Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

มรรคผลนิพพานไม่ยาก ถ้าเราเจริญสติวันต่อวัน

mp 3 (for download) : มรรคผลนิพพานไม่ยาก ถ้าเราเจริญสติวันต่อวัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ยากนะ ถ้าเราคิดว่า อย่างสมมุติว่าเด็ก ป.๔ นะ คิดว่าจะต้องเอ็นทรานซ์ให้ได้นี่ยากนะ… แต่ถ้าเราไม่คิดมากนะ เราก็เรียนของเราไปเรื่อย ถึงวันหนึ่งก็เอ็นทรานซ์ได้ ไม่ยาก… การปฏิบัติเหมือนกันนะ ถ้าคิดว่าทำยังไงจะข้ามภพข้ามชาติ ยาก.. แต่ถ้าเจริญสติไปวันต่อวัน ไม่ต้องคิดถึงว่าจะได้อะไร.. เมื่อไหร่.. อยู่กับปัจจุบันไปแล้วไม่ยากหรอกนะ จิตมันพัฒนาเป็นลำดับๆไป…


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๓ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
File: 510323.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๑ ถึงนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๑๘

ตัด/ถอดคลิปส์โดยคุณ ok2077
ตรวจทานโดยคุณ พัลวัน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า

mp 3 (for download) : ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าเราปฏิบัติธรรมได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน เราจะพ้นทุกข์ในเวลาที่ไม่ช้าเกินไป เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ไม่เนิ่นช้า มันอยู่ที่ตัวเราเองว่าจะเนิ่นช้าหรือไม่ช้า

ถ้าเราไม่อยากจะเนิ่นช้านะ อันแรกคือ ก็มาปรับพฤติกรรมของตัวเอง ปรับจิตใจของเราเองนะ ให้มันเหมาะกับการปฏิบัติธรรม ต้องรู้จักคำว่ามักน้อย ต้องรู้จักคำว่าสันโดษ ต้องรู้จักคำว่าวิเวก ไม่คลุกคลี ต้องรู้จักการปรารภความเพียร ต้องรู้จักการเจริญสติ การเจริญสมาธิ การเจริญปัญญา ถ้าเรารู้จักในสิ่งเหล่านี้แล้ว เราจะไม่ช้าหรอกนะ

มักน้อยเป็นอย่างไร มักน้อยหมายถึง มีความต้องการน้อย ยกตัวอย่างพระ พระต้องมักน้อย พระมีอาหารมากเฉพาะวัดนี้นะ บางวัดอาหารไม่ถูกปาก คือไม่มีอะไรเข้าปากเลย อดๆอยากๆ มักน้อยหมายถึงว่า ฉันเท่าที่ร่างกายจะอยู่ได้ อย่างนี้เรียกว่ามักน้อย มักมากหมายถึงว่า เท่าไหร่ก็ไม่พอใจ อยากได้เยอะไม่มีที่สิ้นสุดเลย

สันโดษหมายถึงอะไร สันโดษหมายถึงว่า ยินดีพอใจ ในสิ่งที่ได้มา ฆราวาสเนี่ย สันโดษ แต่อาจจะไม่ต้องมักน้อยแต่ต้องสันโดษ ตัวพระนี่ต้องมักน้อย ต้องสันโดษ

มักน้อย มีความปราถนาน้อย คือ ต้องการอะไร ต้องการแค่ Basic Minimum Need เท่านั้นเอง ที่คนเราต้องการ พวกเราอาจจะมากกว่านั้นนิดหน่อย ที่ในหลวงพูดคำว่า “พอๆ” นะ ก็คือคำว่ามักน้อย

ทีนี้ฆราวาสอยากรวยได้มั้ย อยากรวยได้ ไม่ต้องมักน้อยแบบพระ อยากรวยก็ได้ แต่อยากมีเมียหลายคนไม่ได้ ผิดศีล อยากรวยได้ เช่นตั้งเป้าหมายว่าปีนี้เราจะทำกำไรสัก ๕ ล้านบาท ตั้งใจไว้อย่างนี้ แล้วลงมือทำเต็มที่เลย ได้ ๑๐ ล้านบาท เราก็พอใจแล้ว เราได้ทำเต็มที่แล้ว ได้มา ๑๐ ล้านบาท หรือตั้งเป้าไว้ ๕ ล้านบาท ทำเต็มที่สุดฝีมือแล้ว ได้มา ๕ ล้านบาท พอใจแล้ว ยินดีพอใจมีความสุขแล้ว ที่ได้ทำงานนะ ก็พอใจ หรือตั้งเป้าไว้ ๕ ล้านบาท ได้ ๑ ล้านบาท หรือขาดทุน พอใจแล้ว มีความพอใจแล้ว คือ ได้ทำเต็มทีทำสุดฝีมือแล้ว มีความสุขที่ได้ทำงานแล้ว นี่เรียกว่าสันโดษนะ มีความสุขพอใจแล้ว ที่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเต็มที่เต็มฝีมือแล้ว ไม่ได้ละเลย แต่มันได้แค่นี้แหละ

บางคนทำบริษัทฯ กำลังดีๆ ค้าขายกำลังดีๆ เขาเผาบ้านเผาเมือง เผาบริษัทฯเราไปด้วยอะไรอย่างนี้ ทำอย่างไรล่ะ ทำอะไรไม่ได้ ถูกเผาไปแล้วนะ ก็ยังพอใจ ยังเหลือชีวิตรอดอยู่กับประสบการณ์ หมดเนื้อหมดตัวแล้ว ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ก็ยังเหลือชีวิตอยู่กับประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ชีวิตแพงนะ เป็นทรัพยากรที่แพงมากเลย พวกเราบางคน ลำบากยากจนลงอะไรเนี่ย อย่าไปนึกว่าเรากลับไปที่ศูนย์ เราไม่ได้กลับไปที่จุดตั้งต้นที่ศูนย์หรอก ตราบใดเรายังมีชีวิตอยู่ ทุกคราวที่เกิดปัญหาชีวิตนะ ก็คือการได้ประสบการณ์มาแล้วนะ

มีความมักน้อยนะ คือปราถนาน้อย มีความสันโดษ ยินดีพอใจตามมีตามได้


ไม่คลุกคลี กายวาจาใจของเรานะอย่าไปคลุกคลีกับคนอื่นมาก วุ่นวายอยู่กับคนอื่นมากเนี่ย เสียเวลา เนิ่นช้าแน่นอน บางคนภาวนานะ ห่วงคนโน้นห่วงคนนี้นะ อย่างนิสัยพระโพธิสัตว์ถึงได้เนิ่นช้า อย่างนั้นต้องเป็นอสงไขยแสนมหากัปป์อะไรอย่างนี้นะ หลายๆอสงไขย มันห่วงคนโน้นห่วงคนนี้นะ มันก็คลุกคลไปเรื่อย มันอยากไปช่วยเขานะ

เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากพ้นทุกข์เร็วๆนะ อย่าคลุกคลีมาก คลุกคลีเท่าที่จำเป็น ไปกินเลี้ยง เลี้ยงลูกค้า เป็นการคลุกคลีมั้ย ไม่ใช่นะ เป็นการทำหน้าที่ พาลูกน้องไปเลี้ยง ไม่ได้เรียกว่าคลุกคลีนะ เป็นการทำหน้าที่ คลุกคลีหมายถึง ไม่จำเป็นอะไรเลยก็ไปยุ่งกับคนอื่นตลอดเวลา ว่างๆไม่มีอะไรนะก็ขับรถไปคุยกับเขา รถติดมากก็โทรฯไปคุยกับเขา อะไรอย่างนี้ อยู่ไม่ได้ อยู่เฉยไม่ได้ ไม่มีใครคุยด้วยก็เข้าห้องแชต คุยกับหมากับแมวที่ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน วุ่นวายอยู่กับคนอื่น วุ่นวายอยู่กับสิ่งอื่นตลอดเวลา ใจออกนอกตลอดนะ อย่างนี้ภาวนาอย่างไรก็เนิ่นช้า

นี่พวกเรามาสำรวจตัวเองนะ เรามักน้อยมั้ย เราสันโดษมั้ย เราคลุกคลีกับคนอื่นเกินจำเป็นมั้ย หลวงพ่อไม่คลุกคลีนะ แต่ไหนแต่ไรตั้งแต่เป็นโยม ทำงานทำเต็มที่นะ ถ้าหมดเวลางานของเราแล้วนะ ไม่มีธุระต้องไปเลี้ยงต้องไปอะไรอย่างนี้นะ ไม่มีธุระแล้วเนี่ย กลับบ้าน อาบน้ำอาบท่านะ พักผ่อนพอมีเรี่ยวมีแรง ก็ภาวนา มันก็ไม่ช้าหรอก ถ้าคลุกคลีมากก็ช้า

ทุกครั้งที่เราพูดกับคนอื่น เราเสียพลังงานนะ พลังของจิตจะเสียไป เพราะฉะนั้นพูดน้อยๆนะ ดี คนที่มีฤทธิ์ทางใจ สังเกตให้ดีเถอะ เงียบๆ พวกที่มีฤทธิ์มากๆนะ มีอภิญญามากๆ ไม่ค่อยพูดอะไรหรอก เงียบๆ เพราะพูดมาก เสียพลัง พลังฝึกปรือเสื่อม ยิ่งไปคลุกคลีกับคนยิ่งไปคบคนฟุ้งซ่านนะ ยิ่งหมดพลังฝึกปรือเลย แล้วไปคบกับพวกพูดธรรมะด้วยกันนะ วันๆนั่งพูดธรรมะเรื่อยๆนะก็หมดพลังนะ กระทั่งพูดธรรมะก็หมดพลังนะ ไม่ใช่ไม่หมดพลัง พูดเท่าที่จำเป็น

 

เพราะฉะนั้นมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ต่อมาต้องปรารภความเพียร ต้องคิดนะว่าชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร ชีวิตเราเกิดมาเนี่ย ไม่ยาวนานเท่าไหร่หรอก ไม่นานเราก็ต้องจากโลกนี้ไป จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารักนะ ลูกเมีย ครอบครัว ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ ต้องสูญเสียไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย

เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว เราจะเที่ยวแสวงหาแต่สิ่งชั่วคราวรึ สิ่งชั่วคราวก็เช่น หาครอบครัว หาเงินทอง หาชื่อเสียงเกียรติยศตำแหน่งหน้าที่ นี่คือของชั่วคราว อาศัยอยู่กับโลกก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้นะ แต่ก็มีพอประมาณก็พอแล้ว

งานหลักของเราจริงๆคืองานยกระดับจิตใจขึ้นไป ชีวิตของเราเนี่ยสั้นนิดเดียว มีเวลาไม่มาก โดยเฉลี่ยของคนยุคนี้ก็อายุประมาณสามหมื่นวัน สามหมื่นวันเนี่ยฟังแล้วเยอะนะ จริงๆไม่เยอะเท่าไหร่ สามหมื่นวันเนี่ยเราเอาไปนอนเสียหมื่นวันแล้วๆ เหลือสองหมื่นวัน สองหมื่นวันเนี่ยเราเอาไปทำมาหากินเสียเกินครึ่ง เหลือนิดเดียวแล้วนะ แล้วยังจะเอาเวลาที่เหลืออีกนิดเดียวเนี่ยเอาไปเที่ยวไปเล่นเพลิดเพลินสนุกสนาน ไม่เหลือเวลาที่จะเอาไปพัฒนาตัวเองแล้วนะ

เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งเป้าเอาไว้ให้ดีเลย ชาตินี้ต้องได้พระโสดาบัน ตั้งเอาไว้อย่างนี้ ใครว่าโลภก็โลภล่ะวะ เอาไว้ก่อนแหละ ตั้งเป้าไว้ก่อน ชาตินี้ขอเป็นพระโสดาบันให้ได้นะ ชาวพุทธต้องเอาอย่างนั้นเลยนะ ไม่ใช่ขอทำบุญทำทาน นั่งภาวนาทำสมาธิ อีกแสนๆชาติข้างหน้าค่อยให้ได้ธรรมะ โง่น่ะสิ ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เนิ่นช้าปานนั้นนะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ผลรวดเร็วมากเลย ถ้ารู้จักปฏิบัติที่ถูกต้อง ปฏิบัติได้สมควรแก่ธรรม ทำให้ถูกต้องก่อน แล้วก็ทำให้พอ แค่นี้เอง ไม่เนิ่นช้าเท่าไหร่หรอก

มันจะยากอะไรในการเรียนรู้ความจริงของกายของใจตัวเอง การปฏิบัติธรรมจริงๆก็คือการเรียนรู้กายรู้ใจของตัวเองเท่านั้นเองถ้ารู้เห็นความจริงแล้ว กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันแล้ว ถ้าเห็นความจริงนะว่า กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ หมดความยึดถือในกาย ก็ได้พระอนาคาฯ หมดความยึดถือในจิต เขาก็สมมุติเรียกว่า “พระอรหันต์” มันมีแต่เรื่องเรียนรู้กายเรียนรู้ใจตั้งแต่ต้นจนจบเลยของการปฏิบัติ

มันไม่ใช่เรื่องยากอะไร กายของเราก็มีอยู่แล้ว จิตใจของเราก็มีอยู่แล้ว เราก็แค่คอยรู้คอยดูบ่อยๆ ว่าจริงๆกายนี้เป็นตัวเราหรือไม่เป็น จิตนี้เป็นตัวเราหรือไม่เป็น คอยรู้คอยดูอยู่บ่อยๆ ความจริงมันจะแสดงตัวให้ดูอยู่แล้ว ไม่ได้ยากเท่าที่คิดหรอก ฆราวาสก็ทำได้นะ ไม่ใช่ฆราวาสทำไม่ได้ สมัยพุทธกาลฆราวาสได้ธรรมะเยอะแยะเลยนะ ถมเถไป

เพราะฉะนั้นพวกเรานะ ตอนนี้ปรารภความเพียร ต้องรู้ว่าเราจะต้องปฏิบัตินะ ถ้าชีวิตของเราไม่ปฏิบัติ ชีวิตของเราไร้คุณค่า เราไม่ได้ต่างกับหมากับแมวอะไรนะ มีชีวิตอยู่ กินแล้วก็สืบพันธุ์ แล้วก็นอน แล้วก็เที่ยวเล่นเห่าหอนสนุกสนานอะไรอย่างนั้น จะได้อะไรขึ้นมา ชีวิตมันควรจะมีคุณค่ากว่านั้น

พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้นะ บอกว่า อดีตก็ล่วงไปแล้วนะ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ให้มีสติอยู่กับปัจจุบันนี้ ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนอยู่กับปัจจุบัน ท่านบอกว่าอย่าตามอาลัยอาวรณ์ไปถึงอดีตนะ อย่ากังวลไปถึงอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน เพราะว่าอดีตก็ล่วงไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันน่ะมันมีจริง ให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบันนี้แหละ มีสติอยู่กับปัจจุบันไม่หลงเพลินไป ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวรู้สึกนะ เรียกว่าเราไม่ประมาท เรามีสติอยู่ มีสติเป็นไปในกาย มีสติเป็นไปในจิตใจ ตามรู้อยู่ในกาย ตามรู้อยู่ในใจ

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คนที่ทำได้อย่างนี้นะ แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวหรือคืนเดียวเนี่ย ก็ควรชมแล้ว มีชีวิตร้อยปี แต่หลงร้อยปี ไม่ควรชมเลยนะ คนส่วนใหญ่มีชีวิตเท่าไหร่ กี่ปี มันก็หลงอยู่เท่านั้นปีแหละนะ เพราะฉะนั้นพวกเรามาหัดให้มามีสติรู้สึกกายมีสติรู้สึกใจนะ ถ้ามีชีวิตอยู่ได้วันเดียว พระพุทธเจ้าก็ชมแล้ว ให้พระพุทธเจ้าชมดีกว่าให้คนอื่นชมนะ คนอื่นชมบางทีมันแกล้งชม พระพุทธเจ้าชมเนี่ย ของดีของวิเศษแน่นอนเลย พวกเราก็มีโอกาสได้รับคำชมของพระพุทธเจ้าทุกๆคนนะ เพราะเรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบันเรื่อยไป แค่วันเดียวท่านก็ชมแล้ว

เพราะฉะนั้นเรามีโอกาสนะที่จะได้รับคำชมของพระพุทธเจ้า มีโอกาสที่จะได้ชื่อว่าเป็นลูกแท้ๆของพระพุทธเจ้า
 ไม่ใช่ลูกแบบหลอกๆมาเกาะกินพระพุทธเจ้าอยู่นะ ลูกเกาะกินพระพุทธเจ้าเยอะนะ หาผลประโยชน์จากพระศาสนาอะไรพวกนี้ มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเราต้องปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม ปรารภความเพียรนะ

 

ชีวิตอย่าปล่อยให้ล่วงเปล่าๆ ต้องปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ ปฎิบัติอะไร ก่อนจะลงมือปฏิบัติ ฝึกสติเสียก่อน ถ้ามีสติก็จะมีศีล มีสติก็จะมีสมาธิ มีสติก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญญา มีสติ ต้องฝึกสติ ถ้าขาดสติซะตัวเดียวเนี่ย ศีลสมาธิปัญญาหายหมดเลย งั้นต้องมาให้มีสติ

นี้ท่านสอนมาเป็นลำดับเลยนะ ที่จะไม่เนิ่นช้า มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เจริญสติ วิธีเจริญสติ สติเป็นเครื่องระลึกรู้ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกาย เป็นเครื่องระลึกรู้ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจ สติเกิดจากถิรสัญญา “ถิร” คนไทยใช้คำว่า เสถียร คือมันมั่นคง มันหนักแน่น แน่วแน่นะ คือรู้อย่างถิรสัญญาหมายถึงว่า มันรู้อยู่ถี่ๆ รู้อยู่บ่อยๆนะ รู้จนรู้อัตโนมัติ รู้จนจิตจำสภาวะได้แม่น เรียกว่ามีถิรสัญญา

สัญญาเป็นตัวความจำ ถิรสัญญาคือจำได้แม่นยำ จำได้แม่นยำในสภาวะของกาย จำได้แม่นยำในสภาวะของใจ พอสภาวะทางกายเกิดขึ้น สติจะเกิดขึ้น พอจำสภาวะทางจิตได้แม่น เช่นจำได้ว่าโลภเป็นยังไง โกรธเป็นไง หลงเป็นไง พอความโลภเกิดขึ้น สติจะเกิดเอง จะระลึกขึ้นได้แล้วว่า ความโลภเกิดแล้ว ถ้าจิตจำความโกรธได้แม่น พอความโกรธเกิด สติก็จะเกิดเอง อ้อ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว

พวกเราหัดรู้สภาวะให้มาก ร่างกายเคลื่อนไหว คอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก คอยรู้สึกไป ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ร่างกายคู้ ร่างกายเหยียด รู้สึก ร่างกายยืนเดินนั่งนอน คอยรู้สึก มีความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในกาย คอยรู้สึก ความสุขความทุกข์ในกายหายไป ก็คอยรู้สึก มีความสุขความทุกข์ความเฉยๆเกิดขึ้นในใจ ก็รู้สึก ความสุขความทุกข์ความเฉยๆดับไปจากจิตใจของเรา ก็รู้สึก มีกุศลเกิดในใจ ก็คอยรู้สึกนะ มีอกุศลเกิด โลภโกรธหลงเกิดขึ้นในจิตใจของเรา ก็คอยรู้สึก แล้วจิตวิ่งไปที่ตา คอยรู้สึก จิตวิ่งไปที่หู คอยรู้สึก จิตวิ่งไปคิด คอยรู้สึก จิตวิ่งไปเพ่ง คอยรู้สึก

เนี่ยเราคอยรู้สึกอยู่ในกาย คอยรู้สึกอยู่ในใจอย่างนี้บ่อยๆ ต่อไปพอร่างกายขยับ อย่างเรากำลังเผลออยู่ ขยับตัวปั๊บ ไม่ได้เจตนาขยับ เพราะร่างกายเราขยับอยู่ทั้งวันอยู่แล้ว กำลังเผลอๆอยู่ เกิดขยับตัวกริ๊กเดียวเท่านั้นเอง สติมาแล้ว รู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว รู้เลยเห็นร่างกายมันเคลื่อนไหวอยู่ จิตมันเป็นคนดูขึ้นมา ตรงที่เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว จิตเป็นคนดู ได้สมาธิมาแล้ว การมีสติฝึกให้มาก จำสภาวะให้แม่น แล้วสติจะเกิดเอง สตินั้นเป็นอนัตตา เช่นเดียวกับสภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวง จิตก็เป็นอนัตตา สั่งให้มีสติไม่ได้ สติมีเหตุ สติถึงจะเกิด สติไม่มีเหตุ สติไม่เกิด

เพราะงั้นเราต้องทำเหตุของสติ คือการหัดรู้สภาวะเนืองๆ จะจำสภาวะได้แม่น เช่นความสุขเกิดขึ้นในใจ คอยรู้ ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ คอยรู้ ความโลภความโกรธความหลง เกิดขึ้นในใจ คอยรู้ ความสุขความทุกข์ เกิดขึ้นในกาย คอยรู้ ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหายใจ คอยรู้ คอยรู้สึกอยู่เรื่อยๆ แล้วสติจะเกิดเอง

ทันทีที่สติเกิดจิตจะเป็นกุศล เมื่อจิตเป็นกุศลอย่างเรารู้ว่าความโกรธมา พอสติระลึกได้ปุ๊บนะ ความโกรธจะดับทันทีเลย ความโกรธหรือกิเลสทั้งหลายเนี่ย จะเกิดร่วมกับสติไม่ได้ กุศลกับอกุศลไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน เหมือนแสงสว่างกับความมืดนั้น ไม่เกิดด้วยกัน แสงสว่างดับไป ความมืดก็ปรากฎขึ้น แสงสว่างปรากฎขึ้น ความมืดก็ดับไป อันนี้ก็เหมือนกุศลอกุศลทั้งหลาย กิเลสเหมือนความมืดนะ สติเหมือนแสงสว่าง ทันทีที่แสงสว่างเกิด ความมืดก็ดับไป มันจะไม่เกิดร่วมกัน

งั้นพอเราฝึกสติบ่อยๆเนี่ย กิเลสเกิดอะไรขึ้นที่จิต สติจะรู้ทันอัตโนมัติเลย โกรธแล้วนะ รู้ทันเลย โกรธ ความโกรธจะดับ เมื่อความโกรธดับ ศีลจะเกิดขึ้น เราจะไม่ทำผิดศีลเพราะความโกรธ ผิดศีลเพราะความโกรธทำอะไรได้บ้าง ไปฆ่าเค้าไปตีเค้าใช่มั้ย ไปทำลายทรัพย์สินเค้า ไปแกล้งขโมยของเค้า ไปลักขโมยเค้าเนี่ยไม่ใช่เกิดจากโลภอย่างเดียวนะ เกิดจากโกรธก็ได้ ทำลายทรัพย์สินเค้า ขโมยเค้า ไปเป็นชู้กับเค้าเพราะความโกรธก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเพราะราคะ เกลียดไอ้คนนี้มาก ไปหลอกจีบลูกสาวมันจีบเมียมันอะไรงี้ เนี่ยทำผิดศีลได้ โกรธขึ้นมาก็ไปด่าเค้า หรืิอไม่ก็ไปพูดเพราะๆ หลอกให้เค้าเหลิง เสียผู้เสียคนไปเลยอย่างนั้นก็ได้ พูจเท็จด้วยความโกรธก็ได้ โกรธขึ้นมาไปกินเหล้าได้มั้ย กินเหล้าเนี่ยเป็นตัวรองแล้วนะ ตัวนี้เป็นตัวกระตุ้นให้ขาดสติมากขึ้น

