Dhammada on Android
available now on
Google Play Store
คำชี้แจง
    Dhammada.net เป็นเว็บไซต์ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ภาวนาตามแนวดูจิตได้จัดทำกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง สวนสันติธรรม หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แต่อย่างใด     จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันกับข้อเท็จจริง     ขอแสดงความนับถือ     Dhammada.net

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

Latest Clips

คลังเก็บ

เป็นนักปฏิบัติ ต้องภาวนาให้กลมกลืนกับการใช้ชีวิตทางโลก ไม่ต้องโอ้อวดใคร

mp 3 (for download) : เป็นนักปฏิบัติ ต้องภาวนาให้กลมกลืนกับการใช้ชีวิตทางโลก ไม่ต้องโอ้อวดใคร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เราภาวนา มานานจริงจังมากเลยนะ แต่การภาวนาของหลวงพ่อนะ คนอื่นไม่ค่อยรู้หรอก เขาดูไม่ออก ภาวนาเป็นเรื่องงานทางใจ เราทำกรรมฐานอยู่ที่ใจเราเนี่ย เรากลมกลืนอยู่กับโลก ชาวโลกไม่รู้เลย เราไม่ต้องวางฟอร์ม อวดว่าฉันเป็นนักปฏิบัติอะไรอย่างนี้นะ ถ้าอวดนะ คนมันชอบมาว่านะ ถ้าเราเดินจงกรมอะไรอย่างนี้มันก็จะว่า เนี่ยเพี้ยนแล้วนะ ซีเรียสเกินไป ชีวิตต้องผ่อนคลาย พวกไม่เข้าใจมันมี เราก็ไม่ต้องไปโชว์เขา

หลวงพ่ออยู่ที่ทำงานนะ กลางวันกินข้าว เราก็ทำเป็นเดินไปวัดใกล้ๆที่ทำงาน วัดโสมฯบ้าง วัดเบญจฯบ้าง อยู่ทำเนียบนะเมื่อก่อน คนถามว่าเดินไปทำอะไร ก็บอกว่าเดินไปไหว้พระหน่อยหนึ่ง ย่อยอาหาร จริงแล้วเดินจงกรม เดินจงกรมของหลวงพ่อก็ไม่ได้มาเดินอย่างนี้นะ เดี๋ยวรถทับตาย จะข้ามถนน ฟุ่บ ข้ามได้ เดินด้วยความเร็วปกติเลย เคลื่อนไหวกลมกลืนอยู่ในชีวิตธรรมดานี่เอง จะขึ้นรถเมล์ จะรอรถเมล์ จะอะไร ปฏิบัติได้หมดเลย ไปกินข้าวก็ปฏิบัติ หน้าร้อน อาบน้ำ หลวงพ่อคนโบราณนะ อาบน้ำในตุ่ม เห็นตุ่มน้ำก็ดีใจแล้ว มีความสุขแล้ว หน้าหนาวเห็นแล้วกลัว แค่คิดถึงก็กลัวแล้ว เนี่ยก็รู้ทัน รู้ทันความรู้สึกของเราไปเรื่อยๆ

ภาวนาโดยที่ไม่มีใครเขารู้ว่าเราภาวนา เราไม่ต้องไปโอ้อวดใคร เนี่ยบางทีเขาแซวนะ อย่างพวกเรา บางทีก็โมโหใช่มั้ย เคยมั้ย โมโหขึ้นมา คนเขาก็มาว่า เธอเป็นนักปฏิบัติยังไงยังโมโหอยู่ ฉันไม่ใช่พระอนาคาฯนี่ บอกเขาไปเนาะ เธออย่างโน้น เธออย่างนี้ ทำไมเธอไม่ทำอย่างนี้ มันกำหนดกฎเกณฑ์ให้พวกเราทำเยอะเลยเนอะ ถ้าเขารู้ว่าเราเป็นนักปฏิบัตินะ เขาจะคาดหวังสูง เรียกร้องสูง


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอังคารที่ ๒๓ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๑
File: 560723A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕ วินาทีที่ ๓๔ ถึง นาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๕๙

ตัดคลิปส์โดยคุณ ok2077
ถอดคลิปส์และตรวจทานโดยคุณ พัลวัน

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ฆราวาสธรรม คุณประสาน แนะนำวิธีการเดินจงกรม

Video link: youtu.be/WIaRtqeyoJM

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

อธิจิตตสิกขา

mp3 (for download) : อธิจิตตสิกขา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : บทเรียนของพระพุทธเจ้า ๓ บท สีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา

สีลสิกขาเป็นการเตรียมความพร้อมจัดระเบียบกายวาจา จิตตสิกขาเป็นการเตรียมความพร้อมของจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญปัญญา เป็นการจัดระเบียบจิตใจ ก็คือเป็นการฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง

เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาเรียนเรื่องจิตก่อนถึงจะไปเดินปัญญาได้ ถ้าไม่เรียนเรื่องจิตก่อนจะไปเดินปัญญา ก็จะเอาจิตที่ไม่มีคุณภาพไปเจริญปัญญา มันไปไม่รอดหรอก มันก็กลายไปเป็นการเพ่งรูปเพ่งนาม เพราะไม่สามารถรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริงได้

เพราะฉะนั้นเราจะมาฝึกจิตของเรา หัดพุทโธไป หัดหายใจไป หัดดูท้องพองยุบไป อะไรก็ได้สักอย่างหนึ่งนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตสักอย่างหนึ่งนะ ถ้าไม่มีเครื่องอยู่เลย จู่ๆจะไปดูมันเลย ดูยาก จิตมันว่องไว มันหนีเร็ว แล้วพอหนีทีหนึ่ง ถ้าไม่มีบ้านให้จิตอยู่ จะหนีนาน หลงนาน เราก็มาพุทโธ มาหายใจ มาดูท้องพองยุบ จะขยับมือทำจังหวะตามอย่างหลวงพ่อเทียนก็ได้ อะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง หรือจะอยู่กับพุทโธๆไปเรื่อยๆก็ได้ บริกรรมเอา

ให้มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เพื่อที่จะรู้ทันจิต ตัวนี้ตัวสำคัญ ไม่ใช่มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เพื่อให้จิตสงบ แต่มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่เพื่อที่จะรู้ทันจิต ถึงจะเรียกว่าจิตตสิกขา มีเครื่องอยู่ให้จิตสงบจะไม่ได้เรียนเรื่องจิต ไม่ใช่จิตตสิกขาจริง

เพราะฉะนั้นเราอยู่กับพุทโธๆแล้วเราก็คอยรู้ทันจิต จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตหนีไปคิดรู้ทัน หรือจิตไปเพ่งจิตนิ่งๆ ก็รู้ทัน เวลาเรารู้ลมหายใจ ถ้าคนไหนถนัด รู้ลมหายใจ แต่รู้ลมหายใจเพื่อจะรู้ทันจิต ไม่ใช่เพื่อให้จิตนิ่งอยู่กับลมหายใจ รู้พุทโธก็เพื่อรู้ทันจิต ไม่ใช่ให้จิตนิ่งอยู่กับพุทโธ ดูท้องพองยุบก็เพื่อให้รู้ทันจิต ไม่ใช่ให้จิตไปนิ่งอยู่กับท้อง เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้านะ ก็เพื่อจะรู้ทันจิต ไม่ใช่ให้จิตไปอยู่ที่เท้า ไม่ใช่ให้จิตหลงไปเพ่ง เพราะฉะนั้นการที่เราหัดกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง มีบ้านให้จิตอยู่แล้วรู้ทันจิตอยู่เรื่อยๆ มันจะเป็นการซ้อมรู้เวลาจิตหลงไป

จิตหลงไปคิดกับจิตหลงไปเพ่ง จิตหลงมี ๒ อัน หลงไปคิดกับหลงไปเพ่ง ก็เผลอกับเพ่งเท่านั้นเอง จิตเพ่งก็ถือว่าหลงเหมือนกัน แต่หลงแบบผู้ดีหน่อย จิตหลงไปก็หลงแบบผู้ร้าย

หลวงพ่อมีหลานคนหนึ่งนะ เล็กๆ แล้วมันบอกว่า มันเห็นแล้วล่ะว่า จิตเผลอกับจิตเพ่งเนี่ย จิตเพ่งเนี่ยเป็นจิตหลงแบบมีปัญญา เด็กใช้คำอย่างนี้นะ หลงแบบฉลาด หลงแบบคนฉลาด แต่ก็ยังหลง มันเห็นอยู่แล้วแบบนี้ยังหลงอยู่

เพราะฉะนั้นเรามาคอยรู้ทันจิตที่หลงบ่อยๆ พุทโธไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งจิตรู้ทัน หายใจไปจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งลมหายใจรู้ทัน ดูท้องพองยุบนะจิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งท้องรู้ทัน เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้าอยู่ จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตไปเพ่งเท้ารู้ทัน หรือเดินจงกรมแล้วรู้ร่างกายทั้งร่างกายอยู่ จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตเพ่งร่างกายทั้งร่างกาย ก็รู้ทันอีก จิตเผลอก็รู้ จิตเพ่งก็รู้ ฝึกซ้อมตัวนี้ให้มากเลย เป็นพื้นฐานที่สำคัญ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒o เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

File: 550120
CD : สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๓
ระหว่างนาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๘ ถึงนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๗๕๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าเราอยู่กับธรรมะ ธรรมะก็อยู่กับเรา

mp 3 (for download) : ถ้าเราอยู่กับธรรมะ ธรรมะก็อยู่กับเรา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มาฟังธรรมนะ ฟังธรรมมันก็มีแรงขึ้นมาอีกช่วงนึง ห่างครูบาอาจารย์ไปไม่เกินอาทิตย์นึงหรอกโดยปกติ ก็หมดแรงไป เพราะโลกมันดึงดูดไป

แต่ถ้าเรามีข้อวัตรปฏิบัติของเรานะ มีระเบียบวินัย ทุกวันเราทำในรูปแบบบ้าง ไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิเดินจงกรมอะไรนี้ แบ็ตเราก็เสื่อมช้าหน่อย

แต่ถ้าเราห่างธรรมะนะ เหมือนมือถืออยู่ห่างเบสมากเลย ใช้พลังงานเยอะ แป๊บเดียวก็แบ็ตหมด ถ้าเราอยู่ใกล้กับธรรมะนะ เหมือนเราถือเครื่องมือถืออยู่ติดกับเสามันเลย ใช้พลังงานน้อย อายุยืนขึ้น

งั้นเราอยู่กับธรรมะนะ ธรรมะก็อยู่กับเราได้ยาวหน่อย ถ้าเราทิ้งเลย เราไปอยู่กับโลก ธรรมะก็หายไปอย่างรวดเร็ว พอโลกมาธรรมะก็ไป พอโลกไปแล้วนะ ธรรมะมา

ความจริงนึกว่าธรรมะวิ่งไปวิ่งมา พอปัญญาแก่รอบนะ พบว่าธรรมะอยู่คงที่ แต่เราไม่เห็น ธรรมะอยู่ต่อหน้าต่อตาตลอดเวลา ไม่เคยไปไหนเลย แต่เราไม่เคยเห็น ค่อยฝึกนะ เราก็ลืมตาตื่นขึ้นกับปัจจุบัน เห็นธรรมะที่อยู่ต่อหน้าต่อตา ซึ่งไม่เคยหายไปไหนเลย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
Track: ๘
File: 510427B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๑ วินาทีที่ ๒๓ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๓๖

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เดินจงกรม ยังไง?

mp 3 (for download) : เดินจงกรม ยังไง?

