏิจจสมุปบาทคือตัวเจตนา ถ้าใครเขาถามเรานะว่าสังขารในปฏิจจสมุปบาทคืออะไร คือเจตนา เจตนาที่เป็นบุญบ้าง เจตนาที่เป็นบาปบ้าง เจตนาที่ไปสู่ความว่างบ้าง เป็นเจตนาที่ปรุงจิตไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑o เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗
File: 531010B
ระหว่างนาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๑ ถึงนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อุปัตติภพและกัมมภพ

mp 3 (for download) : อุปัตติภพและกัมมภพ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ภพมี ๒ ชนิด ภพชนิดที่ ๑ ชื่ออุปัตติภพ

อุปัตติภพเนี่ยหมายถึงภพโดยการเกิด อย่างพวกเราขณะนี้มีอุปัตติภพเป็นมนุษย์ อุปัตติคืออุบัตินั่นเอง เราอุบัติมาเป็นมนุษย์ เพราะว่ากิเลสตัณหาเก่าๆ หรือกุศลเก่าๆนะ ผลักให้มาเป็นมนุษย์นี่แหล่ะ

ภพอีกชนิดนึงชื่อกัมมภพ คือเจตนาที่จะทำกรรม จิตเรามีความจงใจที่จะทำกรรม ทำกรรมชั่วบ้าง ทำกรรมดีบ้าง เจตนาที่จะพ้นจากการกระทบสัมผัสเข้าไปสู่ความว่างๆบ้าง เจตนาที่จะทำชั่วเรียกว่าอปุญญาภิสังขาร เจตนาที่จะทำดีชื่อว่าปุญญาภิสังขาร เจตนาที่จะหนีการกระทบสัมผัสเรียกว่าอาเนญชาภิสังขาร ตัวเจตนาจงใจกระทำกรรมนี้แหล่ะ เจตนาคือกรรม ตัวกรรมนี้แหล่ะคือตัวภพ

เพราะงั้นในร่างของมนุษย์นี้ จิตเราเดี๋ยวก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน อย่างเจตนา มันเจตนาเองนะ เราไม่ได้เจตนาจะเป็นเดรัจฉานเลย แต่จิตเจตนาจะหลง จิตมันจงใจจะหลง มันพอใจที่จะหลง มันเพลิดเพลินไปกับการหลง เมื่อไรจิตเราหลง จิตเรามีโมหะ เมื่อนั้นเรามีกัมมภพเป็นสัตว์เดรัจฉานในร่างมนุษย์ ในอุปััตติภพเป็นมนุษย์ แต่กัมมภพ จิตเราขณะนั้น ทำกรรมแบบเดรัจฉาน คือหลงไป

ถ้าขณะใดจิตของเรามีความโลภ ขณะนั้นเราทำกรรมแบบเปรต ทำไปด้วยโลภะ

ถ้าขณะใดเราเจ้าความคิดเจ้าความเห็น ยึดถือแต่ความคิดความเห็นของตัวเอง ขณะนั้นเราเป็นสัตว์ชื่อว่าอสูรกาย เจ้าทิฏฐิเจ้ามานะ เราเป็นสัตว์ชื่ออสูรกายในร่างของมนุษย์นี่เอง

ขณะใดที่จิตของเรามีโทสะ มีความไม่แช่มชื่นใจ ขณะนั้นกัมมภพของเราเนี่ย จิตเวียนอยู่ในกัมมภพของนรก อยู่ในภพของนรก ร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นสัตว์นรกนะ เรียกว่ามนุสสนิรโย

ถ้าไปหลงก็เป็นมนุสสติรัจฉาโน เป็นเดรัจฉาน เป็นมนุษย์ตัวเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเดรัจฉาน ถ้าโลภอยู่ ก็ตัวเป็นมนุษย์ใจเป็นเปรต เรียกมนุสสเปโต

แต่ถ้าเรามีศีลมีธรรม มีสติอยู่นี้นะ เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ กัมมภพนี้เป็นกัมมภพของมนุษย์ อุปัตติภพก็เป็นมนุษย์ กัมมภพก็เป็นมนุษย์ เรียกว่า มนุษย์มนุษย์ (มนุสฺสมนุสฺโส)