เพราะงั้นถ้าโกรธจริงๆ มันจะไปผิดศีล ๔ ข้อแรกนะ โลภขึ้นมาก็ผิดศีล ๔ ข้อได้ หรือโลภขึ้นมาไปกินเหล้าได้ ก็ผิดศีล ๕ ได้ หลงขึ้นมาก็ผิดศีลได้ทุกข้ออีกแหล่ะ เพราะงั้นถ้าเมื่อไหร่ กิเลสเกิดที่จิต เรารู้ไม่ทัน กิเลสครอบงำจิตได้ โอกาสทำผิดศีลเนี่ยจะมี ถ้ากิเลสเกิดขึ้นที่จิต เรามีสติรู้ทัน กิเลสดับไป โอกาสทำผิดศีลนั้นไม่มี เพราะงั้นถ้ามีสติ จะมีศีล

 

มีสติแล้วก็มีสมาธิได้ ถ้าคอยรู้ทันความฟุ้งซ่าน

สมาธิกับความฟุ้งซ่านเป็นสิ่งตรงข้ามกัน ความฟุ้งซ่านเป็นกิเลส สมาธิเป็นธรรมที่เป็นกลางๆ จิตที่มีกิเลสมีสมาธิก็มี จิตที่เป็นกุศลมีสมาธิก็มีสมาธิไม่ใช่กุศลเสมอไป แต่สติเป็นกุศลเสมอไปนะ

ความฟุ้งซ่านเป็นอกุศลแน่นอน ถ้าเวลาใจฟุ้งซ่าน ใจฟุ้งซ่านคือใจวิ่งไปทางตา วิ่งไปทางหู เปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วนะ แส่ส่ายหาอารมณ์ไปเรื่อย เรียกว่าจิตฟุ้งซ่าน ถ้าเรามีสติรู้ทันว่าจิตกำลังฟุ้งซ่านอยู่ จิตจะสงบอัตโนมัติ

การที่จิตแส่ส่ายออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นตลอดเวลาเนี่ย แทบจะเป็นอยู่ตลอดเวลา มันแส่ส่ายทางไหนมากที่สุดรู้มั้ย แส่ส่ายทางใจมากที่สุด คือหนีไปคิดมากที่สุด วันหนึ่งๆเนี่ย จิตหลงไปคิดเนี่ยเกิดบ่อยที่สุด จิตหลงไปดู หลงไปฟัง หลงไปดมกลิ่น หลงไปลิ้มรส หลงไปรู้สัมผัสทางกายเนี่ย มีเป็นคราวๆ จิตหลงไปคิดเนี่ยแทบจะยืนพื้นเลย พอหลงไปดูก็ต่อด้วยหลงคิด หลงไปฟังก็ต่อด้วยหลงคิด ไม่มีอะไรเลยก็หลงคิดด้วยตัวของตัวเองได้ จิตที่หลงคิดก็คือจิตฟุ้งซ่านนั่นแหล่ะ เป็นจิตฟุ้งซ่านที่เกิดบ่อยที่สุด

เพราะงั้นให้้เรามีสติ รู้ทันจิตที่หลงคิดเนี่ย ดีที่สุดเลย ถ้าจิตหลงไปคิดปุ๊บ เรารู้ทันนะ ความหลงคิดดับ จิตจะตั้งมั่นขึ้นอัตโนมัติ สมาธิเกิดอัตโนมัติเลย ไม่จำเป็นต้องไปนั่งทำฌาน ทำกสิณอะไรนะ เสียเวลา ถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ไม่จำเป็นเลย แค่รู้ทันว่าจิตหลงไปคิด สมาธิก็เกิดแล้ว งั้นมีสติก็จะได้สมาธินะ

 

พอจิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว ก็เจริญปัญญาต่อ เห็นกายมันทำงาน ร่างกายยืนเดินนั่งนอน ไม่ใช่เรายืนเดินนั่งนอนนะ เห็นเป็นรูปธรรมอันนึง เห็นเหมือนหุ่นยนต์ตัวนึงมันทำงาน จิตใจเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เห็นแต่สภาวะธรรม ความสุขก็เป็นสภาวะธรรม จิตใจที่ไปรู้ความสุขเข้าก็เป็นสภาวะธรรม ความทุกข์ก็เป็นสภาวะธรรม จิตใจที่รู้ความทุกข์เข้าก็เป็นสภาวะธรรม เห็นแต่สภาวะธรรม ไม่มีคนไม่มีสัตว์ ไม่มีเราไม่มีเขานะ เห็นไปเรื่ิอยๆ แล้วสภาวะธรรมทั้งหลาย เราก็จะเห็นไปอีก ในที่สุดก็เข้าใจเลย สภาวะธรรมทั้งหลาย จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้นะ

เกิดดับไปนี่ก็เป็นอนิจจัง สิ่งซึ่งยังมีอยู่ยังไม่ดับไปนะ ยังมีอยู่นะ ก็ถูกบีบคั้นเพื่อจะให้ดับไป นี่เรียกว่าทุกขัง แล้วสิ่งทั้งหลายจะเกิดหรือจะดับ เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามสั่ง นี่เรียกว่าอนัตตา ก็ฝึกอย่างนี้

การที่เราคอยเห็นกายเห็นใจเนี่ย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์้ เป็นอนัตตา นั่นเรียกว่าการเจริญปัญญา หรือการทำวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าเราทำได้ ๗ ประการนี้ มักน้อย สันโดษ วิเวกไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เจริญปัญญาอยู่ ธรรมะตัวที่ ๘ จะมา ความไม่เนิ่นช้า เราจะไม่เนิ่นช้า

แต่ถ้าขาด(๗ ข้อ)ข้างหน้านี้ เนิ่นช้าแน่นอน เพราะงั้นบางคนทำไมภาวนาเร็ว บางคนภาวนาช้า ยุ่งกับคนอื่นทั้งวัน ยังไงก็ช้า ขี้เกียจไม่เคยภาวนาเลย ยังไงก็ช้า วันๆเอาแต่โลภนะ อยากโน่นอยากนี่ไปเลย ไม่เคยควบคุมความอยากของตัวเองเลย ยังไงก็ช้า ไม่ยอมเจริญสติเลย ยังไงก็ช้า จิตฟุ้งซ่านตลอดเลย ยังไงก็ช้า ไม่แยกรูปแยกนาม ไม่เห็นกายเห็นใจแสดงไตรลักษณ์ ยังไงก็ช้า

เพราะงั้นถ้าเราทำธรรมะ ๗ ประการนี้ได้ มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา เราจะได้ธรรมะในเวลาอันไม่เนิ่นช้า ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี มีจริงๆ ไม่ใช่ไม่มี งั้นพวกเราไปทำเอานะ ไปทำ ปรับพฤติกรรมที่ถ่วงตัวเองให้ไม่เจริญน่ะ เลิกๆไป แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาภาวนาไป เจริญสติไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๔
File: 550422.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๓ ถึง นาทีที่ ๓๓ วินาทีที่ ๕๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อรหันตผล เข้าถึงได้แม้จะไม่ใช่ผู้ทรงฌาน

mp3 for download : อรหันตผล เข้าถึงได้แม้จะไม่ใช่ผู้ทรงฌาน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : คนที่เข้าฌานได้มีน้อยกว่าคนที่เข้างฌานไม่ได้ตั้งแต่พุทธกาลแล้ว กระทั่งพระอรหันต์นะที่ชำนาญในเรื่องสมาธิ ก็มีน้อยกว่าพระอรหันต์วิปัสสกะที่ไม่ชำนาญเรื่องสมาธิ

ในพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ในสมัยพุทธกาลนั้น มีพระอรหันต์ที่ได้วิชาสาม ระลึกชาติได้ รู้การจุติ-อุบัติของสัตว์ ใครตายแล้วไปเกิดที่ไหนรู้หมดเลย แล้วล้างกิเลสได้ นี่เรียกว่าวิชาสามอย่าง วิชาสามได้ขึ้นมาก็ต้องมีสมาธิหนุนหลัง พวกนี้มีฌานหนุนหลัง

พระอรหันต์อีก ๖๐ องค์ จาก ๕๐๐ ได้อภิญญา๖ อภิญญา ๖ ก็ต้องได้สมาธิเชี่ยวชาญเลย ต้องถึงอัปนาเลยนะ เชี่ยวชาญ มีวสีด้วย จนเกิดอภิญญาจิตขึ้นได้

พระอรหันต์อีก ๖๐ องค์นะ ได้ อุภโตภาควิมุตติ อุภโตภาควิมุตติเนี่ยไม่ได้แปลว่า บรรลุด้วยสมาธิและปัญญา อันนั้นแปลแบบคร่าวๆไป ถ้าแปลโดยละเอียด อุภโตภาควิมุตติคือ หลุดโดยส่วนทั้งสอง คือหลุดจากรูปธรรมและนามธรรม พระอรหันต์อุภโตภาควิมุตติเนี่ย ท่านได้อรูปฌาน หลุดจากรูปธรรมด้วยอรูปฌาน หลุดจากนามธรรมด้วยวิปัสสนา เพราะฉะนั้นท่านหลุดโดยส่วนสอง คือเป็นพวกที่ได้อรูป(ฌาน)ด้วย และก็เดินวิปัสสนาเก่งด้วย พวกนี้มี ๖๐ องค์ จาก ๕๐๐ เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นรวมแล้ว ๑๘๐ นะ วิชาสาม อภิญญาหก อุภโตภาคฯ อีก ๖๐ อย่างละ ๖๐ ๆ รวมเป็น ๑๘๐ เหลืออีก ๓๒๐ คือพระสุกขวิปัสกะ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ได้ฌานนะ ที่บรรลุมรรคผลนิพพานกัน ไม่ได้ได้ฌานหรอก ภาวนาอย่างที่พวกเราดูนี่่แหละ เจริญสติไป แต่ว่ามีจิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นขณะๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๑
ไฟล์ 540710
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๓๓ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เจริญสติอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำดี ละชั่วด้วย

mp 3 (for download) : เจริญสติอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำดี ละชั่วด้วย

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ธรรมะทั้งหลายเนี่ย มีประโยชน์ทั้งสิ้น อย่าละเลย ธรรมะทั้งหมด ถ้าย่อลงมา ท่านบอกว่า ให้ละชั่วใช่มั้ย ให้ทำดี ให้ทำจิตผ่องแผ้ว นี่ สอนอย่างนี้ หรือย่อๆลงมาก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา อะไรอย่างนี้ ย่อๆลงมา

เวลาภาวนา อย่าคิดนะ ว่าจะเจริญสติลูกเดียว เจริญสติอย่างเดียว แล้วจะบรรลุน่ะ หลายคนละเลยไม่ถือศีล ไม่ถือศีลไม่มีทางหรอก หลายคนไม่ศึกษาเรื่องจิตให้แจ่มแจ้ง จนจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู จะกำหนดรูปกำหนดนามอย่างเดียว ไม่ได้กินหรอกนะ