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เมื่อสองสามวันก่อนนะ มีเด็กหนุ่มๆคนนึง ไปถามหลวงพ่อที่วัดหลวงพ่อ บอกว่า ผมจะฝึกเดินจงกรมจะเดินยังไง? หลวงพ่อเรียกเลย บอก เอ้า ออกมาเดินหน้าชั้น มีที่อย่างนี้ ออกมาเดินเลย ให้คนเป็นร้อยเนี่ยดูฃ

มันก็ใจเด็ดนะ ไอ้หนุ่มนี้ลุกออกมาจริงๆ ลุกเดินก้มๆๆออกมา หลวงพ่อก็รีบบอก อย่าเพิ่งเดิน รู้สึกมั้ย ที่เดินมาสามสี่ก้าวเนี่ย ไม่ได้รู้สึกตัวเลย เพราะอะไร เพราะคิดว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาปฏิบัติ เดี๋ยวต้องมาเข้าหัวทางจงกรมก่อน ถึงจะเริ่มการปฏิบัติ เดินอยู่ทุกๆก้าวนี่ยังไม่ใช่เวลาปฏิบัติ เห็นมั้ย แยกการปฏิบัติกับชีวิตออกจากกันแล้ว

แท้จริงการปฏิบัติทำกันตลอดเวลานะ เท่าที่มีสติจะทำได้ ไม่ใช่ไปแบ่ง ว่าช่วงนี้คือเวลาปฏิบัติ ช่วงนี้ไม่ต้องปฏิบัติ คำว่า “ไม่ต้องปฏิบัติ” ต้องไม่มีอยู่ในสารบบของเราเลย ถ้าอยากได้มรรคผลจริงๆ งั้นลุกขึ้นมา หลวงพ่อเรียกให้มาเดินจงกรม

ถ้าหลวงพ่อเรียกให้เดินจงกรม ก็หมายถึงว่า ทุกก้าวที่เดินมานี่แหล่ะ เดินจงกรมทั้งหมด แต่ไม่ใช่เดินย่องๆมานะ ไม่ใช่การเดินจงกรมคือการย่องๆๆอย่างนั้น ไม่ใช่นะ ทุกก้าวที่เดินปกตินี่แหล่ะ ถ้ามีสติ เรียกว่าเดินจงกรมทั้งหมดเลย ถ้าขาดสติ ถึงมาเดินกลับไปกลับมา เดินงุ่มง่ามช้าๆ ก็ไม่เรียกว่าเดินจงกรม เรียกว่าเดินสะเปะสะปะโดยขาดสติ เพราะฉะนั้นเมื่อไรมีสติ ทุกก้าวที่เดินนั่นแหล่ะ คือการเดินจงกรม

นี้หนุ่มคนนี้เค้าไม่เดินจงกรม คือไม่เจริญสติ หลวงพ่อเรียกให้มาเดินโชว์ ก็ลุกขึ้นมา ขาดสติเลย ลืมเนื้อลืมตัว ตื่นเต้นไม่รู้ว่าตื่นเต้น อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ ร่างกายกำลังเดินอยู่ ไม่รู้ว่าร่างกายเดินอยู่ อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้

เอ้า พอเดินมาถึงหัวทางจงกรม ทำอะไรรู้มั้ย วางฟอร์ม (หลวงพ่อทำให้ดู) นี่ นักปฏิบัติชอบทำอย่างนี้ เวลาที่ไม่ได้คิดว่าเป็นเวลาปฏิบัตินะ ก็หลงไปเลย เผลอไปเลย พอคิดถึงการปฏิบัตินะ ก็บังคับกายบังคับใจทันทีเลย

นี่แหล่ะคือความสุดโต่งสองด้าน ที่พระพุทธเจ้าห้าม สุดโต่งอันที่ ๑ ชื่อ “กามสุขัลลิกานุโยค” การหลงตามกิเลสนี่เอง อย่างเราหลงตามกิเลส เช่น เราหลงไปทางตา หลงไปทางหู หลงไปดูเค้าลืมตัวเอง หลงไปฟังเค้าคุยกันลืมตัวเอง หลงไปคิดแล้วก็ลืมตัวเอง นี่หลงตามกิเลส เป็นความปรุงแต่งฝ่ายชั่ว

พอคิดเรื่องปฏิบัติก็เริ่มบังคับกายบังคับใจ วางฟอร์มขรึมๆ พวกเราเป็นมั้ย นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อย นี่พูดแบบเกรงใจนะ เกือยร้อยละร้อยน่ะ คือนักวางฟอร์ม ต้องทำขรึม งั้นมันจะดูสง่างามดี น่านับถือ

หารู้ไม่ว่า เดินช็อปปิ้งก็เดินจงกรมได้ เดินข้ามทางม้าลาย ก็เดินได้ แต่อย่าไปเดินย่องๆนะ รถทับเอา เดินปกติ เหมือนที่พ่อที่แม่สอนให้เดินนั่นแหล่ะ แต่เติมสติลงไป เติมความรู้สึกตัวลงไป อย่าใจลอย

คำว่าใจลอยก็คือขาดสตินั่นเอง อาการของมันก็คือ เราไปหลงคิดไป เรามัวแต่รู้เรื่องที่เราคิดนั่นแหล่ะ เรียกว่าใจลอย ถ้าเมื่อไหร่ใจเราแอบไปคิดปุ๊บ รู้ทันว่าคิด เรียกว่ามีสติแล้ว เราจะรู้กายเราจะรู้ใจได้ทันที

เพราะฉะนั้นเราต้องปฏิบัติ ในชีวิตประจำวันให้ได้นะ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ต้องรู้สึกตัว ต้องรู้กาย ร่างกายเคลื่อนไหว คอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว คอยรู้สึก แต่ไม่ใช่วางฟอร์มไปเพ่งให้มันนิ่งๆ ไม่ใช่เดินให้มันผิดธรรมดา ไม่ใช่ตามบังคับใจให้นิ่งผิดธรรมดา รู้ไปตามธรรมดานั่นแหล่ะ เพราะอะไร เพราะเราต้องการเห็นความเป็นธรรมดา ของกายของใจ ธรรมดานั่นแหล่ะ ธรรมะล่ะ

ธรรมดาของกายของใจ ก็คือกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ เนี่ยต้องการให้เห็นธรรมดา คือแค่นี้เอง พอเห็นแล้ว ต่อไปรู้ความจริง เออ กายกับใจมันไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง ได้พระโสดาบันนะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒ (วันอาทิตย์ที่ ๑๘ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙)
File: 490618.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๔๖ ถึง นาทีที่ ๓๙ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทำเล่นๆได้ของจริง ทำจริงๆได้ของเล่น

mp 3 (for download) : ทำเล่นๆได้ของจริง ทำจริงๆได้ของเล่น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

โยม : นมัสการหลวงพ่อค่ะ ไม่ได้มากราบหลวงพ่อหลายเดือนแล้วนะคะ มีอยู่วันนึงนะคะ ครึ่งวันเลย คือมีความทุกข์มาก แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร แต่มันก็ทุกข์อยู่อย่างนั้นตลอดเวลาเลยค่ะ ก็เลยคิดว่าตัวเองเดินจงกรมมากไปรึเปล่า ก็เลยหยุด มันมีอยู่ช่วงนึงค่ะ แต่ช่วงนี้หยุดมาซักพักนึงแล้ว ไม่ทราบว่าหย่อนไปมั้ยคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ยังไม่หย่อนนะ แต่มากกว่านี้จะหย่อนแล้ว

โยม : อ๋อ…ค่ะ ใช้ขยับนิ้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ : ขยับไป

โยม : ขยับนิ้วช่วงวันน่ะค่ะแทน เพราะว่ารู้สึกเดินจงกรม แล้วเราตั้งใจมากเลยค่ะ แล้วมันก็เครียด

หลวงพ่อปราโมทย์ : แล้วเราขยับไป ขยับเล่น ขยับเล่นนะ ถ้าเดินจงกรมก็ต้องเดินเล่น อะไรๆก็ต้องเล่นนะ ทำเล่นๆได้ของจริง ทำจริงๆได้แต่ของเล่น ของเล่นเช่น ได้หูทิพย์ตาทิพย์ รู้วาระจิตอะไรนี้ ทำเล่นๆ รู้กายเล่นๆ ดูซิกายมันทำอะไร กายมันก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ดูเล่นๆ ดูจนเห็นความจริงเลย ไม่ใช่เรา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๕ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๔
Track: ๑๐
File: 510315.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๕๘ ถึง นาทีที่ ๕๕ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

พละ ๕ (๓) วิริยะ

mp 3 (for download) : พละ ๕ (๓) วิริยะ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
ขอขอบคุณ ภาพจากงาน “ธรรมะกลางเมือง”

หลวงพ่อปราโมทย์ : ต้องทำทุกวันในรูปแบบ ถ้าเราอดทนอดกลั้นทำทุกวัน เหน็ดเหนื่อยแค่ไหนนะ ถึงเวลาก็ต้องปฏิบัติ ถึงเวลาต้องภาวนา ภาวนาตอนค่ำทำไม่ไหวจริงๆนะ ทำมันตั้งแต่ตื่นนอน ทำวันละหลายๆรอบ เช้าสายบ่ายเย็น ไม่มีใครมาว่าเราหรอก ทำทีละเล็กทีละน้อยก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย พากเพียรเข้านะ อดทน

ทีแรกการลงมือปฏิบัตินะ จะไปนั่งสมาธิ ไปทำอะไรต่ออะไรนะ มันฝืนความรู้สึก ฝืนความขี้เกียจขี้คร้าน ฝืนความท้อแท้ท้อถอยของเรา พอเราทำมากขึ้นๆ ใจเรามีกำลังขึ้นพัฒนาขึ้น เราจะขยันมากขึ้น เพราะเราเห็นคุณเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติ วิริยะมันจะมากขึ้นๆ