บางคนจิตเป็นบุญเป็นกุศลนะ มีความสุขอยู่กับบุญกุศลที่ได้ทำไว้แล้วนะ ก็เป็นมนุสสเทโว เป็นเทวดา หรือทำฌานทำอะไรนะ ก็ถือว่าเป็นเทวดาเหมือนกัน ความจริงเป็นพรหม คำว่าเทวดาเนี่ย ถ้าในความหมายอย่างกว้างครอบคลุมถึงพรหมด้วย เป็นมนุสสเทโว

งั้นจิตเราเนี่ยเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในภพน้อยๆเนี่ยตลอดเวลา ภพใหญ่ๆนานๆเกิดที ภพใหญ่ของเราเป็นมนุษย์ ภพย่อยภพน้อยๆเนี่ย ในจิตในใจของเราเนี่ย เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จิตเราเวียนจากภพโน้นไปสู่ภพนี้ เวียนจากภพดีไปสู่ภพชั่ว เวียนจากภพชั่วไปสู่ภพที่ดี หมุนไปเรื่อยทั้งวัน การที่ต้องท่องเที่ยวไปเรื่อย เป็นความทุกข์ เป็นความเหนื่อยยาก ซึ่งผู้มีสติปัญญาเห็นเลยว่าไม่เคยได้หยุดเลย ไม่เคยได้พักเลย ถูกตัณหาผลักดัน ให้วิ่งไปสู่ภพโน้นภพนี้อยู่ตลอดเวลา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๖
File: 550429A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๔๖ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

mp 3 (for download) : สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

สติปัฏฐานมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : ต้องภาวนาเอานะ มันไม่มีทางที่สองที่ใครคนหนึ่งจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ทางมันมีทางเดียวคือการเจริญสติปัฏฐานมีสติรู้กายรู้ใจไป

แต่เวลาที่ไม่มีกำลังจะรู้กายรู้ใจก็ทำความสงบเข้ามา พอจิตใจสงบจิตใจตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูแล้วก็คอยดูกายคอยดูใจบ่อยๆ งานที่เราทำมีสองอันสมถะกับวิปัสสนา สมถะทำไปเพื่อให้ใจมีความสุขความสงบมีใจตั้งมั่น ใจมีเรี่ยวมีแรงตั้งมั่นออกมาเป็นคนดูไม่ใช่เป็นคนทำ ใจของเรามันเป็นแค่คนทำมันไม่ใช่คนดู ทำโน้นทำนี้ทั้งวันแหล่ะเรียกทำกรรม ในจิตเราทำกรรมตลอดเวลารู้สึกมั้ย เดี๋ยวก็ทำกรรมดีเดี๋ยวก็ทำกรรมชั่ว จงใจขึ้นเมื่อไหร่มีเจตนาเมื่อไหร่ก็ทำกรรมเมื่อนั้นน่ะ จงใจทำชั่วก็เกิดการทำชั่วกรรมชั่ว จงใจจะปฏิบัติก็เกิดการทำกรรมดีมีการทำกรรมขึ้นมา

ทำไงใจเราจะกลายเป็นผู้รู้ผู้ดู ถ้าใจเราไม่สามารถเป็นผู้รู้ผู้ดูสภาวะได้นะก็บรรลุมรรคผลไม่ได้ เพราะการที่มีใจตั้งมั่นเห็นกายตามความเป็นจริงเห็นจิตใจตามความเป็นจริงนี่เรียกทำสติปัฏฐานทำวิปัสสนา เป็นทางเดียว แต่ถ้าให้ตรงศัพท์จริงๆต้องใช้คำว่าทำวิปัสสนา ในสติปัฏฐานเนี่ยมีสมถะเจือปนอยู่ กรรมฐานบางอย่างในสติปัฏฐานนั้นเป็นสมถะ อย่างการพิจารณาร่างกายเป็นศพการพิจารณาอาหารเป็นปฏิกูล ส่วนนี้เป็นสมถะ การรู้ลมหายใจเป็นสมถะก็ได้เป็นวิปัสสนาก็ได้ การดูจิตมีจิตอยู่ ๒ ดวง จิตที่ไปรู้ความว่างกับจิตที่ไปรู้ความไม่มีอะไร ๒ ดวงนี้ใช้ทำสมถะได้ ส่วนใหญ่พอมาเจอคู่นี้แล้วก็จะไปติดสมถะแล้ว