เพราะฉะนั้นเวลาปฏิบัตินะ ต้องเอาให้ครบนะ อะไรชั่วๆไม่เอา มีศีลกั้นตัวเองไว้ก่อน อะไรดีๆต้องทำ การที่เราละความชั่วทุกสิ่งทุกอย่างนั้นนะ ก็คือ การลดละความยึดถือเหนียวแน่นในอัตตาตัวตนนั่นเอง คนเราทำชั่วได้เพราะยึดอัตตาตตัวตนนั้นแหละ ใช่มั้ย ไปปล้นเขา ไปฆ่าเขา ไปกีดกันเขา ไปอิจฉาเขา อะไรอย่างนี้ ก็เพื่อ Serve อัตตาตัวตนทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นการที่ท่านสอนบอกว่า ไม่ทำชั่ว ถือศีลไว้นะ อะไรต่ออะไรไว้เนี่ย ไม่ทำความชั่ว ก็เพื่อลดกำลังความรุนแรงของอัตตาตัวตนลง การที่ท่านสอนให้ทำความดี คุณงามความดีทั้งหลายทั้งปวงเนี่ย ก็เพื่อลดทอนอัตตาตัวตนนั่นเอง ลดทอนกำลังของมัน

ยกตัวอย่าง เราต้องมีสัจจะ มีสัจจะ คนเราทำไมต้องไม่มีสัจจะ เพื่อปกป้องตัวเอง รู้สึกมั้ย บางคนต้องโกหกเพื่อปกป้องตัวเอง นะ เพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อรักษาตัวเองไว้ แล้วเมื่อไหร่จะพ้นจากตัวเองได้ ทำไมต้องมีขันติ ขันติอดทนอดกลั้นนะ ในการพากเพียรไป พากเพียรนี่ต้องสู้กับความขี้เกียจขี้คร้านนะ ขี้เกียจขี้คร้านก็เพราะรักตัวเองอีกแหละ ทำไมต้องมีทาน ทานคือการเสียสละ ทำไมต้องมีเมตตา ใช่มั้ย เมตตา ไม่ได้เห็นแก่ตัวไม่ได้รักแต่ตัวเอง มีเมตตากับผู้อื่น ก็เพื่อลดอัตตาตัวตนอีก รู้จักรักคนอื่นเสียบ้าง ไม่ใช่รู้จักรักแต่ตัวเอง รู้จักให้คนอื่นเสียบ้าง ไม่ใช่คิดแต่จะครอบครอง ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้นะ เพื่อลดอัตตาตัวตน ลดความรุนแรงของอัตตาตัวตนทั้งสิ้น

มีสติ มีปัญญา ล่ะ มีปัญญาบารมี ปัญญาก็เป็นการเห็นความจริงของกายของใจ ว่าไม่ใช่อัตตาตตัวตน เพราะฉะนั้นการจะละชั่ว การจะทำดีเนี่ย ก็เพื่อลดความรุนแรงของอัตตาตัวตนลง จิตมันจะค่อยๆผ่องแผ้วขึ้น ที่ผ่องแผ้วขึ้นเพราะเจริญวิปัสสนา จนบรรลุมรรคผลนิพพาน

ทีนี้อย่าเอาแต่จิตผ่องแผ้วนะ ต้องละชั่ว ต้องทำดีด้วย การละชั่ว การทำดี จะช่วยส่งเสริมให้จิตผ่องแผ้ว อยู่ๆจิตไม่ผ่องแผ้วหรอก หลวงพ่อเคยทุ่มเท แก้คนหนึ่ง ไม่ถือศีล ทุ่มแรงลงไปนะ ๖ เดือน ๗ เดือน ไม่ถือศีล อยากได้มรรคผลนิพพาน จะภาวนาอย่างเดียว ไม่ได้กินหรอก ถึงจุดหนึ่งก็ต้องไม่ไหว ต่างคนต่างไปนะ ช่วยตัวเองไปเถอะ

เพราะฉะนั้นคุณงามความดีทั้งหลายนะ ต้องทำ อกุศลทั้งหลาย ความชั่วทั้งหลาย ต้องลดละ มันจะทำให้การภาวนาของเรานี่ง่าย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า

สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
Track: ๔
File: 510223
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๒ ถึง นาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พวกเรามีหน้าที่เจริญสติไป ถึงเวลามันพอของมันเอง

mp 3 (for download) : พวกเรามีหน้าที่เจริญสติไป ถึงเวลามันพอของมันเอง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : หลวงปู่ดูลย์เองก็ไปเรียนกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นสมัยโน้นท่านก็ยังไม่ถึงขั้นสุดขีดอะไรหรอก ท่านภาวนาได้..ถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยนะคือจบปี ๓ แล้ว กำลังเรียนปี ๔ ยังไม่จบ ทีนี้หลวงปู่ดูลย์ไปเรียนด้วย หลวงปู่มั่นก็สอนหลวงปู่ดูลย์ให้ทำความสงบแล้วก็พิจารณากายนี้แหละ เบื้องต้นนะ พอท่านทำสอบปี ๑ ผ่านเนี่ยนะ ไปเรียนต่อ หลวงปู่มั่นสอนให้ดูจิตแล้ว

หลวงปู่มั่นท่านสอนเลย สพฺเพ สงฺขารา สพฺพ สญฺญา อนิจฺจา (สัพเพสังขารา สัพพะสัญญา อนิจจา) สพฺเพ สงฺขารา สพฺพ สญฺญา อนตฺตา (สัพเพสังขารา สัพพะสัญญา อนัตตา) สอนอย่างนี้ หลวงปู่ดูลย์ท่านก็มาดูๆนะ ดูอยู่ไม่กี่เดือนหรอก ท่านก็แจ้งอริยสัจจ์ขึ้นมา รู้เลยว่า ถ้าไม่มีความเป็นตัวเป็นตนนะ ถ้าไม่มีความปรุงแต่งความเป็นตัวตนก็ไม่มี ถ้าไม่มีความเป็นตัวตนนะ ความทุกข์มันก็ไม่มีที่อยู่ที่ตั้ง ก็ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น ทีนี้ท่านก็เลยรู้แจ้งอริยสัจจ์แห่งจิตขึ้นมา

ลีลาแห่งการรู้แจ้งของท่านก็ประหลาดนะ ท่านก็คงเจริญสติธรรมดานี่แหละ ถึงเวลาก็ทำความสงบบ้าง เดินจงกรมอะไรของท่าน ก็ทำอย่างนั้นแหละ เหมือนที่เราปฏิบัติเนี่ย แต่อินทรีย์ท่านแก่กล้าแล้ว ท่านใช้เวลาไม่มาก วันหนึ่งบิณฑบาตมา ฉันเสร็จแล้ว ท่านเอาบาตรไปล้าง ระหว่างนั่งล้างบาตรอยู่ เวลาท่านพูดถึงเนี่ย ท่านไม่ได้บอกว่าท่านนั่งล้างบาตร แต่หลวงพ่อก็ไม่ได้เห็นว่าพระรุ่นโบราณยืนล้างบาตรนะ แต่ว่าพระรุ่นใหม่นี้ยืนล้างบาตรนะที่ล้างมันสูง ท่านอยู่ตามห้วยตามเขาตามอะไร ต้องนั่งล้างเอา

ระหว่างที่ล้างบาตรเนี่ย มีแมวตัวหนึ่งวิ่งมา มีหมา ๓ – ๔ ตัว ไล่มา หมาไล่กัดแมว หลวงปู่ก็หันไปดู แมวนี่วิ่งจ๊กๆๆ ไปเจอต้นมะละกอ กระโดดขึ้นต้นมะละกอไป ไปเกาะอยู่ข้างบน หมาเข้ามาล้อมต้นไม้ไว้ เห่าใหญ่ หมาเนี่ยจะขึ้นต้นไม้ไม่ได้ สัตว์ตระกูลหมามันไม่ขึ้นต้นไม้หรอกพวกหมา ยกเว้นหมาชนิดเดียว ชื่อหมาไม้ หมาไม้ขึ้นต้นไม้ได้ แต่หมาไม้ไม่ใช่หมา เรียกเป็นหมาไปอย่างนั้นแหละ

แมวนี่นะ พอเห็นหมาอยู่ข้างล่างนะ แมวก็หัวเราะเยาะ หัวเราะเยาะหมาด้วยใจ แหมแมวคงไม่ร้องเฮ่อๆออกมานะ ถ้าอย่างนั้นหลวงปู่คงไม่ได้อะไร คงตกใจ พอแมวมันหัวเราะเยาะหมานะว่าเอ็งทำอะไรข้าไม่ได้แล้ว ท่านบอกว่าตอนนั้นท่านปิ๊งเลย ท่านเข้าใจเลยว่า ถ้าจิตพ้นจากความปรุงแต่งแล้วความทุกข์ก็มีไม่ได้

ทำไมต้องไปเกิดตอนนั้น คล้ายๆเรื่องพระเซ็นเลยนะ พระเซ็น อิคคิวซังนะ ซาโตริตอนได้ยินอีการ้อง พวกเราไปหาเทปอีกามาฟังนะ ฟังมันก็ไม่ซาโตริหรอก เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรามีอันเดียวแหละ ภาวนาไป เจริญสติไป เหมือนเรามีหน้าที่กินข้าวก็กินไปนะ หน้าที่อิ่มมันเป็นหน้าที่ของท้อง ไม่ใช่หน้าที่ของเราหรอก หน้าที่กินก็เคี้ยวไป กินไป ถึงเวลาใจมันพอแล้ว มันก็พอของมันเองแหละนะ เราไม่รู้หรอกว่าเราจะพอตอนไหน กลางวันหรือกลางคืน เราไม่รู้หรอกว่ามันจะพอตอนไหน เราไม่รู้ว่าจะพอตอนยืน ตอนเดิน ตอนนั่ง หรือตอนนอน นะ ไม่แน่นอนนะ เราไม่รู้ว่าจะพอตอนหายใจออกหรือว่าหายใจเข้านะ แต่ว่ามันพอตอนมีสติ ถ้าเมื่อไรเราทิ้งขาดสตินะ เอ้อระเหยลอยชายไปนะ ไม่พอหรอกในขณะนั้น

เพราะฉะนั้นเราฝึกมีสติ รู้กายรู้ใจบ่อยๆนะ รู้ไปเรื่อยๆ วันไหนมันพอ มันก็พอของมันเอง ใจเราจะเปลี่ยนแปลงไปนะ ความทุกข์มันจะตกหายไปจากใจเรา มีความสุขล้วนๆเลย คราวนี้


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
Track: ๑๘
File: 520612.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๒๕ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๑๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า (๔) เจริญสติ

mp 3 (for download) : ธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า (๔) เจริญสติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ชีวิตอย่าปล่อยให้ล่วงเปล่าๆ ต้องปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ ปฎิบัติอะไร ก่อนจะลงมือปฏิบัติ ฝึกสติเสียก่อน ถ้ามีสติก็จะมีศีล มีสติก็จะมีสมาธิ มีสติก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญญา มีสติ ต้องฝึกสติ ถ้าขาดสติซะตัวเดียวเนี่ย ศีลสมาธิปัญญาหายหมดเลย งั้นต้องมาให้มีสติ

นี้ท่านสอนมาเป็นลำดับเลยนะ ที่จะไม่เนิ่นช้า มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เจริญสติ วิธีเจริญสติ สติเป็นเครื่องระลึกรู้ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกาย เป็นเครื่องระลึกรู้ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจ สติเกิดจากถิรสัญญา “ถิร” คนไทยใช้คำว่า เสถียร คือมันมั่นคง มันหนักแน่น แน่วแน่นะ คือรู้อย่างถิรสัญญาหมายถึงว่า มันรู้อยู่ถี่ๆ รู้อยู่บ่อยๆนะ รู้จนรู้อัตโนมัติ รู้จนจิตจำสภาวะได้แม่น เรียกว่ามีถิรสัญญา

สัญญาเป็นตัวความจำ ถิรสัญญาคือจำได้แม่นยำ จำได้แม่นยำในสภาวะของกาย จำได้แม่นยำในสภาวะของใจ พอสภาวะทางกายเกิดขึ้น สติจะเกิดขึ้น พอจำสภาวะทางจิตได้แม่น เช่นจำได้ว่าโลภเป็นยังไง โกรธเป็นไง หลงเป็นไง พอความโลภเกิดขึ้น สติจะเกิดเอง จะระลึกขึ้นได้แล้วว่า ความโลภเกิดแล้ว ถ้าจิตจำความโกรธได้แม่น พอความโกรธเกิด สติก็จะเกิดเอง อ้อ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว

พวกเราหัดรู้สภาวะให้มาก ร่างกายเคลื่อนไหว คอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก คอยรู้สึกไป ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ร่างกายคู้ ร่างกายเหยียด รู้สึก ร่างกายยืนเดินนั่งนอน คอยรู้สึก มีความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในกาย คอยรู้สึก ความสุขความทุกข์ในกายหายไป ก็คอยรู้สึก มีความสุขความทุกข์ความเฉยๆเกิดขึ้นในใจ ก็รู้สึก ความสุขความทุกข์ความเฉยๆดับไปจากจิตใจของเรา ก็รู้สึก มีกุศลเกิดในใจ ก็คอยรู้สึกนะ มีอกุศลเกิด โลภโกรธหลงเกิดขึ้นในจิตใจของเรา ก็คอยรู้สึก แล้วจิตวิ่งไปที่ตา คอยรู้สึก จิตวิ่งไปที่หู คอยรู้สึก จิตวิ่งไปคิด คอยรู้สึก จิตวิ่งไปเพ่ง คอยรู้สึก

เนี่ยเราคอยรู้สึกอยู่ในกาย คอยรู้สึกอยู่ในใจอย่างนี้บ่อยๆ ต่อไปพอร่างกายขยับ อย่างเรากำลังเผลออยู่ ขยับตัวปั๊บ ไม่ได้เจตนาขยับ เพราะร่างกายเราขยับอยู่ทั้งวันอยู่แล้ว กำลังเผลอๆอยู่ เกิดขยับตัวกริ๊กเดียวเท่านั้นเอง สติมาแล้ว รู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว รู้เลยเห็นร่างกายมันเคลื่อนไหวอยู่ จิตมันเป็นคนดูขึ้นมา ตรงที่เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว จิตเป็นคนดู ได้สมาธิมาแล้ว การมีสติฝึกให้มาก จำสภาวะให้แม่น แล้วสติจะเกิดเอง สตินั้นเป็นอนัตตา เช่นเดียวกับสภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวง จิตก็เป็นอนัตตา สั่งให้มีสติไม่ได้ สติมีเหตุ สติถึงจะเกิด สติไม่มีเหตุ สติไม่เกิด

เพราะงั้นเราต้องทำเหตุของสติ คือการหัดรู้สภาวะเนืองๆ จะจำสภาวะได้แม่น เช่นความสุขเกิดขึ้นในใจ คอยรู้ ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ คอยรู้ ความโลภความโกรธความหลง เกิดขึ้นในใจ คอยรู้ ความสุขความทุกข์ เกิดขึ้นในกาย คอยรู้ ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหายใจ คอยรู้ คอยรู้สึกอยู่เรื่อยๆ แล้วสติจะเกิดเอง

ทันทีที่สติเกิดจิตจะเป็นกุศล เมื่อจิตเป็นกุศล อย่างเรารู้ว่าความโกรธมา พอสติระลึกได้ปุ๊บนะ ความโกรธจะดับทันทีเลย ความโกรธหรือกิเลสทั้งหลายเนี่ย จะเกิดร่วมกับสติไม่ได้ กุศลกับอกุศลไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน เหมือนแสงสว่างกับความมืดนั้น ไม่เกิดด้วยกัน แสงสว่างดับไป ความมืดก็ปรากฎขึ้น แสงสว่างปรากฎขึ้น ความมืดก็ดับไป อันนี้ก็เหมือนกุศลอกุศลทั้งหลาย กิเลสเหมือนความมืดนะ สติเหมือนแสงสว่าง ทันทีที่แสงสว่างเกิด ความมืดก็ดับไป มันจะไม่เกิดร่วมกัน

งั้นพอเราฝึกสติบ่อยๆเนี่ย กิเลสเกิดอะไรขึ้นที่จิต สติจะรู้ทันอัตโนมัติเลย โกรธแล้วนะ รู้ทันเลย โกรธ ความโกรธจะดับ เมื่อความโกรธดับ ศีลจะเกิดขึ้น เราจะไม่ทำผิดศีลเพราะความโกรธ ผิดศีลเพราะความโกรธทำอะไรได้บ้าง ไปฆ่าเค้าไปตีเค้าใช่มั้ย ไปทำลายทรัพย์สินเค้า ไปแกล้งขโมยของเค้า ไปลักขโมยเค้าเนี่ยไม่ใช่เกิดจากโลภอย่างเดียวนะ เกิดจากโกรธก็ได้ ทำลายทรัพย์สินเค้า ขโมยเค้า ไปเป็นชู้กับเค้าเพราะความโกรธก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเพราะราคะ เกลียดไอ้คนนี้มาก ไปหลอกจีบลูกสาวมันจีบเมียมันอะไรงี้ เนี่ยทำผิดศีลได้ โกรธขึ้นมาก็ไปด่าเค้า หรืิอไม่ก็ไปพูดเพราะๆ หลอกให้เค้าเหลิง เสียผู้เสียคนไปเลยอย่างนั้นก็ได้ พูจเท็จด้วยความโกรธก็ได้ โกรธขึ้นมาไปกินเหล้าได้มั้ย กินเหล้าเนี่ยเป็นตัวรองแล้วนะ ตัวนี้เป็นตัวกระตุ้นให้ขาดสติมากขึ้น

เพราะงั้นถ้าโกรธจริงๆ มันจะไปผิดศีล ๔ ข้อแรกนะ โลภขึ้นมาก็ผิดศีล ๔ ข้อได้ หรือโลภขึ้นมาไปกินเหล้าได้ ก็ผิดศีล ๕ ได้ หลงขึ้นมาก็ผิดศีลได้ทุกข้ออีกแหล่ะ เพราะงั้นถ้าเมื่อไหร่ กิเลสเกิดที่จิต เรารู้ไม่ทัน กิเลสครอบงำจิตได้ โอกาสทำผิดศีลเนี่ยจะมี ถ้ากิเลสเกิดขึ้นที่จิต เรามีสติรู้ทัน กิเลสดับไป โอกาสทำผิดศีลนั้นไม่มี เพราะงั้นถ้ามีสติ จะมีศีล


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๕
Track: ๔
File: 550422.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๓ ถึง นาทีที่ ๒๙ วินาทีที่ ๕๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๔) เจริญสติ

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๔) เจริญสติ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ทำอะไรมันก็ภาวนาได้นะ ยกเว้นเวลาที่ทำงานที่ต้องคิด กับเวลานอนหลับ นี่เรียกว่าเรามีความเพียรแล้ว เราปรารภความเพียรไปเรื่อย เราไม่ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลสไป ปรารภความเพียรแล้วเราก็ต้องมีสติ พัฒนาต่อไป พยายามมีสติให้มาก อะไรเกิดขึ้นในร่างกาย คอยรู้สึก อะไรเกิดขึ้นในจิตใจ คอยรู้สึก เนี่ยทางดำเนินต่อ

อันแรกมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร แล้วก็มีสติ คอยรู้สึกอยู่ในกาย คอยรู้สึกอยู่ในใจ อย่าลืมกาย อย่าลืมใจ รู้สึกบ่อยๆ ดูสิ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวเช่น เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยววิ่งไปทางตา เดี๋ยววิ่งไปทางหู เดี๋ยววิ่งไปทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทางใจก็วิ่งไปคิดบ้าง วิ่งไปเพ่งบ้าง

เพราะฉะนั้นจิตเคลื่อนไป เรารู้ทัน อย่างนี้ก็เรียกว่า เรามีสติอยู่ ร่างกายเคลื่อนไหว เราก็รู้ทัน จิตใจเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เราก็รู้ทัน หัดให้มีสติมากๆ อย่าทอดทิ้ง สติสำคัญมาก พระพุทธเจ้ายกย่องว่าสติเป็นหนึ่งในสองของธรรมที่มีอุปการะมาก สติและสัมปชัญญะ สองตัวนี้ มีอุปการะมาก

สัมปชัญญะเป็นปัญญาเบื้องต้น ที่ทำให้เรารู้ว่า อะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ ในบรรดาสิ่งที่มีสาระนั้น อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ ในสิ่งที่มีประโยชน์นั้น อะไรสมควรแก่เรา อะไรไม่สมควรแก่เรา พอรู้ว่าอะไรควรแก่เรา เช่น เราควรทำสมถะด้วยอานาปานสติ เราไม่หลงลืมอานาปานสติ เนี่ยเรียกว่ามีสัมปชัญญะ เราควรเจริญปัญญาด้วยการดูจิต สมมุติว่าต้องดูจิต เหมาะกับจริต เรารู้ว่าการดูจิตนี้สมควรแก่เรา เราไม่หลงลืมการดูจิต นี้ก็เรียกว่ามีสัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ๔ อย่าง รู้ว่าอะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ ในบรรดาสิ่งที่สาระนั้น บางอย่างมีประโยชน์ บางอย่างไม่มีประโยชน์ ในบรรดาสิ่งที่มีประโยชน์ บางอย่างสมควรแก่เรา บางอย่างไม่จำเป็นกับเรา ยกตัวอย่างกรรมฐาน ๔๐ ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๔๐ สติปัฏฐาน ๔ ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๔ แต่ละคนมีจริตนิสัยที่แตกต่างกัน อะไรสมควรแก่เรา แล้วเราไม่หลงลืม เราทำสิ่งนั้นไปเรื่อย จิตใจไม่หลงลืมสิ่งนั้น เรียกว่า สัมปชัญญะ

สติเป็นตัวรู้ทันไป สัมปชัญญะก็คือไม่หลงลืมงานที่เราทำอยู่ นี่เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก หัดเจริญสติให้เยอะ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง การเจริญสตินั้นจำเป็นมาก เรามีสติรู้สภาวะทั้งหลายไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๔ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ความปรุงแต่งมี ๓ อย่าง

mp 3 (for download) : ความปรุงแต่งมี ๓ อย่าง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ :ความปรุงแต่งมี ๓ อันเคยเรียนมั้ย อวิชชาปัจจยาสังขารา สังขารคือความปรุงแต่งมี ๓ อย่าง ปรุงแต่งฝ่ายชั่วปรุงแต่งอกุศลนะ ปรุงแต่งฝ่ายดีเช่นปรุงแต่งการปฏิบัติธรรมขึ้นมา ทำโน้นทำนี้ขึ้นมา เพื่อให้จิตมันดีให้จิตมันสุขมันสงบ เนี่ยปรุงแต่งฝ่ายดี รากเหง้าของมันก็คืออวิชชานั่นแหล่ะ

ถามว่าปรุงแต่งฝ่ายดีแล้วได้อะไร ได้เป็นคนดีได้เป็นเทวดาได้เป็นพรหม ได้มรรคผลมั้ย ไม่ได้ เพราะอวิชชาไม่กระเทือนเลย อวิชชาสอนให้เราปรุงแต่ง อวิชชาคือความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา เราคิดว่าเป็นตัวเราเป็นตัวสุขเป็นตัวดี งั้นเราก็เลยปรุงแต่งต่างๆขึ้นมาเพื่อหาความสุขมาให้ตัวเอง

คนชั่วก็ไปเที่ยวหาแสวงหาอารมณ์ต่างๆ วิ่งแย่งอันโน้นแย่งอันนี้ อยากโน้นอยากนี้ไปเรื่อย คิดว่าถ้าได้อารมณ์ที่ดีมาละก็จะมีความสุข อย่างหมากัดกันแย่งตัวเมีย คิดว่าได้ตัวเมียมามีความสุขอะไรนี้ หรือคนแย่งกัน ตีกันแย่งผลประโยชน์กันกะว่าได้มาแล้วมีความสุข นี่ปรุงแต่งอย่างโลกๆเลย