เพราะงั้นเบื้องต้นบางทีหลวงพ่อขอ บอกขอ ๑๐ นาที ถ้า ๑๐ นาทีพวกเราทำได้นะ ต่อไปจิตของเรามีความสุข มีความสงบ มีเรี่ยวมีแรงนะ มันจะเพิ่มของมันเอง มันอยากเพิ่ม หลวงพ่อขอ ๑๐ นาที ขอแถมให้อีกชั่วโมงนึงนะ อย่างนี้มีเยอะเลยเดี๋ยวนี้ บางคนภาวนาตั้งหลายชั่วโมงนะวันนึง อันนั้นถ้าเค้ามีเวลานะ ถ้าไม่มีเวลา (ทำ) ๑๐ นาทีอย่าให้ขาด ถ้าทำได้ทุกวันเนี่ย วิริยะ พลังของความเพียรของเรา จะแก่กล้าขึ้น เวลาตั้งใจจะทำอะไรแล้วเนี่ย ถ้าเป็นสิ่งที่ดีงามนะ ไม่ท้อถอย ลำบากแค่ไหนก็ทำ ถึงจะเจ็บจะป่วยก็ทำ

หลวงพ่อพุธเคยเล่าให้หลวงพ่อฟังนะ ว่ามีพระองค์นึง พระเนี่ยปกติท่านมีข้อวัตรที่ต้องทำ อย่างไปกวาดวัด ต้องกวาดวัด ต้องทำความสะอาดกุฎิเสนาสนะอะไรเนี่ย พระต้องทำ พระปล่อยให้กุฎิสกปรกเนี่ย ปล่อยวัดสกปรกเนี่ยผิดมากเลย ไม่/ถือว่าไม่เคารพพระธรรมวินัย เนี่ยมีพระอยู่องค์นึง ท่านก็รักษาข้อวัตรอย่างดี รักษากุฎิวิหารศาลาอะไร รักษาถนนหนทางสะอาด นี่ท่านป่วยจนลุกไม่ขึ้นนะ ป่วยจนลุกไม่ขึ้นเนี่ย ท่านนอนอยู่ กระดิกตัวก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว ใกล้จะมรณภาพแล้ว พอถึงเวลากวาดวัดเนี่ย ท่านลุกขึ้นมาไม่ได้ ท่านกำหนดจิตของท่าน ท่านลูบข้างๆที่นอนของท่าน ท่านเคลื่อนไปได้แค่นี้แล้วนะ ท่านกำหนดจิต ว่าเนี่ยท่านกำลังทำข้อวัตรอยู่ กำลังทำความสะอาด สุดกำลังที่จะทำแล้วนะ ได้แค่นี้ แล้วยังรักษาข้อวัตรไว้เลย นี่วิริยะสูงนะ เนี่ยหลวงพ่อพุธเคยเล่าให้ฟัง โอ้โห บอกใจเด็ด

อย่างมีสมัยพุทธกาลก็มีนะ เป็นตัวอย่าง ท่านเดินจงกรม เดินจนเท้าแตก เดินไม่ได้ท่านคลาน คลานจนหัวเข่าแตก ไม่ทิ้งข้อวัตรนะ หัวเข่าแตกคลานไม่ได้ ท่านต้องลงไปนอน ท่านก็นอนพลิกซ้ายพลิกขวาไปเรื่อยนะ ถือว่ากำลังเดินจงกรมอยู่ เห็นมั่ยท่านไม่ยอมท้อถอยเลยนะ มีวิริยะมาก

ถ้าเป็นพวกเรา เดินจนเท้าแตก เราก็ไม่เอาแล้วเนอะ เท้าแตกไม่ได้เท้าของเราเจ็บนี่ ให้ไปคลานหัวเข่าแตก ยิ่งไม่เอาใหญ่ เดี๋ยวหัวเข่าด้านไม่สวย ไปโน่นซะอีก เนี่ยความเพียรนะ ถ้าเราตั้งใจทำ แล้วเราทำสม่ำเสมอ กำลังของความเพียรจะมากขึ้นๆ ถ้าเราท้อแท้หดหู่เมื่อไหร่ กำลังจะตก


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย ๑๔
หลักสี่ กรุงเทพมหานคร
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๕๖
File: 560120.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๔๗ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๖) วิธีทำสมถะเพื่อต่อวิปัสสนา

mp 3 (for download) : ปฏิบัติเพื่ออะไร? (๖) วิธีทำสมถะเพื่อต่อวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอขอบคุณ บ้านจิตสบาย ที่เอื้อเฟื้อภาพ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะฉะนั้นหลักของการทำสมถะนะ ก็อย่าทิ้งสติ มีสติไปเรื่อย เวลาจิตรวมก็รวมด้วยความมีสติ ไม่รวมแบบขาตสติ วูบๆวาบๆหรอก รู้เนื้อรู้ตัวตลอดสายของการปฏิบัติเลย รวมลงไปลึกเลย จนร่างกายหายไปเลย ลมหายใจก็หาย ร่างกายก็หาย โลกทั้งโลกก็หายไปหมดเหลือจิตอันเดียว ก็ยังไม่ขาดสตินะ จิตดวงเดียวอย่างนั้น เด่นอยู่อย่างนั้น ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ทำไมต้องมีจิตขึ้นมา โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้เอาไว้ต่อวิปัสสนา

ฉะนั้นบางคนทำไม่ถึงฌานก็ไม่เป็นไรนะ แค่หัดพุทโธ พุทโธๆ ไป ค่อยๆดูไป พุทโธเป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เห็นมั้ย ใจนั้นค่อยตั้งมั่นขึ้นมา อย่างนี้ใช้ได้ หายใจไปเรื่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก อะไรก็ว่าไปเถอะ หายใจไปแล้วเห็นร่างกายมันหายใจ จิตเป็นคนดู อย่างนี้นะถึงจะทำสมถะ เพื่อจะต่อวิปัสสนา คือหายใจไปแล้วมีจิตเป็นคนรู้คนดูขึ้นมา ดูท้องพองยุบไปนะ เห็นร่างกายมันพองเห็นร่างกายมันยุบ จิตเป็นคนดู

เพราะฉะนั้นบทเรียนเรื่องการทำสมาธิเนี่ย ในทางศาสนาพุทธท่านถึงใช้คำว่า “จิตตสิกขา” ทำสมาธิจนกระทั่งเราเห็นจิตของเรา จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ยแหล่ะ พร้อมที่จะไปเดินวิปัสสนาต่อแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคนไหนจะทำสมถะนะ ก็อย่าให้ขาดสติ หายใจไปเห็นร่างกายหายใจ จิตเป็นคนดู หายใจไปจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็มีจิตอีกคนนึงเป็นคนดู เฝ้ารู้ไปจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเราทำสมถะเป็น เวลาบางช่วงบางครั้งบางคราวจิตก็เข้าพักสงบ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่นะ สงบ ไม่แส่ส่ายไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สงบไม่คิดไม่นึกอะไร ใจว่างสบายสว่าง อันนี้ทำสมถะเต็มที่

ต่อไปก็หัด นั่งสมาธิไปแล้วเห็นจิตเคลื่อนไหวรู้ไปเรื่อยจนจิตตั้งขึ้นมา ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา อย่างนี้ดี จะเอาไว้ต่อวิปัสสนา นี้ พอเราหัดภาวนาไปนะ พุทโธๆ เราเห็นเลย พุทโธเป็นของถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้พุทโธ หายใจออกหายใจเข้านะ หายใจไป จนกระทั่งเห็นเลยร่างกายมันหายใจ จิตเป็นผู้รู้ว่าร่างกายหายใจ มีจิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา จะเดินจงกรมยกเท้าย่างเท้าเห็นร่างกายมันเดินไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ต่อไปพอผู้รู้ผู้ดูมันหายแว้บไป คือมันขาดสติเมื่อไรมันหายเมื่อนั้น สติมันระลึกได้เองเพราะมันเคยรู้จักผู้รู้ผู้ดูเนืองๆ ฉะนั้นเราจะฝึกจนกระทั่งสามารถรู้สึกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันได้เนืองๆ เมื่อไรเป็นผู้หลงนะ ก็ขาดผู้รู้ เมื่อไรเป็นผู้รู้ก็ไม่เป็นผู้หลง บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็หลงเป็นผู้คิด บางทีก็เป็นผู้รู้ บางทีก็เป็นผู้เพ่ง

พอเรามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เราเห็นตัวผู้รู้เค้าเกิดดับไปเรื่อยๆ เนี่ย เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อยๆ พอ ใจมันเป็นคนรู้คนดูขึ้นมาได้ มันจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นวัตถุ ร่างกายเป็นก้อนธาตุ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไป จะเห็นเวทมาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหลาย ผ่านมาผ่านไป เพราะฉะนั้นเราค่อยๆฝึก นะ จนใจของเรามันตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ตั้งเอาไว้จนแข็งๆรู้ตัวตลอดเวลา อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องรู้บ้างเผลอบ้างนะ ถึงจะเห็นว่าตัวรู้เองก็เกิดๆดับๆ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๑๓
File: 520809A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๔๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เดินจงกรมแล้วเพ่ง

mp 3 (for download) : เดินจงกรมแล้วเพ่ง

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอขอบคุณ บ้านจิตสบาย ที่เอื้อเฟื้อภาพ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

โยม : กระผมพยายามเดินจงกรม มาได้สักพักหนึ่งนะครับ (หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ..) พอคิดว่าเราจะเดินจงกรมปุ๊บ มันก็ปวดต้นคอ

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ.. งั้นไม่เอานะ อย่าไปทำอย่างนั้นเลย

โยม : ผมเลยอยากมากราบเรียนถามหลวงพ่อ ขออุบายหรือวิธี (หลวงพ่อปราโมทย์ : ไปเดินเล่น) ไปเดินเล่น???

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออ.. เดินเล่นนะ เดินชมนกชมไม้ แต่ระวังอย่าไปเดินข้างถนน เดี๋ยวรถเหยียบเอา เดินชมนกชมไม้ไปนะ แล้วใจเราสบาย เราก็รู้ ใจเรากลุ้มใจ เราก็รู้ เดินไปแล้วใจเราใจลอยไปคิดเรื่องอื่น เราก็รู้ (โยม : ครับ) ไปฝึกเล่นๆ

โยม : ไปเดินเล่นนะครับ

(เสียงฮา..)