งั้นสติปัฏฐานก็มีทั้งสมถะทั้งวิปัสสนาปนๆกัน อารมณ์บางอย่างในสติปัฏฐานใช้ทำสมถะอย่างเดียว อารมณ์บางอย่างในสติปัฏฐานนะใช้ทำสมถะด้วยทำวิปัสสนาด้วย แต่ในความเป็นจริงนะไม่ว่าอารมณ์ใดๆถ้าจับหลักให้แม่นรู้กระบวนการทำงานของจิตให้แม่น เราจะพบว่าอารมณ์ทุกชนิดเอามาทำสมถะได้หมดแหล่ะ อย่างเราเห็นท้องพองยุบนะดูไม่เป็นน่ะกลายเป็นเพ่ง เห็นรูปไหวเห็นรูปหยุดนิ่งดูไม่เป็นนะจิตใจไม่ตั้งมั่นพอจะกลายเป็นการเพ่งมือเดินจงกลมไปเพ่งเท้า เนี่ยถึงรู้กายถึงรู้ใจนะก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวิปัสสนาเสมอไป ยากมากนะกว่าคนๆนึงจะขึ้นวิปัสสนาได้

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๔
File: 510801.mp3
ระหว่างวินาทีที่ ๒๙ ถึง นาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๓๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?

mp3 (for download) : สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?

สติอัตโนมัติเกิดได้อย่างไร ?

หลวงพ่อปราโมทย์ : อยากให้สติเกิดนะ สั่งให้เกิดไม่ได้ สติเป็นอนัตตา ต้องทำเหตุของสติ เหตุใกล้ให้เกิดสติก็คือ การที่จิตจำสภาวะได้แม่น เรียกว่า ถิรสัญญา เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ จิตจะจำสภาวะได้แม่นต้องเห็นสภาวะบ่อยๆ เพราะฉะนั้นหัดรู้สภาวะไป

บางคนมาบอกหลวงพ่อสอนผิดนะ เริ่มต้นไปหัดดูสภาวะได้อย่างไร ไม่ดูสภาวะไม่รู้จักสภาวะขึ้นวิปัสสนาไม่ได้นะ อย่างไปนั่งสงบใจแล้วไปคิดพิจารณาร่างกาย ไม่เคยเห็นสภาวะของรูปนามเลย ไม่ขึ้นวิปัสสนาหรอก ได้แต่สมถะนะ เรียนต้องเรียนให้ดีนะ ไม่งั้นมั่วซั่วนะ

เพราะฉะนั้นจะต้องหัดรู้สภาวะนะ การที่เราหัดรู้สภาวะบ่อยๆนะ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก สติอัตโนมัติจะเกิด ถึงจุดหนึ่งนะ ไม่ได้เจตนาจะรู้สึก มันจะรู้สึกขึ้นเอง อะไรแปลกปลอมขึ้นในจิตนิดเดียว สติระลึกขึ้นได้เองแล้วว่ามีความแปลกปลอมเกิดขึ้น ไม่ได้เจตนาดู

ถ้าเจตนาดูจิตจะเกิดอะไรขึ้น จะว่างๆไม่มีอะไรให้ดูนะ หายไปหมดเลย เพราะฉะนั้นดูจิตนี้เจตนาดูไม่ได้นะ จงใจดูปุ๊บหายหมดเลย ว่างไปหมดเลย เจตนาดูกายอะไรจะเกิดขึ้น เหมือนกันแหละ เจตนาดูกายก็เพ่งกาย เจตนาดูจิตก็เพ่งจิต แต่เพ่งกายนี่นะกายยังกระดุกกระดิกได้นะ แต่จิตจะทื่อๆ จะกินน้ำสักแก้วหนึ่ง ขยับ เพ่งไปตลอด เพ่งไปตลอดเวลา จนไตวายไปแล้วยังไม่ได้กินน้ำเลย ดูจิตนี่นะ จะไม่มีความเคลื่อนไหวให้ดู ดูกายถ้าเพ่งอยู่นี่ยังเห็นความเคลื่อนไหวของกายได้

เพราะฉะนั้นอย่างคนที่เดินจงกรมแล้วทำวิปัสสนา เห็นรูปเคลื่อนไหวอยู่ ไม่เห็นจริงหรอก ถ้ายังเพ่งรูปอยู่นี่ใช้ไม่ได้ เห็นร่างกายหายใจแล้วยังเพ่งร่างกายที่หายใจอยู่นี่ ไม่ใช่ของจริงหรอกนะ ยังเพ่งอยู่ ยังไม่เดินวิปัสสนาจริงหรอก ดูท้องพองยุบแล้วเพ่งท้องอยู่เนี่ย ไม่เดินวิปัสสนาจริงหรอก