พวกเข้าวัดพวกนี้จะปรุงแต่งการปฏิบัติ คือเห็นว่าลำพังการเที่ยวหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจเนี่ยยังไม่ให้ความสุขที่แท้จริง ถ้าเราบังคับกายบังคับใจควบคุมมันไว้ได้แล้วเราจะมีความสุข เพราะงั้นพวกเราจะเริ่มมาปฏิบัติธรรมด้วยการเริ่มบังคับตัวเอง จิตไม่สงบบังคับให้สงบ จิตไม่ดีจะทำให้มันดีให้ได้ นี่ปรุงแต่งฝ่ายดีจะได้เป็นคนดี ไม่นิพพานหรอก

อีกพวกนึงฉลาดไปอีกเห็นว่าตราบใดที่ยังต้องรู้อารมณ์อยู่นะจิตยังกระเทือนอยู่ ถ้ายังกระทบแล้วต้องกระเทือน พวกนี้ฝึกเข้าอรูปเรียกอาเนญชาภิสังขาร ฝึกหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์

เพราะนั้นเนี่ยวิธีหาความสุขมันเลยมี ๓ แบบ อันนึงกระโจนเข้าไปคลุกกับโลกเลย อันที่สองรักษาจิตใจของเราไว้ อันที่สามหลีกเลี่ยงการกระทบไม่รับรู้อะไรซักอย่างเลย เนี่ยเป็นวิธีหาความสุขของคนในโลก รากเหง้าของมันคืออวิชชา คิดว่าตัวเรามีจริงๆจะหาความสุขมาให้ตัวเรา

ถ้าเราเจริญสติเจริญปัญญารู้ลงที่กายรู้ลงที่ใจ กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เราเนี่ย ล้างความเห็นผิดไป ล้างอวิชชาไป มันก็หมดความปรุงแต่ง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๘ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๙
Track: ๘
File: 480709B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕๘ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ วินาทีที่ ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

บ้านที่แท้จริงของทุกคน

mp 3 (for download) : บ้านที่แท้จริงของทุกคน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม

หลวงพ่อปราโมทย์ : ชีวิตจริงๆทุกข์มากเลย แต่คนที่ไม่เคยเจริญสติ จะรู้สึกว่ามันสุขบ้างทุกข์บ้าง ก็เที่ยววิ่งหาความสุขเที่ยววิ่งหนีความทุกข์ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าคนไหนใจกล้า มีสติรู้กายมีสติรู้ใจ เห็นมันเป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย วันหนึ่งใจเราปล่อยวางความยึดถือกายความยึดถือใจ มันจะพบกับความสุขอีกชนิดหนึ่ง

เคยมีคนหนึ่ง คนๆหนึ่ง ตอนเด็กๆ อยู่บ้านพ่อบ้านแม่ มีความรู้สึกว่าบ้านของพ่อของแม่เนี่ย ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของเรา วันหนึ่งเราโตขึ้นเราจะมีบ้านเป็นของตัวเอง ต่อมาย้ายบ้าน ยังไม่มีเงินไปซื้อบ้านไปเช่า เช่าบ้าน เช่าบ้านก็รู้อีก นี่เป็นบ้านที่เช่าเขาอยู่ ยังไม่ใช่บ้านที่แท้จริง ต้องเที่ยวหาไปอีก ทำงานไปเก็บเงินไป ไปซื้อบ้านได้ แต่อ้าวที่ดินยังเช่าอยู่ บ้านเป็นของตัวเองแล้ว แต่ที่ดินยังเช่าเขาอยู่ รู้อีกว่าบ้านนี้ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง

วันหนึ่งมีเงิน ไปซื้อทั้งที่ทั้งบ้านได้ รู้สึกว่าเราจะอยู่ตรงนี้ตลอดชีวิตแล้ว อยู่ไปสักพักหนึ่งก็รู้สึกอีกแล้ว ว่ามันไม่ใช่บ้านที่แท้จริง ใจของเรานี้จะมีความผลักดันให้หาไปเรื่อยๆ ดิ้นไปเรื่อยๆ เคยรู้สึกมั้ย มันจะรู้สึก อย่างมาทำงาน ทำตรงนี้ แล้วคิดว่าเราจะอยู่ตรงนี้ละ พอะถึงช่วงหนึ่งมันจะรู้สึกว่าแหมมันยังไม่ค่อยเหมาะ

กระทั่งหลวงพ่อนะ หลวงพ่อมาอยู่วัด แต่เดิมเรามาอยู่วัด คิดว่าเรามาทำวัดที่นี่ขึ้นมา แล้วเราจะอยู่เราไม่ต้องไปไหนแล้ว เนี่ยจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายบ้านที่แท้จริงเสียที พอมาอยู่ไม่กี่วันก็รู้สึกว่าไม่ใช่นะ ไม่ใช่ เพราะเราเที่ยวหาที่ๆจะพ้นทุกข์จริงๆ เที่ยวหาไปเรื่อย นี่คืการเปรียบเทียบ บ้านแต่ละหลังก็คือภพทั้งหลายนั้นเอง เที่ยวหาไป อยู่ในภพนี้แล้วมันก็ยังไม่ใช่ ภพนี้มันก็ยังไม่ใช่

อย่างเป็นเทวดานะ เทวดาเวลาจะตาย เพื่อจะบอกเลยว่าให้ไปเกิดเป็นคนนะ เป็นมนุษย์นั่นแหละดี พอมนุษย์จะตาย พรรคพวกบอกว่าไปเป็นเทวดานะ เห็นมั้ยมันหาบ้านไปเรื่อย หาภพไปเรื่อย หาไปเรื่อยๆเลย แล้วไม่พบบ้านที่แท้จริง ใจนี้จะหาความสุขหาความสงบที่แท้จริงไม่ได้ เคยรู้สึกมั้ย

วันใดที่เราปล่อยวางจิตได้เราถึงจะเจอบ้านที่แท้จริง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณ
บ้านหนองตากยา ท่าม่วง กาญจนบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๘ หลังฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๙
Track: ๘
File: 480709B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๒๐

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญสติคือการเอาความจริงให้จิตดู

mp3 for download: 450707A_disclose truth

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : การเจริญสติแท้จริงก็คือการเอาข้อเท็จจริงมายืนยันให้จิตใจของเราดู จิตใจของเรานี่ไม่ค่อยยอมรับข้อเท็จจริง ไม่อยากฟังความจริงด้วย อย่างไม่อยากฟังความจริงนะว่าเราบังคับใจตัวเองไม่ได้ ไม่อยากฟังความจริงว่าความสุขไม่ถาวร ไม่อยากฟังเลย ไม่อยากฟังความจริงว่าวันนึงจะต้องแก่ คนที่เรารักจะต้องค่อยๆตายหายไปทีละคนสองคน เค้าไม่ตายไปเราก็ตายไป ข้อเท็จจริงเหล่านี้ใจไม่อยากฟัง ไม่อยากรับ

อย่างการที่เราเจริญสตินะหันหน้ามาเผชิญกับข้อเท็จจริง จะเห็นเลยทุกอย่างเกิดแล้วต้องดับแน่นอน งั้นเมื่อใจเรายอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ไว้แล้ว พอเราไปเผชิญกับปัญหาจริงๆเนี่ยนะ มันง่าย มันรู้ว่านี่เป็นธรรมดา ไม่ทุกข์หรอก

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๕ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๑
File: 450707A
ระหว่างนาทีที่ ๓๙ วินาทีที่ ๒๘ ถึง นาทีที่ ๔๐วินาทีที่ ๒๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : เทคนิคการเจริญสติในขณะขับรถ

เทคนิคการเจริญสติในขณะขับรถ

ในระหว่างทำอะไรก็ตาม ให้สังเกตว่า เมื่อกี้เผลอไป
เช่นขับรถอยู่ก็ให้รู้สึกตัว(รู้สึกมีร่างกายนั่งขับรถอยู่) ไปสบายๆ
แล้วสักเดี๋ยวจิตจะเผลอไปคิด จิตที่เผลอไปคิดจะไปสนใจเรื่องที่คิดจนลืมว่ากำลังขับรถ
คิดไปสักครู่ สติจะเกิดแล้วจะรู้สึกได้ว่า เมื่อกี้ลืมการขับรถไป
หรือรู้สึกได้ว่า เมื่อกี้เผลอไปคิด
สติที่เกิดจะเกิดอยู่เพียงชั่วขณะ เดี่ยวจิตก็เผลอไปอีก
การตามรู้จิตที่เผลอไป ก็จะรู้สึกได้ว่า จิตจะเผลอไปได้บ่อยๆ
ลองหัดดูนะครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : หลักอย่างหนึ่งในการดูจิต

หลักอย่างหนึ่งในการดูจิต

โดยหลักแล้ว ถ้าเกิดสติขึ้นได้ในแวบที่รู้ได้ว่าจิตเป็นอย่างไร
ถ้าขณะนั้นจิตกำลังมีกิเลส เมื่อเกิดสติได้กิเลสจะดับลง
เช่นถ้ารู้ว่าโกรธแล้วเกิดสติ ความโกรธจะดับลง
แต่ถ้าโกรธแล้วมีอาการทางกายด้วย เช่นตัวสั่นหรือหวิวๆ
อาการทางกายจะไม่สามารถดับลงไปได้เร็วเหมือนความโกรธครับ

อย่างไรก็ตามการหัดดูจิตนั้น ไม่ใช่การหัดแก้จิตเพื่อให้เป็นตามที่เรานึกอยากให้เป็น
และไม่ใช่ว่าพอเห็นจิตกำลังมีกิเลสแล้ว กิเลสต้องดับลงทุกครั้งนะครับ
ถ้าเห็นแล้วกิเลสไม่ดับลงไป ก็ให้หัดดูต่อไปสบายๆ
เพื่อให้เห็นว่า จิตที่มีกิเลสนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น
ไม่ใช่นึกอยากจะให้ดับก็ดับลงตามที่เราอยาก

หลักดูจิตอย่างหนึ่งคือ
“จิตจะเป็นอย่างไรเรามีหน้าที่แค่รู้แค่ดูไปเท่านั้นเอง”
จิตจะดีเป็นกุศลก็แค่รู้แค่ดูไป
จิตจะไม่ดีเป็นอกุศล มีกิเลส มีความอยาก ก็แค่รู้แค่ดูไปครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : สาระเกี่ยวกับความรู้สึกตัว

สาระเกี่ยวกับความรู้สึกตัว

ถาม : เหตุใดเราจึงต้องหัดด้วยความรู้สึกตัวก่อน และความรู้สึกตัวนี้จะพัฒนาต่อไปเป็นปัญญาในลำดับต่อๆไปอย่างไรครับ?

ตอบ : ถ้ารู้สึกตัวไม่เป็น จิตจะหลงเพลินไปตามอารมณ์ภายนอกตลอดเวลา
การหัดรู้สึกตัว เป็นการหัดให้จิตเกิดสติมารู้อยู่กับกายกับใจตัวเอง
ซึ่งเมื่อสามารถรู้สึกตัวได้เองบ่อยๆ ก็จะรู้อยู่กับกายกับใจได้บ่อยๆ
เมื่อรู้อยู่กับกายกับใจได้บ่อยๆ ก็จะค่อยๆเห็นได้ว่า
กายกับใจ(จิต)ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เกิดปัญญาไปตามลำดับ

ถาม : ในปัจจุบันผมพอรู้สึกตัวได้บ้าง …. แต่ก่อนเคยอยากรู้ชัดๆ จนวันหนึ่งไปเห็นว่า ความรู้สึกตัวนั้นสั้นมากทำได้แค่รู้เฉยๆ ส่วนที่สงสัยว่าถูกมั๊ย ชัดมั๊ย มันเป็นการคิดต่อไปทั้งสิ้น …. คำถามก็คืออย่างนี้เราจะรู้เกิดดับได้อย่างไรครับ ในช่วงแรกต้องช่วยจิตพิจารณาไหมครับ?ตัวอย่างเช่นเวลาผมโกรธ ผมก็รู้แค่ว่ารู้สึกโกรธแล้วนะ แต่ไม่ได้สนใจว่าความโกรธจะหายไปตอนไหน จะหายไปหรือไม่ สักพักหนึ่งก็หลงไปกับเรื่องอื่นต่อ …. อย่างนี้เท่ากับเสียเปล่าไม่ได้ความรู้อะไรใช่ไหมครับ?