หลวงพ่อปราโมทย์ : เออนะ แต่ไม่ใช่เดินเรื่อยเปื่อยนะ ไม่ใช่เดินใจลอยไปเรื่อย คือพอเราคิดเรื่องปฏิบัติแล้วเรามาเดินจงกรมเนี่ย พอเริ่มเข้าทางจงกรม เราก็เริ่มเพ่งแล้ว การบังคับตัวเองแล้วมันเครียด มันเครียดแล้วปวดหัว ปวดไหล่ ปวดคอ อะไรอย่างนี้ ปวดลูกตา นะ (โยม : ครับ) ก็ไม่ดี (โยม : ครับ) การภาวนาจริงๆ คำว่าการเดินจงกรมน่ะ คำว่าจงกรมแปลว่าเดิน เพราะฉะนั้นทุกก้าวที่เดินนะ เดินไปแล้วเห็นร่างกายมันเดิน พอใจลอยรู้ว่าใจลอย แค่นั้นเราก็เรียกว่าเดินจงกรมแล้ว ส่วนการเดินกลับไปกลับมานี้เป็นการเดินในรูปแบบนะ อาจจะเดินเรื่อยเปื่อยก็ได้ ใจลอยไปที่อื่น หรือเดินทรมานตัวเองก็ได้ ไม่ได้เดินจงกรมที่แท้จริง ไม่ได้มีสติ นะ เพราะฉะนั้นไปทำเล่นๆนะ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ หลังฉันเช้า

สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
Track: ๕
File: 520426B
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๑๖ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ถ้าจิตหนักๆแสดงว่าผิด

mp 3 (for download) : ถ้าจิตหนักๆแสดงว่าผิด

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มาอยู่วัดที่เมืองกาญจน์นะ เดินจงกรมใหญ่เลย เดินหามรุ่งหามค่ำเลยนะ เดินขนาดว่า ถ้าขาเราเป็นเหล็ก ขาเราจะสึกไปเยอะเลย ตัวต้องเตี้ยกว่านี้อีก เดิน เดิน เดิน เดิน เดินไป หมดเรี่ยวหมดแรงก็ลงมานั่น หอบแฮ่กๆนะ มีแรงก็เดินใหม่ ยิ่งเดินจิตยิ่งแย่ลงๆ แย่กว่าตอนไม่บวชเสียอีก เดินอยู่เดือนครึ่งนะ เดือนอยู่เดือนครึ่งนะ เข้าพรรษามาครึ่งพรรษา วันหนึ่งบ่ายๆหมดเรี่ยวหมดแรงเลย บ่ายสอง มาเดินจงกรมอยู่ที่ระเบียง ต้นไม้ไม่มี ตอนนั้นอยู่ในท้องนา ปลูกต้นไม้ไว้นะ ต้นยังแค่ขาแค่เอวเป็นอย่างมาก ก็ต้องเดินจงกรมที่ระเบียง

เดินจนเหนื่อยนะ แล้วก็มองไป มองออกไปนอกวัด มันมีภูเขาอยู่ ๓ ลูก เรียงกัน ใครไปสวนโพธิ์จำได้มั้ย ภูเขา ๓ ลูกนี้สวย มันเรียงกัน ลูกมันเท่าๆกันเลยนะ ความจริงมันไม่เท่าหรอก แต่ว่ามันเหลื่อมไปเหลื่อมมา เมื่อดูด้วยสายตาจากที่สวนโพธิ์มันเท่ากันเป๊ะเลย สามลูก แล้วเว้นช่องไฟสวยงาม ดูไปที่ภูเขาสามลูกนี้ ภูเขาสามลูกนี้ไม่มีน้ำหนักเลย แต่ใจเรามีน้ำหนัก นี่ มันเฉลียวใจขึ้นมา แทนที่เราภาวนาแล้วใจจะยิ่งเบานะ ไม่ยึดไม่ถืออะไร โลกธาตุเนี่ยในความเป็นจริงโลกธาตุว่างเปล่า แต่ใจเรามีน้ำหนัก ใจเราต่างหากยึดถือ ใจมันก็นึกขึ้นมาได้ หลวงปู่ดูลย์เคยสอนประโยคหนึ่ง บอกว่า วันใดที่เห็นจิตกับสภาพแวดล้อมอยู่ เป็นสิ่งเดียวรวด วันนั้นเธอจะเข้าใจที่สุดแห่งทุกข์เลย

นี่จิตของเรากับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ ไม่ใช่สิ่งเดียวรวด จิตเราหนัก ธรรมชาติไม่มีน้ำหนัก จิตเราหนักเราต้องทำผิดแล้วล่ะ โอ้..เราไม่ถนัดเดินนะ มีเก้าอี้พลาสติกอยู่ตัวหนึ่ง ตัวร้อยกว่าบาท นี่ แบบนี้ ไปลากออกมาเลยจากในห้องนะ มาวางที่ระเบียง ไม่เดินล่ะวะ มีวะด้วยนะ เรามันนักเลง นั่งดูภูเขา นั่งดูโน้นดูนี้ไปนะ ใจที่จงใจปฏิบัติค่อยคลายออกๆ คลาย ดูอยู่ไม่นานนะ ใจก็คลายออก คลายออกมาก็ทำสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง เจริญสติในชีวิตประจำวันบ้าง ฝึกอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ นานๆก็ลืมสมถะอีกละ ก็ต้องกลับมาทำใหม่ วนเวียนๆไปนะ ภาวนาอยู่สองพรรษาได้ ใจก็เปลี่ยนแปลง สบาย มีความสุข


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อ วันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๑
Track: ๙
File: 520731A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๑ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๔๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

เดินจงกรม เดินด้วยความรู้สึกตัว

mp 3 (for download) : เดินจงกรมด้วยความรู้สึกตัว

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : เวลาเราเดินไปนะ เราเดินเอาความรู้สึกตัว เราไม่เดินเอาระยะทาง เราไม่เดินเอาเวลา บางคนเดินเอาระยะทาง รีบจ้ำๆใหญ่ คนโบราณเรียก เหมือนตามควาย จ้ำๆ จ้ำๆ ไปนะ กะว่าเดินได้ครบหนึ่งพันรอบแล้วจะเลิก รีบจ้ำให้มันครบแล้วสบายใจ พวกหนึ่งเอาเวลา จะเดินสามชั่วโมงนะ เดิน..เมื่อไหร่จะถึงสามชั่วโมงสักที วันไหนถึงแล้วก็สบายใจ เราไม่ได้เอาอย่างนั้น เราเดินเอาสติ

เพราะฉะนั้นเราเดินไป เดินไปสบายๆ หายใจช้าลงหน่อยนึงก็ได้ หรือถูกจริตที่จะเคลื่อนไหวเร็วๆก็ได้ ช้าก็ได้ เร็วก็ได้ อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ เคลื่อนไหวไป พอใจลอยปื๊บไป.. รู้สึกตัว แล้วก็เดินต่อไปอีก ถ้ามันลอยรุนแรง ก็รู้สึกตัวยืนเลย ก็ได้ หยุดเลย รู้สึกตัวขึ้นมา แล้วก็เดินเอาใหม่ เดินไปสุดทางจงกรม อย่างเพิ่งหันกลับมา ตอนนี้เป็นจุดอ่อนที่กิเลสจะโจมตี ตรงสุดทางเนี่ย รู้สึกตัวขึ้นมาเสียก่อน ค่อยๆหันกลับมา หันกลับมาอย่าเพิ่งเดิน ถ้าหันกลับมาแล้วจะเดินทันทีเนี่ย จิตมันจะเดินไปก่อนขา มันจะไม่สัมพันธ์กัน กายไปทางหนึ่ง จิตไปทางหนึ่ง ใช้ไม่ได้

เวลาเราหันกลับมา เรารู้สึกตัว ให้สบายๆ แต่ไม่ใช่แข็งนะ ไม่ใช่อย่างนี้นะ อย่างนี้จะไปตีกับเขาละ เหมือนพวกซามูไร อย่างนั้นไม่ได้นะ จะฟันหัวเขาละ รู้สึกตัวสบายๆ ก็ก้าวเดินไป เดินไปพอใจลอยก็จะหยุดก็ได้ รู้สึกตัวใหม่ ก็เดินใหม่ เดินไปเรื่อย เพราะฉะนั้นความรู้สึกตัวมันจะตั้งขึ้น ตั้งขึ้น

ถึงจุดหนึ่งเราก็จะเห็นโดยที่ไม่ได้เจตนาจะเห็น ร่างกายที่กำลังเดินอยู่นี้เป็นรูปมันเดิน มิใช่เราเดิน ร่างกายนี้เป็นรูปเดิน ใจเป็นคนดู เฝ้ารู้เฝ้าดูไป เห็นมันเดิน ถึงจุดนี้มีสิ่งที่ต้องระวังก็คือ พอรู้กายมันเดินไปนานนี่จิตชอบถลำเข้าไปเพ่งกาย เราก็รู้ทันว่าจิตถลำลงไปแช่ที่กายแล้ว รู้สึกตัวใหม่ หยุดเดิน แล้วรู้สึกตัว แล้วค่อยเดินไป เห็นร่างกายมันเดินไปอีก

หรือว่าเดินๆอยู่ กุศล-อกุศล อะไรเกิดขึ้นในจิตในใจ เราก็คอยรู้ทัน เพราะฉะนั้นการปฎิบัติ รู้กายไปรู้ใจไป เอากายเป็นเครื่องสนับสนุนความรู้สึกตัว จะทำง่าย ถ้าดูจิตล้วนๆเลย จะทำได้กับบางคนนะ บางคนดูจิตล้วนๆก็ได้ ทีนี้ถ้ากำลังเรายังไม่พอ ใจเราไม่ตั้งมั่น เราก็เอาการเคลื่อนไหว เอาการปฏิบัติในรูปแบบเป็นตัวช่วย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี เมื่อครั้งพำนักที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี
ในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๘ ก่อนฉันเช้า


สวนโพธิญาณอรัญวาสี
CD: สวนโพธิญาณอรัญวาสี แผ่นที่ ๑๐
Track: ๑
File: 480911A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๗ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

รู้หลักแล้ว ทำถูกแล้ว ทำให้มาก

mp 3 (for download) : รู้หลักแล้ว ทำถูกแล้ว ทำให้มาก

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีผู้หญิงคนหนึ่งนะ ไปเรียนกับหลวงพ่อ เมื่อหลายเดือนแล้ว มาเดือนพฤศจิกายนไปเรียนแล้วถามหลวงพ่อว่าที่ภาวนาอยู่เป็นยังไง หลวงพ่อก็บอกว่า ภาวนาก็รู้หลักอยู่แล้ว ภาวนาก็ใช้ได้อยู่แล้ว แล้วก็เงียบๆนะไม่พูดต่อแล้ว เขาก็ถามหลวงพ่อว่าเขาขาดวินัยในการปฏิบัติใช่ไหม บอกว่า ใช่ ตั้งแต่นั้นนะ เดินจงกรมทุกวันเลย

คนนี้งานเยอะนะ ดูแลบ้านดูแลครอบครัวดูแลลูกดูแลสามี งานเยอะมากเลย พอดูแลเสร็จแล้วก็ไปทำงาน ดูแลบริษัทอีก ๕ บริษัท กลับมาถึงบ้านนะ กว่าจะมีเวลาส่วนตัวเนี่ย ๕ ทุ่มแล้ว ๕ ทุมถ้าเป็นพวกเราทำงานมาตึ้งแต่เช้ามืดยัน ๕ ทุ่ม เราก็มีข้ออ้างแล้วใช่ไหม ขอนอน นี่ คนนี้ฮึดสู้นะ ลุกขึ้ันเดินจงกรม ยังไม่นอนนะ เดินจงกรมไปชั่วโมงกว่า เที่ยงคืนหมดเรี่ยวหมดแรงไปนอน นอนไปตี่นหนึ่งนะ ก็ลุกขึ้นมาเดินอีก

เขาฝึกของเขามาอย่างนี้ด้วยความยากลำบากนะ แต่ว่าไม่ท้อถอยเลย เขาฝึกจนกระทั่งวันหนึ่งใจมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง ใจมันถอดถอนตัวเองออกมา