จิตต้องถอนตัวออกมานะ เป็นคนดู เห็นรูปเคลื่อนไหว นามเป็นคนดู ถึงจะใช้ได้ รูปมันเคลื่อนไหว จิตเป็นคนดู เห็นเจตสิกทั้งหลายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตเป็นคนดู เห็นจิตเกิดดับทางทวารทั้ง ๖ จิตก็เป็นคนดู มีจิตอีกดวงหนึ่งไปรู้จิตอีกดวงหนึ่งที่เพิ่งดับไปสดๆร้อนๆ

เนี่ยหัดรู้หัดดูนะ หัดรู้บ่อยๆ เราจะจำสภาวะได้แม่นขึ้นๆ รู้ใหม่ๆบางทีมีสภาวะบางอย่างเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ใครเคยเป็นมั้ย มีอะไรบางอย่างโผล่ขึ้นมาแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่รู้ชื่อไม่เป็นไร แต่ถ้าจิตจำสภาวะแบบนี้ได้แม่น เช่นมันขยับอย่างนี้ เคยเห็นมั้ย มันขยำๆอยู่กลางหน้าอกได้ ในตำรามีมั้ย ขยำๆ ไม่มี ตำราเขาแยกจำแนกเอาไว้เพียงพอสังเขปหรอก จริงๆแล้วเยอะแยะเลย อาการแยกย่อยแต่ละอย่างๆเยอะแยะไปหมดเลย เคยเห็นมั้ยมันออกเป็นแฉกๆอย่างนี้ เคยเห็นมั้ย เวลารู้สึกมันเขี้ยวนะ ฉึบ ฉึบ ฉึบ อย่างนี้ได้นะ แบบฟ้าแลบก็มี รู้สึกมั้ย มีต่างๆนานา มีชื่อมั้ย ไม่มีชื่อ เรารู้แต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นหายไป รู้เท่านี้พอแล้วนะ

แต่ว่าถ้าจิตจำสภาวะอย่างนี้ได้นะ ต่อไปพอสภาวะอย่างนี้เกิด สติเกิดเอง มันนึกขึ้นได้เอง ระลึกได้เอง นี่ถ้าฝึกนะ หัดรู้สภาวะบ่อยๆไปแล้วสติจะเกิดเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

CD: ๔๑
File: 540911
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ต้องทำงานที่ผิดศีล ควรวางใจอย่างไร

mp3 for download : ต้องทำงานที่ผิดศีล ควรวางใจอย่างไร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ต้องทำงานที่ผิดศีล ควรวางใจอย่างไร

ต้องทำงานที่ผิดศีล ควรวางใจอย่างไร

โยม : คืออย่าง สมมุติถ้าไปเรียนต่ออย่างนี้ครับ คือต้องทำการทดลองในสัตว์ทดลองครับหลวงพ่อ คือว่า คือจะวางใจอย่างไร หรือว่าจะไม่ต้องทำไปเลยดีล่ะครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าไม่ทำได้ก็ไม่ต้องทำสิ ถ้าต้องทำก็ถือว่าทำหน้าที่ไป เราก็ได้รับบาปเล็กน้อย แต่จะไม่มีบาปเลยไม่ได้นะ กรรมเนี่ยมันขึ้นด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง ตัวหลักตัวหนึ่งคือเจตนา เจตนาที่จะทดลองไปตามที่อาจารย์สั่ง หรือเจตนาที่จะฆ่า กิจกรรมอย่างเดียวกันนะ แต่บาปไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้นคนที่ฉลาดก็จะรู้จักการวางจิตให้ถูกแง่ถูกมุมแล้วก็ได้รับโทษน้อย มันเหมือนเราเห็นถ่านไฟแดงๆก้อนหนึ่งเนี่ยนะ สมมุติเราต้องจับ คนโง่ก็ตะปบเข้าไปเลยก็ลวกเยอะ คนฉลาดก็จับอย่างระมัดระวังไฟก็ลวกนิดๆหน่อยไม่ลวกทั้งมือ อะไรอย่างนี้ ถามว่าไฟลวกมั้ย ลวกแต่ไม่มาก เพราะฉะนั้นอยู่ที่เจตนานะ