ตอบ : หัดรู้สึกตัว ไม่ได้เสียเปล่าหรอกครับ หัดต่อไปเถอะครับ แต่อย่ารีบร้อนนะครับ แล้วจะค่อยๆเห็นสภาวะเกิดดับได้

ถาม : …ผมก็ยังไม่เข้าใจคำที่ว่า “รู้สบายๆ” “เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู” นั้นเป็นอย่างไร คือพอเวลาเดินของผมมันไปรู้ชัดที่ขา เพราะขยับเยอะสุด ผมก็กลัวว่าเดี๋ยวจะไปเพ่งขา มันก็เลยเกิดอาการดึงกลับให้มารู้สึกว่ามีแขน มีหัว มีตัว กันอุตลุด แต่หากพอรู้ทันว่าจิตหลงไปคิดในขณะเดิน มันจะกลับมารู้สึกอยู่ที่ตัวแบบกว้างๆทั้งตัว
ผมทำผิดตรงไหนครับและควรแก้ไขอย่างไรครับ

ตอบ : ปกติเราจะเคยชินที่จะส่งจิตไปรู้อยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
พอมาหัดทำตามรูปแบบ จิตก็เลยเคยชินที่จะไปรู้แบบนั้น
พอรู้สึกว่าจิตไปรู้ชัดที่ใดที่หนึ่ง ก็ไม่ต้องพยามดึงกลับมาครับ
แตให้ปล่อยใจสบายๆ อย่าไปเพ่งจ้องดูไว้
คุณตั้ว เคยมองอะไรแบบไม่โฟกัสสายตามั้ยครับ
การรู้สบายๆ เปรียบเหมือนการมองแบบไม่โฟกัสสายตานั่นเองครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : การหัดรู้ว่าเผลอ

.
การหัดรู้ว่าเผลอ
.
การหัดรู้ว่าเผลอไป ต้องมีสภาวะบางอย่างเป็นตัวสังเกต
เช่นอาจใช้การรู้สึกร่างกายเคลื่อนไหวเป็นตัวสังเกต
(แต่อย่าเพ่งจ้องร่างกายเอาไว้)
ถ้าเผลอไปก็จะไม่รู้สึกว่ามีร่างกายอยู่
หรือจะหัดตอนฟังซีดีหลวงพ่อปราโมทย์ก็ได้
โดยใช้การฟังเป็นตัวสังเกต ถ้าเผลอไปก็จะไม่ได้ฟังไม่ได้ยินเสียง
การหัดรู้ว่าเผลอไป หรือการหัดดูกายบ้างจิตบ้าง
ในเบื้องต้นก็เพื่อให้เกิดสติ หรือให้จิตมีความตั้งมั่นนั่นเอง
การหัดก็ให้หัดทั้งในรูปแบบและในชีวิตประจำวัน
หัดให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ สติ ความตั้งมั่นก็พัฒนาไปตามลำดับ
แต่อย่าหัดด้วยความคาดคั้นว่า ต้องตั้งมั่น
จิตจะตั้งมั่นหรือไม่ก็ให้หัดรู้ไปเรื่อยๆ นะครับ

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

การเจริญสติเหมือนพายเรือทวนน้ำ

mp 3 (for download) : การเจริญสติเหมือนพายเรือทวนน้ำ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า วันที่เผาศพหลวงปู่มั่น ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนะที่ท่านพ้นทุกข์พ้นร้อนไปแล้วมาร่วมงานเผาศพ มีตั้ง ๓๗ องค์ ที่เข้าใจธรรมะเบื้องต้นนะมีนับไม่ถ้วน มาถึงวันนี้นะท่านเล่าว่า กว่าจะเข้าใจธรรมะซักองค์หนึ่งๆนะอยู่กันจนแก่เลย เพราะสิ่งยั่วยวนมันเยอะ ใจไม่แข็งจริงอยู่ไม่ไหวนะภาวนายาก

พวกเราต้องเข้มแข็งนะสิ่งยั่วยุมันเยอะ สิ่งหลอกลวงมันเยอะ สิ่งที่จะทำให้ใจเรากระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลงมันเยอะ อย่างตอนหลวงพ่อเด็กๆนะ พอตกค่ำลงเนี่ย แต่ละบ้านอย่างมากก็เปิดวิทยุ วิทยุก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะมีดนตรีไทยกะน้องกะแน้งอะไรงั้นไป ไอ้สิ่งจะมายั่วยุอะไรไม่ค่อยมีนะ อย่างมากก็มีโฆษณา ซึ่งโฆษณาแบบฟังแล้วเราก็ไม่อยากซื้อ ยาปดงพระสังข์ขี่ลิงอะไรเงี้ยนะ ยาตะขาบ ๙๙ ตัวอะไรเงี้ยสมมติ ฟังแล้วก็งั้นๆน่ะมันไม่ยั่วกิเลส ตกค่ำลงใช่มั้ยคนเปิดวิทยุคนยังทำงานได้

ต่อมาพอโทรทัศน์เข้ามาเนี่ย ทำงานไม่ได้แล้วต้องนั่งเฝ้าหน้าจอ วิถีชีวิตมันค่อยๆเปลี่ยน โทรทัศน์ตอนหลังๆนี้ยิ่งโฆษณาเก่งขึ้นเรื่อยๆ ดูแล้วกิเลสมากขึ้นเรื่อยๆ แค่ดูละครก็ตบกันหนักหนาสาหัสนะ สมัยโบราณละครนางอิจฉาก็แค่กระแนะกระแหนกัน ลองไปดูเรื่องสี่แผ่นดินสิ แม่อุ่น คุณอุ่นว่าแม่พลอยอะไรงี้เค้าว่ากระแนะกระแหน เดี๋ยวนี้ต้องตบกันกรี๊ดๆกร๊าดๆใช่มั้ยตบกันหนักๆยิ่งดี เนี่ยสิ่งที่ยั่วให้อารมณ์เราแกว่งนี้เยอะมากเลย ยั่วกิเลส

งั้นไม่แปลกหรอกนะที่กิเลสเราจะรุนแรง สิ่งที่ยั่วยุมันเยอะ แล้วใจของเราไม่ได้แข็งพอที่จะอยู่ท่ามกลางความยั่วยุโดยไม่กระเพื่อมหวั่นไหว นี้เราต้องฝึกตัวเอง เราจะไปเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ได้ เราไม่ได้เป็นคนกำหนดสิ่งแวดล้อมนั้นใช่มั้ย ทำไมบ้านเมืองต้องมีสภาพอย่างนี้ ดูข่าวการเมืองก็เกิดกิเลสใช่มั้ย ดูเศรษฐกิจก็เกิดกิเลสกังวลอะไรงี้ ดูข่าวอะไรๆก็มีแต่เรื่องปวดหัวทั้งนั้นเลย ดูโฆษณาก็เต็มไปด้วยความอยาก ฟังเพลงอย่างกับหมากัดกันฟังไม่รู้เรื่อง อะไรก็ไม่รู้ เนี่ยมีแต่สิ่งยั่วยุอย่างเงี้ย

เพราะงั้นยากเหลือเกินนะที่คนรุ่นนี้ซักคนหนึ่งเนี่ยจะเข้าใจธรรมะขึ้นมา คนที่จะเข้าใจธรรมะได้เนี่ยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เวลาว่างๆส่วนใหญ่ เวลาทำมาหากินก็แล้วไปเถอะแต่เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือเนี่ยต้องเอามาเจริญสติ การเจริญสติเหมือนพายเรือทวนน้ำนะ ไม่ใช่พายเรืออยู่ในน้ำนิ่ง เหมือนพายเรือทวนน้ำ หยุดเมื่อไหร่ถอยเมื่อนั้น ถอยไปใช่มั้ย เอ้า เดี๋ยวมีแรงมาพายใหม่ พายมาถึงตรงนี้ เอ้าหมดแรงถอยไปอีกแล้ว ถอยขึ้นถอยลงอยู่อย่างนี้นะหลายๆครั้งจะไม่มีแรงที่จะไปต่อแล้ว หมดไปหนึ่งชาติแล้ว งั้นต้องอดทนมากนะ การที่จะขยันพากเพียร ตื่นขึ้นมาคอยรู้สึกกายตื่นขึ้นมาคอยรู้สึกใจไว้นะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๔
File: 510801.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๘ วินาทีที่ ๒ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๒๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ต้องปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ

mp 3 (for download) : ต้องปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไปส่งการบ้านครูบาอาจารย์นะ พวกพระชอบมาฟัง บางทีมีชีมาฟังด้วย เมื่อก่อนเดินเข้าวัดป่าสาละวัน ไปหาหลวงพ่อพุธนะ จะผ่าน มีกุฎิแม่ชีอยู่หลังหนึ่ง พอแกเห็นเราเท่านั้นแหละ แกคว้าสมุดโน้ตมาเลย รีบมาเลย รีบจ้ำๆๆ มานั่งฟัง บางทีพระก็ฟัง

ไปหาหลวงปูเทสก์นะ บางที เข้าไปกราบท่านนะ โยมเข้าไปวันหนึ่งเป็นร้อย ในมณฑปที่ท่านอยู่ พระอุปัฏฐากจะให้หลวงพ่อนั่งข้างๆท่านก่อน นั่งหลบๆมุมๆก่อน เอ้า..โยมคณะที่หนึ่ง ถวายของ คณะที่สองถวาย สาม สี่ ห้า เอ้าหมดทุกคณะแล้ว หลวงปู่จะให้พร รับพร เอ้า หลวงปู่จะพักผ่อน เชิญโยมกลับ เนี่ยใช้เวลาไม่นานนะ สิบกว่านาที คนเป็นร้อยๆนะ กลับไปหมด พระปิดประตูเลย หลวงพ่อก็จะอยู่กับหลวงปู่ ทีนี้พระจะมานั่งฟัง คราวหนึ่งอาจารย์อินทร์ถวายยังเคยมานั่งฟัง

เสร็จแล้วพอ พูดกับหลวงปู่เสร็จนะ ออกมาข้างนอก บางทีพระมาตามมา พระถาม โยมทำได้ยังไง โยมปฏิบัติยังไง พระทำตั้งสิบปี ยี่สิบปี ไม่ได้นะ ก็บอกว่า ผมทำตลอดเลย ผมไม่เคยหยุด ทำตั้งแต่ตื่นน่ะ ทำตั้งแต่ตื่นไม่มีเถลไถลเลยนะ ไม่ใช่ว่าห่างไกลครูบาอาจารย์แล้วไม่ภาวนา เวลา พอถึงเวลามาหาครูบาอาจารย์ มาปั่นการบ้านหน้าวัดแบบคนยุคนี้ ไม่มีหรอกนะ มาปั่นกันอยู่แถวนี้แหละ ผ่านโค้งดารามาแล้วมาปั่นกันใหญ่ บางคนมาลอกการบ้านเพื่อน มาฟังๆเขาว่าถามยังไงแล้วหลวงพ่อชม ก็ลอกแบบกัน หลวงพ่อไม่มี(ไม่เคยทำ)อย่างนั้นนะ