เราค่อยฝึกเอา ใช้เวลาราวๆ ๗ เดินเอง ของเราอย่าขึ้เกียจนะ แล้วเราอย่าอ้างว่างานเยอะ งานทั้งหลายที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เพื่อจะอาศัยอยู่ในโลกชั่วครั้งชั่วคราว งานในธรรมะนะข้ามภพข้ามชาติ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา
ชลบุรี

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๑
File: 520719
ระหว่างนาทีที่ ๔๒ วินาทีที่ ๔๘ ถึง นาทีที่ ๔๔ วินาทีที่ ๑๕

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการเจริญสติปัฏฐาน (๔) รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น

mp 3 (for download) : หลักการเจริญสติปัฏฐาน (๔) รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: การรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง รู้ลงปัจจุบันนี่ แค่นี้ยังไม่พอ จิตที่เป็นคนไปรู้ ต้องมีความตั่งมั่น และต้องมีความเป็นกลาง มี ๒ เงื่อนไข ต้องมีความตั้งมั่น ตั้งมันคือมีสัมมาสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นไม่ใช่จิตที่ไหลไปหาอารมณ์ พวกเราที่ภาวนาล้มลุกคลุกคลานไม่เกิดมรรคผลนิพพานสักที เพราะอะไร เพราะว่าจิตไม่ตั้งมั่น ถึงมารู้กาย มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจ ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น มันจะเป็นการเพ่งกายเพ่งใจ จิตมันจะไหลไปเพ่งนิ่งๆ อยู่ที่กาย ไหลไปเพ่งอยู่ที่ใจ อย่างคนที่หัดอานาปานสติรู้ลมหายใจ สังเกตให้ดีเถอะ  เกือบร้อยละร้อยนะ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมที่แท้จริง เกือบร้อยละร้อยเลย จะไปเพ่งลมหายใจ จิตจะไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ คนที่ดูท้องพองยุบนะ เกือบร้อยละร้อย นี่พูดแบบเกรงใจที่สุดแล้วนะ เกือบร้อยละร้อย จิตจะไหลไปอยู่ที่ท้อง เวลาไปเดินจงกรมยกเท้า ย่างเท้า จิตก็ไหลไปอยู่ที่เท้า ไปรู้อิริยาบถ ๔ นะ ไปเพ่งมันทั้งตัวเลย ขยับมือ จิตก็ไปเพ่งอยู่ในมือ มันมีแต่เข้าไปเพ่ง จิตที่ไหลเข้าไปเพ่งตัวอารมณ์นี่ เป็นจิตที่ใช้ทำสมถกรรมฐาน ไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน จิตที่เพ่งอารมณ์นี่ มีภาษาแขก ชื่อว่า อารัมณูปนิชฌาน การเพ่งตัวอารมณ์ เป็นสมถกรรมฐาน เพราะฉะนั้นที่พวกเราส่วนใหญ่ทำอยู่เป็นแค่สมถกรรมฐาน ใจไม่ตื่นจริงๆ หรอก

มีแม่ชีคนหนึ่ง โทรศัพท์มาหากรรมการวัดคนหนึ่ง คือ ชมพู เขามีเบอร์ของชมพูอยู่ เบอร์วัด เขามาเล่าให้ฟังบอกว่า แกเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานอยู่ที่สำนักแห่งหนึ่ง แต่สำนักนี้ไม่ยอมให้ไปไหนมาไหนง่ายๆ ก็เลยต้องใช้วิธีแอบโทรมา แกเล่าว่า แต่เดิมแกก็สอนกรรมฐาน แกก็ภาวนาของแกไปด้วย แกเครียดมากเลย หลังแกแข็งเป็นก้อนหินอย่างนั้นเลย ทรมานมาก ต่อมาคนซึ่งไปเข้าคอร์สกับแก เอาหนังสือหลวงพ่อไป แกก็ไปขอดูนะ แล้วก็สนใจเขียนจดหมายมาขอหนังสือไป เอาไปอ่าน คงต้องแอบอ่าน ซีดีฟังไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน เป็นอาจารย์นะ อ่านๆ ไป รู้สึก โอ้ เราทำผิด เราไปเพ่งอารมณ์ เราไม่ได้รู้ลักษณะความเป็นไตรลักษณ์ของอารมณ์ แกบอกพอแกรู้ตรงนี้ แกเห็นว่าจิตไปเพ่ง จิตก็คลายออก แกบอกว่าตอนนี้นะ แกมีความสุขขึ้นเยอะเลย การภาวนาของแกง่าย หลังแกก็ไม่แข็งเป็นก้อนแล้วนะ หน้าตาแกนี่คนมาบอกเลย แกหน้าใส หน้าตาแกผ่องใสผิดจากเดิม แต่เดิมเครียด ที่สำคัญนะ นี่เขียนเล่ามาอย่างละเอียดอีก แต่เดิมนะ ปีหนึ่ง ประจำเดือนมา ๒ ครั้งเอง เพราะเครียด ตั้งแต่มาภาวนาแนวหลวงพ่อปราโมทย์นะ ประจำเดือนมาตามกำหนด (โยมหัวเราะ) เออแน่ะ เราก็เพิ่งรู้นะ ว่าภาวนาแล้วประจำเดือนมาตามกำหนด เพราะอะไร เพราะไม่เครียด

พวกเราล่ะ ภาวนาจนกระทั่งเครียดนะ พิกลพิการไปเยอะแยะเลยนะ เพราะทำผิด ถ้าเข้าใจที่พระพุทธเจ้าสอนแล้วจะไม่เครียดหรอก เราจะรู้กาย เห็นกายมันเป็นทุกข์ แต่ร่าเริงนะ เห็นจิตดีบ้าง ร้ายบ้าง เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวสงสัย เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวหดหู่ แต่เราร่าเริงที่ได้เห็นความแปรปรวนของมัน นี่ความประหลาดอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราจะมีความสุขนะ มีความสงบแต่ร่าเริง ไม่ใช่สงบแบบเซื่องๆ ซึมๆ ซังกะตาย หรือเครียดๆ แข็งๆ อันนั้นเป็นเพราะการเพ่งตัวอารมณ์ทั้งสิ้น ไม่ใช่การรู้ลักษณะของอารมณ์


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๕
File: 511116
ระหว่างนาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๔๙ ถึง นาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๔๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการเจริญสติปัฏฐาน (๓) รู้ตามความเป็นจริง คือ เป็นไตรลักษณ์

mp 3 (for download) : หลักการเจริญสติปัฏฐาน (๓) รู้ตามความเป็นจริง คือ เป็นไตรลักษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: ดูตามความเป็นจริงด้วย มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันถูกบีบคั้นตลอดเวลา มันบังคับไม่ได้ หรือมันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ ดูลงเป็นไตรลักษณ์ เรื่องนี้ก็พูดทุกครั้งที่เจอกัน ไปดูเอาเอง ไปฟังเอาเอง ถ้าเรารู้กายรู้ใจที่กำลังปรากฏในปัจจุบันนี่ ตามความเป็นจริงคือเป็นไตรลักษณ์ ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่ใช่จะเดินจงกรมก็บังคับจิตให้นิ่ง จะนั่งสมาธิก็บังคับจิตให้นิ่ง หรือเดินจงกรมก็ต้องวางมาดใช่ไหม ต้องเดินท่านี้ จะนั่งก็ต้องวางมาด ต้องนั่งในสง่างาม ถึงจะเป็นนักปฏิบัติ นั่งท่านี้ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ใช่เลยนะ อย่าเข้าใจผิด มันไม่ได้สำคัญอยู่ที่อิริยาบถอะไร กิริยาท่าทางอะไร มันสำคัญอยู่ที่คุณภาพของจิต ในการที่ไปรู้กายรู้ใจต่างหาก ถ้าเรารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงนะ ตีลังกาอยู่ก็ได้

ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งคือ หลวงพ่อพุธ เมื่อก่อนท่านเคยมาสอนที่นี่ หลวงพ่อพุธนี่แหละท่านสั่งไว้นะ ว่าอย่าทิ้งศาลาลุงชินนะ เราเลยต้องอดทนมาที่นี่นะ เพราะครูบาอาจารย์ท่านสั่งไว้ แต่ท่านไม่ได้บอกนะว่า ให้ไม่ทิ้งนานแค่ไหน (โยมหัวเราะ) นี่ดูไปนะ ดูลงความจริง ความจริงคือไตรลักษณ์ ดูกายดูใจ ดูเป็นไตรลักษณ์ ไม่ไปแทรกแซง ไม่ใช่เวลาจะเดินจงกรมก็ต้องวางมาด ค่อยๆ เดิน อะไรอย่างนี้ หรือจะนั่งสมาธิต้องวางฟอร์ม วางฟอร์มทางกายไม่พอ ต้องวางฟอร์มทางใจด้วย รู้สึกไหม ต้องทำใจให้ซึมก่อนถึงจะดี นึกออกไหม มันแกล้งทำทั้งหมดเลยนะ มันไม่ใช่การรู้ตามความเป็นจริง แต่มันเป็นการแกล้งทำ เพราะฉะนั้น อย่าไปดัดแปลงกาย อย่าไปดัดแปลงใจ เราต้องการรู้กายที่เป็นจริง รู้จิตใจที่เป็นจริง เราอย่าไปดัดแปลงเขา อย่าไปบังคับเขา อย่าไปแทรกแซง รู้กายรู้ใจอย่างที่มันกำลังเป็นอยู่จริงๆ นะ รู้ไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๕
File: 511116
ระหว่างนาทีที่ ๑๙ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๒๑ วินาทีที่ ๔๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการเจริญสติปัฏฐาน (๒) รู้กาย รู้ใจ ในปัจจุบัน

mp 3 (for download) : หลักการเจริญสติปัฏฐาน (๒) รู้กาย รู้ใจ ในปัจจุบัน

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์: สติต้องเกิดเองจากการที่จิตจำสภาวะได้แม่น สติที่เจริญวิปัสสนาต้องเป็นสติที่รู้กายรู้ใจตัวเอง ถ้าไปรู้ของอื่นทำวิปัสสนาไม่ได้จริง เพราะวิปัสสนาทำไปเพื่อถอดถอนความเห็นผิดว่า กายนี้ใจนี้คือตัวเรา วิปัสสนาทำไปเพื่อให้เห็นความจริงว่าตัวเราไม่มีหรอก มีแต่รูปธรรม มีแต่นามธรรม ที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ตัวตนที่แท้จริง ตัวตนที่ถาวรนั้นไม่มี วิปัสสนามุ่งมาตรงนี้ เพราะฉะนั้นวิปัสสนาต้องคอยรู้กายรู้ใจ อย่างบางคนไปเดินจงกรม เท้ากระทบพื้นนะ พื้นเย็นพื้นร้อน พื้นอ่อนพื้นแข็ง รู้หมดเลย รู้เรื่องพื้น ไม่มีใครเห็นพื้นเป็นตัวเราอยู่แล้ว มีใครเห็นพื้นเป็นตัวเรา ที่กำลังนั่งทับนี่ เรากำลังโดนนั่งทับ มีใครรู้สึกไหม มีแต่เราไปนั่งทับมันใช่ไหม