โยม : แล้วจะทำให้ตกนรกมั้ยครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : กรรมที่ประกอบด้วยเจตนานี่นะ เป็นกรรมที่ส่งผลให้ไปเกิดได้ ส่วนกรรมซึ่งเล็กๆน้อยๆพวกนี้ เราไม่ได้มีเจตนาเนี่ย ถ้ายังมีกรรมตัวอื่นที่แรงกว่านะ ตัวนี้ยังไม่ให้ผลที่ทำให้เราไปเกิด ส่วนมากกรรมที่ไม่ได้เจตนาเนี่ย มันจะมาให้ผลหลังจากที่เราเกิดแล้ว

เช่นเราไปชอบทดลองสัตว์ใช่มั้ย วันดีคืนดีเดินไปชนอะไรหัวแตกอะไรอย่างนี้ สมมุตินะ มันจะให้ผลตอนที่มีชีวิตขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่ให้ผลตอนไปเกิด เพราะกรรมที่แรงกว่าจะให้ผล

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: ๒๔
File: 510315
ระหว่างนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๓๔ ถึงนาทีที่ ๒๗ วินาทีที่ ๒๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จะรู้ได้อย่างไรว่าจิตทำหรือเราทำ

mp3 for download: mind or me 501130B

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

จิตทำหรือเราทำ

จิตทำหรือเราทำ

โยม : อย่างบางทีเอ่อ..มันมีการกระทำอะไรบางอย่างน่ะครับ แล้วเราจะแยกได้ยังไงว่ามันเป็นเราจงใจทำหรือว่ามันทำของมันเองล่ะครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราคอยเป็นคนดูไปนะ เหมือนเราดูละครน่ะ เราก็เห็นกายเห็นใจเขาเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีเจตนา มีความจงใจขึ้นมา เราไปทำเองนะ ใจมันจะแน่นๆขึ้นมา จะหนักๆแน่นๆ แข็งๆขึ้นมา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรมที่ สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ หลังฉันเช้า


CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๒
ลำดับที่ ๑๔
ไฟล์ 501130B
นาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๕๔ ถึงนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๑๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สติคือความระลึกได้ ไม่ใช่เจตนาระลึก

สติคือความระลึกได้ ไม่ใช่เจตนาระลึก

mp3 for download : สติคือความระลึกได้ ไม่ใช่เจตนาระลึก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สติเป็นความระลึกได้ ไม่ได้เจตนาระลึก นะ ถ้าเจตนาระลึกอยู่ล่ะก็ ไม่เจอของจริงหรอก ไปเพ่งเอา ปัญญาจะไม่เกิด เพราะฉะนั้น ยกตัวอย่าง เจตนาระลึกรู้กาย เจตนาระลึกรู้ใจ อะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่เจตนาธรรมดา มันเป็นโลภเจตนา มันเจือด้วยความอยากด้วย เช่นอยากปฏิบัติแล้วมาคอยรู้กาย อยากปฎิบัติแล้วมาคอยรู้ใจ เนี่ยความอยากมันนำหน้า ถ้ามีความอยากนำหน้าอยู่ เจตนาตัวนั้นไม่บริสุทธิ์แล้ว เรียกโลภเจตนา นะ

โลภเจตนาเป็นความจงใจทางใจที่จะทำสิ่งบางสิ่ง ภาษาปริยัติมีทรัพย์อีกคำหนึ่งชื่อ มโนสัญญเจตนา เป็นมโนสัญญา มโนสัญญเจตนา หมายรู้ทางใจ มันจะจงใจไปหมายรู้ทางใจ เบื้องหลังมันจริงๆส่วนใหญ่ก็โลภะนั้นแหละ มันก็เลยจงใจไปหมายรู้ พอจงใจไปหมายรู้นะ โลภะแทรก สติแท้ๆมันไม่เกิดหรอก เนี่ยเราต้องค่อยๆพัฒนาจนสติอัตโนมัติเกิดขึ้นมา นะ ถ้าสติอัตโนมัติเกิดขึ้นมาเนี่ย ไม่ได้จงใจจะรู้ แต่มันรู้ของมันเอง แต่อยู่ดีๆจะให้มันรู้ของมันเองน่ะรู้ไม่ได้ ต้องฝึก ต้องทำเหตุ เหตุใกล้ที่ทำให้สติเกิด คือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น เพราะฉะนั้นให้หัดรู้สภาวะบ่อยๆ

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
CD แผ่นที่  ๓๓
ลำดับที่ ๑๒
File: 521227
ระหว่างนาทีที่ ๓ วินาทีที่ ๑๒ ถึงนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๔๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่