หลวงพ่อทำการบ้านจริงๆ ดูของเรา ดูทุกวัน ทุกวัน ทุกวันะ ไม่มีใครควบคุมหรอก ดูเอา จึงได้ผล เพราะฉะนั้นถึงรู้เลยว่าการภาวนาเนี่ยนะ ความฉลาดปราชญ์เปรื่อง ไบรต์ รู้ปริยัติเยอะ อะไรอย่างนี้ ช่วยอะไรไม่ได้ คิดมากช่วยอะไรไม่ได้ พวกนี้มีแต่ถ่วง เจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจ ตั้งแต่ตื่นเลย ตั้งแต่ตื่นจนหลับไปเลย จนชำนิชำนาญนะ นอนหลับไปแล้วนี่ พลิกซ้ายพลิกขวา รู้ตัวทั้งคืนเลย รู้สึกหมดเลย จิตจะขยบเขยื้อน รู้หมดเลย ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น ฝึกของเราไปเรื่อยๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๔
File: 510801.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

จุดอ่อนของฆราวาส

mp 3 (for download) : จุดอ่อนของฆราวาส

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ฆราวาสเนี่ยมีจุดอ่อนที่ความต่อเนื่อง ไม่โง่นะ ฆราวาสไม่ได้โง่กว่าพระหรอก ภาวนานะจับหลักได้ ดีไม่ดีเร็วกว่าพระอีก ยกเว้นพระพวกนี้นะพวกนี้พระจีเนียส ฉลาดจนกระทั่งภาวนายาก คิดมาก

นี่โยมเรียนรู้เนี่ยโยมเรียนได้เร็ว แต่โยมไม่ต่อเนื่องหรอก โยมพร้อมจะทิ้งการปฏิบัตินะไปทำอย่างอื่นก่อนแล้วว่างๆจะมาทำใหม่ โยมเนี่ยไม่เข้าใจอย่างนึงนะ ถึงเข้าใจแต่ก็ทำเป็นไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้วการปฏิบัติไม่เบียดบังเวลาทำมาหากินเลย ไม่เบียดบังเวลาที่จะดูแลครอบครัวของตัวเองเลย อย่างเลี้ยงลูกก็ภาวนาได้ใช่มั้ย คุยกับสามีก็ภาวนาได้มันพูดอะไรก็ขัดหูทุกคำนะ ถ้าคุยกับแฟนใช่มั้ยก็ภาวนาได้มันพูดอะไรก็ชื่นใจทุกคำ พอมันเปลี่ยนสถานะภาพนะมันพูดแล้วมันเปลี่ยนความรู้สึกไปอีกนะ แฟนกับภรรยาก็ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ถ้าแฟนตอนไปจีบเค้าใหม่ๆมันก็ตื่นเต้นใช่มั้ย จีบแล้วก็แหมหวานชื่นแต่งแล้วก็งั้นๆแหล่ะ อย่าไปบอกใครเค้านะ อันนี้เป็นความลับเฉพาะตัวพวกผู้ชายคุยกันนะผู้หญิงห้ามได้ยินนะนี่เค้าเรียกพูดแบบลิเกใครเคยดูลิเกบ้าง

ความรู้สึกเรานี่แหล่ะเปลี่ยน เพราะงั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรนะเราดูได้ ยกเว้นเท่านั้น เวลาที่ทำงานที่ต้องใช้ความคิด อย่างบางคนจะเขียนซอฟท์แวร์ ขืนไปนั่งดูจิตสิเค้าก็ไล่ออกจากงาน มันเขียนไม่ได้ งั้นเวลาที่ทำงานที่ใช้ความคิดเท่านั้นแหล่ะที่ยกเว้น เวลาที่เหลือเนี่ยไม่เบียดบังเลย ไม่เบียดบังการปฏิบัติเลย ไปกินเลี้ยงกับเพื่อนก็ได้เ ห็นมันเฮๆฮาๆมันคุยกัน ใจเราขำขึ้นมารู้ว่าขำ คอยรู้ของเรา ทำได้ทั้งนั้นแหล่ะ จะขึ้นรถลงเรือจะทำอะไรนะทำได้ทั้งนั้นน่ะ มันไม่ได้เบียดบังเวลา

ไอ้ที่บอกว่าไม่มีเวลาปฏิบัติน่ะมีสองชอยส์เท่านั้น อันหนึ่งไม่รู้จักวิธีปฏิบัติไม่รู้จักการเจริญสติที่แท้จริงเลยคิดว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ อีกอันนึงพวกขี้เกียจโดยสันดานหาข้ออ้างว่าไม่มีเวลา งั้นอย่าว่าไม่มีเวลามาพูดนะ หลวงพ่อเคยอ่านประวัติหลวงพ่อเกษม เขมโก มีคราวนึงในหลวงคุยกับท่านในหลวงเล่าบอกว่าผมงานเยอะ ในหลวงงานเยอะเราคงไม่เควชชั่นใช่มั้ย (ท่านบอก) ผมงานเยอะนะ แต่ผมแบ่งซอยชีวิตของตัวเองเป็นช่วงเล็กๆ งั้นท่านมีเวลาเหลือสองนาทีสามนาทีท่านดู ของเราถ้ามีเวลาเหลือซักสิบนาทีเราจะโยนทิ้ง เราจะเถลไถลเตลิดเปิดเปิงไป สะสมกิเลสไปสิบนาที มีเวลาห้านาทีเราก็เอาเวลาห้านาทีไปสะสมกิเลสห้านาที พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทำงั้น ท่านบอกท่านมีเวลาสองสามนาทีท่านก็ดูเอา อย่างท่านนั่งรถไปท่านจะต้องไปกล่าวสปีชอะไรเนี้ย ท่านก็นั่งดูๆไปดูที่เค้าร่างมาให้ท่านไม่ร่างเองหรอกดูเค้าร่างมา ดูพอเข้าใจประเด็นเข้าใจพอยท์แล้ว เวลาที่เหลือสองสามนาทีอะไรงี้ท่านดูของท่าน ท่านว่างี้

นี่ท่านภาวนาของท่านอย่างนี้ ท่านภาวนาเก่งนะ ท่านภาวนาเก่ง งานท่านก็เยอะท่านทำได้ เราก็ต้องเอาอย่างท่านบ้างนะ อย่ามาอ้างเลยว่างานเยอะ หลวงพ่อเมื่อก่อนอยู่สภาความมั่นคงงานเยอะนะ แต่ทำไมภาวนาได้ เพราะเราดูของเราตั้งแต่ตื่นตอนตื่นยังไม่มีใครใช้งานเรานี่ ตอนอาบน้ำตอนกินข้าวตอนนั่งอึนั่งฉี่ทำไมทำไม่ได้เหรอ เอาเวลาไปทำอะไรเอาเวลาไปใจลอยน่ะสิใช่มั้ย จนกระทั่งภาวนาชำนิชำนาญแล้วนะถึงเข้าห้องน้ำถึงเอาการ์ตูนไปนั่งอ่าน สมัยพากเพียรทำความเพียรไม่มีหรอกมีแต่ดูเอาดูเอาตลอดเลย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
Track: ๔
File: 510801.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๑๒ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

V-Clip : เผลอ(หลง)นานจะแก้ยังไง

เผลอ(หลง)นานจะแก้ยังไง

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : ดูจิตเพื่อถอนทุกข์

ดูจิตเพื่อถอนทุกข์

โดยหลักของการดูจิตนั้น เมื่อใดที่จิตใจเกิดเป็นทุกข์ขึ้น หากเราได้ผ่านฝึกฝนทักษะมาอย่างถูกต้อง เราจะรู้สึกได้โดยอัตโนมัติว่า จิตเป็นทุกข์ การรู้สึกได้ว่าจิตเป็นทุกข์นี้ (หรือรู้สึกได้ว่าจิตเป็นอย่างไร เช่น รู้สึกได้ว่าจิตมีโทสะ ฯลฯ ) หากเราสามารถรู้ได้ถูกต้อง จิตก็จะมีความรู้สึกตัวขึ้น (จิตรู้สึกตัว เป็นภาษาที่ใช้พูดกันในหมู่นักดูจิต ซึ่งจะหมายถึงจิตที่มีสติสัมปชัญญะนั่นเอง) จิตที่รู้สึกตัวนี้จะเป็นจิตที่สามารถรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ได้โดยไม่หวั่นไหว มีความตั้งมั่น เป็นกลาง อันเป็นจุดตั้งต้นของกระบวนการเกิดขึ้นของปัญญา และเมื่อใดที่เกิดปัญญาอย่างถึงที่สุด ปัญญานี้ก็จะถอดถอนความทุกข์ออกไปจากจิต จิตที่เคยเป็นทุกข์มานานแสนนานก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์กันอีกเลย

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เรียนรู้ดูขันธ์กับ อ.สุรวัฒน์ : รู้ทันก็ดับทุกข์

รู้ทันก็ดับทุกข์

เรื่องที่ว่ารู้อารมณ์แล้ว อารมณ์จะดับทันทีนั้น มีบางคนยังเข้าใจผิดว่าทุกอารมณ์จะดับทันที ซึ่งในความจริงแล้วไม่ทุกอารมณ์ที่จะดับได้ทันที เพราะอารมณ์จะหมายถึง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ ผมเข้าใจว่าจะมีเพียงธรรมารมณ์เท่านั้นที่จะดับทันทีที่เรารู้ได้อย่างมีสติสัมปชัญญะ ส่วนที่เหลือดับบ้างไม่ดับบ้างแล้วแต่กรณี เช่น ตาเห็นรูป (รูปเป็นอารมณ์) ต่อให้มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ที่สุดอย่างพระอรหันต์ ตัวรูปที่เป็นอารมณ์ทางตาก็จะไม่มีทางดับได้ สำหรับเราๆ ละก็ ที่ดับทันทีได้เมื่อมีสติสัมปชัญญะ หรือเมื่อรู้ได้ถูกต้องก็คือ ทุกข์จะดับ ทุกข์ที่ว่าคือ อุปาทานขันธ์ หรือความยึดมั่นถือมั่นจะดับ ดังนั้นเวลาเจอคำว่า ดับ จึงต้องระวังการเข้าใจผิดไว้ด้วย เพราะบางครั้งหมายถึง อารมณ์ดับ บางครั้งหมายถึงทุกข์ดับแต่อารมณ์ไม่ดับ บางครั้งหมายถึงทุกข์ก็ดับอารมณ์ก็ดับ

ทุกข์คือจิตที่ไปแนบสนิทกับความโกรธ (จิตส่งออกไปที่ความโกรธ ไม่ได้ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ความโกรธ) ปกติแล้วจิตจะส่งออกไปที่ความโกรธก่อนจะรู้ตัวเสมอ พอรู้ตัว (สติสัมปชัญญะเกิด) จิตจะปล่อยวางความโกรธทันที ทุกข์จะดับทันที จิตที่ปล่อยวางความโกรธเพราะมีสติสัมปชัญญะ จะทำให้การปรุงแต่งดับ ความโกรธก็จะดับลง แต่ในช่วงของการเจริญสติสัมปชัญญะ บ่อยครั้งที่เรารู้ความโกรธแต่ความโกรธไม่ดับ ที่ความโกรธไม่ดับก็เพราะสัมปชัญญะยังไม่เกิด มีแต่สติที่เกิด (อาการใกล้เคียงกับรู้อย่างมีสติ สัมปชัญญะมาก) จิตจึงปล่อยวางความโกรธไม่ได้ ใครเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องนึกว่าเราภาวนาผิดนะครับ มันไม่ผิดหรอก แต่มันถูกในระดับต้นๆ เท่านั้น ให้เพียรรู้แบบมีสติไปเรื่อยๆ พอจิตฉลาดขึ้นสัมปชัญญะก็จะเกิดเอง (ตรงนี้แหละที่หลวงพ่อสอนว่า จิตที่จำสภาวะได้เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติสัมปชัญญะ) (การรู้ว่าโกรธโดยที่ยังปล่อยวางไม่ได้ เป็นการทำให้จิตรู้จักจำสภาวะโกรธ )

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 3123