เรารู้สึกกายนี้ใจนี้คือตัวเรา เพราะฉะนั้นดูลงมาในกายในใจนี้ ตัวเราอยู่ที่ไหน ดูลงไปที่นั่น ความรู้สึกว่าตัวเราอยู่ที่ไหน รู้ลงไป ตัวเราอยู่ที่กาย รู้ลงที่กาย ตัวเราอยู่ในใจ นี่ รู้ลงไปที่ใจ ดูลงไปซิ จริงๆ มีตัวเราไหม กายกับใจที่เราจะใช้รู้ ก็ต้องกายกับใจในปัจจุบันด้วย ไม่ใช่กายกับใจในอดีต เพราะกายกับใจในอดีตไม่ได้มีจริง เป็นแค่ความจำ และก็ไม่ใช่กายกับใจในอนาคต กายในอนาคต ใจในอนาคตยังไม่มี เป็นแค่ความคิด ในอดีตก็เป็นแค่ความจำ อนาคตก็เป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง ความจริงอยู่กับปัจจุบันต่อหน้าต่อตานี่

เพราะฉะนั้น พยายามอยู่กับปัจจุบันนะ รู้สึกกาย รู้สึกใจที่กำลังปรากฏในปัจจุบัน รู้ต้องรู้ตามความเป็นจริงของเขา ไม่ใช่รู้แล้วเข้าไปแทรกแซง พวกเราเวลารู้กายก็แทรกแซง รู้ใจก็แทรกแซง เช่น เวลาจะเดินตงกรม เราเคยเดินสบายๆ เดินทั้งวัน เดินทุกวันอยู่แล้ว เดินมาตั้งแต่เดินได้ จะว่าเดินแต่เกิดไม่ได้ใช่ไหม เพราะคนเกิดมามันยังไม่เดิน ไม่ใช่ลูกวัวลูกควาย ลูกวัวควายนะ ชั่วโมงสองชั่วโมงมันเดินได้แล้ว ลูกคนนี่นอน เอาตั้งแต่เดินได้นี่ เราก็เดินอยู่ทุกวันๆ แต่เราเดินไม่เป็น เดินแล้วไม่มีสติ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีสติ รู้ลงปัจจุบันไป ยืน เดิน นั่ง นอน รู้ลงปัจจุบัน เห็นกายเห็นใจที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน รู้ไปเรื่อยๆ ของจริงมันอยู่ตรงนี้ก็ดูจากของจริง ไม่ได้ดูจากความคิดความฝันในอนาคต หรือความจำในอดีต เอาของจริงมาดู ดูซิ เป็นตัวเราจริงไหมนี่ ถ้าไปคิดถึงตัวตนในอดีต นั่งนึกถึงหน้าตาของเราตอน ๓ ขวบ เห็นไหมคนนั้นไม่มีแล้ว นี่ ไม่เที่ยง อย่างนี้ไม่ใช่วิปัสสนา วิปัสสนาต้องเห็นตัวนี้อยู่ทนโท่ อยู่นี่เลยนี่ เห็นตัวนี้ล่ะ มันไม่ใช่ตัวเรา ถึงจะเป็นวิปัสสนา เพราะฉะนั้นต้องดูลงปัจจุบัน

 

หมายเหตุ: การเจริญวิปัสสนา ต้องรู้กาย รู้ใจ ในปัจจุบัน โดยการดูกาย จะดูเป็นปัจจุบันขณะ ส่วนการดูจิต จะดูเป็นปัจจุบันสันตติ

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เวลาเจริญปัญญา ดูกายเป็นปัจจุบันขณะ ดูจิตเป็นปัจจุบันสันตติ


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑

CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๒๕
File: 511116
ระหว่างนาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๔๓

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

สีลัพตปรามาส การลูบๆคลำๆศีลพรต

mp 3 (for download) : สีลัพตปรามาส การลูบๆคลำๆศีลพรต

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : มีคราวหนึ่งไปหินหมากเป้ง ตอนนั้นท่านทำมณฑปใหม่ แต่กุฏิไม้ยังไม่รื้อไป ท่านให้หลวงพ่อไปอยู่กุฏิเก่าท่าน (ในขณะนั้นหลวงพ่อปราโมทย์ยังไม่ได้บวช) กุฏิไม้ ก็อยู่ติดมณฑป เรางี้ หู..เกร็งเลย เตียงนอนของท่าน ก็อยู่ตรงที่เรานอน เรานอนอยู่ปลายเตียงของท่าน มองลงมาก็เห็นท่านทั้งคืนเลย โอ้..ท่านไม่นอน ท่านไม่ค่อยนอนนะ เราก็ไม่กล้านอนนะ เราก็ต้องพยายามฝืนใจนั่งไป เดินบ้างนั่งบ้างนะ อาจารย์ยังไม่นอนเลย อ่ะ เสร็จแล้วเห็นท่านไปนอน ดีใจ ไม่ได้ดีใจว่าได้ภาวนาเยอะนะ ดีใจว่าได้นอนแล้ว

ลงไปนอน ตีสองกว่าๆ สะโหลสะเหล อุ้ย! ท่านเดินอีกแล้ว ลุกขึ้นมานั่ง เห็นท่านเดินจงกรม ตะคุ่มๆอยู่ ใจก็สงสัยว่าครูบาอาจารย์ท่านเดินจงกรม ท่านเดินท่าไหน นี่ใจอยากรู้นะ พอใจอยากรู้ท่านมองแว้บมา อยู่คนละหลังนะ แอบคิดน่ะ เอ๊..ท่านเดินท่าไหนนะ ท่านเดินให้ดูเลย ท่านเดินเหวี่ยงแขน โอ๊..เดินฟรีสไตล์นี่ ที่แท้ก็คือ ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหวนั่นแหละ ให้รู้สึกตัว นี่..ท่านสอนอันนี้นะ เราเลยรู้เลย เลิกกังวลว่าท่าเดินยังไงถึงจะถูก ต้องเดินเอามือไว้อย่างนี้ถึงจะถูก หรือตรงนี้ถึงจะถูก คิดว่ามีกระบวนท่าแล้วมันจะดี ถ้าคิดว่ามีกระบวนท่าแล้วดี นี่เรียกว่าสีลัพตปรามาส

สีลัพตปรามาส คิดว่า ทำอย่างนี้แล้วจะดี ทำอย่างนี้แล้วจะดี นี่แหละ ถือศีลบำเพ็ญพรตอย่างงมงาย ทำแบบลูบๆคลำๆ คำว่าลูบๆคลำๆ สังเกตมั้ยว่าเราจะคลำใครสักคน เราคลำข้างนอกเขาใช่มั้ย คลำร่างกายก่อน คลำเข้าไปไม่ถึงจิตถึงใจ เพราะฉะนั้นสีลัพตปรามาสเนี่ย มันไปเน้นอยู่ที่อิริยาบถข้างนอกเท่านั้น ที่รูปแบบ ที่เปลือก ไม่คำนึงถึงแก่นของการปฏิบัติ สีลัพตปรามาสก็จะไปดูว่า ต้องทำอย่างนี้แล้วดี เดินท่านี้แล้วดี ต้องกินอาหารชนิดนี้ดี ต้องไม่กินอย่างนี้ถึงจะดี บางคนคิดนะ ต้องกินเจถึงจะภาวนาดี นี่ล่ะสีลัพตปรามาส แต่ถ้าร่างกายของคนนี้ไม่ถูกกับเนื้อสัตว์ กินเนื้อสัตว์แล้วไม่มีความสุข ก็กินเจ อย่างนี้ไม่เรียกว่าสีลัพตปรามาส

เพราะฉะนั้นไม่ได้อยู่ที่กริยาอาการทางร่างกายภายนอกนะ การปฏิบัติเนี่ย ดูที่ใจ ถ้าจิตใจถูกต้องแล้วภายนอกอะไรก็ได้ ไม่ใช่ภายนอกต้องสวยต้องงาม ต้องดี ใครคิดว่าต้องสวยต้องงามต้องดีภายนอกเนี่ย นี่แหละเรียกว่าสีลัพตปรามาส

บางคนนั่งสมาธิตัวตรงแหน็วเลย มีพระองค์หนึ่งสมัยก่อน คนชอบนิมนต์ท่านไปปลุกเสกพระเครื่อง ท่านปลุกเสกหรือเปล่าก็ไม่รู้หรอก พอไปถึงท่านก็นั่งสมาธิของท่าน จนนู่น สว่างเลย ท่านก็ลืมตาขึ้นมา ท่านอาจจะไม่ได้ปลุกเสกอะไรเลย ท่านไปนั่งสมาธิของท่านเฉยๆของท่านก็ได้ นั่งตัวตรงแหน็วไม่กระดิก ในขณะที่บางคนนะนั่งสมาธิดูไม่ได้เลย หัวซุกหัวซุนนะ แต่ใจเขาตรง

เพราะฉะนั้นใจนี้แหละสำคัญ ถ้าเรายังแค่ลูบๆคลำๆ ต้องเดินท่านี้ถึงจะถูก นี่เรียกว่าสีลัพตปรามาส ลูบคลำของภายนอก ลูบๆคลำๆ ต้องดูเข้าไปให้ลึกซึ้งถึงจิตถึงใจ ถึงจะใช้ได้จริงๆ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๒
File: 500919.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๑๓ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๕๔

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งที่ต้องทำอีกตัวนึงก็คือการฝึกให้จิตตั้งมั่น ให้จิตสงบ ให้จิตตั้งมั่น เป็นสิ่งที่ควรฝึกควรทำ ควรปฏิบัติ

เห็นมั้ยสิ่งที่ทางดำเนินนะ ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎีแล้วก็ไม่ได้ดำเนินต่อเลย รู้หลักปฏิบัติแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง พระพุทธเจ้าก็สอนทางดำเนินของจิตให้ มีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เนี่ยสิ่งที่ท่านสอน ท่านสอนทุกสิ่งทุกอย่างมาเพื่อนำมาสู่การเจริญปัญญานั่นเอง

ให้มีสติก็รู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจ รู้ความมีอยู่ ของกายของใจ รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจไป ในขณะที่รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจนั้นน่ะ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่ทรงสมาธิอยู่

จิตของเราปกติไม่มีสมาธิ จิตของเราจะไหลไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจตลอดเวลา จิตฟุ้งซ่านตลอด ไม่มีสมาธิ แล้วมาฝึกให้จิตมีสมาธิ โดยการรู้ทันจิตที่ไหลไป หรือจะทำสมาธิก็ได้ ทำฌาน ทำฌานที่ถูกต้อง ซึ่งคนยุคเราเนี่ยทำยาก แค่อุปจารสมาธิก็ยากแล้ว อุปจารฯยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น เราหายใจเข้าหายใจออกนะ ลมหายใจจะตื้นขึ้นๆนะ จนกลายเป็นแสงสว่าง สว่างอยู่กับที่ตรงนี้ เราเห็นแสงสว่างนะ แล้วย่อให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้นะ ตามใจชอบนะ ตรงนี้แหล่ะได้อุปจารฯ

ยังทำไม่ถึงเลยใช่มั้ย เล่นยังไม่ได้เลย ไม่ชำนาญ อย่าว่าแต่อัปปนาฯเลย อุปจารฯยังทำไม่ค่อยได้เลยคนรุ่นเรา แต่ไม่ต้องท้อใจ เอาขณิกสมาธิ สมาธิเป็นขณะๆก็พอแล้ว ที่พอสำหรับการบรรลุมรรคผลนิพพาน แม้แต่คนในครั้งพุทธกาลนะ ส่วนใหญ่ของพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ท่านก็ใช้ขณิกสมาธินี้แหล่ะ ท่านไม่ได้มีฌานมีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี้เอง พระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอย่างพวกเรานี่แหล่ะ ๖๐ กว่าเปอร์เซนต์

งั้นเรามีสมาธิเป็นขณะๆนี่ก็พอแล้ว วิธีฝึกสมาธิเป็นขณะนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตไว้ พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ ดูท้องพองยุบก็ได้ ขยับมือทำจังหวะก็ได้ ไปเดินจงกรมก็ได้ แต่ไม่ใช่พุทโธให้จิตนิ่ง ไม่ใช่หายใจให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ดูท้องให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ขยับมือให้จิตนิ่ง ไม่ได้ไปเดินให้จิตนิ่ง แต่พุทโธเพื่อรู้ทันจิต หายใจเพื่อรู้ทันจิต ดูท้องพองยุบเพื่อรู้ทันจิต เดินจงกรมก็เพื่อรู้ทันจิต พุทโธไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน หายใจไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน เดินจงกรม จิตหนีไปคิด รู้ทัน ดูท้องพองยุบ จิตหนีไปคิด ก็รู้ทัน พุทโธอยู่ จิตไหลไปเพ่งพุทโธ ดูลมหายใจ จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ ดูท้องพองยุบ จิตไหลไปเพ่งท้อง รู้ทัน

จิตมันไหลไป ไหลไปสองแบบ ไหลไปคิดนี่หลงไปเลย กับไหลไปเพ่ง ถ้าจิตไหลไปแล้วเรารู้ทัน ว่าจิตไหลไปนะ จิตจะตั้งมั่น ไม่ไหล ตั้งมั่นขึ้นมาจะได้เป็นขณิกสมาธิขึ้นมา เป็นขณะๆ แต่เดิมนั้นนานกว่าจะได้ขณิกสมาธิขึ้นมาสักขณะหนึ่งนะ หลงมาตั้งชั่วโมงแล้วค่อยรู้ว่าหลงไป ได้สมาธิขึ้นมาแว้บหนึ่ง ฝึกทุกวันไม่ท้อถอย พุทโธไป หายใจไ แล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปเพ่ง รู้ทัน ต่อไปพอจิตขยับตัวกริ๊กเดียวก็รู้แล้ว จิตก็ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา

การที่จิตตั้งมั่นทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะ แต่ตั้งบ่อยๆนะ มันจะเกิดสภาวะความรู้สึกขึ้นมาว่า เหมือนมันตั้งอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นคนที่ออกจากฌานมา มาอยู่ในโลกธรรมดาเนี่ย ในความเป็นจริงแล้วตั้งเป็นขณะเหมือนกัน แต่มันเกิดซ้ำๆ เกิดบ่อยๆ มันเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว

ทีนี้พวกเราไม่ได้ทรงฌาน ก็ฝึกทีละขณะๆนี้แหละ ต่อไปมันจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ เคยหลงวันละครั้ง(ตั้งแต่ตื่นจนหลับ – ผู้ถอด)ก็กลายเป็นชั่วโมงละครั้ง นี่ก็รู้สึกตัวได้ถี่ขึ้นแล้ว ชั่วโมงหนึ่งเคยหลงครั้งเดียว ต่อมาหลง ๖๐ ครั้ง รู้สึกตัวขึ้นมาได้ถี่ขึ้นมาแล้ว ต่อไปวินาทีหนึ่งเนี่ย เห็นเลย จิตเดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง วินาทีหนึ่งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามันถี่มากๆเข้า จะรู้สึกเหมือนรู้ตัวอยู่ทั้งวันเลย คราวนี้ จะเป็นอาการเดี่ยวกันกับพวกที่ทรงฌาน แต่มันทำยาก จะอยู่ได้ช่วงหนึ่งเดี๋ยวก็หมดแรงแล้ว หมดแรงแล้วจะฟุ้งไป ส่วนพวกทรงฌาน จะทรงอยู่ได้เป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วันหรอก ก็จะต้องไปทำฌานใหม่

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๕) เจริญสมาธิ

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : สิ่งที่ต้องทำอีกตัวนึงก็คือการฝึกให้จิตตั้งมั่น ให้จิตสงบ ให้จิตตั้งมั่น เป็นสิ่งที่ควรฝึกควรทำ ควรปฏิบัติ

เห็นมั้ยสิ่งที่ทางดำเนินนะ ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎีแล้วก็ไม่ได้ดำเนินต่อเลย รู้หลักปฏิบัติแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง พระพุทธเจ้าก็สอนทางดำเนินของจิตให้ มีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เนี่ยสิ่งที่ท่านสอน ท่านสอนทุกสิ่งทุกอย่างมาเพื่อนำมาสู่การเจริญปัญญานั่นเอง

ให้มีสติก็รู้ความเปลี่ยนแปลงของกายของใจ รู้ความมีอยู่ ของกายของใจ รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจไป ในขณะที่รู้ความเคลื่อนไหวของกายของใจนั้นน่ะ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่ทรงสมาธิอยู่

จิตของเราปกติไม่มีสมาธิ จิตของเราจะไหลไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจตลอดเวลา จิตฟุ้งซ่านตลอด ไม่มีสมาธิ แล้วมาฝึกให้จิตมีสมาธิ โดยการรู้ทันจิตที่ไหลไป หรือจะทำสมาธิก็ได้  ทำฌาน ทำฌานที่ถูกต้อง ซึ่งคนยุคเราเนี่ยทำยาก แค่อุปจารสมาธิก็ยากแล้ว อุปจารฯยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น เราหายใจเข้าหายใจออกนะ ลมหายใจจะตื้นขึ้นๆนะ จนกลายเป็นแสงสว่าง สว่างอยู่กับที่ตรงนี้ เราเห็นแสงสว่างนะ แล้วย่อให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้นะ ตามใจชอบนะ ตรงนี้แหล่ะได้อุปจารฯ

ยังทำไม่ถึงเลยใช่มั้ย เล่นยังไม่ได้เลย ไม่ชำนาญ อย่าว่าแต่อัปปนาฯเลย อุปจารฯยังทำไม่ค่อยได้เลยคนรุ่นเรา แต่ไม่ต้องท้อใจ เอาขณิกสมาธิ สมาธิเป็นขณะๆก็พอแล้ว ที่พอสำหรับการบรรลุมรรคผลนิพพาน แม้แต่คนในครั้งพุทธกาลนะ ส่วนใหญ่ของพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล ท่านก็ใช้ขณิกสมาธินี้แหล่ะ ท่านไม่ได้มีฌานมีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี้เอง พระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอย่างพวกเรานี่แหล่ะ ๖๐ กว่าเปอร์เซนต์

งั้นเรามีสมาธิเป็นขณะๆนี่ก็พอแล้ว วิธีฝึกสมาธิเป็นขณะนะ หาเครื่องอยู่ให้จิตไว้ พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ ดูท้องพองยุบก็ได้ ขยับมือทำจังหวะก็ได้ ไปเดินจงกรมก็ได้ แต่ไม่ใช่พุทโธให้จิตนิ่ง ไม่ใช่หายใจให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ดูท้องให้จิตนิ่ง ไม่ใช่ขยับมือให้จิตนิ่ง ไม่ได้ไปเดินให้จิตนิ่ง แต่พุทโธเพื่อรู้ทันจิต หายใจเพื่อรู้ทันจิต ดูท้องพองยุบเพื่อรู้ทันจิต เดินจงกรมก็เพื่อรู้ทันจิต พุทโธไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน หายใจไป จิตหนีไปคิด รู้ทัน เดินจงกรม จิตหนีไปคิด รู้ทัน ดูท้องพองยุบ จิตหนีไปคิด ก็รู้ทัน พุทโธอยู่ จิตไหลไปเพ่งพุทโธ ดูลมหายใจ จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ ดูท้องพองยุบ จิตไหลไปเพ่งท้อง รู้ทัน

จิตมันไหลไป ไหลไปสองแบบ ไหลไปคิดนี่หลงไปเลย กับไหลไปเพ่ง ถ้าจิตไหลไปแล้วเรารู้ทัน ว่าจิตไหลไปนะ จิตจะตั้งมั่น ไม่ไหล ตั้งมั่นขึ้นมาจะได้เป็นขณิกสมาธิขึ้นมา เป็นขณะๆ แต่เดิมนั้นนานกว่าจะได้ขณิกสมาธิขึ้นมาสักขณะหนึ่งนะ หลงมาตั้งชั่วโมงแล้วค่อยรู้ว่าหลงไป ได้สมาธิขึ้นมาแว้บหนึ่ง ฝึกทุกวันไม่ท้อถอย พุทโธไป หายใจไ แล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตหนีไปเพ่ง รู้ทัน ต่อไปพอจิตขยับตัวกริ๊กเดียวก็รู้แล้ว จิตก็ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา

การที่จิตตั้งมั่นทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะ แต่ตั้งบ่อยๆนะ มันจะเกิดสภาวะความรู้สึกขึ้นมาว่า เหมือนมันตั้งอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นคนที่ออกจากฌานมา มาอยู่ในโลกธรรมดาเนี่ย ในความเป็นจริงแล้วตั้งเป็นขณะเหมือนกัน แต่มันเกิดซ้ำๆ เกิดบ่อยๆ มันเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว

ทีนี้พวกเราไม่ได้ทรงฌาน ก็ฝึกทีละขณะๆนี้แหละ ต่อไปมันจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ เคยหลงวันละครั้ง(ตั้งแต่ตื่นจนหลับ – ผู้ถอด)ก็กลายเป็นชั่วโมงละครั้ง นี่ก็รู้สึกตัวได้ถี่ขึ้นแล้ว ชั่วโมงหนึ่งเคยหลงครั้งเดียว ต่อมาหลง ๖๐ ครั้ง รู้สึกตัวขึ้นมาได้ถี่ขึ้นมาแล้ว ต่อไปวินาทีหนึ่งเนี่ย เห็นเลย จิตเดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็หลง วินาทีหนึ่งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามันถี่มากๆเข้า จะรู้สึกเหมือนรู้ตัวอยู่ทั้งวันเลย คราวนี้ จะเป็นอาการเดี่ยวกันกับพวกที่ทรงฌาน แต่มันทำยาก จะอยู่ได้ช่วงหนึ่งเดี๋ยวก็หมดแรงแล้ว หมดแรงแล้วจะฟุ้งไป ส่วนพวกทรงฌาน จะทรงอยู่ได้เป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วันหรอก ก็จะต้องไปทำฌานใหม่

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๕๐ ถึง นาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๕๘

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๓) ปรารภความเพียร

mp 3 (for download) : หลักการวางตัวของผู้ปฏิบัติธรรม (๓) ปรารภความเพียร

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่คลุกคลีแล้วไปทำอะไรต่อ หลักการวางตัวของเรา ขั้นต่อไปก็คือ ต้องปรารภความเพียร มีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร คิดถึงการปฏิบัติ ปรารภความเพียร ถ้าจะปฏิบัติให้สมควรแก่ธรรม ก็คือ ปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ถึงจะเรียกว่ามีความเพียรดี ถ้าทำบ้างไม่ทำบ้างไม่เรียกว่าปรารภความเพียร

แต่ว่าพวกเราอินทรีย์เบื้องต้นยังไม่เข้มแข็ง ให้ปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ฟังแล้วก็ท้อใจละ แต่ขั้นสุดท้ายมันจะเป็นอย่างนั้นนะ ไม่ถึงขั้นของขั้นพระอรหันต์หรอก หมายถึงภาวนาไปเรื่อย จนกระทั่ง สติ สมาธิ ปัญญา มันอัตโนมัติขึ้นมา จะภาวนาทั้งวันแล้ว ภาวนาทั้งวันไม่มีแบ่งว่าเวลานี้เวลาปฏิบัติ เวลานี้ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่มีเลย มีแต่ว่าทุกเวลาคือเวลาปฏิบัติ แต่บางเวลานั้นจำเป็น ปฏิบัติไม่ได้ จะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่มีเวลาที่ไม่ต้องปฏิบัติ

นี่เราปรารภความเพียรนะ เรารู้เลยว่าชีวิตของเราเนี่ย ต้องปฏิบัติธรรม ในโลกก็มีของดึงดูดความสนใจเยอะแยะ แต่มันของชั่วครั้งชั่วคราว ธรรมะนั้นแหละ คือยกระดับจิตวิญญาณเรา ขึ้นไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นเป็นลำดับๆไป

เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ อะไรมีสาระ อะไรไม่มีสาระ ถ้ารู้ว่าธรรมะมีสาระแล้ว ปฎิบัติแล้วนำความพ้นทุกข์มาให้จริงๆนะ พ้นทุกข์ได้จริงๆ เริ่มปฏิบัตินิดหน่อยก็เริ่มเห็นผลแล้ว ถ้าปฏิบัติถูกนะ นิดเดียวก็เห็นผล เดือน สองเดือน ก็เริ่มเห็นผลแล้ว นี่ขยันนะ นี่ปรารภความเพียร

พวกเรา คนไหนยังมีความรู้สึกบ้างว่า เวลาปฏิบัติก็คือเวลาที่เราไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เวลานอกนั้นไม่ต้องปฏิบัติ ถ้ายังมีความรู้สึกชนิดนี้อยู่นะ ยังไกลต่อมรรคผลอยู่ แต่ถ้าเราไม่แบ่งแยกนะว่า ชีวิตเรามีสองส่วน ชีวิตที่ปฏิบัติกับชีวิตที่เถลไถล

เราตื่นมาเราก็รู้สึกตัวเลย ตั้งแต่ตื่นจนหลับคือเวลาปฏิบัติ เวลาหลับไปแล้วยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติ เพราะปฏิบัติไม่ได้ แต่ถ้าฝึกจนชำนาญนะ ตื่นหรือหลับนะ ภาวนาทั้งวันทั้งคืนเลยนะ อัตโนมัติไปหมดเลย เพราะฉะนั้นเวลานักปฏิบัติจริงๆเนี่ย ทั้งชีวิต เวลาทั้งชีวิต ทั้งวันเนี่ย เป็นเวลาปฏิบัติ ยกเว้นเวลาหลับ กับเวลาที่ต้องทำงานที่ต้องคิด ถ้าทำงานที่ใช้ร่างกายทำงานเนี่ย ก็เป็นเวลาปฏิบัติ

ยกตัวอย่างอยู่โรงงาน วันๆไม่ทำอะไรนะ หมุนอยู่แค่นี้ ขยับอยู่แค่นี้ รู้สึกตัวไปเรื่อยนะ เห็นร่างกายมันทำงานไปเรื่อย เมื่อก่อน หลายสิบปีไปแล้วนะ หลวงพ่อเคยดูหนัง ชาลี แชปลิน พูดถึงตอนปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ๆ คนนะกลายเป็นเครื่องจักร มีหน้าที่ขันน็อตนะ ไขอยู่อย่างนี้ ทั้งวันเลยนะ คนออกจากโรงงานมาก็เดินกันอย่างนี้นะ คนเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว เสียความเป็นมนุษย์ไป เนี่ย ถ้า ชาลี แชปลิน เจริญสติเป็นนะ จะเป็นพระอรหันต์คาโรงงานคาเครื่องจักรเลยนะนั่นน่ะ มันเห็นเลยร่างกายมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนดู ขี้เกียจรู้ว่าขี้เกียจ ขยับ

เพราะฉะนั้นถ้าทำงานที่ใช้ความเคลื่อนไหวของร่างกายเนี่ย ปฏิบัติธรรมได้ แต่ถ้าทำงานที่ต้องคิดเนี่ยปฏิบัติไม่ได้ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องไปจดจ่ออยู่กับงาน ยกตัวอย่างนั่งเขียนซอฟต์แวร์นะ แล้วก็ตามองเห็นสักว่ามองเห็น นิ้วสัมผัสคีย์บอร์ดสักว่าสัมผัส เขียนอะไรไม่ได้หรอก

เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมก็คือ ปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ยกเว้นเวลาที่ต้องคิด


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๔๔
Track: ๑๘
File: 550325.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๗ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๑๑ วินาทีที่ ๕๗

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

ทางวิปัสสนา (๖) จุดเริ่มต้นของการฝึกเจริญปัญญา

mp3 for download : ทางวิปัสสนา (๖) จดเริ่มต้นของการฝึกเจริญวิปัสสนา

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

ทางวิปัสสนา

ทางวิปัสสนา

หลวงพ่อปราโมทย์ : เรามาหัดถอดตัวเอง ทำอย่างไรดี ขั้นแรกเลยนะ เราต้องรู้สึกตัวให้เป็นก่อน ถ้าใจเราลอย ใจเราฟุ้งซ่าน คิดโน่นคิดนี่นะ เราไม่สามารถเรียนรู้เรื่องตัวเราเองได้ สังเกตมั้ย เวลาที่เราใจลอย เราจะไปคิดถึงคนอื่น คิดถึงสิ่งอื่น หรือถ้าคิดถึงตัวเราเอง ก็จะไปคิดถึงเวลาอื่น เช่น คิดถึงตัวเราในอดีต คิดถึงตัวเราในอนาคต มันจะหลงไปหาสิ่งอื่นตลอด

ลองดูก็ได้ ในขณะนี้ ตั้งใจฟังหลวงพ่อ รู้สึกมั้ย ขณะที่ตั้งใจฟังหลวงพ่อเนี่ย ร่างกายเรามีมั้ย ร่างกายเรามีอยู่นะ แต่เราไม่รู้สึก เราลืมร่างกายของเราไป ในขณะนี้จิตใจของเราก็มี แต่พอมาจดจ่อมาฟังธรรมะของหลวงพ่อนะ เราลืมจิตใจของเราเอง สุขหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทุกข์หรือเปล่าก็ไม่รู้ เป็นกุศลหรืออกุศลก็ไม่รู้

เมื่อไรใจลอยนะ เมื่อนั้นไม่สามารถรู้กาย ไม่สามารถรู้ใจ ของตัวเองในปัจจุบันได้ ใจลอยอาจจะรู้กายรู้ใจนะ แต่รู้ด้วยการคิดๆเอา คิดถึงเราเมื่อวานซืน คิดถึงเราเมื่อตอนเด็ก คิดถึงคนโน้นคิดถึงคนนี้ มันไม่ใช่ตัวจริงในปัจจุบันนี้ เมื่อไรใจลอย เมื่อนั้นลืมตัวเอง เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามรู้สึกตัวเอง ไม่ลืมตัวเอง

นี่คือจุดตั้งต้นเลยนะ ของการที่จะเจริญปัญญา ถอดตัวเองออกเป็นชิ้นๆได้เนี่ย ขั้นแรกต้องไม่ลืมตัวเอง ถ้าเราลืมตัวเอง เราก็ถอดตัวเองออกเป็นชิ้นๆไม่ได้ เหมือนเเราจะเป็นช่างซ่อม เราลืมรถยนต์ไปนะ ไม่ได้สนใจรถยนต์เลย รถยนต์ก็กองอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ถอดออกมาเป็นชิ้นๆเสียที

เพราะฉะนั้นขั้นแรกเลยของการปฏิบัติเนี่ย ต้องอย่าใจลอย วิธีฝึกที่จะไม่ให้ใจลอยทำอย่างไร ขั้นแรกหัดพุทโธก็ได้นะ หัดหายใจก็ได้ จะดูท้องพองยุบก๊ได้ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง เราถนัดพุทโธเราก็ใช้พุทโธ ถนัดรู้ลมหายใจเราก็รู้ลมหายใจ ถนัดดูท้องพองยุบเราก็ดูท้องพองยุบ ถนัดที่จะขยับมือทำจังหวะ อย่างสายหลวงพ่อเทียนขยับมือ เราก็ขยับมือไป อะไรก็ได้ หางานขึ้นมาให้จิตทำสักอย่างหนึ่ง จะพุทโธ จะรู้ลมหายใจ จะดูท้องพองยุบ จะขยับมือทำจังหวะ จะไปเดินจงกรม อะไรก็ได้ ทั้งนั้นเลย แล้วคอยรู้ทันจิต

550409.13m06-15m29

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่ ห้องสุวรรณภูมิบอลรูม ชั้น ๒ อาคารบี
บจก. เตียวฮงสีลม บางพลี
วันจันทร์ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕
ระหว่างเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐ น.

File: 550409.mp3 (ไทย)
File: 550409.mp3 (สหรัฐอเมริกาและยุโรป)
เสียงพระธรรมเทศนา ระหว่างนาที่ ๑๓ วินาทีที่ ๖ ถึง นาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๙

เว็บไซต์ Dhammada.net
เป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการอนุญาตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ให้สามารถดำเนินการถอดข้อความพระธรรมเทศนาในลักษณะข้อความสั้นได้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓

ชี้แจงการรับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่นี่

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ ที่นี่

ติดตั้ง Dhammada Application for Android ที่นี่

คู่มือการใช้งาน อ่านได้ ที่นี่

Page 1 of 3123